พระบรมราโชวาท
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช
ปีที่แล้วในโอกาสเช่นนี้ได้ขอบใจท่านทั้งหลาย ผู้ที่มาในงานนี้ทั้งข้าง
นอกทั้งข้างในว่าขอขอบใจที่ได้มาอวยพรปีใหม่ที่จริงก็เกินไป
แต่ยังไงก็ได้แก้ตัว ว่าเป็นการอวยพรปีใหม่ของผู้พูด
คืออีกปีหนึ่งที่ผ่านไปแล้วตอนนี้จะต้องขอบใจท่านที่ได้มาอวยพรในการที่ได้ผ่านไป
6 รอบแต่ความจริง การที่บอกว่าอวยพรหรือให้ความยินดีที่ผ่านไป 6
รอบก็ไม่ค่อยถูกนักควรจะเป็นมาอวยพรในการขึ้นต้นรอบที่ 7
ซึ่งก็จะเป็นมงคลและจะได้ให้ตอบสนองได้ว่า
ขอให้ท่านทั้งหลายมีความสุขความเจริญความสำเร็จในรอบต่อไป
และในการนี้ก็ต้องขออวยพรปีใหม่เพราะว่าใกล้ปีใหม่เต็มที
ให้แต่ละท่านได้รับความเจริญความสำเร็จมีพลานามัยแข็งแรงต่อไป
ที่ต้องให้อวยพรอย่างนี้ ก็เพราะว่าปีใหม่ที่จะเกิดขึ้นในไม่กี่วันนี้เขาถือ
ว่าเป็นปีที่ประหลาดเป็นปีที่พิเศษแต่ว่าส่วนมากปีหน้าเป็นปี 2543
ก็ไม่มีอะไร แปลกประหลาดเลยมันก็ผ่านไปอีกปี
เริ่มต้นอีกปีไม่มีอะไรเป็นพิเศษใดๆ เลยเพียงแต่เป็น 2542 บวก 1 มันก็เป็น
2543 แต่ว่าทุกคนเครียดเพราะว่าปีที่ผ่าน
มานั้นเป็นปีที่ค่อนข้างจะมีความเครียด
อันนี้อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้จะผ่านปีจะขึ้นปีใหม่นั้น
เป็นสิ่งที่เกรงกลัวกันว่าจะเครียดว่าจะลำบากต่อไปซึ่งก็อย่าง
ที่ว่าปีหน้าก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษเป็นปี 2543
แต่ว่าที่เครียดกันเพราะว่านับเป็นปี 2543
นับเป็นพุทธศักราชถ้านับเป็นปีคริสต์ศักราชเป็นปี 2000
ซึ่งเป็นเลขที่สวยแต่ตัวเลขที่สวยนี้กลัวกันมาก กลัวกันมาก
เพราะว่าเหตุใดกลัวกันเพราะว่าเกี่ยวข้องกับวิทยาการแผนใหม่
โดยเฉพาะเกี่ยวข้องกับเรื่องของคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นของสมัยใหม่
และส่วนมากเดี๋ยวนี้ก็สนับสนุนให้ศึกษาคอมพิวเตอร์ และศึกษาวิทยาการสมัยใหม่
คอมพิวเตอร์นี้ที่กลัวกันมาก เพราะว่าคนที่สร้างคอมพิวเตอร์
หรือออกแบบคอมพิวเตอร์ตอนแรก ไม่มีวิสัยทัศน์เป็นเรื่องอย่างนี้ คำว่า
วิสัยทัศน์ เดี๋ยวนี้ชอบพูดกัน แล้วก็พูดกันว่า
คนนี้มีวิสัยทัศน์คนนี้ไม่มีวิสัยทัศน์
อันนี้เป็นคนละเรื่องแต่ว่านึกถึงผู้ที่สร้างคอมพิวเตอร์นี้
ไม่มีวิสัยทัศน์เพราะว่าเมื่อเริ่มทำ เขาบอกว่ากว่าจะถึงปี 2000
อีกหลายต่อหลายปีแต่ว่าความจริง หลายต่อหลายปีนั้นเดี๋ยวนี้ก็ถึงแล้ว
ที่เขาทำเขาสร้างขึ้นมาเขาสร้างเริ่มใช้กันปีแถวๆ 1945 หรือ 1950
เป็นปีคริสต์ศักราชเขาก็บอกปี 50 นั้น ปี 1950 ก็ย่อเป็นปี 50
ก็ง่ายดีเพราะว่าทำให้ประหยัดไม่ต้องใส่ 1950
แล้วก็ใช้ได้คนสมัยนั้นคนที่สร้างนั้นก็เฉลี่ยดูก็อายุสัก 30-40
ที่เขาเป็นคนที่ศึกษาสร้างคอมพิวเตอร์และพัฒนาคอมพิวเตอร์เมื่อถึงปี 2000
เขาก็บอกเขา อายุ 80 แล้ว 90 แล้ว คงไม่ต้องทำแล้ว
คงเป็นคนที่ปลดเกษียณแล้วไม่ต้อง
ทำงานไม่ต้องรับผิดชอบจึงไม่คิดที่จะทำให้เป็นปี 2000 สิ้นเปลืองเปล่าๆ
แต่ว่าเดี๋ยวนี้ก็ปรากฏว่าไม่กี่วันจะถึงปี 2000
ก็เลยจ้าละหวั่นกันใหญ่ต้องแก้ ปัญหาปี 2000 ซึ่งภาษาฝรั่งปีก็ตัว Y ตัว Year
และ 2000 เขาไม่ได้เขียนปัญหา Y2000 เขาเขียนว่า Y2K (วายทูเค) หรือสองเค K
นั่นแปลว่าพัน เหมือนคำว่า กิโลเมตรก็ 1000 เมตรกิโลกรัม ก็ 1000
กรัมคนไทยก็เป็นคนที่ย่อเหมือนกัน กับฝรั่งที่สร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ฝรั่ง
เขาสร้างคอมพิวเตอร์ปี 50 ปี 1950 เขาตัด
พันออกเก้าร้อยเขาก็ตัดออกก็เหลือห้าสิบ อย่างของคนไทยตรงข้าม
อย่างน้ำหนักกี่กิโลกรัมเขาก็เรียกว่าน้ำหนักเท่านั้นๆ
กิโลหรือเดินทางเท่านั้นๆกิโลเมตร ก็ไปกี่กิโล
แต่ชาวบ้านโดยมากก็เดินทางเขาก็ตัดเป็นไปกี่โล หนึ่งโลสองโล สามโล
ก็ตัดไปให้สั้น คนไทยนี่ตัดคนละอย่างกับฝรั่ง ก็ทำให้คนไทยกับฝรั่ง ต่างกัน
แต่อย่างไรก็ตาม
คนไทยหรือคนฝรั่ง คนต่างประเทศก็เดือดร้อนตามๆ กัน เพราะว่ากลัวว่าถ้าถึงปี
2000 มันเป็น สอง ศูนย์ ศูนย์ ศูนย์จะกลายเป็นปี 1900 บ้าง หนึ่ง เก้าศูนย์
ศูนย์ ถ้าหากว่าเป็น หนึ่งเก้า ศูนย์ ศูนย์
ใครมีบัญชีในธนาคารจะไปบอกว่าตอนนี้วันที่ 1 หรือวันที่ 2-3 มกรา สองพัน
นี่ก็ไปดูในตำราเขาบอก เป็น ปี 1900 ทางธนาคารก็บอกคุณไม่มีสตางค์หมดแล้ว
ไม่ต้องบุคคลรัฐบาลก็คงไม่มีสตางค์เหมือนกัน เดือดร้อนถ้าไม่มีสตางค์
แต่ว่าสมัยนี้เราไม่ใช่ไม่มีสตางค์ เรามีหนี้มันตรงข้าม เอางี้ ถ้าไปดูปี
1900ไม่มีหนี้ ก็ไชโย
อันนี้เป็นเรื่องต่างๆที่เวลามาพูดต่อหน้าท่านทั้งหลาย ซึ่งก็มีคนที่ซ้ำ
หน้าบ้างไม่ซ้ำหน้าบ้าง มันทำให้ความคิดเฟื่อง
ทำให้ความคิดแปลกๆว่าทำไมคนเรามีปัญหา ที่พูดมานี้ก็จะพูดถึงปัญหาหลายอย่าง
บางปัญหา ไม่อยากพูด เพราะถ้าพูดแล้วจะทะเลาะกันต่อไป
แต่ว่าพูดถึงว่าเราคนไทยเรียกว่า กิโล เป็น โล
ถ้าจะเรียกว่า ปัญหาปี 2000 นี้เราก็จะต้องย่อเป็นปัญหา ป.ล.พัน 2
ล. สองโลน่ะ ปีสองโลคนก็ไม่เข้าใจ คนก็ไม่มีเข้าใจก็เลยต้องพูดเป็นปัญหา
Y2K ต้องใช้ภาษาฝรั่งอันนี้ก็เป็นปัญหาเกิดขึ้น
อย่างที่ได้มีคำพูดของนายกฯ ว่า
ทรงสนับสนุนการศึกษา
อันนี้การศึกษาก็ต้องสนับสนุน
แต่เป็นปัญหาอย่างหนักว่าให้ศึกษา
เดี๋ยวนี้เขาพูดว่าชั้นประถมก็ต้องสอนภาษาอังกฤษ หรือต้องใช้ภาษาอังกฤษก็จริง แม้แต่ชั้นอนุบาลหรือก่อนอนุบาลเขาก็ใช้ภาษาอังกฤษ
เวลาฟังวิทยุ ผู้ที่ไม่รู้ภาษาอังกฤษฟังไม่รู้เรื่อง
ฟังวิทยุทุกวัน
ฟังดูแล้วคนที่ไม่มีความรู้ภาษาอังกฤษจะไม่มีทางเข้าใจ
ว่าเขาพูดว่ากระไรโดยเหตุผล 2 อย่าง อย่างหนึ่งใช้คำภาษาฝรั่งโดยที่ไม่แปล
บางท่านหรือโฆษกบางคนหรือผู้ดำเนินรายการบางคนก็ดี
เวลาผู้ที่เป็นคู่สนทนาพูดเป็นภาษาอังกฤษขึ้นมา โฆษกก็แปลทันที
ก็แปลเป็นภาษาไทยทันทีว่าแปลว่าอะไร และผู้ที่สนทนาก็ไม่รู้
ไม่ว่าอะไร ไม่โกรธ
เขาต้องแปล ผู้ฟังก็รู้เรื่อง ว่าผู้ที่มาสนทนานั้นพูดเรื่องอะไร
อันนี้เป็นข้อหนึ่งที่ต้องรู้ภาษาอังกฤษ
อีกอย่างหนึ่ง
พูดภาษาไทยนั้นเอง แต่คำภาษาไทยนั้นแปลตรงมาจากภาษาอังกฤษ
ก็เลยฟังไม่รู้เรื่องว่าเขาพูดว่ากระไร
ต้องฟังรายการหรือแม้จะฟังที่เขาพากย์ภาพยนตร์เป็นภาษาไทย
เราจะต้องคิดว่าภาพยนตร์นั้นเขามีเรื่องอะไร
เขาเป็นเรื่องอะไรเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร เพราะต้องแปล
ที่ลำบากต้องแปลภาษาไทยนั้นเป็นภาษาอังกฤษ
แล้วแปลเป็นภาษาไทยใหม่ถึงจะเข้าใจ ซึ่งเสียเวลา
อันนี้เรื่องความลำบากของภาษา
และถ้าหากว่า
การศึกษาสามารถที่สอนภาษาอังกฤษคู่กับภาษาไทย ก็อาจจะทำให้คนเข้าใจดี
แต่ว่าสมองของคนนั้นจะรับได้หรือไม่ สมองของเด็กที่เรียนจะรับได้หรือเปล่า และยิ่งเป็นสมองของครูจะรับได้หรือเปล่า
ที่จะสอนภาษาไทยควบกับภาษาอังกฤษตลอด
ไม่สามารถที่จะสอนแล้วก็จะทำให้เด็กไม่มีความรู้ยิ่งกว่าเดิม
อันนี้เป็นข้อคิดที่เข้าใจว่าไม่เคยได้ยิน เขาพูดว่า การสอนภาษาหนึ่งภาษาใดต้องควบโดยมากเขาว่าเรียนภาษามีวิธี 2 วิธี
วิธีหนึ่งพูดเป็นภาษา เช่นภาษาไทยกับอังกฤษ พูดเป็นภาษาไทยและสอนภาษาอังกฤษ
ว่าคำนี้แปลว่าอะไรอีกวิธีหนึ่งก็พูดภาษาอังกฤษและสอนเป็นภาษาอังกฤษให้เข้าใจเอาเอง
ซึ่งทั้ง 2 อย่างก็ลำบาก แล้วทำให้ความรู้เกิดขึ้นช้า ถ้าพูด-เรียนเป็นภาษาอังกฤษล้วน ถ้ามีความรู้พอแล้วก็จะเร็ว
เพราะว่าตำราภาษาอังกฤษก็มีแล้ว มีพร้อม ไม่ต้องแปลด้วยซ้ำไป
เอาตำราเขาทั้งดุ้น ก็ใช้ตำราภาษาในภาษาอังกฤษแล้วมาสอน
แต่อย่างนั้นมันไม่เกิดประโยชน์มากนัก
เพราะสมองของคนไม่เหมือนกัน หรือสิ่งแวดล้อมไม่เหมือนกัน
สภาพแม้แต่อุณหภูมิก็ไม่เหมือนกัน นอกจากสองสามวันนี้มันเย็น
อากาศเย็นมาก
เค้าขู่ว่าจะลงไปถึง 14 องศาเซลเซียสที่กรุงเทพ ซึ่งเมื่อคืนนี้ก็ใกล้เคียง
ก็ต้องหาวิธีที่จะทำการเรียนการสอนให้ได้ประโยชน์ และได้สามารถที่จะเข้าใจ
ความจริงไม่ใช่ว่าจะให้เข้าใจภาษา เข้าใจวิชาการ
และไม่ใช่วิชาการเท่านั้นเอง แต่เข้าใจวิธีปฏิบัติตน
คือหมายถึงจริยธรรมและอะไรต่างๆ
พวกนี้ต้องเรียนต้องรู้ให้มีความรู้กว้างขวาง อันนี้ที่เป็นข้อสำคัญในการพัฒนาการศึกษา
ถ้าหากว่าไม่พัฒนาการศึกษา ประเทศชาติจะต้องก้าวหน้าไม่ได้ เพราะว่าถ้าไม่พัฒนาการศึกษา
ความเข้าใจของบุคคลจะไม่มีถ้าความเข้าใจของบุคคลไม่มี คนพูดอย่างข้อใดก็ตาม
อีกคนไม่เข้าใจคือสื่อความหมายสื่อความคิดไม่ได้
ถ้าไม่มีความรู้โดยเฉพาะทางภาษาอันนี้
ที่จะต้องแก้ไข ที่บอกว่าก็แก้ไข
เพราะว่ารู้ว่ายังไม่ดี
เมื่อสมัยก่อนนี้พอได้ เมื่อสมัยเมื่อต้นศตวรรษฝรั่งปี 1900 แถวนั้น
ในเมืองไทยการศึกษายังไม่ก้าวหน้านัก แต่คนเข้าใจคนรู้เรื่อง แต่ค่อยๆ
มาถึงกึ่งศตวรรษ คือแถว 1950 ชักจะไม่รู้เรื่อง
เพราะไปสนใจเรื่องคอมพิวเตอร์
ก็เลยปล่อยให้คอมพิวเตอร์มันคิดเอง คนไม่คิดเดี๋ยวนี้สมองของคนเป็นทาสของคอมพิวเตอร์
ซึ่งคอมพิวเตอร์นั้นเป็นสมองเรียกว่าสมองกล
หรือสิ่งที่คนคิดขึ้นมาทำ คนเลยไม่ใช้ความคิด
ถ้าไม่ใช้ความคิดแล้วพูดจากันไม่รู้เรื่อง เรื่องที่ชักนิยายต่างๆ
เหล่านี้ก็ท่านทั้งหลายก็นึกว่า เอ ! จะไปไหน พูดเรื่องอะไร ก็พูดเรื่องเดิม
คือเมื่อ 2 ปี พูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง พูดถึงทฤษฎีใหม่ แล้วก็บอกว่า
ถ้าไม่รู้เรื่องปีหน้าจะมาอีก ก็ปีหน้าก็มาจริงๆ คือปี 2541
มาแล้วก็ต้องอธิบายใหม่ที่บอกว่า พูดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง
เมื่อแปลแล้วเป็นภาษาอังกฤษก็ไม่เข้าใจความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง
ก็เลยบอกแล้วว่าถ้าไม่เข้าใจจะอธิบายใหม่ ก็ได้อธิบายใหม่เมื่อปีที่แล้ววันที่
4 ธันวาคม 2541 ก็ได้อธิบาย
ก็รู้สึกว่าอธิบายอย่างแจ่มแจ้งยืดยาว
ก็ดูใครต่อใครก็พยักหน้าว่า
เออดี
ทำไปทำมาก็ถามกันว่าจะทำยังไงสำหรับทำเศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัว
ก็มีการสัมมนากันมีรายการวิทยุ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนถามกันไปถามกันมาว่า
เศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัวนี่เป็นยังไง
ก็บอกรู้ดี จะทำให้ประเทศชาติรอดพ้นจากวิกฤติการณ์ได้
จะทำอย่างโง้นอย่างงี้ บางคนก็คัดค้านบอกว่า
ไม่ดี
ไม่ใช่ว่าผู้ที่กล่าวถึงเศรษฐกิจพอเพียงเป็นคล้ายๆ
เป็นทฤษฎีขึ้นมาใหม่นะจะน้อยใจ ไม่น้อย ใจ
ดีใจที่ท่านผู้ที่เป็นนักเศรษฐกิจผู้ที่เป็นอาจารย์เศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงที่เขาอุตส่าห์อ้างถึง
เอ่ยถึงเศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัว
ถ้าเขาไม่เห็นว่าดีเขาไม่พูดเลย
ถ้าพูดถึงหาว่ามาติเตียนพระเจ้าอยู่หัว
ไม่ดี แต่นี่เขาก็พยายามเอาขึ้นมาใช้
แต่เขาก็มีคำถามว่า
เป็นอย่างงั้นใช่มั้ย
อย่างงี้ใช่มั้ย
เมื่อเขาถามพระเจ้าอยู่หัว
ใช่มั้ย ใช่มั้ย
แต่เขาพูดในทีวี เมื่อพระเจ้าอยู่หัวฟังดู
มันไม่ใช่ 2
ทาง
เดี๋ยวเราต้องตั้งสถานีโทรทัศน์ดูเค้าเถียงกันบนเวที
แล้วพระเจ้าอยู่หัวก็นั่งอยู่ฟัง
แล้วก็ถ้ามีอะไรที่เขาจะถาม
เค้าก็จะถามว่า
พระเจ้าอยู่หัวคิดยังไง
แล้วพระเจ้าอยู่หัวก็จะได้ยกมือยกมือขึ้นเหนือหัว แล้วก็กดไมโครโฟนแล้วก็ตอบ
ไม่ใช่ตอบยืดยาวจนกระทั่งมีการประท้วง
แต่ทำยังงั้นเราก็ไม่ได้นอนไม่ได้หลับ คือเขาจะมีโปรแกรมโต้วาทีกัน
ถ้าพูดอย่างนั้นก็กลายเป็นโต้วาที ให้กระชับหน่อย
กระชับไม่ได้อธิบายถึงเรื่องที่สำคัญ คือเศรษฐกิจของประเทศ
ซึ่งเขาพูดกันมาเป็นแรมปีแล้ว อยู่เป็นร้อยปีแล้ว ก็ยังตกลงกันไม่ได้
ไม่ใช่ว่าพระเจ้าอยู่หัวจะมาแก้ปัญหาได้ทันทีทั้งหมด
แต่ว่าบางอย่างก็คันปากที่จะตอบแล้ว เขาก็บอกว่า
ก็ไม่บอก เพราะว่าเขาไม่ได้ยินหรอก
ไม่ทราบว่าเราจะประท้วงหรือไม่ประท้วง แต่อยากประท้วง
เพราะว่าพาดพิง อันนี้วันนี้ได้เปรียบ
เพราะว่าไมโครโฟนอันนี้เปิดตลอด ไมโครโฟนอันโน้นไม่เปิดแล้ว
ถ้าเขาเปิดนะจะไปบอกไม่ให้เปิดก็ต้องบอกไดว่าเขามี
อันคนพูดเป็นดอกเตอร์
เขาพูดว่าเศรษฐกิจพอเพียงนี่ภาษาอังกฤษเขาจะว่ายังไง
แหมคันปากอยากจะพูด
ที่จริงที่คันปากที่จะพูดเพราะตอบแล้วพูดแล้วอย่างที่เห็นในทีวีรายการใหญ่
เขาพูดถามโน่นถามนี่ เราก็ดูแล้วก็รำคาญ
เพราะว่าตอบแล้ว เขาตอบแล้ว แล้วก็เสร็จแล้ว
ก็ให้ตอบใหม่เมื่อตอบอีกแล้ว บอกว่าทำไมพูดถามแล้วก็เสร็จแล้ว เขาตอบ
ผู้ถามก็ถามว่าทำไมพูด พูดแล้ว
และลำบากคราวนี้เราฟังเขาแล้วก็ถามว่าภาษาอังกฤษ
จะตอบจะแปลเศรษฐกิจพอเพียงว่าอย่างไร
ก็อยากจะตอบว่ามีแล้ว ในหนังสือในหนังสือไม่ใช่หนังสือในตำรา
เศรษฐกิจในหนังสือพระราชดำรัส
ที่อุตส่าห์พิมพ์อุตส่าห์เอามาปรับปรุงดูให้ฟังได้ และแปลเป็นภาษาอังกฤษ
เพราะว่าคนที่ฟังเดี๋ยวนี้ไม่ได้แปลเป็นภาษาอังกฤษ
คนที่ฟังภาษาไทยบางทีไม่เข้าใจภาษาไทย ก็ต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษ
ก็ได้แปลเป็นภาษาอังกฤษ และขีดเส้นใต้ด้วยว่า
เศรษฐกิจพอเพียง
เขียนเป็นตัวหนาแปลว่า
Sufficiency Economy
เขียนเป็นตัวหนา
ในหนังสือในหนังสือพลิกๆ อาจจะไม่เห็น
แต่เขียนเป็นตัวหนา ตัวเองก็ตกใจว่า
เอ๊ะ ! เราไม่ได้แปลหรือ
เราไม่ได้อธิบายหรือ
ก็เลยไปดูในคอมพิวเตอร์ สมเด็จพระเทพฯ ได้อุตส่าห์ทำซีดีรอมพระราชดำรัสวันที่
๔ ธันวาหลายฉบับ แล้วเข้าไปในซีดีรอม แล้วเอาซีดีรอมนี้มาให้
แล้วก็เอาใส่เข้าไปในคอมพิวเตอร์ ซึ่งก็เก่ง รู้สึกตัวเองเก่งมาก
เพราะว่าการที่จะใช้ซีดีรอมได้ใช้คอมพิวเตอร์ได้ มันโก้นะ
รู้สึกว่าเชี่ยวชาญมาก
ก็เปิดกดพระราชดำรัสภาษาอังกฤษในของวันที่ 4 ธันวาท่าน ก็ร้อยเก้าสิบแปด
กดไปแล้วก็ดู
Sufficiency Economy
ก็หมายความว่า ได้แปลไว้ชัดเจนแล้ว พูดซ้ำแล้วซ้ำอีกเรื่อง
Sufficiency Economy
ก็ตอบตอบไปให้กับผู้ที่เป็นดอกต้งดอกเตอร์ต่างๆ เหล่านั้นให้เข้าใจว่ามีแล้ว
เสร็จแล้วก็มาตอบว่า
Sufficiency Economy
ไม่มีในตำราเศรษฐกิจจะมีได้อย่างไร เพราะว่าเป็นทฤษฎีใหม่ เป็นตำราใหม่
ถ้ามีอยู่ในตำราก็หมายความว่า
เราก๊อปปี้มา เราลอกเขามา เราไม่ได้ลอก
ก็ไม่อยู่ในตำราเศรษฐกิจ เป็นเกียรติมาก
เป็นเกียรติที่เขาพูดแบบนี้ว่า
Sufficiency Economy นั้นไม่มีในตำรา
การที่พูดว่าไม่มีตำรานี่ ที่ว่าเป็นเกียรตินั้นก็หมายความว่า เรามีความคิดใหม่ เป็นความคิดที่ใหม่ และโดยที่ท่านผู้เชี่ยวชาญสนใจ
ก็หมายความว่าเราก็สามารถที่จะคิดอะไรที่ทำให้ผู้เชี่ยวชาญทาเศรษฐกิจสนใจ
จะถูกจะผิดก็ช่าง แต่ว่าเขาสนใจ แล้วก็ถ้าเขาสนใจ
เขาก็จะสามารถที่จะไปปรับปรุง
หรือไปใช้หลักการเพื่อที่จะให้เศรษฐกิจของประเทศและของโลกพัฒนาดีขึ้น
อันนี้ขอพูดต่อจากที่เขียนหรือที่พูดเมื่อปีที่แล้วว่าจะเป็นประโยชน์อย่างไรต่อไป
ซึ่งก็แย้มเอาไว้แล้วว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั้นเขาตีความว่าเป็น
เศรษฐกิจชุมชน คือหมายความว่าให้พอเพียง
ในหมู่บ้านหรือในท้องที่ให้สามารถที่จะมีพอกิน มันเริ่มด้วยพอกิน พอมีพอกิน
อันนี้ พอมีพอกินนี่ ได้พูดมาหลายปีสิบกว่าปีมาแล้วให้พอมีพอกิน
แต่ว่าไอ้พอมีพอกินนี่มันเป็นเริ่มต้นของเศรษฐกิจ
เมื่อปีที่แล้วบอกว่า ถ้าพอมีพอกินพอ
Self Sufficiency
คือพอมีพอกินของตัวเองนั้น
มันเป็นเศรษฐกิจสมัยหินมันไม่ใช่ว่าเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเศรษฐกิจสมัยหิน
สมัยหินนั้นน่ะเป็นเศรษฐกิจพอเพียงมั้ย แปลว่าค่อยๆพัฒนาขึ้นมา
ก็ต้องมีการแลกเปลี่ยนกัน
มีการช่วยระหว่างหมู่บ้านหรือระหว่างจะเรียกว่าอำเภอ จังหวัด
ประเทศ
ก็ต้องมีการแลกเปลี่ยน ไม่พอเพียง
ถึงบอกว่า
ถ้ามีเศรษฐกิจพอเพียงเพียงเศษหนึ่งส่วนสี่ ก็จะพอแล้วจะใช้ได้
เพราะว่าถ้ามีเศรษฐกิจพอเพียงเศษหนึ่งส่วนสี่ ถ้าสมมติว่าเดี๋ยวนี้ไฟดับ
ถ้าไม่มีเศรษฐกิจพอเพียง ไฟดับ
ไฟหลวง ไฟฟ้าหลวง ไฟฟ้าฝ่ายผลิต ก็ดับหมด
ทั้งหมดจะทำอย่างไร ที่ๆ ต้องใช้ไฟฟ้าก็ต้องแย่ไป
บางคนที่ต่างประเทศเวลาไฟดับเขาฆ่าตัวตาย
แต่ของเราไฟดับเราเคยชิน เราไม่เป็นไร
ไฟดับ ถ้ามีความจำเป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบ แบบไม่เต็มที่
ก็เรามีเครื่องปั่นไฟก็ใช้ปั่นไฟ หรือถ้าขั้นโบราณกว่ามืดก็จุดเทียน
มีทางที่จะแก้ปัญหาเสมอ
ฉะนั้นเศรษฐกิจพอเพียงนี้ก็มีเป็นขั้นๆ
แต่ว่าต้องดูว่าเศรษฐกิจพอเพียงนี้ ที่จะมาบอกว่าให้พอเพียงเฉพาะตัวเองร้อยเปอร์เซ็นต์
เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ จะต้องมีการแลกเปลี่ยน
มีการช่วยกัน ถ้ามีการช่วยกันแลกเปลี่ยนไม่ใช่พอเพียงแล้ว
แต่ว่าพอเพียงในทฤษฎีหลวงนี่คือให้สามารถที่จะดำเนินงานได้
แต่ที่ว่าเมืองไทยไม่ได้ใช้เศรษฐกิจพอเพียง นี่ไม่ได้ว่าตำหนิ
ไม่เคยพูด นี่เพิ่งพูดวันนี้
ก็พูดเวลานี้ขณะนี้ว่า
ประเทศไทยไม่ใช้เศรษฐกิจพอเพียง ค่อนข้างจะแย่
เพราะว่าไม่ก็จะทำให้ล่มจม เศรษฐกิจพอเพียงที่หมายถึงนี้
อย่างคนที่ทำธุรกิจก็ย่อมต้องไปกู้เงิน
เพราะว่าธุรกิจหรือกิจการอุตสาหกรรมสมัยใหม่นี้
คนเดียวไม่สามารถที่จะรวบรวมทุนมาสร้างกิจกรรมที่ใหญ่
ซึ่งจำเป็นที่จะใช้กิจกรรมที่ใหญ่
เรื่องได้เอ่ยถึงเขื่อนป่าสักคนเดียวทำไม่ได้ หรือแม้จะโดยราชการอย่างเดียวทำไม่ได้
เขื่อนป่าสักนี้ซึ่งเริ่มต้นด้วยกิจการของกรมชลประทาน ให้กรมชล
ประทานทำไม่ได้ มันกว้างขวางมาก ก็จึงต้องรวบรวมกำลังและกลายเป็นของรัฐบาล
เป็นส่วนรวม คือว่ารัฐบาล ไม่ใช่รัฐบาลเดียวหรือว่ารัฐบาลเสริม
หมายความว่ารัฐบาลหลายรัฐบาลไปเสริม ในพูดภาษาอังกฤษก็มาใส่ตัว
S
ก็หลายรัฐบาลต้องทำ แล้วก็เงินทองนั้นกิจการที่ใช้เงิน คือทำไปทำมาแต่ก่อนนี้อาจจะไม่แพง
แต่ทีหลังก็แพง รวมเกินสองหมื่นล้าน
สองหมื่นล้านนี่เป็นจำนวนเงินที่ไม่ใช่น้อย ดูจะเป็นเงินที่หายาก
แล้วทำไมมาทำ แต่ที่ทำ สนับสนุนให้ทำ เพราะว่าเขื่อนป่าสักนี้อย่างที่นายกฯ
ได้กล่าวได้มีประโยชน์มาก แม้จะยังไม่ได้เปิดส่งน้ำสำหรับการเกษตร
แต่แท้แต่ว่าได้ทำประโยชน์
ปีนี้เดือนตุลาคมพฤศจิกายน เขากลัว กลัวน้ำท่วม
แล้วก็ได้บอกไว้
แล้วว่า ป่าสักนั้น โครงการป่าสักมีไว้สำหรับน้ำแห้ง เรามีไว้สำหรับน้ำเปียก
น้ำมันก็เปียก น้ำเกิน ทำให้มีความเสียหาย
เสียหายทั้งทางเกษตรคือถ้าสิ่งปลูก ที่ปลูก
ที่เพาะปลูก ถูกน้ำท่วม แล้วก็เมื่อเน่า
แล้วเจ้าของหรือเกษตรกรก็ไม่มีรายได้
ต้องช่วยเขา เขาก็ต้องช่วยตัวเองด้วย
เสียหายมาก ในด้านอื่นๆ
ในกรุง ในเมือง ก็มีน้ำมาก
ไม่ได้ประโยชน์ ท่วมถนน การจราจรติดขัด ธุรกิจต่างๆ
หยุดชะงักเสียหาย ไอ้ความเสียหาย คำนวนดู ที่เคยคำนวณดูว่า
หมื่นล้านเมื่อปี
26 หรือปีที่น้ำท่วม คำนวณดูแล้ว รัฐบาลต่างๆ
ในระยะโน้นก็ต้องมีงบประมาณไปช่วยเกษตรกร งบประมาณสูบน้ำออกจากถนนออกจากกรุง
คิดแล้วเป็นเงินประมาณหมื่นล้าน แต่ความเสียหายอย่างอื่น
เป็นมลพิษ คือเครื่องที่สูบต้องใช้น้ำมันหรือถ้าไม่ได้ใช้น้ำมัน
ไฟฟ้า ต้องผลิตไฟฟ้าด้วยเชื้อเพลิงที่สร้างมลพิษ ส่วนมากเป็นอย่างนั้น
เชื้อเพลิงหรือกำลังพลังงานที่ไม่มีมลพิษเช่นน้ำมันมีน้อย
เปรียบเทียบกับพลังงานที่ใช้เช่น น้ำมัน หรือลิกไนต์
ทำมลพิษมาก
ก็เสียหายทับถมลงไปอีก มันเกินหมื่นล้าน
ถ้านับดูปีนี้ ที่น่าจะมีความเสียหายหมื่นล้าน
ไม่ต้องเสีย และที่ไม่ต้องเสียนี้ก็ทำให้เกิดมีผลผลิต
เฉพาะอย่างเกษตรเขาก็มีผลผลิต แม้จะปีนี้ซึ่งเขื่อนยังไม่ได้ทำงาน
ไม่ได้ทำงานในด้านกิจการในด้านชลประทาน
ก็ทำให้ป้องกันไม่ให้มีน้ำท่วม ทำให้เกษตรกรเพาะปลูกได้ก็เป็นเงินหลายพันล้านเหมือนกัน
ฉะนั้นในปีเดียว
เขื่อนป่าสักนี้ได้คุ้มแล้ว คุ้มค่าที่ได้สร้าง
ไอ้สองหมื่นล้านนั้นน่ะค่าสร้างตัวเขื่อน
ส่วนประกอบต่างๆ ไม่ถึงพันล้าน
ที่มากเพราะว่าจะต้องไปชดเชยและไปเลื่อนถนนเลื่อนรถไฟ
ก็ไม่ใช่เฉพาะเขื่อน
การที่จะชดเชยให้กับผู้ที่มีที่ก็ทำให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้น
วันนั้นที่ไปเปิดเขื่อนได้บินเฮลิคอปเตอร์ไปดูขอบของอ่าง
ก็เห็นบ้านที่เขาสร้างให้ผู้ที่ย้ายมาจากอยู่ในอ่างที่เสียหาย
สร้างบ้านไว้อย่างดีคุณภาพชีวิตของผู้ที่ชดเชยก็ดีขึ้น
หมายความว่ากิจการเหล่านี้ ไม่ได้อยู่ในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงแบบพื้นฐาน
แต่ว่าเป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้าก็พอเพียงเพราะว่า
ถ้าทำแล้วคนอาจจะเกี่ยวข้องกับกิจการนี้มากมาย
แต่ว่าทำให้ส่วนรวมได้รับประโยชน์ และจะทำให้เจริญการที่ทำอีกข้อหนึ่ง
การที่สร้างเขื่อนป่าสักนี้เป็นอีกกิจการที่กว้างขวาง ต้องร่วมมือกัน
หลายหน่วยงานไม่ใช่เฉพาะผู้ที่ไปขุดดินมาถม
หรือของผู้ที่เป็นวิศวกรที่ออกแบบหรือเป็นผู้ที่จะทำงานแบบเปิดปิดประตูน้ำเพื่อให้ควบคุมน้ำ
เป็นการร่วมมือ ระหว่างคนหลายจำพวกหลายอาชีพ
บางคนก็ไม่ใช่วิศวกรบางคนก็เป็นผู้ที่ดูแล
คือเป็นผู้ปกครองจะเป็นฝ่ายปกครองคือฝ่ายจังหวัดผู้ว่าราชการจังหวัด
นายอำเภอจนกระทั่งกำนันผู้ใหญ่บ้าน และทุกคนมีส่วนแต่ว่าถ้ากิจการที่ทำนี้
ไม่มีนโยบายที่แน่วแน่ที่สอดคล้องกัน ถ้ามัวแต่ทะเลาะกันไม่สำเร็จ
ก็ถือว่าไม่ได้ประโยชน์จากกิจการที่คิด
เพราะเมื่อไม่มีประโยชน์จากกิจการที่คิดป่านนี้เราจะจนลงไป เงินไม่ 20,000
ล้านที่ไปลงในการสร้างนั้นไอ้เงิน 20,000 ล้านนั้นก็หมดไปแล้วหมดไป
โดยไม่มีประโยชน์หมดไปโดยได้ทำลาย
เพราะว่าเดือดร้อนเกษตรกรเดือดร้อนชาวกรุงเดือดร้อน
ฉะนั้นก็ต้องมีเหมือนกันโครงการต่างๆ
หรือเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่ต้องมีการสอดคล้องกันนี้
ที่ไม่ใช่เพียงแต่เหมือนทฤษฎีใหม่ 15 ไร่แล้วก็สามารถที่จะปลูกข้าวพอกิน
ไอ้นี่มันใหญ่กว่า
แต่อันนี้ก็เป็นเศรษฐกิจพอเพียงเหมือนกัน คือคนไม่เข้าใจว่ากิจการใหญ่ๆ เหมือนสร้างเขื่อนป่าสัก เขานึกว่าเป็นเศรษฐกิจสมัยใหม่
เป็นเศรษฐกิจที่ไกลจากเศรษฐกิจพอเพียง
เราว่าไอ้นี้
เราว่าได้ว่าเป็นเศรษฐกิจพอเพียง อันนี้เป็นตัวอย่างในทางที่บวก
เศรษฐกิจพอเพียงอีกอย่างหนึ่ง ไม่ค่อยอยากพูด
แต่ว่าอย่างเช่นการแลกเปลี่ยนเงิน ค่าแลกเปลี่ยนไอ้นี่ได้พูดมา 2
ปีบอกว่าขอให้เงิน ค่าของเงินจะสูงจะต่ำไปเท่าไหร่ก็ไม่ค่อยขัดข้อง
แต่ว่าถ้าไม่ได้สมดุล ถ้าไม่สมดุลกันมันไม่ดี
อย่างที่บางคนบอกว่าเงินค่าของเงินแข็งเกินไป ทำให้การขายไม่ดี ก็ขอคัดค้าน
ถ้าบอก ถ้าให้เงินอ่อนลงไป
เช่นจะให้ดอลลาร์ละ 50
บาท อ้างว่าขายสินค้าออกไปต่างประเทศ 1 ดอลลาร์ จะได้มา 50 บาท
จริง ! ได้ 50
บาท แต่ 50 บาทนั้น มันราคา 50 บาทหรือเปล่า เพราะ 50
บาทนั้นซื้อน้ำมันหรือไปซื้ออะไรก็ได้เพียงครึ่งเดียว
อันนี้ก็ไม่ได้เข้าข้างใคร
แต่ว่าเข้าข้างตัวเอง
เพราะว่าพูดมาก่อนนี้แล้ว พูดมาก่อนที่ผู้ที่เป็นตัวละครในการถกเถียงกันได้มาอยู่ในตำแหน่งนั้น
พูดมานานแล้ว
แต่ว่าถ้าเงิน 20 บาท 25 บาทบ้าง ต่อดอลลาร์ 50 บาทบ้างต่อดอลลาร์
คนที่ขอใช้คำว่าหัวใส คนที่หัวใสนั่นเขารู้เขาก็ไปซื้อดอลลาร์ในราคา 25 บาท
ไม่กี่วันดอลลาร์ขึ้นไป 50 บาท เขาก็ขาย 50 บาท ได้กำไร 2 เท่า
ได้กำไรขึ้นมาอย่างนั้นเราก็เห็นว่าเขา-คนได้กำไร
เราก็ยินดีด้วยกับเขา ว่าคนไหนรวยก็ดี
แต่ที่ไม่ยินดี เพราะว่าคนไหนที่ได้กำไร
โดยมีเทคนิคสูงในการแลกเปลี่ยน
หรือมีเรียกว่าความรู้รู้ไส้ฝรั่ง เค้าเรียกอินไซด์เดอร์
ก็หมายความว่าอินไซด์เดอร์ ก็รู้ไส้นั่นแหละ
ถ้าคนไหนรู้ไส้ของเศรษฐกิจชั้นสูงๆ อย่างนี้รวย รวยแต่ว่าคนนั้นรวย
ก็อย่างที่ว่าเรายินดีด้วยกับเขา ถ้าเขารวย เขารวย เขาก็จะได้ใจบุญ
เขาจะทำ ทำบุญได้เท่าไหร่ แต่ว่าอย่างนี้เศรษฐกิจพัง พังเพราะอย่างนี้
จะไม่มีพูดว่า อันนี้เป็นทุจริต
แต่ว่าพูดไปแล้ว ในเมืองไทยนี้ถ้าทำกิจการ
หมายความว่า ปกครองหรือดำเนินกิจการ ทั้งในด้านการเมือง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ
ทั้งในด้านธุรกิจ ในด้านอาชีพมีทุจริตเมืองไทยพัง
ของเราเมืองไทยนี่ที่ยังไม่พัง ก็เพราะนับว่าเมืองไทยนี่แข็งมาก
แต่ว่าเดี๋ยวนี้ถ้าหากว่าทำไม่ระวัง
เข็นให้พัง มันเหมือนบ้านที่กำลังคลอนอะไรสั่นนิดเดียวถล่ม
เมื่อถล่มแล้วบ้างก็จะแย่ ในปีที่ผ่านมายังไม่พังไป
มีตัวอย่างของเรื่องบ้านพัง
อย่างเช่นตุรกีนั้นบ้านมันพัง มีแผ่นดินไหวสั่น บ้านก็พังชั้นบนลงมาถึงชั้นล่าง เลยคนที่นั่งอยู่ข้างบน
เขาบอกมันลงๆ ๆ
นับทับลงมาถึงชั้นล่างก็ยังมีชีวิตอยู่ได้ แต่มันลงอย่างนั้นเพราะมีทุจริต
ส่วนใหญ่เพราะว่าผู้ที่ตรวจการก่อสร้างปล่อยให้เขาก่อสร้างบ้านที่สั่นนิดหนึ่ง ก็หล่นที่อื่นที่มันสั่น
ถูกแผ่นดินไหวมากไม่เสียหาย เท่าก็มีหลายตัวอย่าง แล้วก็ตัวอย่างเขาว่าเป็นทุจริต
ที่เวเนซุเอลา เมื่อไม่กี่วันมานี้ เขาว่าเป็นทุจริต
ไม่ได้ทำโครงการที่เหมาะสมสำหรับป้องกัน ทำให้คนตายกว่า 3 หมื่น
อย่างน้อยขึ้น
3 หมื่น เมืองไทยนี่แต่ถ้าไม่ระวังว่าเป็นที่ได้เห็น
เพราะว่าไปอยู่หัวหินนานเกินไป ทำให้ไปเผชิญพายุพายุที่ผ่านที่ปราณฯ
แล้วก็เมื่อผ่านที่ปราณฯ ความเร็วลม 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
มันก็มาพัดใส่หัวหินวันนั้นเวลา 10 นาฬิกา ดูทะเลเป็นบ้า
น้ำท่วมที่บ้าน หมายความว่าน้ำท่วม
ที่วังไกลกังวลน้ำท่วม เพราะเหตุว่าสะพานผ่านถนน
ถนนที่ผ่านตลาดกั้นน้ำไว้ น้ำก็มาเอ่ออยู่ข้างบน
แล้วก็เสร็จแล้วเมื่อเอ่อก็ท่วมแถวบ้าน สุดท้ายไปฟันถนนนั้น
ฟันที่กั้น
ส่วนที่กั้นนั้น 2 ข้างทาง 2 ข้างของผิวจราจร
น้ำก็ไหลลงมาไหลลงมาลงเข้ามาในวังไกลกังวล
แล้วเทลงทะเลเป็นเหมือนน้ำตก ก็สวยดีเหมือนกัน
แต่ว่า
โดยที่น้ำท่วม อันนั้นก็พอที่จะอยู่ในควบคุม
ก็จัดการซ่อมแซมได้เรียบร้อย แต่ตอนนี้ก็ต้องทำแผน
เพราะว่าน้ำก็ท่วมลงตลาด ตลาดฉัตรชัย น้ำไม่ไหลลงทะเล
เพราะว่ามาสร้างบ้านมาสร้างบ้านขวางตลอดทาง ขากลับจากหัวหินน้ำก็ยังท่วมอยู่
ที่ทางเข้าเพชรบุรีตรงนั้นท่วมอีก
อาคารเขาสร้างขวางทางน้ำที่จะลงทะเลที่จะทำให้ระบายน้ำออกทั้งหมดนี้
เดี๋ยวจะกลายเป็นการหาเรื่อง
แต่ว่าเพราะว่าได้เปรียบเขาก็รู้ว่าน้ำจะไหล น้ำฝนจะลงมา
จะทำให้ขวาง
แล้วก็มาเอ่อ เสร็จแล้วก็ท่วม ถ้าควบคุมดีๆ
ก็ไม่ว่าว่าเป็นทุจริต แต่เป็นเลินเล่อ
เพราะเป็นมานานแล้วสร้างถนนทำสะพานไม่พอ สร้างถนนเขาก็บอกมีท่อ
ในท่อจะผ่านไม่ได้เท่าไหร่ ท่อใหญ่ๆ นี่คนเข้าไปได้ แต่ว่าน้ำมากกว่า ฉะนั้นเมื่อทำอย่างนั้นทุกโครงการไม่ดี
เห็นมามากแล้ว ว่าระหว่างหน่วยราชการจะมีกรมทางกรมชลประทาน กรมป่าไม้
เป็นต้น ไม่ได้สอดคล้องกัน
โครงการไม่ทำให้สอดคล้องก็เกิดเรื่อง
แก้ไขก็แก้ไขได้ไม่ทุกอย่าง แต่จะต้องไม่มีทิฐิ
จะต้องร่วมกันแต่ถ้ามีทุจริตมาเพิ่มในกิจการเหล่านี้แล้วมันก็เกิดทำให้ร้ายแรงขึ้นเป็น 2 เท่า 3 เท่า
ที่พูดมานี้เมื่อหลายปีแล้วยี่สิบปีแล้ว ที่ชุมพรมีฝนลงมามาก
น้ำก็ขึ้นๆๆ
ในคลอง ในคลองที่ผ่านชุมพรนั้นเรียกว่า
คลองอู่ตะเภา
ซึ่งเป็นคลองที่รับน้ำคลองท่าแซะกับคลองรอบๆ เป็นสำคัญ 2
คลองนี้มีน้ำลงมาแล้วก็ผ่านถนน
ตอนนั้นมันเอ่อ แล้วก็..ลงท้ายก็มาลงคลองอู่ตะเภาท่วม จะท่วมอำเภอเมืองชุมพร
ตอนนั้นยังมีโครงการ แล้วประตูน้ำสามแก้ว
แต่การเปิด-ปิดประตูน้ำสามแก้วนั้นเขาเปิดปิดผิดจังหวะ
เพราะว่าน้ำมันพรวดพราดมา มันเอ่อ ถนนที่สร้าง
ตอนนั้นก็ถนนไม่ได้ใหญ่โตมากนัก ไม่มีทางที่จะปล่อยน้ำลง
เมื่อ 2 ปี หรือ 3
ปีก็เกิดเรื่องอีก ที่เล่าให้ฟัง
เมื่อปีที่แล้วฝนตกน้ำท่วมในเมือง 2
เมตร รถยนต์รถอะไรนี้แย่ โรงพยาบาลก็ท่วม
ที่ว่าเอ็กซเรย์ เอ็กซเรย์ที่อยู่ชั้นล่าง
แต่ที่จริงยกฟูกขึ้นมาสูงก็ท่วมเสียหาย ก็ได้ทราบอย่างนั้น
ก็ได้ซื้อเอ็กซเรย์ให้เขา เมื่อไปก็ไปเยี่ยมโรงพยาบาล
แล้วไปดูเอ็กซเรย์ ไปเยี่ยมเอ็กซเรย์
พอดีหมอเอ็กซเรย์เห็นดังนั้นเขาถามเข้ามาว่า เป็นยังไงเข้ามา
เขาก็บอกว่าน้ำขึ้นสูงถึงหม้อแปลง
แต่ก็ดูแล้วก็ดีใจที่หมอเอ็กซเรย์ตัวสูงมาก เป็นหมอผู้หญิง
แต่ตัวสูงก็เลยไม่จม น้ำตาย สุดท้ายก็ซื้อเอ็กซเรย์ให้
เขาก็ดีใจมาก
เพราะประตูจะเข้าประตูไม่ได้ เพราะว่าน้ำขึ้นมาสูง ต้องเข้าทางหลังคา
ที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่าโครงการไม่ถูก ก็ได้ไปดู
คือมีคลองที่จะระบายน้ำ
ที่เรียกว่ารั้ววังพนังตัดแต่ว่าคลองนั้นยังไม่เสร็จยังไม่เรียบร้อย
เพราะว่าต้องคอยอีกสองปีถึงจะเสร็จ ก็เลยบอกว่า
เอ้า ! ขุดเลย
ก็บอกไม่มีเงิน
ก็เอาเงินให้งบประมาณไม่มีก็ช่าง ให้
ที่จริงไม่ได้เท่าไหร่
เปรียบเทียบกับความเสียหายที่เสียหายก็เป็นพันล้าน ก็ทำขุดได้ ประชาชนก็ร่วมมือ
ทีแรกก็ไม่รู้ ทีหลังก็รู้
ต่อมาเมื่อทำเสร็จ
หรือยังไม่เสร็จดีแต่ว่าระบายน้ำได้ มีพายุเข้ามาอีก
มีฝนลงมามาก
ไม่เป็นไร ไม่ท่วม ปีต่อมา
ปีที่แล้วก็ไม่ท่วม อาทิตย์ต่อมา อาทิตย์ต่อมาคืออะไร
(มีเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น) นี่เด็กสมัยใหม่สมัยเด็กไอทีก็ไม่ท่วมอีก
ก็หมายความว่าสามปีไม่ท่วมประหยัดได้สามพันล้าน ประหยัดได้สามพันล้าน
ที่ทำคลองนั้นสามสิบล้านมันก็คุ้ม
ไอ้นี่พอเพียงนี่เป็นเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว
ก็คิดดู
วันนั้น ตอนนั้น ที่เดินทางไปที่ชุมพร จากหัวหินนั่งรถไปแล้ว
ก็ก่อนจะไปถึงที่ก็จอด ไปจอดที่สะพานแห่งหนึ่ง
แล้วก็ไปชะโงกดูสะพานข้างล่าง ไม่มีน้ำ
แห้ง !
มีน้ำขังอยู่นิดๆ คนก็ถามทำไมมาจอดสะพานนี้
ไอ้สะพานนั้นน่ะ
ตอนน้ำท่วม น้ำมันผ่านเหนือสะพานหนึ่งเมตร ก็หมายความว่า
สะพานนั้นน่ะทำหน้าที่สะพานแต่อยู่ใต้น้ำ ฉะนั้นก็ต้องหาวิธีเลยบอกกับกำนัน
บอกว่าคลองท่าแซะอยู่โน่นใช่มั้ย ? บอกใช่แล้วตามทางนี่เป็นของใคร ?
เขาบอกของชาวบ้านทำนา เลยบอกขอนิดนึงตามทางนี่ขอสำรวจทำ
อาจจะต่อไปอาจจะทำคลอง เพื่อที่จะระบายน้ำลงไปในหนองใหญ่
เพื่อที่จะเป็นระบบป้องกันน้ำท่วม ซึ่งหนองใหญ่นั้นนะจะเป็นชื่อเรียกว่า
แก้มลิง
แก้มลิงนี่คนเขาหัวร่อ ทำไมแก้มลิง
ก็อธิบายมาแล้ว คนก็เข้าใจแล้ว
ว่าแก้มลิงคืออะไร คือคนหัวร่อ
เพราะมันข้อความจะตลกที่เอาลิงมาเลี้ยงที่นี่
ก็เพราะเนื่องจากแก้มลิง คนจะได้รู้ได้เห็น
สมัยนี้คนไม่เห็นคนไม่รู้ลิงมันมีแก้ม
แต่ว่าเอาโชว์ว่ามีแก้มลิง ขอพูดต่างหากออกไป
ว่าไอ้ลิงตัวหนึ่งที่มีอยู่มือ มันพิการ
นิ้วไม่ด้วน แต่ว่าใช้ไม่ได้ เรียกว่าไอ้กะลาหรือคุณกะลา
ก็อยู่ในวังกะลานั่น เป็นลิงที่จากบางขุนเทียน
ของท่านผู้ว่าฯ บางขุนเทียน ใครเอากะลาเจาะรูไปวาง
ลิงก็อยากจะรู้ว่าข้างในมีอะไร
เอามือเข้าไปจับ ไม่รู้ก็กำมันอยู่อย่างนั้น
สลัดไม่ออก เพราะกำกำมือไว้จนกระทั่งมันมือมันเริ่มจะเน่า
หมอไปจับได้แต่กว่าจะได้หลายวัน พาผ่ากะลานั้นออก
มือพิการเมื่อมือพิการแล้ว เราจะปล่อยเวลารักษา
ก็รักษาหายแล้ว แต่มันก็พิการ
ถ้าปล่อยไปในฝูงลิงที่บางขุนเทียน มันก็อยู่ไม่ได้
จะถูกพรรคพวกตีก็คงตายแน่ ก็เอามาเลี้ยงที่นี่
แล้วก็เรียกว่าคุณกะลา
เมื่อสองสามวันนี่ได้ข่าว
ได้ข่าวว่า ที่เพชรบุรีมีลิงตัวหนึ่ง
เขาผูกกะละมังที่เท้าลิง เรียกเท้าหรือตีนเขาผูกขาของลิง
เขาผูก
แล้วก็ผูกมันแน่นขึ้นทุกที ตีนมันเลยเน่า
ตอนนี้กำลังรักษา
เขาบอกว่าต้องตัด น่ากลัวต้องมาเลี้ยงที่นี่เพราะว่าสงสาร
เข้าฝูงไม่ได้ ตายแน่ ก็เลยนึกว่าอาจจะต้องมาเลี้ยง ลงท้ายก็เป็นพวกพิการ
ตัวนั้นชื่อไอ้กะลา
ตัวนี้ชื่อไอ้กะละมัง
แต่ว่าไม่ทราบว่าเป็นลิงตัวผู้หรือตัวเมีย
ตัวนี้เป็นลิงตัวผู้ ถ้าตัวนั้นเป็นตัวเมียก็ให้แต่งงานกันแล้วก็ลูกก็ชื่อ
กะละแม
แต่ก็สงสัยว่าสงสัยว่าเป็นตัวผู้ เพราะว่ามันซน
มันดุ แต่ตัวผู้
ถ้าเป็นตัวผู้ด้วยกันก็ต้องหาภรรยาให้เขา แต่ไม่ได้หมายความว่าตัวเมียจะไม่ดุ
อาจจะดุก็ได้ แต่ว่าอย่างไรก็ตาม
ถ้าเป็นตัวเมียก็ดี ไอ้กะลากับกะละมังแต่งงาน
อาจจะต้องเชิญคณะรัฐบาลมาเป็นพยาน แล้วก็ท่านประธานสภาด้วย
ท่านผู้นำฝ่ายค้านมาหมด
มาก็อาจจะได้สัมภาษณ์ลิง เขาทำอย่างไรมาพูดถึงลิง ที่จริงพูดถึงชุมพร
เอ้อชุมพรปีนี้ผ่านวิกฤติหลายขั้น แต่ก็ยังดี
ก็หวังว่าถ้าบริหารโครงการ ถ้าบริหารระบบด้วยดี
ได้ผล และแก้มลิงเนี่ยได้ผล
ตะกี้มานึก
ทำไมมาพูดถึงลิง ก็เพราะว่าแก้มลิงหนองใหญ่ได้ผล
ถ้าบริหารดีๆ การบริหารที่เล่าให้ฟังเพราะว่ามันต่อเนื่องกับการบริหาร
ผู้ที่อยู่ที่นั่นคือผู้ว่าราชการจังหวัดก็ตาม
ผู้ที่เป็นข้าราชการในกรมกองต่างๆ ที่อยู่ประจำที่นั่น
ย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดย้ายมาแล้ว ผู้ว่าใหม่ไป
แต่ว่าผู้ว่าฯ ใหม่เขาก็ดี เขาเข้าใจ
ผู้ที่เป็นข้าราชการเป็นเจ้าหน้าที่ต่างๆ เปลี่ยนหมด
เปลี่ยนเกือบหมดหลงเหลือคนเดียวที่เป็นคนเดิมคนเก่า อย่างนี้เป็นสิ่งที่มีความลำบาก
เพราะว่าผู้ที่บริหารคนเก่าจะต้องมีความเข้าใจ
ถ้ามีข้อข้องใจและจะมีผู้บริหารเข้ามาใหม่ และมีเจ้าหน้าที่ใหม่
ก็ต้องถ่ายทอดความรู้ และช่วยกันทำ แสดงให้เห็นว่าที่ชุมพรนะใช้ได้
ถ้าช่วยกันบริหารด้วยความเข้าใจกัน
กิจการก็สำเร็จ ตกลงได้ประหยัดในการลงทุนประมาณ 35 ล้านของมูลนิธิ
และของทางราชการก็ลงทุนไปอีก ตามงบปกติได้สามารถที่จะฟันฝ่าอุปสรรคอย่างดี
ก็ไม่ทราบใครได้หน้า เพราะว่าเปลี่ยนไปเปลี่ยนคนไปเรื่อย
แต่ว่าทุกคนที่มีส่วนได้หน้าทั้งนั้น รวมทั้งเอกชนต่างๆ ที่เขาทำ
คือยังมีงานที่จะต้องทำงานเพื่องานให้ได้ผลสำเร็จ
วิธีการบางอย่างก็จะต้องปรึกษาหารือกันบ้าง
นี่ก็ถ้าทำได้ดีมันจะช่วยประหยัด
และเมื่อประหยัดแล้วก็สามารถทำโครงการหรือทำการปกครองที่เป็นประโยชน์กับส่วนรวม
ไม่อยากจะพูดว่าเป็นประโยชน์กับประชาชน
ประเภทอะไรๆ ก็
ประชาชน ประชาชนเขาอย่างงั้น ระชาชนเขาอย่างงี้
ที่จริงประชาชนเขาคอย คอยให้ผู้ที่มีความรู้มากกว่า
ไม่ใช่รัฐบาล
ผู้ที่มีความรู้ ผู้ที่มีใจเอื้อเฟื้อ
ให้ไปช่วย คือเป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เราก็เป็นประชาชนเหมือนกัน
เป็นนายกฯ เป็นผู้นำฝ่ายค้าน จะปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นประชาชนคนไทย
ถ้าปฏิเสธก็หมายความว่า ไม่ควรจะอยู่ ไม่ควรจะอยู่เป็นคนไทย
แต่เป็นคนไทยด้วยกันทุกคน ผู้ใหญ่ ผู้โต
ผู้น้อย เป็นประชาชนคนไทยทั้งนั้น
คนไหนที่พูดภาษาไทยไม่ชัด ทุกคน
แต่ว่าก็ต้องร่วมมือกัน นี่ไม่ทราบว่าเมื่อตะกี้ก่อนลงมาตั้งใจจะพูดเรื่องอะไรลืมหมดแล้ว พูดอะไรก็ไปตามกลอน ที่จริงเราไม่ได้เป็นนักกลอนแต่ว่ากลอนมันพาไป
ก็ไม่ทราบว่า ถ้าพูดไม่หมดก็คอยปีหน้า
อ้อ มีนิดนึงมีคนเขาว่า
บอกว่าที่ไม่มีไม่มีงานอย่างเช่นวันนี้เพราะว่า
ได้ออกสีหบัญชรแล้ว ความจริงไม่ใช่อย่างนั้น สีหบัญชรนั้นน่ะไม่เกี่ยวกับงาน
เช่นนี้แต่วันที่ 4 เจ้าหน้าที่ได้ตั้งได้ทำกำหนดการเมื่อวันที่ 4
ซึ่งเป็นวันที่ตามปกติจะมาพบกันอย่างนี้ มีงานหลวง ลงท้ายก็ได้ว่าวันที่ 4
ไม่สามารถที่จะพบกัน ถ้าพบกันก็งานก็ต้องเลื่อน
เลื่อนก็ไม่ได้ ถ้าตั้งกำหนดการแล้วจะไปเลื่อน
เดี๋ยวทำไปทำมา เดี๋ยวต้องเลื่อนไปปีหน้า
ไม่เหมาะสม เขาก็อุตส่าห์เลื่อนสวนสนามมาเป็นวันที่
2 เลื่อนสวนสนามมาเป็นที่ 2 เขาก็บอกว่าวันที่ 3 ก็มีนี่
แต่ไม่ไหว วันที่ 3
ไปรับคำนับทหารต่างๆ แล้ว วันที่ 3 ขอพักหน่อย วันที่ 4 วันที่ 5 วันที่ 6
ไป ไปตลอดก็มีจนกระทั่งคนที่จะมาฟัง
เขาก็มีงานของเขาก็เลยต้องเลื่อนมา
ถึงวันนี้อาจจะเป็นฤกษ์ที่ดีพระจันทร์เต็มดวง พระจันทร์นั่นเขาว่าเต็มดวงเต็มที่
พระจันทร์นี่โตกว่าที่เคยเป็นตั้งเท่าไหร่
ร้อยห้าสิบปีถึงทำให้มีเหตุการณ์แปลกๆ เพราะว่าพระจันทร์อยู่ไกล
ที่จริงได้ดูพระจันทร์น่ะโตจริงๆ
โตสว่าง พระจันทร์สว่าง
นี่ไม่ใช่เพราะพระจันทร์สว่าง เพราะว่าไม่มีเมฆ
แล้วก็มลพิษของกรุงเทพฯ
เขาก็อาจจะไปกวาดแล้วทำให้ดีขึ้น แต่ว่ายังไงก็ตาม ถึงเลื่อนมาถึงวันนี้
วันที่ 23 วันที่ 4 ไม่มีทาง และก็วันที่ 5 ก็ออกสีหบัญชร
ที่จริงถึงจะบอกให้ สีหบัญชรนั้นน่ะ
ตรงนั้นมันคับแคบ แล้วก็ค่อนข้างจะร้อน
คนที่อยู่ข้างล่างเขาก็รู้ว่าพูดว่ากระไร
เรื่องร้อนนี่คนที่อยู่ข้างบนข้างหลังนี่เขาไม่โดนแดด คนที่อยู่ข้างล่างเขาจะโดนแดด
เขาค่อนจะลำบาก มองอะไรไม่เห็น ทั้งเวลาพูดหงุดหงิด
คนที่อ่านถวายพระพรรู้สึกหงุดหงิด เพราะคนที่ฟังข้างล่างน่ะคณะทูต
ทูตานุทูต เขาก็หงุดหงิด ก็เลยทำให้มานั่งกันอย่างงี้ดีกว่า
แล้วก็เมื่อมานั่งอย่างงี้ก็รู้สึกว่าว่าสบายกว่าแม้จะคนเยอะแยะ
แต่ว่าที่ที่สีหบัญชรนั่นน่ะรับหรือเปล่า รู้สึกไม่เท่าไหร่
ไม่กี่คน แต่ที่นี่สองหมื่นหนึ่งพันหนึ่งร้อยห้าสิบสี่
แต่ว่าในบัญชีเขาบอกว่าห้าสิบเก้าก็ไม่รู้ว่าใครหายไป
แต่หายไปห้าคนไม่เป็นไรเขาอาจจะดูทีวีคืนนี้ดูทีวีว่าพูดอะไร
เขาอาจจะดูได้ดีกว่า แล้วก็ไม่เมื่อย
อย่างไงก็ต
ามแถลงข่าวแล้วว่าทำไมมาทำวันนี้ ถ้าทำวันที่ 4
ไม่มีทาง แม้จะเขาบอกว่า เพราะว่ามีสีหบัญชร
แต่ความจริงอีกอย่างหนึ่งจะต้องแถลงว่า
มีปีที่ผ่านมานี้ก็ต้องขอบใจ ขอบใจทุกคน
ต้องขอบใจ ทั้งฝ่ายราชการทั้งฝ่าย
เอกชน องค์การประชาชน ที่มีโครงการหรือมีงาน
หรือมีการแสดงออกมาซึ่งความเอ็นดู
ซึ่งความเป็นห่วงอันนี้ต้องบอกว่าซาบซึ้งจริงๆ มีคนเขาถามมาว่า
ที่มีงาน ที่มีรายการ โดยเฉพาะรายการทางโทรทัศน์เห็นชัดแจ้งขึ้น
แต่วิทยุก็ออกทุกวันให้พรว่ารู้สึกอย่างไร ? รู้สึกดีใจหรือเปล่า
? ก็บอกว่าดีใจ บอกได้ว่าดีใจ และขอบใจที่ทุกคนก็ให้ศีลให้พร
อย่างนั้นจนกระทั่งตอนต้นปีที่ไม่สบายนั่นไม่สบายอย่างหนักๆ
เดินไม่ได้ เรื่องเดินตัวเบี้ยวไปมาเดี๋ยวนี้ก็ยังเบี้ยว
ตัวเบี้ยวนิดหน่อย แต่ว่าก็ดีขึ้นมาก
เพราะว่าได้รับศีลได้พรก็ได้
ถึงต้องถือโอกาสขอบใจทุกคนที่มาให้พรวันนี้
ไม่ให้พรเนื่องจากวันเฉลิมฯ 6 รอบใช่ไหม
แต่ว่าถือว่าเมื่อก้าวเข้ามาในรอบที่ 7
แล้วก็ขอถือว่าเป็นการมาให้พรสำหรับรอบที่ 7 คือว่ารอบที่ 6
ผ่านไปแล้ว เป็นปีที่ผ่านมาแล้ว ผ่านไปแล้ว
แต่ว่าปีต่อไปไม่ใช่ปี เป็นอีกรอบ
นี่จบรอบ จบรอบ 6 อันนี้เริ่มรอบ 7 รอบ 7 คราวเมื่อรอบที่ 5 ครึ่งตอนที่รอบ 5
ครึ่งนั้น บอกว่าอายุ 72 จะไปเปิดเขื่อนป่าสัก ก็คงจำได้ว่าเมื่ออายุ 5
รอบครึ่ง บอกว่าอายุ 6 รอบถ้ายังเดินไหวถ้ายังเดินไหวจะไปเปิดป่าสักแล้วฉลองกันอย่างเอิกเกริก
ก็เดินไหว ที่จริงนึกว่าจะเดินไม่ไหวแล้วแต่ก็เดินไหว
เพราะพรที่ท่านทั้งหลายได้ให้เลยวันนี้ แม้จะไม่ใช่
คือห่างจากวันเกิดแล้ว แต่ก็ถือว่าเป็นวันที่ได้รับพรตั้งแต่ 5 รอบครึ่ง 6
รอบแล้วก็ถึง 7 รอบ
ก็ขอขอบใจที่ท่านทั้งหลายได้มาให้พร และขอให้ทุกคนสามารถที่จะทำงานอย่างดี
แล้วก็มีสุขภาพแข็งแรงจิตใจเข้มแข็ง เพื่อที่จะทำหน้าที่ของตน
เป็นประโยชน์ต่อส่วนร่วม ซึ่งแต่ละท่านก็เป็นส่วนของส่วนรวม ไม่ใช่ไม่เป็น
ก็ให้ทุกคนได้ประสบความสำเร็จความเจริญ.
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต ฯ วันพฤหัสบดี ที่ ๒๓
ธันวาคม ๒๕๔๒
|