จุลสารพระธรรมทูต
วัดไทย ลาส เวกัส


หนังสือดี "มิลินทปัญหา"
มาอ่านหนังสือดีมีคุณค่าน่าศึกษากันเถอะ



    
บันทึกการโต้ตอบปัญหาทางพระพุทธศาสนา ระหว่างสมเด็จพระเจ้ามิลินทร์กับพระนาคเสน ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นพระอรหันต์ในสมัยพุทธศตวรรษที่

     ขอแนะนำหนังสือที่เรียกว่ายอดเยี่ยมที่สุดในวรรณกรรมทางพุทธ ศาสนา และอาจจะเป็นหนังสือในชั้นอรรถกถาที่เก่าแก่ที่สุดในโลกก็ว่าได้ เพราะ ในตอนต้นของหนังสือเล่มนี้ มีข้อความกล่าวถึงพุทธทำนายว่าในอีก ๕๐๐ ปี ข้างหน้า นับแต่กาลเป็นที่ปรินิพพานของพระพุทธองค์ จะมีพระราชาประสูติขึ้น มาและจักทำพระพุทธศาสนาให้ดำรงมั่นอยู่ได้นานถึง ๕๐๐๐ ปี ซึ่งเป็นเงื่อนงำ ให้สันนิษฐานว่าหนังสือเล่มนี้แต่งขึ้นในพุทธศตวรรษที่ห้า

     ในอดีตปกรณ์เล่มนี้ เคยได้รับการยกย่องว่าเทียมเท่าพระพุทธวจนะ หรือพระไตรปิฏกมาแล้ว จุดที่น่าสนใจของหนังสือเล่มนี้นอกจากจะมีข้อความเกี่ยวเนื่องกับประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาแล้ว อรรถสาระของหนังสือก็ถือได้ ว่าสุดยอด เพราะเป็นหนังสือที่มีคารม คมคายแสดงซึ่งปฏิภาณโวหารในการ ตอบคำถาม อันนักเทศน์ทุกยุคต้องนำ มาเป็นครูเสมอ และอ่านง่ายด้วย

     ที่ว่าอ่านง่ายนั้น เพราะท่านใช้ อุปมาอุปมัยเปรียบเทียบในเรื่องของ นามธรรมได้อย่างชัดเจน ไขความถึง สิ่งที่ข้องใจในพระไตรปิฏกออกมาให้เห็นกระจ่าง ดังสำนวนในพระไตรปิฏกที่ว่า “เปรียบดังบุคคลคนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คน หลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยคิดว่า ผู้มีตาดีจักเห็นทาง ดังนี้ ขอนำสำนวนที่ว่าเด็ดๆ ในหนังสือเล่มนี้มาเสนอพอเป็นกระสาย ดังนี้

     พระยามิลินทร์นมัสการถามพระนาคเสนว่า นมัสการพระคุณเจ้า โยมนี้มีความประสงค์จะสนทนาด้วย พระนาคเสนทูลว่า ถวายพระพร มหาบพิตร ขอเชิญพระองค์สนทนาเถิด โยมสนทนาแล้ว ขอพระคุณเจ้าจงฟังเถิด ถวายพระพร อาตมภาพก็ฟังอยู่แล้ว นมัสการ พระคุณเจ้าได้ยินว่าอย่างไร ถวายพระพร ก็มหาบพิตรสนทนาว่าอย่างไรเล่า คือโยมจะขอถาม พระคุณเจ้า ถวายพระพร ขอทรงถามเถิด มหาบพิตร โยมถามแล้ว ถวาย พระพร อาตมภาพก็ตอบแล้ว พระคุณเจ้าตอบว่าอย่างไร ก็มหาบพิตร ถามอาตมภาพว่าอย่างไรเล่า

     เมื่อการสนทนามาถึงบทนี้ พวกโยนกทั้ง ๕๐๐ ต่างก็เปล่งสาธุการ คือแสดงอาการเริงรื่นชื่นใจในการประคารมครั้งนี้อย่างทั่วหน้า เปรียบดังผู้ชมสมใจเมื่อได้เห็นนักมวยขึ้นชกกับคู่ต่อสู้ที่สมศักดิ์ศรีฉะนั้น

     ปัญหาแรก ที่พระเจ้ามิลินทร์ทรงถามท่านพระนาคเสนก็คือ นามปัญหาหรือถามชื่อ ทรงถามว่า นมัสการพระคุณเจ้า ธรรมดาผู้จะ สนทนากัน จำต้องรู้จักชื่อแซ่ของกันและกันเสียก่อน เพราะถ้ายังไม่รู้จัก ชื่อกันแล้ว เรื่องที่จะสนทนาก็คงไม่มีขึ้น หรือที่พูดกันก็ดูไม่มั่นคง ฉะนั้น โยมจึงขอถามถึงนามของคุณเจ้าว่า พระคุณเจ้าชื่ออะไร ?

     พระนาคเสนทูลว่า ถวายพระพรมหาบพิตร เพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย เรียกอาตมภาพว่านาคเสน ส่วนบิดามารดานั้นเรียกอาตมภาพว่านาคเสนบ้าง วีรเสนบ้าง สีหเสนบ้าง แต่ก็เป็นแต่เพียงนามบัญญัติเพื่อสื่อความหมายเท่านั้น มิได้มีสัตว์บุคคลตัวตนเราเขาอยู่ในชื่อนั้นแต่อย่างใด ถวายพระพร

     สมเด็จพระเจ้ามิลินทร์จึงทรงประกาศว่า ขอชาวโยนกทั้ง ๕๐๐ คน กับทั้งพระสงฆ์จำนวน ๘๐๐๐๐ รูปนี้ จงฟังข้าพเจ้า พระนาคเสนรูปนี้กล่าวว่า เพื่อนพรหมจรรย์เรียกอาตมาว่านาคเสน แต่ว่ามิได้มีสัตว์บุคคลตัวตนเราเขาอยู่ในชื่อนั้นเลย เอาละ ทีนี้ข้าพเจ้าจะขอถามพระคุณเจ้าบ้าง

    นมัสการพระคุณเจ้า ถ้าหากไม่มีสัตว์บุคคลตัวตนเราเขาอยู่ในชื่อ นาคเสน ตามที่พระคุณเจ้ากล่าวแล้ว บุคคลใดถวายบาตร จีวร อาหาร เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขารไปแล้ว กุศลก็ต้องไม่มีแก่บุคคลนั้นสิ ถึงจะ มีคนมาฆ่าพระคุณเจ้า เขาก็ไม่มีโทษเพราะปาณาติบาตที่จะได้รับสิ อนึ่ง ถ้าหากบุคคลตัวตนเราเขาไม่มีอยู่แล้ว ก็แล้วใครกันเล่าที่ยังถวายจีวร บิณฑบาตเสนาสนะคิลานปัจจัยและเภสัชบริขารแก่พระคุณเจ้า ใครเล่าบริโภค สิ่งเหล่านั้นเข้าไป ใครกันรักษาศีล ใครเจริญภาวนา ใครกันที่จะกระทำให้แจ้ง ซึ่งมรรคผลนิพพาน ใครทำปาณาติบาต ทำอทินนาทาน ใครทำอนันตริยกรรม ทั้ง เพราะถ้าสัตว์บุคคลตัวตนของคนไม่มีแล้ว กุศลและอกุศลก็ต้องไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมดีชั่วก็ต้องไม่มี หากใครฆ่าพระผู้เป็นเจ้า เขาก็ต้องไม่มีโทษ เพราะปาณาติบาต และเมื่อถือกันเช่นนั้น ก็เป็นอันว่า อุปัชฌาย์อาจารย์ ของพระคุณเจ้าก็ไม่มี อุปสมบทของพระคุณเจ้าก็ไม่มี และคำใดที่พระคุณเจ้า กล่าวว่า เพื่อนของอาตมภาพ เรียกอาตมาว่านาคเสน ดังนี้ อะไรเป็นนาคเสน ในคำนั้น เมื่อโยมถามพระคุณเจ้าอยู่อย่างนี้ ยังมีพระคุณเจ้าที่ได้ยินเสียงนี้ อยู่หรือ ?

     เอากะท่านสิ ถามอย่างนี้ถ้าไม่มี ใจเพชรเด็ดขาดจริง ก็กลัวว่าจะมีเหงื่อ เม็ดโป้งๆ ผุดเต็มหน้าเต็มตาแน่นอน แต่ยังก่อน ท่านพระนาคเสนนั้นถ้าไม่ แน่จริง เขาคงไม่เลือกให้มาประคารม กับบรมกษัตริย์พระองค์นี้หรอก ฟังคำตอบของท่านสิ

     ถวายพระพรมหาบพิตร อาตมภาพ ยังได้ยินเสียงถามอยู่ ถ้าพระคุณเจ้า ยังได้ยินเสียงถามอยู่ ก็หมายความว่า คำว่า “นาคเสน” ก็ยังมีอยู่ในชื่อ นาคเสนสิ ถ้าอย่างนั้นโยมขอถามว่า ที่ว่า “นาคเสน” นั้นคืออะไร เส้นผมหรือ ที่ชื่อนาคเสน ?
หามิได้ มหาบพิตร
งั้นเส้นขนหรือที่ชื่อนาคเสน ?
หามิได้ มหาบพิตร
เล็บใช่หรือเปล่า ?
ไม่ใช่
ฟันหรือหนังหรือหรือว่าเนื้อ ?
หามิได้ มหาบพิตร
งั้น เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ใส้ใหญ่ ใส้น้อย อาหารใหม่อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร สมองศีรษะ สิ่งเหล่านี้ สิ่งใดหรือเป็นนาคเสน ?
ไม่ใช่ทั้งหมด มหาบพิตร
ถ้างั้น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ สิ่งใดหรือ ที่ชื่อนาคเสน ?
หามิได้ มหาบพิตร
ถ้าอย่างนั้น จักษุธาตุ รูปธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุ ชิวหาธาตุ รสธาตุ กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ มโนธาตุ เหล่านี้ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือเปล่า ที่ชื่อนาคเสน ?
หามิได้ มหาบพิตร
ถ้างั้นก็รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หรือ ที่ชื่อนาคเสน ?
หามิได้ มหาบพิตร
นมัสการพระคุณเจ้า เมื่อโยมถาม พระคุณเจ้า ก็ไม่ได้ความว่าอะไร กันแน่เป็นนาคเสน พระคุณเจ้านี้เห็นทีจะมักพูดเหลาะแหละหาสาระมิได้ พระคุณเจ้ากล่าวคำเท็จ เป็นมุสาวาท !

     เอาแล้วสิท่าน พูดคุยกันอยู่ดีๆ แท้ๆ ก็จะปรับอาบัติพระเสียแล้ว พระเจ้ามิลินทร์นี่ พระนาคเสนเจ้านั้น ท่านนิ่งนึกอยู่ครู่หนึ่งจึงทูลบรมกษัตริย์ว่า ถวายพระพร มหาบพิตร พระองค์ทรง เป็นสุขุมาลย์ชาติแต่กำเนิด ได้เสด็จ ออกจากพระนครมาในเวลาเที่ยงวัน เช่นนี้ เห็นทีจะเสด็จมาด้วยพระบาท คงจะ ถูกก้อนกรวดประทุษร้ายให้ทรง เจ็บปวด จึงทรงเร่าร้อน (ด้วยคารม) พระเวทนา ทางพระวรกายของพระ องค์ คงจะเป็นทุกข์อย่างแน่แท้ ที่อาตมภาพกล่าวเช่นนี้นั้น เพราะเห็นทีท่าแห่งพระทัยอันร้อนร้ายและ พระวาจาอันดุเดือด จึงสันนิษฐานว่า มหาบพิตรคงจะมีพระเวทนาอันกล้า แน่แท้ อาตมภาพจึงขอเจริญพรถาม มหาบพิตรในข้อนี้ว่า มหาบพิตรเสด็จมา ด้วยพระบาทหรือด้วยราชพาหนะอย่างไร ถวายพระพร ?

พระเจ้ามิลินท์ตรัสตอบว่า นมัสการพระคุณเจ้า โยมมิได้เดินมา หรอก โยมมาด้วยรถต่างหาก ทีนั้นท่านพระนาคเสนจึงได้ประกาศขึ้นว่า ขอชาวโยนก ๕๐๐ ท่าน พร้อมด้วยพระสงฆ์ ๘๐๐๐๐ รูปนี้จงฟังคำข้าพเจ้า คือสมเด็จพระยามิลินท์ได้ตรัสบอกว่าเสด็จมาด้วยรถ ถวายพระพรมหาบพิตร อาตมภาพขอถามมหาบพิตรต่อไปว่า เสด็จมาด้วยรถจริงหรือ ?

จริงสิ พระคุณเจ้า (ทรงงงว่าถามทำไม!)

     ท่านพระนาคเสนจึงประกาศแก่บริษัทต่อไปว่า บัดนี้ ข้าพเจ้าจะขอถาม ต่อไปว่าถ้าหากมหาบพิตรเสด็จมาด้วยรถจริงแล้ว ขอจงตรัสบอกแก่อาตมภาพ ด้วยเถิดว่างอนรถหรือที่ชื่อว่ารถ ?
พระเจ้ามิลินทร์ตรัสว่า หามิได้ พระคุณเจ้า
ถ้าอย่างนั้น เพลาหรือเปล่าที่ว่าเป็นรถ ?
ก็ไม่ใช่ พระคุณเจ้า
งั้นรถอยู่ในเพลา นั้น ?
ไม่ใช่ พระคุณเจ้า
ถ้างั้นล้อหรือเปล่าที่เป็นรถหรือว่ารถมีอยู่ในล้อนั้น ?
ก็ไม่ใช่ พระคุณเจ้า
ถ้างั้นกงหรือ หรือว่าเชือกที่เป็นรถ ?
ไม่ใช่
ถ้างั้นรถมีอยู่ ในกงหรือในเชือกนั้น อย่างนั้นหรือ ?
หามิได้ พระคุณเจ้า
ถ้าอย่างนั้นคันปฏัก หรือ หรือว่าแอกที่เป็นรถ หรือว่ารถมีอยู่ใน คันปฏักหรือว่าในแอกนั้น เช่นนั้นหรือ ?
หามิได้ พระคุณเจ้า

     ถวายพระพร มหาบพิตร ทรงบอกว่าเสด็จมาด้วยรถ เมื่ออาตมภาพทูล ถามว่าสิ่งใดหรือชื่อว่ารถ ? ก็ตรัสบอกว่าไม่ใช่ ทั้งสิ้น ตรัสอย่างนี้ อาตมภาพไม่สามารถ มองเห็นสิ่งใดได้เลยว่าเป็นรถ ถวายพระพร มหาบพิตร ทรงเป็นอัครมหากษัตริย์ในชมพู ทวีปนี้ ไม่น่าจะตรัสซึ่งถ้อยคำอันเหลาะแหละ เหลวไหลเช่นนี้ ไฉนมหาบพิตรถึงได้ตรัส ถ้อยคำ อันเหลาะแหละเหลวไหล เช่นนี้เล่า
 
     สมเด็จพระเจ้ามิลินทร์จึงนมัสการ ท่านพระนาคเสนว่า นมัสการ พระคุณเจ้า โยมมิได้กล่าวคำเหลาะแหละเหลวไหลเลย ก็การที่เรียกว่ารถนี้ เพราะอาศัยเครื่องประกอบของรถทั้งปวงคือ งอนรถ เพลารถ ล้อรถ ไม้ค้ำรถ กงรถ เชือกขับรถ เหล็กปฏัก ตลอดถึงแอกรถ ประมวลกันเข้าจึงเรียกว่ารถได้ นมัสการ

     ท่านพระนาคเสนจึงทูลว่า ฉันนั้นเหมือนกัน มหาบพิตร การที่ได้นามว่า “นาคเสน”นั้น ก็เพราะอาศัยอวัยวะที่ประกอบกันเข้ามาทุกอย่างคือ อวัยวะ ๓๒ ประการ มีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เป็นต้น จำแนกแยกออกไป เป็นขันธ์ ธาตุ อายตนะทั้งปวง ข้อนี้ต้องตามคำของพระปฏิจฉราภิกษุณีผู้เป็น พระอรหันต์ได้กล่าวขึ้นในที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ที่เรียกว่ารถ เพราะประกอบด้วยเครื่องรถ (อะไหล่) ทั้งปวง ฉันใด เมื่อขันธ์ทั้งหลายมีอยู่ ก็สมมติเรียกกันว่าเป็นสัตว์บุคคล ตัวตนเราเขา ฉันนั้น ดังนี้ ขอถวายพระพร ต่อพระราชปุจฉานามปัญหาของมหาบพิตร ดังนี้แล

     ทีนั้น สมเด็จพระเจ้ามิลินทร์ ปิ่นกษัตริย์แห่งชมพูทวีปทรงอุทานขึ้นว่า โอ ! น่าอัศจรรย์เหลือเกิน พระคุณเจ้า เพราะท่านพระนาคเสนได้กล่าวแก้ปัญหา ด้วยปฏิภาณโวหารอันวิจิตรยิ่งได้ถูกต้องดีแท้ หากองค์สมเด็จพระบรมศาสดา ยังทรงพระชนม์อยู่ คงจักทรงประทานสาธุการแก่พระคุณเจ้าอย่างมิต้องสงสัย สาธุ โยมขอนมัสการ การกล่าวแก้ปัญหาของพระคุณเจ้านั้น ถูกต้องสมบูรณ์ จริงแท้...

     เป็นไงบ้าง ท่านผู้อ่าน หนังสือนี้ดีอย่างไร นักปราชญ์ทางศาสนาทั่วไป ต่างก็ยกย่องคัมภีร์มิลินทปัญหานี้ว่าเป็นเอกของปกรณ์ทั้งปวง แล้วท่าน จะไม่หามาอ่านดูซักเล่มหรือ แต่ก็ต้องขอออกตัวนิดหนึ่งว่า สำนวนที่อยู่ใน หนังสือเล่มนี้ไม่มีในหนังสือมิลินทปัญหาทั่วไป เพราะเป็นสำนวนที่ผู้เขียนขัดเกลาเอาเอง ด้วยมุ่งหวังแห่งความทันสมัยแห่งถ้อยคำและไม่ซ้ำซ้อน แห่งถ้อยความดังที่มีอยู่ในหนังสือเดิม แต่ก็ขอรับประกันว่ามิลินทปัญหานั้น เยี่ยมยอดจริงๆ หากท่านใดสนใจใคร่ได้มาอ่าน ก็ขอบอกด้วยว่าราคาน่ะไม่แพง อย่างที่คิดหรอก เพราะหนังสือโบราณเช่นนี้ไม่ค่อยมีผู้สนใจใคร่อ่าน ดังนั้น ราคาจึงเบาสบายในยุค IMF แถมยังหาซื้อง่ายอีกต่างหาก ก็ร้านหนังสือแถวๆ ท่าพระจันทร์น่ะมีถมไป หรือจะติดต่อมาที่ วัดไทย ลาสเวกัส ก็ได้ ยินดีเพื่อความสุขแห่งมหาชนชาวสยามอยู่แล้ว ไปก่อนจ้า บ๊าย บาย.