|
สำหรับคำถามที่ตั้งไว้ว่าวันมาฆบูชาวันที่เท่าไร ? ท่านผู้อ่านคงจะงงและสงสัยว่า ถามอะไรคำถามมีเยอะแยะ แต่ไม่ยักถามกลับถามในสิ่งที่ใครเขาไม่ถามอย่างนี้ ดูจะมีอะไรที่แปลกอยู่ ก็ขอบอกตามตรงว่า จริงครับ เพราะสิ่งที่นำเสนอนี้เป็นการรื้อประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาที่เราท่านได้เชื่อกันฝังหัวมายาวนานแล้วว่า จริงๆ แล้ววันมาฆบูชา (ซึ่งความจริงน่าจะเรียกว่าวันแสดงพระโอวาทปาติโมกข์มากกว่า) ควรจะเป็นวันเดือนปีหรือดิถีที่เท่าไร? พร้อมที่จะรับข้อมูลเก่าหรือยังท่าน ถ้างั้นตามผู้เขียนมาได้เลย ในปกรณ์ (คือหนังสือหรือตำราทางพระพุทธศาสนา) ในยุคหลังแทบทุกเล่ม ต่างก็กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า วันที่พระพุทธองค์ทรงแสดงพระโอวาทปาติโมกข์นั้น เป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือนมาฆะหรือเดือน ๓ นับตามจันทรคติโดยเล่าประวัติตอนนั้นไว้ว่าในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนมาฆะนั้นตอนเช้า พระพุทธองค์เสด็จไปยังถ้ำสุกรขาตาเชิงเขาคิชฌกูฏ ขณะประทับอยู่ ณ ถ้ำสุกรขาตานั้น ได้มีปริพาชกรูปหนึ่ง ซึ่งท่านว่าเป็นหลานของท่านพระสารีบุตร ได้ไปตามหาพระสารีบุตรซึ่งพาบริวาร ๒๕๐ รูปลาออกจากสำนักของสัญชัยปริพาชก มาบวชเป็นพระภิกษุ ในพระพุทธศาสนาอยู่กับพระโคดมพุทธเจ้า ตามท้องเรื่อง ก็คงคิดว่าจะมาเคลียร์ปัญหาคาใจ ว่าเหตุไฉนน้าถึงได้หนีมา ทั้งๆ ที่อยู่กับสัญชัยก็นับว่าอุดมสมบูรณ์ไปด้วย ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข อยู่แล้ว เพราะสัญชัยเป่าหูแกว่า โมคคัลลาน์สารีบุตรนั้นดื้อดึงที่จะไปจนได้ ขนาดว่ายอมแบ่งหุ้นให้ครึ่งหนึ่ง คือให้เป็นผู้จัดการร่วมช่วยกันบริหารกิจการสำนักปริพาชกก็ยังไม่ยอมรับ ท้ายที่สุดก็พาลูกศิษย์อีก ๒๕๐ รูป หนีไป.. ทราบความ ดังนั้น ทีฆนขปริพาชกจึงได้ออกติดตามหาพระสารีบุตร จนไปเจอที่ถ้ำสุกรขาตา และประจวบว่าไปเจอกับศาสดาคู่แข่งกับศาสดาของตนเข้าพอดี พระสมณโคดมองค์นี้แหละ ที่เป็นตัวการทำให้สารีบุตรพาบริวารหนีมา ถ้าอย่างไรก็ต้องประคารมแทนอาจารย์ของเราไว้บ้าง ทีฆนขะคิด เปรียบไปก็ดุจคนไปเสาะหาควายที่หายไป แต่ว่าไปเจอควายอยู่กับคนอีกคนหนึ่ง ซึ่งยืนถือเชือกคุมควายของตนอยู่ ดังนั้นเรื่องที่จะคุยกับท่านพระสารีบุตรจึงต้องพักไว้ เพราะตัวใหญ่กว่าคือพระพุทธเจ้านั้นนั่งกันท่าอยู่ จะเข้าถึงลูกเสือได้ก็ต้องผ่านด่านแม่เสือก่อนละท่าน และนั่นคือที่มาแห่งการแสดงพระธรรมเทศนาของพระพุทธองค์ อันเป็นเหตุให้พระสารีบุตรได้บรรลุโมกษะ เป็นพระอรหันตขีณาสพไปในขณะที่แสดงพระธรรมเทศนาจบลง พระธรรมเทศนานี้ชื่อว่า เวทนาปริคคหสูตร แปลว่าพระสูตรอันแสดงซึ่งอุบายเป็นเครื่องกำหนดเวทนา ซึ่งคำว่า กำหนด เวทนา นั้นเป็นหนึ่งในสี่แห่งวิธีการในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ตามแนวแห่งมหาสติปัฏฐานสูตร ซึ่งพระบาลีได้แสดงว่ามี ๔ อย่างคือ
ซึ่งทั้งสี่ข้อนั้น ท่านสงเคราะห์คือประมวลรวมลงเป็นสองข้อเท่านั้นคือ กายกับจิต หรือรูปกับนาม กายกับเวทนาเป็นส่วนทางกายท่านจึงจัดเป็นรูป ส่วนจิตกับอารมณ์นั้นเป็นส่วนที่เกิดทางใจท่านจึงจัดเป็นนาม พระบาลีสุตตันตปิฎกมัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ทีฆนขสูตร บันทึกว่า ทีฆนขปริพาชก อัคคินิเวสนโคตร พอไปถึงก็ทำท่าขมึงตึงไม่ยอมยกมือไหว้พระพุทธเจ้าซึ่งเป็นพระศาสดาเจ้าสำนัก เพราะแกคิดว่าเป็นศัตรูแล้วเรื่องอะไรจะต้องยกมือไหว้ให้เหนื่อย ได้ยืนอกยกอีโก้ออกมาโชว์กึ๋นของตัวเองต่อพระพุทธเจ้าว่า ท่านพระโคดม ข้าพเจ้ามีวาทะอย่างนี้ มีความเห็นอย่างนี้ว่า สรรพสิ่งไม่คู่ควรแก่ข้าพเจ้า ว่าแล้วแกก็นิ่งอยู่ดูว่าพระพุทธเจ้าจะแก้อย่างไร เหมือนนักเลงหมากรุกได้ทีรุกไล่แล้วกบดานเงียบอยู่ฉะนั้นทีนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ตรัสสวนออกไปว่า อัคคิเวสนะ ถ้าเช่นนั้น ความเห็นของท่านที่ว่า สรรพสิ่งไม่คู่ควรแก่ข้าพเจ้านั้น" ก็ต้องไม่คู่ควรแก่ท่านด้วย (เพราะท่านใช้คำว่า ทั้งปวง ซึ่งมีความหมายครอบคลุมถึงทิฐิของท่านนั้นด้วย) เมื่อโดนสวนหมัดมาอย่างนั้น ทีฆนขปริพาชกก็ออกอาการพาลทันที ได้ขึ้นเสียงต่อพระพุทธเจ้าออกไปอีกว่า ท่านพระโคดม ถ้าความเห็นเช่นนี้คู่ควรแก่ข้าพเจ้า มันก็ต้องเป็นเช่นนั้น จะเป็นอื่นไปไม่ได้ (คือข้าพเจ้าจะเห็นอย่างนี้จะทำไม) เห็นไหมล่ะท่าน พวกปริพาชกนี้นิสัยอันธพาลไม่เบาเลย พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "อัคคินิเวสนะ บุคคลในโลกที่กล่าวยืนยันอย่างนี้ว่า แม้ความเห็นนั้นต้องเป็นอย่างนั้น ดังนี้ บุคคลเหล่านั้นย่อมจะละทิฏฐินั้นไม่ได้ แถมยังยึดถือเอาทิฏฐิอื่นไว้อีกมาก คือยังมากกว่าคนที่ละความเห็นดึงดันนั้นได้ อัคคินิเวสนะ ในโลกนี้บุคคลที่กล่าวอย่างนี้ว่า แม้ความเห็นเช่นนั้น มันต้องเป็นเช่นนั้นจะเป็นอื่นไปไม่ได้ ดังนี้ บุคคลเหล่านั้นที่จะละทิฏฐินั้นได้ และไม่ไปยึดถือทิฏฐิอื่นไว้อีกนั้น ยังนับว่ามีน้อย คือน้อยกว่าคนที่ละความเห็นดึงดันนั้นไม่ได้อัคคินิเวสนะ มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มักกล่าวมักแสดงทิฏฐิอย่างนี้ว่า สรรพสิ่งคู่ควรแก่เรา ดังนี้ก็มี, ว่า สรรพสิ่งไม่คู่ควรแก่เรา ดังนี้ก็มี สมณพราหมณ์พวกหนึ่งมักกล่าวมัก แสดงทิฏฐิอย่างนี้ว่า บางสิ่งคู่ควรแก่เรา บางสิ่งไม่คู่ควรแก่เรา ดังนี้ก็มี
ความเห็นของสมณพราหมณ์พวกที่หนึ่ง ที่กล่าวว่า
สรรพสิ่งคู่ควรแก่เรา
นั้นเอียงไปทางกิเลส เป็นไปกับด้วยความกำหนัด เป็นเครื่องประกอบ
สัตว์ไว้ใกล้กิเลส เป็นเหตุเพลิดเพลิน กิเลสเป็นเหตุกล้ำกลืน
กิเลสเป็นเหตุยึดมั่น ความเห็นของสมณพราหมณ์พวกที่สอง ที่กล่าวว่า
สรรพสิ่งไม่คู่ควรแก่เรา นั้น เอียงไปทางกิเลสไม่เป็นไปกับด้วยความกำหนัด
กิเลสไม่เป็นเครื่องประกอบสัตว์ไว้ กิเลสไม่เป็นเหตุเพลิดเพลิน
กิเลสไม่เป็นเหตุกล้ำกลืน กิเลสไม่เป็นเหตุ ยึดมั่น.. ทีนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสต่อไปว่า อัคคินิเวสนะ ในความเห็นนั้นๆ ความเห็นของสมณพราหมณ์ผู้มักกล่าวมักเห็นอย่างนี้ว่า บางสิ่งควร แก่เราบางสิ่งไม่ควรแก่เรา นั้น ส่วนที่เห็นว่า "ควร" ก็เอียงไปทางกิเลสเป็นไปกับความกำหนัด เป็นเครื่องประกอบสัตว์ไว้ ใกล้กิเลสเป็นเหตุเพลิดเพลิน กิเลสเป็นเหตุกล้ำกลืนกิเลสเป็นเหตุยึดมั่น ส่วนที่เห็นว่า "ไม่ควร" ก็เอียงไปทางกิเลสไม่เป็นไปกับความกำหนัด กิเลสไม่เป็นเครื่องประกอบสัตว์ไว้ใกล้กิเลสไม่เป็นเหตุเพลิดเพลิน กิเลสไม่เป็นเหตกล้ำกลืน กิเลสไม่เป็นเหตุยึดมั่น อัคคินิเวสนะ บรรดาความเห็นเหล่านั้น ในความเห็นของสมณพราหมณ์ผู้ที่มักกล่าวมักเห็นอย่างนี้ว่า "สิ่งทั้งปวงคู่ควรแก่เรา" นั้น ท่านผู้รู้ย่อมเห็นย่อมตระหนักว่า เราจะยึดมั่นถือมั่นซึ่งทิฏฐิของเราว่า สิ่งทั้งปวงควรแก่เรา ดังนี้แล้วยืนยันขันแข็งว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริงสิ่งอื่นเปล่า เราก็พึงถือผิดจากสมณพราหมณ์สองพวกนี้ คือสมณพราหมณ์ผู้มักกล่าวมักเห็นอย่างนี้ว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่เรา ๑ บางสิ่งควรแก่เราบางสิ่งไม่ควรแก่เรา ๑ เมื่อความถือผิดกันมีอยู่ดังนี้ ความทุ่มเถียงกันก็มี เมื่อมีความทุ่มเถียงกันความทะเลาะกันก็มี เมื่อมีความทะเลาะกันความเบียดเบียนกันก็มี ท่านผู้รู้พิจารณาเห็นความถือผิดกัน ความทุ่มเถียงกันความทะเลาะกันและความเบียดเบียนกันในตนดังนี้อยู่จึงละทิฏฐินั้นเสีย ด้วยไม่ยึดถือทิฎฐิอื่นไว้อีกด้วย การละ การสละคืนซึ่งทิฏฐิเหล่านี้ย่อมมีได้ด้วยประการฉะนี้ จากนั้นพระพุทธองค์ทรงยกเอาความเห็นของสมณพราหมณ์อีกสองจำพวก
ขึ้นมาเปรียบเทียบเพื่อชี้ให้เห็นถึงความทะเลาะวิวาท
อันมีความยึดมั่นถือมั่นในทิฏฐิของตนเองเป็นใหญ่เป็นเหตุและได้ตรัสว่า อัคคินิเวสนะ เวทนา (การรับรู้อารมณ์ทางกายและใจ) มีสามอย่างนี้ คือ สุขเวทนา ๑ทุกขเวทนา ๑ อทุกขมสุขเวทนา ๑ อัคคินิเวสนะ ในสมัยใดบุคคลเสวยสุขเวทนา ในสมัยนั้นเขาไม่ได้เสวยทุกขเวทนาไม่ได้เสวยอทุกขมสุข เวทนาได้เสวยแต่สุขเวทนาเท่านั้น, ในสมัยใด บุคคลเสวยทุกขเวทนาในสมัย นั้นเขาไม่ได้เสวยสุขเวทนา ไม่ได้เสวยอทุกขมสุขเวทนาได้เสวยแต่ทุกขเวทนาเท่านั้น, ในสมัยใดบุคคลเสวยอทุกขมสุขเวทนา ในสมัยนั้นเขาไม่ได้เสวยสุขเวทนา ไม่ได้เสวยทุกขเวทนา เสวยแต่อทุกขมสุขเวทนาเท่านั้น อัคคินิเวสนะ สุขเวทนาทุกขเวทนา และอทุกขมสุขเวทนาทั้งสามนั้นไม่เที่ยงอันปัจจัยปรุงแต่ง ขึ้นอาศัยปัจจัยเกิดขึ้นมีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไปดับไปเป็นธรรมดา พระอริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เมื่อเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมหน่ายทั้งในสุขเวทนา ทั้งในทุกขเวทนา ทั้งในอทุกขมสุขเวทนา เมื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัดเพราะคลาย กำหนัด ก็ย่อมหลุดพ้นเมื่อหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณหยั่งรู้ว่าเราหลุดพ้นแล้วรู้ชัด ว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อันเราอยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำเราได้ทำเสร็จแล้วกิจอื่น เพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี อัคคินิเวสนะภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วอย่างนี้แล ย่อมไม่ทุ่มเถียงวิวาทกับใครๆ โวหาร (ถ้อยคำ) ใดที่ชาวโลกนิยมพูดกันอยู่ ท่านก็พูดไปตามโวหารนั้น แต่ว่ามิได้ยึดมั่นด้วยทิฏฐิ ก็โดยสมัยนั้น ท่านพระสารีบุตรนั่งถวายงานพัดอยู่ ณ เบื้องพระปฤษฎางค์ (เบื้องหลัง) ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้มีความดำริว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการละธรรมเหล่านี้ด้วยปัญญาอันยิ่งแก่เราทั้งหลาย พระสุคตเจ้าคงจะตรัสการสละคืนธรรมเหล่านั้นด้วยปัญญาอันยิ่งแก่เราทั้งหลาย เมื่อท่านพระสารีบุตรเห็นตระหนักดังนี้ จิตก็หลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน ธรรมจักษุอันปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแล้วแก่ทีฆนขปริพาชกว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา ดังนี้แล เสร็จจากนี้ก็เป็นพิธีแสดงตนเป็นอุบาสกของทีฆนขปริพาชก เรื่องราวในตอนเช้าของวันมาฆบูชาก็สิ้นสุดลงตรงนี้ ทีนี้พอถึงตอนบ่าย ท่านว่าพระพุทธองค์ได้เสด็จกลับจากถ้ำสุกรขาตามายังวัดเวฬุวัน เพื่อทรงเข้าร่วมประชุมพระอรหันตขีณาสพจำนวน ๑๒๕๐ รูป และตรงนี้ครูบาอาจารย์องค์ไหนไม่ทราบบังอาจกำหนดให้เป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนมาฆะหรือเดือน ๓ ซึ่งขัดแย้งกับพระบาลีเดิม ขอเล่าท้าวความไปในพระไตรปิฎกเพื่อความกระจ่างแห่งกาลเวลา ดังต่อไปนี้
พระพุทธองค์นั้นทรงตรัสรู้ในเดือนวิสาขะ หรือเดือน ๖ ขึ้น
๑๕ ค่ำ
เสด็จไปยังกรุง พาราณสีเพื่อแสดงพระธรรมจักกัปปวัตตนสูตรแก่พระภิกษุปัญจวัคคีย์ ในวันอาสาฬหบูชา (วันขึ้น
๑๕ ค่ำเดือน ๘) ทรงจำพรรษา
จนกระทั่งออกพรรษาที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันแห่งนั้น ในวันขึ้น
๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑
จากนั้นทรงประทานพระพุทธปสาสโนบายส่งพระอรหันตขีณาสพจำนวน ๖๐
รูปไปประกาศพระศาสนา และตรัสไว้ว่า
แม้เราตถาคตก็จักไปยังตำบลอุรุเวลาเสนานิคมเพื่อแสดงธรรม
ตำบลอุรุเวลาเสนานิคมนั้นเป็นฐานที่มั่นแห่งนักบวชนิกายหนึ่งในสมัยนั้น นั่นคือชฎิล
มีชฎิลสามพี่น้องนามว่า อุรุเวลากัสสปะ นทีกัสสปะ และคยากัสสปะ
ปกครองบริวารนับพันองค์ บูชาไฟอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรามานานนับปี
มีข้อความอยู่ตอนหนึ่งซึ่งพระบาลีวินัยปิฎก มหาวรรค บันทึกว่า
ระยะเวลาที่พระพุทธองค์ทรงใช้ในการปราบทิฏฐิของชฎิลนั้น ท่านว่า เป็นเวลานานถึง ๒ เดือนทีเดียว ซึ่งหลักฐานในพระไตรปิฎกก็บ่งไว้ชัดว่า กว่าที่พระพุทธองค์จะทรงได้ชฎิลทั้งหมด มาเป็นสาวกนั้น กาลเวลาก็ได้ผ่านเข้า เดือน ๔ ไปแล้ว อย่านับแต่วันเพ็ญเดือน ๓ เลย นี่คือพระบาลีจากพระไตรปิฎก ที่ยืนยันว่าระหว่างท้ายเดือน ๓ ต้น เดือน ๔ นั้น พระพุทธองค์ยังโปรดพวกชฎิลไม่เสร็จเลย จึงยังไม่ได้เสด็จเข้ากรุงราชคฤห์ ทั้งยังไม่ได้โปรดพระเจ้าพิมพิสาร ไม่ได้รับการถวายวัดพระเวฬุวัน และยังไม่ได้รับพระโมคคัลลาน์-สารีบุตรเข้ามาบวชเลยแต่อย่างใดทั้งสิ้น แล้วที่อาจารย์รุ่นหลังๆ พากันลืมพระบาลีนี้เสีย ไปกำหนดให้วันแสดงพระโอวาทปาติโมกข์เป็นวันเพ็ญเดือน ๓ นั้น ถามว่า เป็นวันเพ็ญเดือน ๓ ของปีไหน ? ถ้าเป็นในปีแรก คือภายหลังจากที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ได้ ๙ เดือน ดังที่ท่านว่าไว้จริง หลักฐานในพระบาลีก็ต้องเป็นโมฆะไปโดยปริยาย เพราะวันเพ็ญเดือน ๓ ในพระบาลีนั้นพระองค์ยังทรงอยู่ที่ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคมอยู่เลย เรื่องนี้มิใช่แต่ผู้เขียนเท่านั้นนะที่ไม่เห็นด้วย แม้แต่ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก ก็ทรงนิพนธ์ไว้ในหนังสือ ๔๕ พรรษาของพระพุทธเจ้าว่า ..ถ้าหลักฐานที่แสดงไว้ในบาลีนี้ถูกหลักฐานใน อรรถกถาก็ผิด วันมหาสันนิบาตนั้นก็น่าจะต้องเลื่อนไปมีในเมื่อออกพรรษาที่ ๒ แล้ว.. แล้วระหว่างพระไตรปิฎกกับอรรถกถาท่านจะเชื่อใคร ?และไหนๆ ก็ไหนๆ คือเมื่อจะพูดถึงเรื่องวันที่พระพุทธองค์ทรงแสดงพระโอวาทปาติโมกข์แล้ว ก็ว่าให้จบๆ กันไปเลย จะได้ไม่ค้างคาใจ คือเรื่องพระโอวาทปาติโมกข์นี้มีบันทึกอยู่ในพุทธวงศ์แต่เพียงสั้นๆ ว่า เรามีการประชุมพระสาวกผู้แสวงหาคุณใหญ่เพียงครั้งเดียว ภิกษุที่ประชุมกันมี ๑๒๕๐ รูป ครับ ก็แค่นั้น มิได้บอกว่ามีองค์เท่าไหร่ หรือวันไหน ดังที่พระอรรถกถาจารย์รุ่นหลังได้สร้างเสริมเติมแต่งให้เป็นที่น่าอัศจรรย์ อย่างที่เห็นในปัจจุบันแต่อย่างใดไม่ ทีนี้เมื่อไม่ใช่วันมาฆบูชาแล้ว ก็ควรจะมีคำถามถามต่อไปด้วยว่า แล้วตกลงวันที่พระพุทธองค์ทรงแสดงพระโอวาทปาติโมกข์นั้นควรจะเป็นวันใด ? ซึ่งอันนี้ถ้าให้ผู้เขียนคิด ก็คิดว่าเอาเป็นวันอื่นไม่ได้ หรือเช่นวันวิสาขบูชาเป็นต้น เพราะวันเพ็ญเดือน ๖ นั้นเป็นวันประสูติและตรัสรู้ของพระพุทธองค์ด้วย คือเลื่อนเวลาออกไปอีกซัก ๓ เดือนก็ไม่เห็นจะเสียหาย อะไรแต่ในใจจริงๆ แล้วผู้เขียนกลับคิดว่า วันไหนก็ไม่สำคัญหรอก สำคัญแต่ว่าจำนวนพระสงฆ์ที่เข้าประชุมนั่นสิ คือพระอรรถกถาจารย์ครั้นเห็นว่ามีพระภิกษุ ๑๒๕๐ รูปมาประชุมกัน ดังนี้แล้ว ก็คิดสะระตะเพ่งเล็งลงไปที่จำนวนพระภิกษุปุราณชฎิลกับพระภิกษุปุราณปริพาชก เอามาบวกกันได้จำนวนดังนี้ พระชฎิล ๑๐๐๓ รูป + พระปริพาชก ๒๕๒ รูป = ๑๒๕๐ รูป แต่จริงๆ แล้วท่านบวกผิด เพราะถ้าจะบวกเลขให้ถูก ตามจำนวนข้างบนนี้ ก็จะต้องมีพระ ภิกษุรวมทั้งสิ้น ๑๒๕๕ รูป มิใช่ ๑๒๕๐ รูปแต่อย่างใด และที่จะละเลยเสียไม่ได้ก็คือท่านพระสาวกรูปอื่นๆ ล่ะไปไหนเสียถึงไม่ยอมมาร่วมประชุมที่เห็น ชัดๆ ก็คือท่านพระอัสสชิเถระ ซึ่งมีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าก่อนหน้าวันมาฆบูชา (ตามมติของพระอรรถกถาจารย์) นั้นเพียงสองสัปดาห์ ท่านยังเดินบิณฑบาตแสดงธรรมโปรดปริพาชกนามว่าสารีบุตรในกรุงราชคฤห์อยู่เลย ครับ นี่ว่ากันตามหลักฐานในพระไตรปิฎก ไม่มีการบิดเบือนความจริงหรือมั่วนิ่มแต่อย่างใดทั้งสิ้น และถ้าจะให้วิจารณ์แบบตรงไปตรงมาอีกก็ขอเรียนว่า อันการประชุมพระสาวกที่เรียกว่ามหาสันนิบาตนั้นเป็นนัดสำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนานะท่าน เพราะงานนี้เป็นการประกาศพระโอวาทปาติโมกข์ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญของพระพุทธศาสนา แล้วทำไมพระพุทธองค์จึงทรงรีบประชุมซึ่งมีพระนวกะเพียงจำนวนพระชฎิลเก่า กับบริวารของพระโมคคัลลาน์-สารีบุตรเท่านั้น โดยที่พระมหาสาวกสำคัญรูปอื่นๆ เช่น ท่านพระมหากัสสปะ พระอานนท์ พระอุบาลี พระมหากัจจายนะ พระอนุรุทธะ พระปัญจวัคคีย์ เป็นต้น ต่างไม่ได้เข้าร่วมประชุมเลย เพราะถ้าพระมหาสาวกเหล่านี้มิได้เข้าร่วมประชุมแล้ว จะให้คิดเห็นว่าเป็นการประชุมสำคัญอันใด มันก็เหมือนกับการประชุมพระลูกวัดเท่านั้น มิใช่การประชุมพระสังฆาธิการ ผู้เป็นกำลังในการประกาศพระศาสนาแต่อย่างใดไม่ จะรอให้เวลาผ่านไปอีกซักสี่ซ้าห้าปีมิได้หรือ เมื่อพระมหาสาวกต่างก็พรั่งพร้อมกัน แล้วค่อยมาจัดประชุมกันใหม่ และเมื่อนั้นการณ์ทุกอย่างก็จะลงตัว ไม่มั่วเหมือนกับที่พระอรรถกถาจารย์ว่าไว้หรอก และที่สำคัญพระอรหันต์นามว่า อัสสชิเถระ ก็จะไม่ขาดประชุมด้วย มันผิดจรรยาบรรณของพระอรหันต์นะท่าน จริงไหม ?
พระมหานรินทร์ นรินฺโท |