สัมภาษณ์พระอรหันต์

 


เกี่ยวกับผู้สัมภาษณ์
 

ชื่อ-ฉายา : พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล (ป.ธ. ๔ น.ธ.เอก) ปัจจุบันคือพระภาวนาวิสุทธิคุณ เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม และผู้อำนวยการสถาบันพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี

สถานะเดิม : ชื่อ นายเสริมชัย นามสกุล พลพัฒนาฤทธิ์เกิดที่อำเภอ นางรองจังหวัดบุรีรัมย์ วันพฤหัสบดีที่ ๖ เดือน มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๒

การศึกษา : รัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต (เกียรตินิยม) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ประกาศนียบัตรการศึกษาอบรม “วิชาวิจัยทางสัมคมศาสตร์” Institute ofSocial, The University of Michigan, Ann Arbor สหรัฐอเมริกา ประกาศนียบัตรการศึกษาอบรมหลักสูตรการจัดการคอมพิวเตอร์และระบบข่าวสารด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ จากสำนักแถลงข่าวสหรัฐ วอชิงตัน ดีซี ประเทศสหรัฐอเมริกา

หน้าที่การงานประจำ เป็นพนักงานประจำสำนักข่าวสารอเมริกันกรุงเทพฯ ในตำแหน่ง Research Specialistลาออกจากสำนักข่าวสารอเมริกันก่อนถึงเวลาเกษียณอายุ ๓ ปีเพื่อบรรพชาอุปสมบทปฏิบัติพระศาสนา ปัจจุบันเป็นพนักงานบำนาญของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เวลานั้นมีอายุ ๕๗ ปี

วันบวช วันที่ ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๙ ณ พัทธสีมาวัดปากน้ำภาษีเจริญ กรุงเทพฯ

พระอุปัชฌาย์ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ชุตินฺธโร ป.ธ.๙) วัดสามพระยา (มรณภาพแล้ว)

พระกรรมวาจาจารย์ พระพรหมคุณาภรณ์ (เกี่ยว อุปเสโณ ป.ธ.๙) ปัจจุบันคือสมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ

พระอนุสาวนาจารย์ พระธรรมธีรราชมหามุนี (ช่วง วรปุญฺโญ ป.ธ.๙) ปัจจุบันคือสมเด็จพระมหารัชชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำภาษีเจริญ


 

     ครับก็นำเอาประวัติพระอริยเจ้าในยุค IT ปี 2000 มาให้ท่านผู้อ่านได้ทราบความเป็นไปเป็นมา ของคนผู้อวดอ้างตัวเองว่าได้รู้เห็นพระธรรมกายของพระพุทธเจ้ากันเสียก่อน

     ก่อนอื่นต้องขอเกริ่นนำด้วยประวัติของพระมหาเสริมชัยองค์นี้สักหน่อย ตามประวัติการศึกษาและการเข้ามารับการบรรพชา-อุปสมบท ในบวรพระพุทธศาสนาของนายเสริมชัยนั้น เป็นไปแบบผู้ลากมากดีทั้งหลาย คือนิยมในการที่จะได้เป็นสานุศิษย์เจ้าประคุณสมเด็จ หรือพระราชาคณะชั้นสูงๆ หรือที่ดังๆ เหตุผลหรือก็คือเพื่อการันตีคุณภาพของตัวเองว่า พระอุปัชฌาย์อาจารย์ของผมเป็นเจ้าประคุณชั้นนั้นชั้นนี้นะ โดยความหมายก็คืออวดอีโก้ว่า ผมนี้ไม่ใช่ขี้ไก่ แต่ว่าเป็นขี้ช้าง จะขี้แต่ละทีก็ต้องให้มันดังเข้าไว้ ดังนั้นครั้นบวชแล้ว พระมหาเสริมชัยไปอยู่ที่ไหน ก็มักจะอวดอ้างถึงครูบาอาจารย์ของตัวเองดังกล่าวอยู่เนืองๆ

     ในปีที่ ๖ แห่งการบวช (พ.ศ.๒๕๓๔) พระมหาเสริมชัยได้ยกย้ายออกจากวัดวัดปากน้ำภาษีเจริญ เพื่อไปดำเนินการจัดตั้งสถาบันพุทธภาวนาวิชชาธรรมกายอยู่ ณ อำเภอดำเนินสะดวกจังหวัดราชบุรี จากนั้นก็ได้นิมนต์เจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสามพระยา สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ สมเด็จพระมหารัชชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำภาษีเจริญ พระภาวนาโกศลเถร (อาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ วัดปากน้ำภาษีเจริญ) พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.๙) วัดราชโอรสาราม พระราชปริยัติกวี (วิเชียรอโนมคุโณ ป.ธ. ๙) วัดปากน้ำภาษีเจริญ พระเมธีรัตโนดม (อำนวย ปญฺญาวุฑฺโฒ ป.ธ. ๗) วัดถนนใหญ่ ลพบุรี ทั้งหมดนี้มาสนับสนุนการสร้างฐานพระธรรมกายของตนเอง และได้ตั้งสถาบันพุทธภาวนาวิชชาธรรมกายขึ้น ได้อาราธนาเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์วัดสระเกศ เป็นองค์ประธานทั้งยังได้ตั้งมูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกายไว้ที่วัดสระเกศอีกด้วย

     ครับ ทั้งหมดทั้งมวลนี้คือที่มาแห่งปัญหา “ธรรมกาย” ที่ยังเล่นกันไม่จบอยู่ในปัจจุบัน พระสงฆ์องค์เณรแม้จะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรแต่ก็ได้แต่ร้อง “แบ๊ะๆ” คือพูดอะไรไม่ออก ยิ่งพวกเจ้าคุณทั้งหลายด้วยต่างก็ต้องสงวนทีท่าไว้ให้ดีทีเดียว เพราะยศถาบรรดาศักดิ์ที่จะพึงมีพึงได้นั้นสำคัญยิ่งนัก ขนาดเจ้าคุณผู้ดำรงตำแหน่งเป็นถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ก็ยังเงียบกริบ ! เรื่องความเป็นไปเป็นมานั้นจะขอนำไปกล่าวไว้ในคอลัมน์อื่น แต่ตรงนี้จะขอนำเอาหลักฐานการให้สัมภาษณ์บุคคลผู้ได้บรรลุธรรมในสายธรรมกาย ซึ่งเป็นผู้ได้สัมผัสได้เห็นอายตนนิพพาน โดยพระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล มาแสดง ตามหลักฐานที่มาในหนังสือ “นิพพาน ๓ นัย” ของวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม ในสถาบันพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี พิมพ์โดยบริษัทเอช ที พี เพรส จำกัดหมายเลขหมวดหนังสือ ISBN 974-88714-2-8 ไม่ระบุวันเดือนปีที่พิมพ์ เกริ่นมานานแล้ว เราไปพบบทสัมภาษณ์ดังกล่าวกันดีกว่า

     จากหนังสือ “นิพพาน ๓ นัย” หน้า ๒๔ ซึ่งบรรยายโดยพระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล มีข้อความว่า

     “..อาตมาจะถามผู้ที่ปฏิบัติได้ถึงธรรมกายแล้ว ว่าเห็นอายตนนิพพานและพระนิพพานหรือไม่ และสัมผัสได้หรือไม่ ?”

ถาม คุณโยมจีราภา (คุณจีราภา เศวตนันท์) เห็นอายตนนิพพานไหม ?

ตอบ เห็นค่ะ

ถาม สัมผัสได้ไหม ?

ตอบ ได้ค่ะ

ถาม สัมผัสได้นี่หมายถึงว่า (พระนิพพานคือธรรมกายตรัสรู้ของพระอรหันต์และพระพุทธเจ้า) มีเป็นตัวตนสัมผัสได้ใช่หรือไม่?

ตอบ ใช่ค่ะ

ถาม (ถ้าสัมผัสพระนิพพานและพระพุทธเจ้าได้) เย็น ร้อน อ่อน แข็ง อย่างไรสัมผัสแล้วรู้สึกอย่างไรคุณโยมสมจิตร์ ? (คุณสมจิตร์อารีรอบ)

ตอบ รู้สึกเย็นค่ะ

ถาม สามเณรสุรชัยล่ะสัมผัส (พระนิพพานและพระพุทธเจ้า) ได้หรือไม่ ?
(สามเณรสุรชัย ก้านคำ บาลีประโยค ๑-๒)

ตอบ สัมผัสได้ครับ

ถาม (พระนิพพานและพระพุทธเจ้า) มีเป็นตัวเป็นตนหรือว่างเปล่า?

ตอบ มีเป็นตัวตนครับ

ถาม นิ่ม หรืออ่อน แข็งอย่างไร ?

ตอบ นิ่ม ครับ

ถาม ใส หรือทึบ ?

ตอบ ใส ครับ บริสุทธิ์ครับ

ถาม (เห็น) ธรรมดาหรือสว่างมาก ?

ตอบ สว่างมากครับ

ถาม พระภิกษุท่านพูดมากไม่ได้ (แล้วที่พูดอยู่นี่มันตัวอะไร ?) จะขอถามพระบุญส่งให้ตอบย่อๆ ว่า ที่โยมตอบสามเณรตอบท่านเห็นตรงตามเขาหรือไม่ ? (พระบุญส่ง สุวณฺณสาโร)

ตอบ เห็นตรง ครับ

ถาม พระชูชัย ล่ะเห็นตรง (ตามที่เขาตอบ) หรือไม่ ? (พระชูชัย อตฺถโชติ)

ตอบ เห็นตรง ครับ

     เป็นอันว่าที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้แสดงไว้นั้น เมื่อปฏิบัติตรงไปได้คุณภาพตามนั้นก็จะรู้เห็นและเข้าใจว่าสภาวะของพระนิพพานทั้งโดยสภาวะ โดยผู้ทรงสภาวะและโดยอายตนะ ที่สถิตย์อยู่ของผู้ทรงสภาวะมีอยู่และมีอยู่อย่างไร และมิใช่ว่าว่างจนไม่มีอะไร แต่ที่ว่าพระนิพพาน ผู้ทรงสภาวะนิพพานมีเป็นตัวเป็นตนนั้นก็มิได้หมายเอา “ตัวตน” ตามอัตตานุทิฏฐิ หรืออัตตวาทุปาทานที่ไปยึดมั่นในสังขารที่ขันธ์ ๕ เป็นต้นว่าเป็นอัตตา คนละความหมายนี้มีเอกสารอื่นอีกมากที่เป็นพยานหลักฐานในเรื่องนิพพานนี้นี่ว่า ด้วยความหมายของนิพพาน ๓ ลักษณะหรือ ๓ นัย”

     ครับ นี่แหละคือการสัมภาษณ์พระอรหันต์ของบุคคลผู้มีนามว่า “เสริมชัย” ผู้อวดอ้างตัวเองว่าได้รู้เห็นอายตนนิพพานและธรรมกายของพระพุทธเจ้า และทำการอุกอาจถึงขนาดว่า “สัมภาษณ์พระอรหันต์” เลยทีเดียว การสัมภาษณ์ของ “เสริมชัย” นั้นก็เป็นอย่างที่เห็นๆ คือถามเฉพาะแต่สาวกของตนที่ได้รับการล้างสมองมาอย่างดีแล้วเท่านั้น แต่ละคนนั้นก็มีดีกรีสูงส่งเป็นอย่างยิ่ง คือถามผู้หญิงชาวบ้านบ้าง สามเณรที่กำลังเรียนบาลีประโยค ๑-๒ มั่ง ถามพระลูกวัดมั่ง และการถามแต่ละคำนั้นล้วนแต่เป็นการ “ถามนำ” คือมีคำตอบสำเร็จรูปให้เลือก การถามเช่นนี้มีข้อสังเกตว่า “เข้าข่ายต้องอาบัติปาราชิกข้อ ที่ ๔ ว่าด้วยการอวดอุตริมนุสสธรรมหรือไม่ ?.”

     เพราะ (๑) การทำพระนิพพานให้แจ้งจนกระทั่งสามารถเข้าไปสัมผัสพระธรรมกายได้นั้น ต้องเป็นพระอริยบุคคลระดับอรหันต์เท่านั้น การที่พระมหาเสริมชัยได้อุปโลกน์บริวารของตน ให้เป็นพระอรหันต์ผู้สามารถสัมผัสพระวรกายของพระพุทธเจ้า ที่ตนเองเรียกว่า “ธรรมกาย” ได้นั้น เป็นการอวดอุตริมนุสสธรรมอย่างไม่ต้องสงสัย และการอวดอ้างเช่นนี้ ถือได้ว่าพระมหาเสริมชัยนั้นได้ขาดจากความเป็นพระภิกษุไปแล้วโดยอัตโนมัติ

     และ (๒) พระมหาเสริมชัยได้สร้างสัทธรรมปฏิรูปขึ้น โดยได้ถามนำให้บริวารตอบว่า พระธรรมกายของพระพุทธเจ้านั้น นิ่ม หรือ อ่อน แข็งอย่างไร ที่สำคัญที่สุดยังได้ย้ำด้วยว่ามีเป็นตัวตนหรือว่างเปล่า ? นอกจากนั้นยังบังอาจพาสตรีเข้าไปลูบคลำพระวรกายของพระพุทธเจ้า ขนาดพระสงฆ์เราแตะสตรีก็ยังถูกปรับอาบัติแล้ว นี่เล่นอุกอาจถึงขนาดพาสีกาไปลูบคลำพระพุทธเจ้าด้วย ไม่จัญไรก็ไม่รู้จะเรียกว่าอย่างไรแล้ว

    ครับ ก็ขอให้พระสงฆ์ผู้เป็นพระธรรมทูตไทยในสหรัฐอเมริกาทุกรูป และพุทธศาสนิกชนทั่วไปทุกท่าน ได้โปรดรับทราบถึงพฤติกรรมอัปรีย์ของสายธรรมกายไว้ด้วย ถ้าสายธรรมกายยังแน่ใจว่า “พระธรรมกายหรืออายตนนิพพานนั้นเป็นอัตตา” แล้ว ก็กรุณาได้ไปสัมภาษณ์บุคคลดังต่อไปนี้ให้ตอบว่า “พระนิพพานหรือพระธรรมกายเป็นอัตตา หรือพระพุทธเจ้าหลังการปรินิพพานแล้วเป็นอัตตา” ด้วยบุคคลดังกล่าวคือ

สมเด็จพระมหารัชชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำภาษีเจริญ
สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ
พระธรรมกิตติวงศ์ วัดราชโอรสาราม
พระภาวนาโกศลเถร อาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ วัดปากน้ำ
พระราชปริยัติกวี อาจารย์ใหญ่ฝ่ายคันถธุระ วัดปากน้ำ
พระเมธีรัตโนดม รองเจ้าคณะจังหวัดลพบุรี วัดถนนใหญ่ ลพบุรี

     เพราะพระมหาเถระเหล่านี้เป็นผู้ให้การสนับสนุนสายธรรมกาย นับตั้งแต่ให้การบรรพชา-อุปสมบท พระธมฺมชโย พระทตฺตชีโว และพระชยมงฺคโล ตลอดจนให้การแนะนำพร่ำสอนในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานด้วย หากว่าท่านพระมหาเถระที่กล่าวนามมาข้างต้นเหล่านั้น ต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวว่า พระนิพพานเป็นอัตตา หรือพระกายของพระพุทธเจ้าเป็นอัตตาสามารถแตะต้องได้ดังคำสัมภาษณ์แล้ว ผู้เขียนก็เห็นจะต้องกลับมาทบทวนเรื่องพระนิพพานกันอีกครั้งหนึ่งแล้ว คือถ้าไม่ยอมรับตามที่พระมหาเถระเหล่านั้นวินิจฉัยมา ก็เห็นจะต้องประกาศตัวเองเป็นอิสระกันละครับ เพราะคิดว่าคนละสาย อยู่ไปก็ไม่มีทางถึงจุดหมายปลายทางเดียวกันได้
 


พระมหานรินทร์ นรินฺโท
๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓