|
ที่ได้ยกเอาคำถามข้างต้นมาเป็นชื่อเรื่อง ก็เพราะเราชาวพุทธได้เกิดความสงสัยกันมากมายเกี่ยวกับการตีความพระธรรมวินัยของสาย ธรรมกาย ที่อ้างว่า พระธรรมกายอันเป็นของแท้ดั้งเดิมนั้นได้สูญสลายหายไปจากโลกเมื่อพุทธปรินิพพานได้ 500 ปีแล้ว เพิ่งจะมาถูกค้นพบโดยหลวงพ่อสด แห่งวัดปากน้ำในปี พ.ศ. ๒๔๖๐ และการตีความพระธรรมวินัยของสายธรรมกายได้อาศัยหลักการที่ว่า หลวงพ่อท่าน (คือหลวงพ่อสด) บอกเลยว่า อตฺตา ซึ่งกระผม (พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล) เคยเล่าให้ฟังแล้ว แต่จริงๆ มีความหมายอย่างนั้น พระพุทธเจ้าไม่ตรัสคำนี้ตรงๆ เพราะจะไปพ้องกับ คำว่า อตฺตา ในความหมายของอัตตานุทิฏฐิ ที่เข้าไปยึดสังขารธรรม ว่าเป็นอัตตา ซึ่งพระองค์กำลังทรงทำลายอยู่ แต่ก็ตรัสอ้อมๆ ไว้ในอัตตทีปสูตรว่า ภิกษุทั้งหลาย จงทำตน จงมีตนเป็นเกาะ (อตฺตทีปา) เป็นที่พึ่ง (อตฺตสรณา) ซึ่งพระอรรถกถาจารย์ได้แก้คำว่า อตฺตา ว่าหมายถึงโลกิยธรรมและโลกุตตรธรรมคือมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ ณ ที่นี้ พระเดชพระคุณหลวงพ่อ (สด) หมายถึงวิสังขารคือพระนิพพาน ซึ่งเป็นอัตตาวิมุตตินั่นเอง (จากหนังสือ-นิพพาน ๓ นัย น.๙๘) ครับ เมื่อสายธรรมกายหาพระพุทธพจน์ที่กล่าวถึงนิพพานว่าเป็น อัตตา ตรงๆ ไม่ได้ ก็นำเอาเรื่องราวมาปะติดปะต่อแล้วก็ย่ำยีเข้าไปในพระพุทธกิจว่า ไม่ตรัสคำว่าพระนิพพานเป็นอัตตาไว้ตรงๆ เพราะทรงกลัวว่าจะไปพ้องกับอัตตานุทิฏฐิที่ทรงปฏิเสธ การที่กล่าวว่า พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้โดยอ้อม อย่างนี้มีผลอย่าง ใหญ่หลวงนะท่าน เพราะเป็นว่าแม้แต่พระพุทธเจ้าเอง ก็ยังต้องมีอะไรไม่ชัดเจนอยู่หรือทรงหวั่นอะไรอยู่จึงมิได้ตรัสถึงพระนิพพานไว้ชัดๆ ว่าเป็นอัตตา คำกล่าวของสายธรรมกายที่ว่านี้จึงมีผลไปถึงพระพุทธพจน์ที่ว่า พระธรรมของพระพุทธองค์นั้นบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ไม่มีสิ่งใดให้สงสัยอีก และเป็นการปฏิเสธพระบาลีวินัยปิฎก จุลลวรรค ที่ว่า (ภาษาไทย เล่ม ๗ น.๑๗๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราเป็นผู้มีธรรมเทศนาบริสุทธิ์ ปฏิญาณว่าเป็นผู้มีธรรมเทศนาบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่เศร้าหมอง และสาวกทั้งหลายย่อมไม่รักษาเราโดยธรรมเทศนา และเราก็ย่อมไม่หวังการรักษาโดยธรรมเทศนาจากสาวกทั้งหลาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราเป็นผู้มีไวยากรณ์บริสุทธิ์ (ไวยากรณ์-ระเบียบหรือการใช้ภาษา) ปฏิญาณว่าเป็นผู้ไวยากรณ์บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่เศร้าหมอง และสาวกทั้งหลายย่อมไม่รักษาเราโดยธรรมเทศนา และเราก็ย่อมไม่หวังการรักษาโดยไวยากรณ์จากสาวกทั้งหลาย... สิ่งที่สายธรรมกายได้อ้างว่า "พระพุทธองค์ทรงเลี่ยงที่จะตรัสถึงพระนิพพานว่าเป็นอัตตาตรงๆ" นั้น จึงทำให้เกิดปัญหาตามมาอีกสองข้อใหญ่ คือ ๑. พระพุทธเจ้าทรงมีพระธรรมเทศนาและไวยากรณ์ไม่บริสุทธิ์ คือพระธรรมเทศนาของพระองค์นั้น ยังต้องอาศัยการตีความโดยนัยยะต่างๆ จึงจะเข้าใจได้ความหมาย และหรือ ๒. พระไตรปิฎกที่บันทึกพระพุทธพจน์ของสายเถรวาทที่มีอยู่ในเมืองไทยนั้นยังมีความบกพร่อง ต้องใช้การตีความตามแบบที่ธรรมกายใช้จึงจะเกิดความชัดเจน ??? ก็ขอฝากเป็นข้อคิดของท่านผู้ใคร่ในการศึกษาพระพุทธศาสนาทุกท่าน ได้ใช้ วิจารณญาณพิจารณาตามเหตุผลที่เป็นจริงด้วยเถิด ว่าความจริงเป็นเช่นไร และเหนือสิ่งอื่นใดนั้น สิ่งที่จะพิสูจน์ว่า พุทธธรรม มีความบริสุทธิ์บริบูรณ์หรือไม่ ก็คือการนำพระธรรมคำสอนที่บันทึกไว้ในพระไตรปิฎกมาปฏิบัติเพื่อทดสอบผลดูให้รู้แน่ ว่าคำสอนนั้นๆ สามารถกำจัดกิเลสได้จริงหรือไม่ โดยที่ไม่ต้องอาศัยหนังสือเล่มใดมาเป็นตัวอธิบายอีก เพราะจริงๆ แล้วพระไตรปิฎกที่บันทึกพระพุทธพจน์ของพระพุทธองค์ก็นับว่าสมบูรณ์แล้วสำหรับการนำมาประพฤติปฎิบัติเพื่อขัดเกลากิเลส การอ้างเอาคัมภีร์ชั้นอรรถกถาก็ดี ชั้นฎีกาก็ดี ชั้นอนุฎีกาก็ดี หรือแม้แต่อาจริยวาท มาสนับสนุนความเห็นของตนเองนั้น เป็นเรื่องของนักศึกษาที่ต้องการความรู้ทางด้านปริยัติโดยมาก มิใช่เกี่ยวกับการปฏิบัติโดยตรงแต่อย่างใด แต่การกล่าวเช่นนี้มิได้หมายความว่าคัมภีร์ต่างๆ นั้นจะไม่มีความหมายเสียเลย แต่ว่าคัมภีร์ต่างๆ นอกจากพระไตรปิฎกนั้นควรมีไว้เพื่อเทียบเคียงศึกษาเท่านั้น มิใช่เพื่อเป็นตัวหลักในการศึกษาและปฏิบัติแต่อย่างใด ที่กล่าวเช่นนี้เพราะมีประเพณีที่ครูบาอาจารย์ท่านได้ยึดถือปฏิบัติมาแต่โบราณ ในเรื่องของการเรียงลำดับความสำคัญของปกรณ์ทางพระพุทธศาสนา ซึ่งท่านเรียงอันดับไว้ดังนี้
๑. พระสูตร
ได้แก่ พระพุทธพจน์หรือพระไตรปิฎก เรื่องอาจริยวาทคือคำสอนของอาจารย์นั้นท่านได้วินิจฉัยไว้แล้วครั้งสังคายนาครั้งที่ ๒ ซึ่งในครั้งนั้นพระภิกษุชาววัชชีบุตรจำนวนมาก ได้พากันอ้างวัตถุหรือเรื่อง ๑๐ ประการมาบิดเบือนพระธรรมวินัย และบรรดาข้อทั้งสิบนั้น ข้อที่ ๖ มีข้อความว่า การประพฤติตามอย่างที่อุปัชฌาย์และอาจารย์ประพฤติมาแล้ว ควร และในการไต่สวนในการสังคายนาครั้งที่สองนั้นได้มีบทสอบถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า (พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่ม ๗) พระยสกากัณฑกบุตร ถามว่า อาจิณณกัปปะ ควรหรือไม่ ขอรับ
? เรื่องสำคัญที่ขอนำมาให้พิจารณากันก็คือ
สุตานุโลม ซึ่งจะขอแปลคำ
นี้ออกมาให้เห็นชัดๆ กันก่อน คำว่า สุตานุโลม
เป็นศัพท์สมาส แปลว่า
(คำสอนหรือปกรณ์) อันคล้อยตามซึ่งพระสูตร หรือว่าเข้ากันได้กับพระสูตร
ดังนั้นไม่ว่าปกรณ์ชั้นอรรถกถาหรือฎีกาหรืออนุฎีกาหรือปกรณ์วิเศษใดๆ ก็ตาม
ที่ไม่อนุโลมไม่คล้อยตาม หรือเข้ากันไม่ได้กับพระสูตรคือพระไตรปิฎกแล้ว
ปกรณ์นั้นๆ ไม่สามารถนำมาเป็นเครื่องวินิจฉัยได้ เพราะถ้าครูบาอาจารย์ชั้นต้นท่านเห็นดีที่จะให้เอาสุตานุโลมเป็นใหญ่แล้ว เหตุไฉนท่านจึงไม่จัดไว้ในอันดับที่หนึ่งเล่า ดังกล่าวมาฉะนี้ เวลาที่ท่านแต่งหนังสือเล่มใด
ท่านผู้เคารพในพระสูตร ก็มักจะนำเอาพระพุทธพจน์มาเป็นตัวตั้ง
แล้วแต่งขยายอธิบายความให้คล้อยตามพระพุทธพจน์นั้น
เช่นคัมภีร์วิสุทธิมรรคซึ่งท่านผู้รจนา คือพระพุทธโฆษาจารย์
ได้นำเอาพระพุทธพจน์บทว่า
มาเป็นหัวข้อ แบบนักเรียนธรรมนำเอาพุทธภาษิตมาแต่งเรียงความวิชากระทู้ธรรม ฉะนั้น สรุปหลักใหญ่ๆ ที่ควรเข้าใจก็คือว่า สุตานุโลมต้องคล้อยตามพระสูตร แต่ว่าพระสูตรไม่จำเป็นต้องคล้อยตามสุตานุโลมคืออรรถกถาหรือฎีกาเป็นต้นเลย เปรียบดังกฏหมายลูกต้องไม่ขัดกันกับรัฐธรรมนูญฉะนั้น มีสุตานุโลมแห่งหนึ่งซึ่งพระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล เจ้าสำนักวัดหลวง พ่อสดธรรมกายารามนำมากล่าวอ้างสนับสนุนทิฏฐิของตนเองบ่อยๆ คือ พระธรรมบท ภาค ๖ ซึ่งแต่งโดยพระพุทธโฆษาจารย์ในราว พ.ศ. ๑๐๐๐ แล้ว มีข้อความว่า สงฺขาราติ ปญฺจกฺขนฺธา แปลว่า บทว่า สังขารได้แก่เบ็ญจขันธ์ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) การที่ท่านผู้แต่ง (พระพุทธโฆษาจารย์) ได้แก้หรือขยายความบทว่า สังขาร ว่าหมายถึงขันธ์ห้าเช่นนี้แล้ว ก็เข้าในข้ออนุมานของสายธรรมกายทันทีว่า เมื่อสังขารหมายเอาขันธ์ห้าว่ามีสภาพเป็นไตรลักษณ์ ดังนั้นพระนิพพานซึ่งเป็นวิสังขาร ก็ต้องมีสภาพที่ตรงกันข้าม คือต้องเป็นสภาพที่เที่ยง เป็นสุข และเป็นตัวตน โดยได้ทำเป็นตารางเปรียบเทียบไว้ดังนี้
ซึ่งในหนังสือนิพพาน ๓ นัยยังกล่าวสรุปอีกว่า หลักฐานดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา หมายถึงสังขตธรรมเท่านั้น มิได้คลุมถึงอสังขตธรรม กล่าวคือไม่รวมถึงมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ ดังนี้เลย ต่อจากนั้น ผู้แต่งหนังสือชื่อนิพพาน ๓ นัยนั้นก็ได้ยกเอาข้อความใน อรรถกถาขึ้นนำพระสูตรทันที คือแม้จะมีหลักฐานในพระบาลีว่าพระนิพพาน ก็เป็นอนัตตา แต่ทางสายธรรมกายก็ยังบังอาจปฏิเสธพระไตรปิฎกว่า (ข้อสาม) แม้ที่อ้างว่ามีพระพุทธพจน์ด้วยว่า นิพพานเป็นอนัตตานั้น ขอเรียนไว้ ณ ที่นี้เลยว่า มีข้อความในพระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับหลวง พ.ศ. ๒๕๒๕ (วินัย ปริวาร ๘/๘๒๖/๒๒๔) ว่า สังขารทั้งปวงที่ปัจจัยปรุงแต่ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา และบัญญัติคือพระนิพพานท่านวินิจฉัยว่า เป็นอนัตตา..ฯ แม้ข้อความที่ว่า ...และบัญญัติคือพระนิพพานท่านวินิจฉัยว่าเป็น อนัตตา...ฯ นี้ ก็มิใช่พระพุทธพจน์ เป็นข้อความที่มีขึ้นภายหลังพุทธกาล ข้อความใดที่ขัดกับพระพุทธพจน์ ย่อมมีค่าเหมือนกฏหมายที่ออกมา ขัดแย้งกับกฏหมายรัฐธรรมนูญคือเป็นโมฆะ ครับนี่แหละ คือการนำเอาสุตานุโลมมานำหน้าพระสูตรหรือให้ความสำคัญอรรถกถามากกว่าพระไตรปิฎกของสายธรรมกาย ทีแรกก็ประกาศเสียใหญ่โตว่าไม่มีข้อความในพระไตรปิฎกตรงไหนที่แสดงว่าพระนิพพานเป็นอนัตตา แต่ครั้นมีผู้ค้นพบและชี้ให้ดู พวกนี้ก็ออกอาการตะแบงแบบข้างๆ คูๆ ว่าเป็นสิ่งปลอมปนเข้าไปในพระไตรปิฎก คือแม้ว่าจะมีอยู่ในพระไตรปิฎกจริง แต่สายธรรมกายก็ไม่ยอมรับว่าเป็นพุทธพจน์ ก็ไปอ่านไปดูเอกสารของสายธรรมกายเอาเองเถอะท่านจะได้รู้เองว่า ที่พระเดชพระคุณพระธรรมปิฎกกล่าวว่า กรณีธรรมกายถึงขั้นจ้วงจาบพระธรรมวินัย นั้น มีเหตุผลดังฤา ท้ายที่สุดนี้ก็ต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่งที่ต้องบ่งชื่อธรรมกายบ่อยๆ แต่เพราะเป็นความจำเป็นเห็นประจักษ์จึงต้องแสดงไว้เป็นหลักฐาน ณ ที่นี้ |