สายไหน ?



     คำว่า สาย หมายถึง สิ่งที่มีลักษณะเป็นเส้นแนวยาว เช่น สายไฟฟ้า สายรุ้ง โดยปริยายหมายถึงสิ่งที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน เช่น สายการเดินเรือ สายงานเป็นต้น นี้เป็นความหมายตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน

     การที่ได้นำเอาคำว่า สาย มาเป็นหัวข้อคอลัมน์วันนี้ ก็เพราะมีเหตุจูงใจในคำถามที่ได้ยินได้ฟังมาจากบางท่าน ที่อ้างตัวเองเป็น “นักปฏิบัติธรรม” และในการแนะนำตัวของบุคคลนั้น นอกจากการบอกชื่อความเลื่อมใสศรัทธาและประสบการณ์ในการปฏิบัติของตนแล้ว คำที่มักได้ยินเสมอคือ “แล้วท่าน/คุณล่ะ ปฏิบัติสายไหน" หรือถามสั้นๆ ว่า "สายไหน..?..” ได้ฟังเช่นนั้น ทำให้ผู้เขียนหวนนึกถึงการเดินทางของตนในอดีต เลยเกิดความคิดเปรียบเทียบคำถามนั้น และได้นำมาเป็นหัวข้อเขียนในฉบับนี้

     การเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ เช่นต่างจังหวัด (ประเทศไทย) นั้น เราท่านคงพอจะนึกออกว่า เริ่มต้นเราต้องไปที่ท่ารถโดยสาร ที่สามารถพาเราไปยังจุดหมายที่ต้องการได้ ท่ารถที่ว่านี้ก็คือสถานีขนส่งนั่นเอง สถานีขนส่งในบ้านเราแยกออกเป็น สถานีใหญ่ๆ สายแรกคือสถานีขนส่งสายเหนือ-อีสาน ที่เรียกกันว่าขนส่งหมอชิตนั่นแหละ เพราะไปอยู่บริเวณตลาดของคุณหมอชิต จึงได้เรียกสถานีตามชื่อเจ้าของตามแบบไทยๆ ถึงแม้จะไม่เป็นทางการนัก แต่ก็สะดวกกว่าที่จะเรียกว่าสถานีขนส่งสายเหนือ-ตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) เป็นไหนๆ

     แห่งที่ ๒ นั้น เรียกว่า “เอกมัย” ตามภาษาแท๊กซี่ แต่จริงๆ แล้วคือสถานีขนส่งสายตะวันออก ส่วนขนส่งสายใต้นั้น ความหมายก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าไปภาคใต้

     เมื่อไปถึงสถานีขนส่งแล้ว ก่อนอื่นก็ต้องไปซื้อตั๋ว ถ้าจะไปเชียงใหม่ก็ต้องซื้อตั๋วไปเชียงใหม่ ถ้าเราไปซื้อตั๋วผิดเช่นซื้อตั๋วไปหนองคาย อย่างนี้ร้อยวันพันปีก็ไม่มีวันที่จะถึงเชียงใหม่แน่นอน ถึงแม้จะเอาตั๋วไปหนองคายนั้นไปขึ้นรถคันที่จะไปเชียงใหม่ ทั้งเด็กรถและคนขับก็คงไม่ยอมให้ขึ้นแน่ มีแต่จะโดนไล่ให้ไปซื้อตั๋วใหม่ให้ถูกสายเท่านั้น ทางที่ปลอดภัยที่สุดก็คือซื้อตั๋วให้ถูกกับปลายทางที่ต้องการไปเท่านั้น

     การที่ได้เอาคำว่า “สาย” มาใช้เรียกชื่อเส้นทางการเดินรถ ก็เพื่อกำหนดจุดหมายปลายทางที่ต่างกันให้ผู้โดยสารได้ทราบ เพราะถ้าหากไม่มีสายแล้ว ผู้โดยสารก็ต้องงง ถือตั๋วขึ้นรถโดยไม่รู้ว่าคันไหนสายไหน ก็จะวุ่นวายกันใหญ่ ท่านผู้รู้จึงได้นำเอาคำว่า “สาย” มาบัญญัติตามความหมายข้างต้น

     ส่วนในการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนานั้น เรามักได้ยินได้ฟังกันบ่อยๆ ว่าสายไหน หลวงพ่ออะไร หรือสำนัก/วัดไหน เป็นต้น ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งการทะเลาะวิวาท แก่งแย่งแข่งดี อวดดื้อถือรั้น หรือดูหมิ่นในระหว่างผู้ที่เรียกตัวเองว่า “นักปฏิบัติธรรม” ด้วยกันเอง เพราะสาเหตุใดหรือ ?

     พระธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น มีรสๆ เดียว คือวิมุตติรส คำว่า “รส” นั้นคือผล ส่วน “วิมุตติ” แปลว่าความหลุดพ้น (จากราคะ โทสะ โมหะ หรือความโลภ โกรธ หลง) และการปฏิบัติเพื่อถึงความหลุดพ้นนั้น ก็มีแต่เพียงทางเดียวเท่านั้นคือ แนวทางตามมหาสติปัฏฐานสูตร ที่เราท่านทราบกันดีว่า คือสติปัฏฐาน ๔ นั่นเอง ซึ่งพระพุทธองค์ทรงตรัสยืนยันว่า

     เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา โสกปริเทวานํ สมติกฺกมาย ทุกฺขโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมายญ ายสฺส อธิคมาย นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย ยทิทํ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา ..”
 

     แปลได้ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางสายเอกสายเดียว เพื่อความบริสุทธิ์ของสรรพสัตว์ เพื่อก้าวล่วงซึ่งความโศกเศร้าเสียใจ ความร่ำไรรำพัน เพื่อความสิ้นไปแห่งทุกข์กายทุกข์ใจ เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง ทางเอกสายนั้นคือสติปัฏฐานสี่ .. แนวทางแห่งมหาสติปัฏฐานสูตรนี้ มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่ามรรคมีองค์แปด อันเป็นทางสายกลาง ไม่สุดโต่งไปในทางเคร่งครัดหรือหย่อนยานจนเกินไป

     ทีนี้ เมื่อมีพระพุทธพจน์ยืนยันถึงจุดหมายปลายทาง และเส้นทางการเดินทาง ว่ามีอยู่แต่เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นเช่นนี้แล้ว การที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งตั้งคำถามขึ้นมาว่า “คุณล่ะ ! สายไหน ?” ดังนี้จึงเป็นปัญหาให้ขบคิดว่า เอ ! ถามอย่างนี้หมายความว่ายังมีสายอื่น เพื่อความบริสุทธิ์ของสรรพสัตว์อีกอย่างนั้นหรือ ? และถ้าหากมีคำถามอย่างนั้นแล้ว ก็ควรจะถามต่อไปด้วยว่า สายที่ว่านั้นเป็นสายของพระพุทธเจ้าหรือเปล่า ? ดังนี้ด้วย แต่ที่น่าแปลกใจอย่างยิ่งก็คือ ผู้ที่ถามนั้นก็ยืนยันเรียกตัวเองว่าเป็นพุทธศาสนิกชน และใช้ธรรมะของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติ แต่เหตุไฉนถึงได้ตั้งคำถามต่อผู้ที่เป็นพุทธด้วยว่า สายไหน ? เพราะถ้าหากเราเดินกันคนละสาย ก็หมายความว่าเรามีจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกัน ทีนี้เมื่อเดินทางต่างสายกันอย่างนั้น ผลที่จะได้รับก็ย่อมจะต้องแตกต่างกันไปด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย

     คำถามที่ว่านี้ จึงสร้างความเคลือบแคลงสงสัยให้แก่ผู้ที่ไม่ได้ศึกษา ไม่รู้จริงในพระธรรมวินัยของพระพุทธองค์ให้เข้าใจไปว่า “การเข้าถึงพระนิพพานอันเป็นจุดหมายของพระพุทธศาสนานั้น สามารถที่จะเดินทางต่างสายกันได้ คล้ายๆ กับว่าถ้าต้องการจะไปเชียงใหม่ ก็ไม่จำเป็นต้องไปขึ้นรถที่ขนส่งสายเหนือ แต่ว่าสามารถจะขึ้นรถที่ขนส่งสายใต้ ล่องไปสุไหงโกลก ก็จะไปถึงเชียงใหม่เช่นเดียวกัน” ซึ่งท่านผู้อ่านก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้อย่างแน่ นอน เว้นแต่ว่ารถเหล่านั้น ไม่ใช่รถโดยสารที่ถูกต้อง เป็นรถเถื่อน เช่นรถทัวร์ผ้าป่าอะไรทำนองนี้ เพราะรถพวกนี้แม้ว่าจะติดป้ายไว้ว่าสายนั้นสายนี้ แต่ทว่ากลับมิได้ไปตามสายที่ติดป้ายไว้ เพราะถูกเหมานอกเส้นทางนั่นเอง

     อย่างไรก็ตาม ก็ใคร่จะกล่าวเปรียบเทียบให้เห็นอีกก็คือว่า พระนิพพานเป็นจุดหมายสุดท้ายของพระพุทธศาสนา คือจุดหมายการเดินทาง ซึ่งวิธีการเข้าถึงพระนิพพานนั้น ก็มีเพียงสายเดียวคือสติปัฏฐานสี่เท่านั้น เมื่อทั้งจุดหมายและวิธีการมีอยู่เพียงอย่างเดียวเช่นนี้ การพูดว่า “ปฏิบัติตามสายของหลวงพ่อ หรือหลวงพี่องค์โน้นองค์นี้ ก็จะบรรลุพระนิพพานของพระพุทธเจ้าได้เช่นเดียวกัน” จึงกล่าวได้ว่าเป็นการสร้างสัทธรรมปฏิรูป คือธรรมะปลอมขึ้นมาในพระพุทธศาสนาโดยไม่ต้องสงสัย เพราะสายพระพุทธเจ้านั้นมีเพียงสายเดียว ย้ำ ! ดังนั้น ผู้ที่กล่าวหรือถามเกี่ยวกับเรื่องเส้นเรื่องสายภายในพระพุทธศาสนาแล้ว ผู้นั้นย่อมจัดได้ว่า ยังไม่มีความเข้าใจพระพุทธศาสนาอย่างดีพอ และแม้ผู้ที่เดินทางตามบุคคลผู้นั้น ก็ย่อมสุ่มเสี่ยงต่อการเดินทางผิดทางอีกด้วย

ขออธิบายเรื่องการปฏิบัติตามแนวมหาสติปัฏฐานสูตรแต่พอสังเขป ดังนี้

     เบื้องต้นนั้น ท่านผู้ที่จะปฏิบัติกรรมฐาน (สมถะและวิปัสสนา) ต้องเป็นผู้ที่มีวินัย (ท่านหมายถึงศีลและมารยาท) อย่างพร้อมมูล คือนอกจากจะเป็นผู้ที่มีระเบียบมั่นคงแล้ว ยังต้องมีจิตใจที่อ่อนโยนไม่แข็งกระด้าง ไม่อวดดื้อถือทิฏฐิ ยินดีที่จะประพฤติปฏิบัติตามแนวทางแห่ง สติปัฏฐานอย่างเต็มใจ เมื่อมีวินัยครบบริบูรณ์อย่างนี้แล้ว ก็ยังต้องตัดพันธะต่างๆ ให้สิ้น พันธะที่ว่านี้ท่านเรียกว่าปลิโพธิ คือสิ่งที่เป็นเหตุกังวล มี ๑๐ อย่างคือ

๑. กังวลด้วยที่อยู่ คือบ้านเรือนหรือครอบครัว
๒. เป็นห่วงตระกูลว่าจะขาดสูญ ไร้ทายาทสืบสกุล
๓. ห่วงลาภสักการะ หรือสมบัติพัสถานที่มีอยู่ หรือคาดหวังว่าจะได้
๔. ห่วงหมู่คณะ ได้แก่เพื่อนฝูงผู้ใกล้ชิดสนิทสนม
๕. ห่วงการงานที่ทำ เช่นกลัวว่าจะตกงาน ถ้าไปปฏิบัติธรรมเป็นต้น
๖. ติดเรื่องการเดินทาง มีธุระต้องไปโน่นไปนี่อยู่เสมอ
๗. ห่วงญาติพี่น้อง พ่อก็แก่แม่ก็ไม่สบาย อะไรทำนองนี้
๘. มีความเจ็บไข้ ทำให้จิตใจไม่มั่นคง
๙. ติดเล่าเรียนศึกษา ปริญญาก็อยากได้ พระนิพพานก็อยากเห็น ผลสุดท้ายก็ต้องรอรับปริญญาก่อน การปฏิบัติก็เลยต้องเลื่อนไป
๑๐. มุ่งมั่นบำเพ็ญฌานเพื่อเอาฤทธิ์ปาฏิหารย์ หรือได้แล้วก็ยินดีติดอยู่ในคุณวิเศษเพียงขั้นนั้น ไม่พยายามปฏิบัติเพื่อบรรลุคุณธรรมขั้นสูงยิ่งๆ ขึ้นไป

เมื่อตัดความกังวลทั้ง ๑๐ ประการนี้ได้แล้ว ก็ควรมีคู่คิดปรึกษาหารือ หรือให้คำแนะนำในการปฏิบัติ ซึ่งท่านผู้นั้นก็ต้องมีประสบการณ์ในการปฏิบัติมาก่อนแล้วอย่างดีด้วย ผู้ที่สามารถแนะนำนั้นท่านเรียกว่าครูหรืออาจารย์ เรียกรวมว่ากัลยาณมิตร ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคกล่าวถึงคุณสมบัติของกัลยาณมิตรว่ามี ๗ อย่างคือ

๑. ปิโย น่ารัก รักในที่นี้เป็นความรักฉันท์ครูกับศิษย์นะท่าน มิใช่ความรักแบบฉันกับเธอแต่อย่างใด
๒. ครุ น่าเคารพ
๓. ภาวนีโย น่ายกย่องสรรเสริญ
๔. วตฺตา สามารถว่ากล่าวตักเตือนเราด้วยเหตุด้วยผล และด้วยเมตตาจิตได้
๕. วจนกฺขโม อดทนอดกลั้นต่อถ้อยคำ คือบางทีลูกศิษย์อาจจะกระทำอะไรล่วงล้ำกล้ำเกินไปบ้าง แต่ท่านก็มีเมตตาเอ็นดู ไม่ถือสาหาความ
๖. คมฺภีรํ กถํ กตฺตา สามารถชี้แจงแสดงซึ่งเรื่องอันลึกซึ้ง หรืออธิบาย เรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายได้ ไม่ใช่ทำเรื่องที่ง่ายให้มันยากขึ้น
๗. โน อฏฺฐาเน นิโยชโก ไม่ชักนำในสิ่งที่ไม่สมควร คือไม่เหลวไหล

     เมื่อได้กัลยาณมิตรเช่นนี้แล้ว ก็เริ่มปฏิบัติตามคำแนะนำของท่านได้ ซึ่งกัลยาณมิตรผู้ฉลาด ก่อนที่จะให้อารมณ์กรรมฐาน แก่ศิษย์ ท่านย่อมจะกำหนดดูอัธยาศัยของศิษย์ว่ามีนิสัยเช่นไร หนักไปทางไหน ในภาษาบาลีมีศัพท์เรียกนิสัยของคนว่าจริต มีอยู่ อย่างคือ ๑. ราคจริต ชอบสวยงาม ๒. โทสจริต มักโกรธ ๓. โมหจริต ซื่อบื้อ งมงายหรือโง่ ๔. ศรัทธาจริต ความเชื่อฝังหัว ดื้อรั้น ๕.พุทธิจริต พวกรู้มาก อวดรู้ และ ๖. วิตักกจริต พวกอุปาทาน มีอะไรก็นึกคิดติดใจไปก่อนแล้ว เรียกง่ายๆ ว่า พวกกระต่ายตื่นตูม

     เมื่อทราบนิสัยหรือสันดานที่แท้จริงของศิษย์แล้ว ท่านอาจารย์ก็จะได้ให้กรรมฐานที่ถูกเพื่อแก้จริตนิสัยนั้น เปรียบดังหมอรู้อาการของคนไข้แล้วให้ยาถูกกับโรคฉะนั้น เรื่องจริตนิสัยของบุคคลทั้ง ๖ ประเภทนั้น ท่านพระพุทธโฆษาจารย์ได้อธิบายอย่างพิสดารไว้ในหนังสือวิสุทธิมรรคแล้ว ท่านผู้ต้องการทราบ ได้โปรดศึกษาจากตำราที่ว่านั้นเทอญ ทีนี้ ท่านอาจารย์ก็จะให้กรรมฐาน ซึ่งแสลงแก่จริตของศิษย์ ดังนี้

๑. ราคะจริต คนพวกนี้ทำอะไรประดิษฐ์ประดอย ชอบสวยงาม อาหารการกินก็หนักไปทางรสหวาน เสื้อผ้าอาภรณ์ ก็เน้นไปทางสวยงามเจ้าระเบียบ ดังนั้น ต้องให้อสุภกรรมฐานไปพิจารณา เช่นพวกซากศพ ของเน่าเหม็นเป็นต้น ให้ดูเป็นของน่าเกลียดน่ากลัว จึงจะถูกแก่จริต

๒. โทสะจริต พวกนี้ทะลึ่งปึงปัง เสียงดัง ชอบขัดใจคน เดินก็ไม่สำรวมระวัง มักเอาส้นเท้าลง กินของออกเปรี้ยว นิสัยอย่างนี้ต้องใช้พวกของสวยงามเข้าล่อ แม้แต่คำพูดก็ต้องหวานหูเข้าไว้ จิตใจจะได้ คลายโมโหโทโสได้

๓. โมหะจริต นิสัยจับจด พวกนี้อยู่ในที่อุดอู้ไม่ได้เพราะสติปัญญาทึบ ต้องให้นั่งในที่โล่งๆ หัดมองให้กว้างไกลจิตใจจะได้ปลอดโปร่ง การปฏิบัติจึงจะเกิดผลดี

๔. ศรัทธาจริต พวกนี้ต้องใช้ความเลื่อมใสแก้ความเลื่อมใส แบบหนามยอกเอาหนามบ่ง ต่างกันแต่เพียงว่าเน้นการอธิบายเหตุผล เพื่อดึงคนให้กลับจากความเชื่องมงายอย่างสุดโต่ง

๕. พุทธิจริต พวกอวดรู้ พูดมาก ชอบแสดงออก จนบางครั้งดูเพ้อเจ้อ ต้องกดหรือกำหราบด้วยการห้ามพูด หรือให้พูดแต่พอประมาณ แต่บางครั้งบางคน ก็ต้องปล่อยให้พูดแบบหมดใส้หมดพุงไปเลย จึงจะมีแก่ใจปฏิบัติ

๖. วิตักกจริต พวกนี้หวาดวิตกไปทั่ว คุมความคิดไม่ค่อยอยู่ ต้องให้ กำหนดวงกสิณเล็กๆ และจำกัดสถานที่ เช่นในห้องเล็กๆ เป็นต้น เพื่อป้องกันมิให้มีการรับอารมณ์ภายนอกเข้ามาวิตกมากนัก

     ครับ นี้ว่ากันแบบคร่าวๆ ส่วนในการปฏิบัติจริงๆ นั้น มีครูบาอาจารย์และหนังสือมากมายให้ศึกษา ผู้ปรารถนาพึงค้นคว้าด้วยตนเองเทอญ ผู้เขียนนำมาแสดงพอเป็นแนวทางเท่านั้น เพื่อแสดงให้เห็นว่าการปฏิบัติและบรรลุธรรมในพระพุทธศาสนานั้น มีการศึกษาปฏิบัติและบรรลุผลตามลำดับ มิใช่การเรียนลัดแบบหลับหูหลับตาแล้วก็เกิดโพล่งสว่างจ้า เห็นเป็นสวรรค์นิพพานอะไรทำนองนี้ พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบการศึกษาปฏิบัติและบรรลุผลในพระพุทธศาสนาว่า เปรียบดังมหาสมุทร ที่ลาดลุ่มลึกลงไปโดยลำดับ ไม่โกรกชันเหมือนเหวหรือหน้าผา ดังนั้น ถ้าหากมีผู้ใดอ้างตัวเองว่าได้บรรลุนิพพานด้วยวิธีอันพิเศษ ต่างออกไปจากแนวแห่งมหาสติปัฏฐานสูตร แบบกดปุ้บติดปั้บทำนองนี้ ก็ขอให้พุทธศาสนิกชนผู้มากไปด้วยศรัทธาจริตทั้งหลาย โปรดระมัดระวังเอาไว้ให้ดีด้วย เพราะนั่นดูเหมือนจะไม่ใช่แนวทางของพระพุทธองค์เสียแล้ว

     ก็นี่แหละท่าน นิสัยคนเราอย่างหนึ่งก็คือ ใจร้อน ชอบเรียนลัด อยากเห็นโน่นเห็นนี่ ขี้สงสัย ยังไม่ทันได้ปฏิบัติเลยก็ตั้งความหวังไว้ล่วงหน้าเสียแล้ว ว่าเดี๋ยวคงได้เห็นอะไรดีๆ มั่ง ยิ่งบางคนเคยอ่านตำราประเภทอภินิหาร เช่นโลกทิพย์หรือของ วัดพระธรรมกายที่เน้นปาฏิหารย์มาก่อนด้วย พอนั่งปุ๊ปก็ตั้งจิตคิดสร้างนิมิตขึ้นมา ในจิตทันที นึกหน่วงเนิ่นนานจนเป็นภาพหลอน ทำไปทำมา ก็หลงคือโลภโกรธหลงมิได้ลด เบาบางลงแต่อย่างใด แต่กลับหนักไปทางทุ่มเงินทองซื้อสวรรค์ชั้นฟ้า แบบว่าติดสินบนพระเจ้า ขนาดเขาให้ผ่อนบุญผ่อนคอนโดเทวดาก็ยังมีคนบ้าไปทำ เรียกว่ากะทุ่มทีเดียวจะให้ถึงสวรรค์นิพพานกันเลย มันไม่ง่ายไปหน่อยหรือ ?

     อีกประโยคหนึ่งนั้น ที่มักได้ยินกล่าวกันเนืองๆ ว่า “ศาสนาทุกศาสนาต่างสอนให้คนเป็นคนดี” ซึ่งฟังดูก็ดูเข้าทีมีเหตุผล และเหมือนกับว่าผู้พูดมีจิตใจกว้างขวาง สมกับความเป็นอินเตอร์เนชั่นแนลทำนองนั้น แต่ถ้าหากจะพินิจกันลึกๆ จริงๆ แล้ว ก็ต้องถามให้ชัดเจนด้วยว่า ที่ท่านกล่าวเช่นนั้นหมายความว่าไง หมายความว่า นับถือศาสนาไหนก็เหมือนกันหมด ไม่ว่าพุทธคริสตร์อิสลามใช่หรือไม่ ขี่อะไร ก็ไปถึงนิพพานเหมือนกันหมดอย่างนั้นหรือ ? ถ้างั้นลองขับรถยนต์ลงทะเลข้ามมหาสมุทรมาอเมริกาดูสิ ทำได้หรือเปล่า ข้ามมหาสมุทรนั้นเขาต้องใช้เรือ หรือไม่ก็เครื่องบิน การที่บางท่านพูดเช่นนั้น นอกจากจะแสดงถึงความไม่ซื่อสัตย์จริงใจในหลักการทางพระพุทธศาสนาของตนเองแล้ว ยังอวดขี้เท่อให้คนอื่นเขาเห็นอีก และความคิดเห็นของคนเหล่านี้ ดูไปก็เหมือนกับพวกที่ชอบเส้นสายไม่ผิดเพี้ยนเลย พระพุทธองค์ทรงยืนยันไว้ในมหาปรินิพพานสูตรว่า
 
    
“ดูก่อนสุภัททะ เราเมื่อมีวัยได้ ๒๙ ปี บวชแล้ว ตามแสวงหาว่าอะไรเป็นกุศล ตั้งแต่เราบวชแล้วนับได้ ๕๑ ปี แม้สมณะผู้เป็นไปในประเทศแห่งธรรมเป็นเครื่องนำออก ไม่มีในภายนอกแต่ธรรมวินัย (คือพระพุทธศาสนา) นี้ สมณะที่ ๒ ที่ ๓ หรือที่ ๔ ก็มิได้มี ลัทธิ(ศาสนา) อื่นว่างจากสมณะผู้รู้ทั่วถึง ก็ถ้าภิกษุเหล่านี้พึงเป็นอยู่โดยชอบแล้วไซร้ โลกนี้ไม่พึงว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย..”

     ครับ คำว่า “สมณะที่ ๑-๒-๓-๔” นั้น ก็คือพระอริยะบุคคลตั้งแต่พระ โสดาบันขึ้นไปนั่นเอง ดังนั้น ถ้าผู้ที่กล่าวว่าศาสนาทุกศาสนาต่างสอนให้คนเป็นคนดี นั้น ถ้าอ้างตัวเองว่าเป็นพุทธศาสนิกชนละก็ ถือได้ว่ายังไม่รู้จักพระพุทธศาสนาและไม่เข้าใจในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์เลยแม้เพียงนิด

     ตรวจจิตคิดยับยั้งชั่งใจ ด้วยเหตุด้วยผลกันซักนิดก่อนเถิดท่านทั้งหลาย ก่อนที่จะล้มละลายทั้งกายใจ เพราะบ้าบุญกุศล หนทางอันเอกอันถูกต้องนั้นมีอยู่แน่แท้อย่างมิต้องสงสัย เพียงแต่อย่าปิดตาปิดใจ และในไม่ช้าคิดว่าท่านคงจะหาหนทางนั้นเจอ และเมื่อนั้นคำถามว่า สายไหน ? ก็คงจะหมดไปจากวัดอย่างแน่นอน เร็วเข้าเถิดท่าน รถจะออกแล้ว อ้อ ! แล้วคุณล่ะ สายไหน ?


พระมหานรินทร์ นรินฺโท
พฤษภาคม
๒๕๔๓