แวดวงพระธรรมทูตไทยใน USA

นิคฺคณฺเห นิคฺคหารหํ ปคฺคณฺเห ปคฺคหารหํ
ข่มผู้ที่ควรข่ม ยกย่องผู้ที่ควรยกย่อง

โดย..ปี้ส่าง


 

     “5 ธันวามหาราช” ผ่านพ้นไป คนไทยเริงรื่นชื่นบานกันทั่วหน้า กับมหามงคลสมัยที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยดชมหาราช ล้นเกล้าชาวไทย ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ 72 พรรษา

“ทีฆายุโก โหตุ มหาราชา ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน”
 

     ที่ไหนก็ไม่ยิ่งใหญ่เท่าวัดไทย แอลเอ งานวันพ่อปีนี้ใหญ่ทั้งฟอร์ม ใหญ่ทั้งตัว เพราะที่ระดมกันเข้ามาจัดงานนั้นระดับมือโปรทั้งสิ้น ยิ่งวงดนตรี จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่รับเชิญมาบรรเลงในงานวันนั้น ชาวบ้านยังชมข้าม STATE กันไม่หาย โชว์ดีไม่มีชาร์จอย่างนี้ต้องมีรอบสอง งานนี้ พระเดชพระคุณหลวงเตี่ย หลวงพ่อวิเชียร และหลวงเตี้ย เอ๊ย ! อาจารย์เริ่มของเรา คงเป็นปลื้มไม่หาย นี่แหละครับ ผลงานที่เห็นเป็นประจักษ์

     ที่ LAS VEGAS ก็ไม่เบา แม้ว่าจะไม่มีดนตรีจุฬา ฯ แต่ว่าเราก็มีวงดนตรีสุนทราภรณ์มาบรรเลงเป็นม้วนเลย แถมยังได้นักร้องระดับนักเทศน์แหล่ยังต้องเหล่ให้อีกตั้งวงใหญ่ ใครได้ไปร่วมงานที่ วัดไทย ลาสเวกัส วันนั้นคงการันตีได้

     โดยเฉพาะท่าน ดร.รบชัย เปรมศรีรัตน์ นายกสมาคมไทย ลาสเวกัสนั้น หันซ้ายหันขวาแทบไม่ได้เพราะไมค์ขยับตามติดแจ เลยนำคอรัสวงใหญ่บรรเลงสามเพลงรวดเลย เอ้า ไชโยๆ

     พระเดชพระคุณพระราชรัตนโมลี (นคร เขมปาลี ป.ธ.6 Ph.D.) อดีตอธิการบดีมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งประเทศไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษาอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ของคณะสงฆ์ไทย ได้มีเมตตามาเยี่ยม วัดไทยในลาสเวกัส ท่านเล่นเอาพระสงฆ์องค์เณรแตกตื่นกันไปทั้งบาง เพราะ พระเดชพระคุณกระซิบบอกแม่ออก สุปราณี คาร์สัน ว่า “อย่าเพิ่งบอกให้พระวัดไทยทราบ ไปเงียบๆ อย่างนี้แหละ จะได้รู้ว่าวัดไทยทำอะไรบ้าง” แล้วพระเดชพระคุณก็ได้ทราบสมใจ เพราะสิ่งที่ได้สัมผัสนั้นเนื้อล้วนๆ ไม่มีน้ำ(ลาย)หรือผักชีโรยหน้าแต่อย่างใดทั้งสิ้น เรียกว่าอัดข้อมูลจนล้นถุงย่ามเชียวล่ะครับ ผู้บริหารตัวจริงต้องถึงลูกถึงคนอย่างนี้

     ที่เดนเวอร์ วัดพุทธวราราม ทราบข่าวมาว่ากำลังเล็งแลหาที่แห่งใหม่ ขยับขยายวัดอยู่ ถามท่าน อาจารย์พระมหายรรยงค์ ในงานกฐินวันนั้น ท่านเปรยๆ ว่า “ก็ดูอยู่สองสามที่ ที่ละประมาณ 5-60 เอเคอร์ แต่ว่าแคบไป อยากได้กว้างกว่านั้น” ว่างั้น แหมคนมีกะตังค์น่ะท่านทำอะไรก็ไม่น่าเกลียดดอกเนาะ

     มาแรงแซงทางโค้งแบบไม่แตะเบรกเลยก็เห็นจะเป็นที่นี่ที่เดียว วัดพุทธมงคลนิมิต แห่งรัฐนิว แม๊กซิโก จัดงานกฐินปีนี้ยิ่งใหญ่สุดๆ คนเป็นหมื่น และปัจจัยอีกตั้งหกหมื่น วัดเล็กวัดน้อยปลาสร้อยปลาซิวเห็นแล้วยังหนาวว่าทำได้อย่างไร แต่ก็ต้องยกแม่โป้งให้ว่ายอดๆ เพราะทีมงานของ ท่านอาจารย์เจริญ-บอสใหญ่ นั้นระดับเซียนทั้งสิ้น มีอดีตเลขา ฯ มหาจุฬา ฯ ตั้งสององค์ เปรียญเก้าหนึ่งรูป บวกกับ ท่านด๊อกเตอร์วิญญา ที่เพิ่งไปคว้าดุษฎีบัณฑิตจาก INDIA มาแบบสดๆร้อนๆ แถมด้วยมือโปรอีกเป็นกะตั๊ก ทั้งเกจิอาจารย์อีกเพียบ ปรอทวัดดอลล่าห์จึงพุ่งปรู๊ดปร๊าด เห็นว่าปีหน้ากะจะเอาซักล้านสองล้านเหนาะๆ ว่างั้น ว่ากันว่าถ้าจัดอย่างนี้อีกซักสองสามงาน ท่านอาจารย์เจริญเตรียมตัวไปรับเจ้าคุณได้เลย จริงจริ๊ง

     อริโซน่า “เงียบแต่มาแรง เพราะเครื่องแน่นปึ๊ก” ต้องกล่าวอย่างนี้ เพราะวันนี้ท่านอาจารย์ ดร.พระมหาวินัย ปุญฺญญาโณ คนใหญ่ใจเกินร้อยของเราท่านสบายใจไปร้อยแปด เพราะงานทุกอย่างลูกน้องเทคแคร์ให้หมด จึงไปสบายๆ แบบเกียร์ว่าง นี่เห็นว่าถ้าท่านอาจารย์สูบซิก้าร์ด้วยก็ลืมได้เลย เรื่องไฟแชคน่ะ ก้อ..เป็นทั้งท่านรองเลขาและเพรซิเดนท์ และเจ้าอาวาส บวกกับ Ph.D. พ่วงเข้าไปอีก ไม่ถึงที่สุดก็จวนแล้วล่ะครับ แต่ที่เห็นบ่นหน่อยก็เรื่องเจ็บหลังเจ็บเอวนั่นแหละ แหมโรคแบบนี้รักษาไม่ยากหรอกครับ เพลาๆ เรื่องนั่งทับหลายเก้าอี้ลงซักหน่อยก็จะดีขึ้นเอง เชื่อปี้ส่างเต๊อะ

     คึกคักที่สุดยามนี้ก็เห็นจะหนีไม่พ้น วัดสมเด็จพระมหารัชชมังคลาจารย์ หรือวัดพุทธเบเกอร์ฟิลด์เก่านั้นแหละครับ บอสใหญ่-อาจารย์พระมหาสุขุมนั้น ท่านวิ่งจนเครื่องโอเวอร์ฮีทแล้ว แต่น้ำเลี้ยงยังบอกไม่อั้น แถมลูกน้องในวัดยังเชียร์กันสนั่นอีก จัดงานประชุมใหญ่สมัชชาสงฆ์ไทย ปี 2000 ถ้าโลกไม่แตกเสียก่อนเราคงได้เห็นอะไรแตกกันมั่ง (เห็นดอลล่าห์แตกกระจายแถวๆ เบเกอร์ฟิลด์น่ะครับ โปรดอย่าเข้าใจไปอย่างอื่น) ว่าแต่ลูกนิมิตน่ะ คงไม่ใช่ที่วิ่งชนโลกเมื่อหกสิบล้านปีก่อน นะขอรับ 55 เอ้า ! ก็ขอประชาสัมพันธ์ไว้ล่วงหน้า ณ ที่นี่เลยว่า วันที่ 14-15 มิถุนายน ปี 2000 นี้ พวกเรามีประชุมสมัชชาสงฆ์ไทย USA ประจำปี ที่วัดสมเด็จพระมหารัชชมังคลาจารย์ เมืองเบเกอร์ฟิลด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย อย่าลืมไปช่วยกันล้มทับ เอ๊ย ! โทษ ไปให้กำลังใจว่าที่ท่านเจ้าคุณกันหน่อย

     “ยิ่งเงียบยิ่งแรง” และก็แรงจริงๆ ครับ สำหรับ วัดพุทธิ ชิโนฮิลล์ ยามนี้ กระซิบกระซาบจากบอสใหญ่ อาจารย์พระมหาบุญก้ำ ฐิตเวโท หลังจากหายลมแบบโล่งอกโล่งใจเรียบร้อยแล้ว ทราบว่ามีมหาเศรษฐีใจป้ำให้ยืมก้อนใหญ่ “เป็นล้าน ! ” อย่างงครับท่าน เป็นล้านจริงๆ ท่านยังได้เปรยต่อไปว่า รีไฟแนนซ์รอบใหม่นี้เอาแบบสบายๆ หน่อย ซักเก้าพันสิบพันต่อเดือนแบบเครื่องดีเซลน่ะว่างั้น แว่วเสียงใครไม่รู้ผ่านหูมาว่า “งานนี้ถ้าเตี่ยไม่ตาย เสี่ยก็ไม่โต” พูดอะไรก็ไม่รู้ 555

     นี่ก็ไม่เบาเหมียนกัน “วัดสุทธาวาส” เมืองริเวอร์ไซด์ ได้ผู้นำมีความ สามารถ ท่าน ดร. พระมหาศักดิ์ชัย ฐิตเมโธ เจ้าอาวาส จัดงานทอดกฐินก็รับไปเหนาะๆ สองหมื่น ! ส่วนเงินวัดที่ยังเหลือเก็บอีกเนื้อๆ ตั้งหลายหมื่น ขึ้นป้ายเป็นวัดเงินแสนไปเรียบร้อยแล้ว อนุโมทนา สาธุ !

     ประกาศก้องเกาะสะเทือนเลื่อนลั่น นึกว่าแผ่นดินไหวครั้งใหญ่อีกแล้ว แต่ก็โล่งอกโล่งใจ เพราะที่ดังคับฟ้านั้น เป็นเสียงของท่านบอสใหญ่แห่งวัดพุทธประทีป เมืองซานบรูโน่ ซานฟรานซิสโก ท่านพระมหาสิทธิพร เมธงฺกโร ท่านประกาศเสียงดังฟังชัดว่า “ทั้งร้าน เอ๊ย ! ทั้งเกาะเอาเท่าไหร่” และนับจาก นี้ไป ไม่ว่าใครในเมืองซานบรูโน่ประกาศขายหรือย้ายหนี วัดพุทธประทีปจะเข้า take over ทันที โดยไม่สนว่าจะราคาเท่าไหร่ อะฮ้า นี่แหละMillionaireตัวจริง ถ้าอยากรู้ว่าท่านไปรวยอะไรมา ปี้ส่างบอกใบ้ให้นิดๆ ว่า “อาจารย์สิทธิพรองค์นี้แหละ ทักษิณสองตัวจริงเสียงจริง” แต๊ๆ นา

     ร่อนสารขานกล่าวไปทั่วบ้านทั่วเมือง ก็คือ วัดอตัมมยตาราม มลรัฐ วอชิงตัน อ่านว่า อะ-ตัม-มะ-ยะ-ตา-ราม แปลว่าอะไรไม่รู้ อยากรู้ก็ถาม ท่านผู้ตั้งชื่อเอาเอง ท่านพระมหาฤทธิ์ ถิรจิตฺโต เจ้าอาวาส ส่งจดหมายมา บอกปี้ส่างว่า ได้ย้ายวัดไปยังสถานที่แห่งใหม่เรียบร้อยแล้ว เป็นบ้านหลังใหญ่ 3 ชั้น 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ รวมทั้งห้องใต้ดิน แถมยังมี Barn ม้าอีกตั้งเกือบ 2,000 ตารางฟุต อยู่บนทำเลทอง ห่างจากสนามบิน Seattle ไปแค่ 30 ไมล์ “ทั้งใหญ่ทั้งสวยกว่าเดิม” ว่างั้น ท่านแจงราคามาว่า “เบาๆ” คือแค่ 350,000 เหรียญ และขณะนี้มีเงินอยู่แล้ว 120,000 เหรียญ แหม ท่านพระมหาฤทธิ์ ใช้เวลาเพียงแค่ 1 ปี กับ 4 เดือน สามารถเก็บเงินได้ถึง 120,000 เหรียญ นับได้ว่า มีฤทธิ์สมชื่อ คล้ายๆ พระมหาโมคคัลลาน์ในสมัยพุทธกาลน่ะ ห้ามเขิน !

     บุญหนักศักดิ์ใหญ่ไม่มีใครเกินในปีนี้ก็พระเดชพระคุณหลวงตาชี แห่งวัดไทย DC ของเรา รับพระราชทานสมณศักดิ์พระราชาคณะชั้นสามัญ ในราชทินนามว่า “พระวิเทศธรรมรังษี” และเดินทางถึงเมืองหลวงของโลก คือกรุงวอชิงตัน ดีซี เรียบร้อยแล้ว ทราบว่างานฉลองนั้นจะจัดกันในปี 2000 งานช้าง ก็ต้องวางโปรแกรมกันนานหน่อยละท่าน นี่แหละน้ำพักน้ำแรงที่พระเดชพระคุณได้อุทิศให้แก่พระศาสนามาชั่วชีวิต งานนี้พูดได้คำ เดียวว่าไม่มีเส้นก๋วยเตี๋ยวก๋วยจั๊บอย่างใดทั้งสิ้น เป็นของบริสุทธิ์ดุจเลื่อนลอยมาโดยนภากาศอย่างแน่แท้ แม้ว่าท่านจะชื่อหลวงตาชีก็ชีพราหมณ์น่ะ ไม่ใช่ผักชีโรยหน้าแต่อย่างใด ควรที่สาธุชนจะอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง อย่าลืม ! ใครไปในงานฉลองท่านเจ้าคุณหลวงตาชีน่ะต้องท่องชื่อใหม่ท่านไปด้วย อย่าได้ทักผิดองค์ล่ะ เพราะท่านเจ้าคุณกับหลวงตาชีนั้นเป็นองค์ละองค์เดียวกัน เอ้า สาธุ

     เก่าไปใหม่มา ก็ปี 1999 กับสหัสสวรรษเก่าที่ฟ้อนเงี้ยวลาจากปี้ส่างไปแล้ว ศตวรรษใหม่ก็รำเซิ้งเข้ามาแทนที่ ดังสำนวนธรรมใบลานเมืองเหนือว่า “เมื่อพระอาทิตย์ย้ายจากราศรีมีนเข้าสู่ราศรีเมษ เป็นเหตุได้ชื่อว่าสังขารล่อง” นั้นแล แต่ที่เราไม่อยากให้ย้ายไปด้วยก็คือสิ่งใดๆ ก็ตามอันบันดาล ความสุขสมหวังพลังใจและชัยชนะ แน่ะเล่นสำนวนวัยสะรุ่นเทียบรุ่นหลวงพ่อวิเวกานันทะซะเลย โดยเฉพาะหลวงพ่อจอร์จหรือคุณดอลล่าห์น่ะ ไม่อยากให้จากกันเล๊ย จริงไหมโยม ?

     นี่ก็จะหนีเราไปแล้ว เอคอัคราชทูตนิตย์ พิบูลสงคราม (ว่าที่ปลัดกระทรวงการต่างประเทศแบบไร้คู่แข่ง) ไปแล้วดีกว่าใหญ่กว่าก็ต้องยินดี ภาษาพระ ว่าขอแสดงมุทิตาจิตด้วย ส่วนท่านใหม่ที่จะมาแทนท่านทูตนิตย์นั้น ทราบว่าคือ ท่านเต บุนนาค เอกอัคราชทูตไทยประจำกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศษ ซึ่งจากการให้สัมภาษณ์ของท่านราช เลขาธิการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ม.ล. พีรพงษ์ เกษมศรี ท่านกล่าวถึงท่านทูตเตทว่า “รู้จักทูตเตทดี ในความเห็นส่วนตัวเป็นคนดีมาก เชื่อว่าคนไทยในอเมริกาไม่ผิดหวังแน่” ซึ่งคนไทยทุกคนก็หวังเช่นนั้น จึงขอกล่าวคำว่า “ยินดีต้อนรับ” ด้วยความเต็มใจยิ่ง

     ส่วนที่ยังไม่รู้เก่ารู้ใหม่ก็เห็นจะเป็น ท่านนายกทองดี คนที่ชาวแอลเอรักสุดๆ นั่นแหละ เพราะพอทราบข่าวว่าท่านนายกทองดีได้งานใหม่ที่ฟลอริด้า พวกก็อุตส่าห์เขียนใบลาออกจากนายกสมาคมไทยให้ท่านแทนเสร็จ แหมได้คนรู้ใจอย่างนี้อาจารย์ทองดีรักตายเลย โถสงสัยหยอกกันเล่นมั๊ง เขาคงคิดถึงไม่อยากให้ท่านไปไกลน่ะ อยู่ไกล้กันอย่างนี้มันอบอุ่นกว่าเยอะ 555

     บอกกล่าวเล่าขานวานเพื่อนพ้องช่วยเป็นหูเป็นตากันหน่อย กับหนังสือพิมพ์ที่ชื่อ “ไทย Thai News” น่ะ ไม่รู้ว่าโผล่มาจากนรกขุมไหน นำโดย นายบ้า เอ๊ย ! นายเบ็ญ บาระกุล ตัวแสบเกี่ยวกับคดีวัดพระธรรมกายที่เมืองไทย แต่ไหงโผล่มาโจมตีพระมหาเถระที่เคารพของคณะสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกาเช่นนี้ มีการกล่าวหาพระเดชพระคุณพระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต ป.ธ.9) พระปูชนียเถระของชาวไทย ด้วยข้อมูลอันลามกเลวทรามยิ่งกว่าเอาขี้มา แปดทาอีก หนังสือพุทธธรรม ที่นักปราชญ์ราชบัณฑิตนิสิตนักศึกษาผู้สนใจ ในพระพุทธศาสนาทั่วไปต่างให้การยอมรับนับถือ เป็นเสมือนคัมภีร์ที่อธิบายพุทธธรรมได้ดีที่สุดในยุคปัจจุบัน กลับถูกคนบ้ากล่าวหาว่าเป็นคัมภีร์ ที่พระศรีวิสุทธิโมลี (สมณศักดิ์ของธรรมปิฏกตอนที่รจนาพุทธรรมขณะนั้น) สร้างขึ้นมาเป็นเครื่องมือในการล้มล้างพระพุทธศาสนา โดยกล่าวหาว่าพระเดชพระคุณ ฯ ไปสมรู้ร่วมคิดกับศาสนาคริสต์สร้างคัมภีร์นี้ขึ้นมาเพื่อแทรกซึมไปในวงการศึกษาไทย ซึ่งปัญญาชนคนที่มีสติทั่วไปได้อ่าน ก็ออกจะขำในความโง่เขลาเบาปัญญาของคนบ้ากลุ่มนี้ ไอ้บ้าพวกนี้ยังโง่เง่าเต่าตุ่นถึงขนาดวิพากษ์วิจารณ์ถึงการดำเนินการ ตัดสินให้รางวัลขององค์การยูเนสโก ซึ่งได้ยกย่องพระเดชพระคุณพระธรรมปิฏกด้วยรางวัล Unesco Prize for Peace Education ในปี 2537 ว่าไม่เข้าข่าย จะได้รับ เพราะนับแต่ปี 2519 เป็นต้นมานั้นท่านไม่ได้สอนหนังสือ จึงไม่เข้าข่ายในคุณสมบัติที่ว่า “ต้องเป็นบุคคลที่ดำเนินกิจกรรมในการส่งเสริมการศึกษา” ดูสิท่าน ไอ้ด๊อกโง่ๆ คนนี้มันมีสมองหมาปัญญาควายถึงขนาดอ่านหนังสือไม่ออกหรือไง แถมยังแสดงความเป็นคนพาลสันดานหยาบออกมาอีกว่า หากต้องการให้พระธรรมปิฎก(ป.อ.ปยุตฺโต)ได้รับรางวัลนี้ จะต้องสร้างภาพของคุณสมบัติขึ้นมาให้ตรงตามที่ UNESCO กำหนดให้ได้

     ดูความจัญไรและความทรามมารยาทของคนกลุ่มนี้สิท่าน มันไร้มารยาทผู้ดีถึงขนาดกล่าวว่ายูเนสโกมั่วนิ่มหลับหูหลับตาให้รางวัลนี้อย่างนั้นแหละ หรือไม่ก็กล่าวหาว่าพระธรรมปิฎกทำรายงานเท็จต่อยูเนสโกจึงได้รางวัลนี้มา 555 โถถัง ช่างไม่เจียมกะลาหัวบ้างเลย

     อันที่จริง กรณีวัดพระธรรมกายนั้น พระธรรมปิฎกท่านได้แสดงซึ่งจุดยืนในจุดมุ่งหมาย แห่งคำสอนในพระพุทธศาสนา แต่ว่าวัดพระธรรมกายกลับไม่ได้แก้ข้อหาด้วยการหา ข้อมูลเรื่องพระนิพพานเป็นอัตตามาแสดง ดังที่พระธรรมปิฎกท่านทำแต่อย่างใด

     ทีนี้เมื่อไม่สามารถชี้แจงด้วยข้อมูลที่เป็นจริงได้ ก็ไปเก็บเอาเรื่องขี้หมูรา ขี้หมาแห้งที่ไหนก็ไม่รู้มาใส่ร้ายป้ายสีพระเดชพระคุณ ฯ ว่ากันถึงขนาดว่า เมื่อตอนที่ พระสันตปาปา จอนห์ ปอลล์ ที่ 2 องค์ประมุขแห่งคริสต์ศาสนาคาทอลิค ได้เดินทางมาเยือนประเทศไทยในปี พ.ศ. 2527 ซึ่งในการนั้น พระเดชพระคุณพระธรรมปิฎกได้รับเลือกให้เป็นล่ามฝ่ายสงฆ์สนองงาน สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในการต้อนรับพระสันตปาปา จอนห์ ปอลล์ ดังกล่าว พวกบ้าก็หาว่ามีเงื่อนงำ ดูสิท่าน แขกบ้านแขกเมืองมา เมื่อท่านได้ทำงานเพื่อประเทศชาติ เราก็น่าที่จะสรรเสริญคนทำงาน แต่นี่กลับกล่าวหาว่าร้ายท่านด้วยความโฉดเขลาเบาปัญญาเช่นนี้

     เรารู้นะว่าใครเป็นใคร ทำอะไรกันอยู่ที่ไหน ไฉนพวกนี้จึงไม่รัก พระศาสนาและชาติบ้านเมืองกันเลย คือเมื่อตัวเองไม่สามารถจะประพฤติ ปฏิบัติหรือทำตัวให้มันดีได้ ก็น่าจะละอายตัวเองด้วยการยกย่องท่านผู้มีความ สามารถในการทำงานเพื่อพระศาสนานั้นต่อไป แต่กลับทำจัญไรอย่างเห็นๆ นี่แหละท่าน ที่อ้างกันว่าเป็นพุทธนั้น แล้วก็มาทำลายพระสงฆ์ผู้ทรงคุณธรรม เช่นนี้มันน่าละอายไหมเล่า แถมยังกล่าวร้ายลามปามไปถึงผู้หลักผู้ใหญ่ ของเมืองไทยหลายท่านด้วย เช่น ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี อาจารย์สุลักษณ์ ศิวลักษ์ ศาสตราจารย์ ดร.ระวี ภาวิไล เป็นต้น ซึ่งบุคคลเหล่านี้เป็นทรัพยากรอันมีค่าของประเทศไทย ทั้งได้ทุ่มเทเสียสละ ความรู้ความสามารถเพื่อชาติบ้านเมือง ด้วยความสัตย์ซื่อต่ออุดมการณ์ กล่าวโดยรวมก็ได้แก่เพื่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

     แต่ดูไอ้บ้าพวกนี้สิเคยทำอะไรให้บ้านเมืองเป็นที่ประจักษ์กันบ้าง นอกจากอ้างตัวเองว่าเป็นด๊อก เอ๊ย ! ด๊อกเตอร์มั่ง แต่ก็เถอะท่าน ปี้ส่างก็ได้แต่บอกกล่าวเล่าขานให้ระแวดระวังกันไว้เท่านั้น เพราะพวกนี้มันหมาจรจัด สู้ที่เมืองไทยไม่ได้ก็หนีมาเล่นกันที่นี่ ลองนึกถึงหมาขี้เรื้อนสิท่าน เวลามีใครเดินผ่านน่ะ แม้เขาจะไม่ทำอะไรมันมันก็ต้องเห่าขู่เอาไว้ก่อน เพราะความคันในแผลเรื้อรังของตัวมันไง

     อย่างไรก็ตาม เราท่านต่างก็ทราบดีว่า พระเดชพระคุณพระธรรมปิฏกนั้น ท่านมิได้ สะทกสะท้านกับคำของคนพาลนี้แต่อย่างใด ขนาดหมาบ้า คนดีๆ เขาก็ยังไม่อยากตอแยด้วยแล้ว ยิ่งคนบ้าเช่นนายเบ็ญ บาระกุลและกอง บก.ของหนังสือพิมพ์ไทยอย่างนี้ คนดีเขายิ่งไม่อยากเข้าใกล้ ถ้าจะมีก็แต่พวกที่มีเชื้อบ้าด้วยกันเองหรือหมอ รักษาโรคบ้าเท่านั้น ที่น่าห่วงใยก็คือ การรับรู้ข้อมูลข่าวสารของญาติโยมพุทธศาสนิกชนทั่วไป ที่ไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างถูกต้องจะพลอยหลงเชื่อไปด้วย คนหลงน่ะท่านแม้ว่าจะกลับตัวทัน แต่ก็จะต้องเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ เพราะพวกนี้เล่นใช้สื่อต่อสื่อคือนำเอาระบบมาเล่น อย่างเช่นมีผู้เข้าแจ้งความเอาโทษกับวัดพระธรรมกาย พวกนี้ก็เอามั่ง ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ท่านพระธรรมปิฎก โดยหมายใจจะให้ติดร่างแหเป็นคดีไปด้วยกัน

    แต่ว่า ทางกองบัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก็ได้สรุปออกมาแล้วว่า คดีไม่มีมูล และพณ ฯ ท่านนายกรัฐมนตรี ชวน หลีกภัย ก็ได้เข้ากราบ นมัสการพระเดชพระคุณพระธรรมปิฎกด้วย เมื่อเห็นทางรัฐบาลไม่เล่นด้วยดังกล่าว พวกขี้เรื้อนเหล่านี้จึงหนีมาสร้างความอัปรีย์ที่นี่ไง กบดานอยู่แถวๆ แอลเอนี่แหละ ชะ ! มันช่างเหมือนที่ พระพุทธองค์ตรัสไว้ไม่มีผิด คนทำชั่วน่ะแม้จะหลบลี้ไปไหนก็หนีผลกรรมไปไม่พ้นหรอก

     หนังสือพิมพ์ “ไทย THAI NEWS” ไล่เลียงลำดับของ ท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฏก มาตั้งแต่ครั้งยังเป็น พระมหาประยุทธ์ ปยุตฺโต แบบคุยโวว่ารู้กำพืดหมด ก็ขอถามไว้ ณ ที่นี่ว่า ถ้าพวกนายรู้จริง แล้วรู้หรือเปล่าเล่าว่า สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกานั้น เริ่มก่อตั้งโดยมีพระเดชพระคุณพระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตฺโต ป.ธ.9) ซึ่งปัจจุบันก็คือพระเดชพระคุณพระธรรมปิฎกนั่นเองเป็นมันสมอง ร่างข้อกำหนดกฏเกณฑ์ต่างๆ ซึ่งพระสงฆ์ไทยทั้งปวงที่เดินทางมาปฏิบัติศาสนกิจในประเทศสหรัฐอเมริกาต่างก็อาศัยองค์กรนี้

     แม้แต่วัดพระธรรมกายเองก็ตาม ที่สามารถนำเอาพระสงฆ์มาปฏิบัติ ศาสนกิจในประเทศนี้ได้ ถามว่า มิใช่เพราะผลงานของพระเดชพระคุณ พระธรรมปิฎกดอกหรือ ? ทีนี้ที่กล่าวหาว่าพระเดชพระคุณไปสมรู้ ร่วมคิดกับคริสต์ศาสนาเพื่อมาทำลายพระพุทธศาสนานั้น เมื่อพวกท่าน ต่างทราบดีแล้ว เหตุไฉนจึงยังคงดำรงฐานะอยู่ในสมัชชาสงฆ์ไทย ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผลงานการสมรู้ร่วมคิดของท่านพระ ธรรมปิฎกอยู่อีกเล่า หรือเพิ่งจะมารู้ว่าเป็นเรือโจร และถ้าอยู่ในเรือโจร แล้วพวกนายเป็นอะไร ? เป็นพรหมภูติ พรหมกาย อย่างนั้นหรือ ?

     เอาให้มันแน่แบบแฟร์ๆ หน่อยซิครับ ถ้ายังมีความเป็นลูกผู้ชายอยู่ อย่าทำตัวเป็นอีแอบแบบ “เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง” อย่างนั้น มันไม่ผะอืดผะอมขมๆ เปรี้ยวๆ ไปหน่อยหรือ หรือจะตะแบงว่า “เรือโจรก็จริง แต่เห็นว่าโจรไม่อยู่ ผมเลยเอามาใช้” 55 ถ้าอย่างนั้นก็ต้อง โดนข้อหาลักของโจรด้วยนะครับ

     ที่ต้องเขียนเตือนกันเช่นนี้ เพราะเห็นภาพข่าวที่ออกมาแล้ว ปี้ส่างไม่ค่อยสบายใจว่าวัดพระธรรมกายทำอะไรอยู่ ถึงได้ปล่อยให้ลูกศิษย์ลูกหา ออกมาอาละวาดโดยไม่ห้ามปราม หรือว่าประมุขสงฆ์วัดพระธรรมกายก็รู้เห็นเป็นใจด้วย เตือนกันเนื้อๆ ว่า อย่าทำปากว่าตาขยิบนะครับ บ้านนี้เมืองนี้แม้ไม่มีกฏหมายคณะสงฆ์เช่นที่เมืองไทย ก็อย่าได้คิดว่าจะตะบี้ตะบันทำระยำตำบอนอย่างไรก็ได้ กุ๊ยน่ะไม่ว่าอยู่เมืองไหน ในโลกเขาก็ไม่นับว่าเป็นผู้ดีหรอก แต่ถ้าหากว่าวัดพระธรรมกายไม่รู้เรื่อง รู้ราว อะไรเลย เป็นแต่พวกที่หวัง(ไม่)ดีไปทำกันเอง อันนี้ปี้ส่างก็ต้องขอขมาอภัยไว้ด้วย แต่ (อีกแล้ว) ดูไปแล้วมันไม่ใช่อย่างนั้นนี่ครับ มีการยกเอาพระเถระมาชนกัน เรียกว่าพยายามเสี้ยมเขาชนกันน่ะ แบบนี้จะถือว่าเป็นผู้สร้างสรรค์งานพระศาสนาได้อย่างไร กัลยาณมิตรน่ะ เขามีปรกติทำกันเช่นนี้หรือ ช่วยตอบปี้ส่างให้ชัดเจนหน่อยเต๊อะ

     น่าห่วงครับ บอกได้คำเดียวว่าน่าห่วง เพราะขนาดพระเดชพระคุณพระธรรมปิฎกก็ยังถูกตีแบบไม่ไว้หน้าโดยใช้ภาษาแม่ค้าปากคลองอย่างนี้ แล้วพวกเราเหล่าพระธรรมทูตที่เป็นปลาซิวปลาสร้อยจะไปครนามืออะไร เกิดใครไปจ้วงจาบเรื่องวัดพระธรรมกายเข้าก็เตรียมใส่โลงเผาได้เลยสิครับ

     จึงได้บอกเล่าเก้าสิบว่า ถ้าเห็นหนังสือพิมพ์ที่ชื่อ "ไทย THAI NEWS" แล้ว ก็โปรดอ่านดูด้วยความพินิจพิเคราะห์ที่สุด และหากเป็นไปได้ควรที่ท่านจักได้ไถ่ถามถึงที่ไปที่มาแห่งเรื่องราวต่างๆ เหล่านั้นจากพระธรรมทูตไทยด้วย ผู้บริโภคข่าวสารจึงจะปลอดภัยที่สุด พราะเรื่องศาสนานั้นละเอียดอ่อนนัก ถ้าได้รับการชักนำโดยครูเลวๆ ก็มีสิทธิ์ตกนรกได้เช่นเดียวกันนะท่าน

    เริ่มแล้ว ! ครับ สำหรับการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ 6 แจงข่าวมาจากท่านอาจารย์พระมหายรรยงค์ ฐานวโร เจ้าอาวาสวัดพุทธวราราม เดนเวอร์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ มจร.(และอะแฮ่ม! ว่าที่เจ้าคุณองค์ใหม่)ว่าปีนี้เอาน้อยหน่อย ประมาณ 50 รูป คุณสมบัติน่ะหรือ ก็ยิ่งกว่าประกวดชายงามเสียอีก ดีแต่ว่าถ้าได้ภาษาเขมรท่านยกเว้นเป็นกรณีพิเศษ แหม งานนี้วัดทางเมืองลองบีชยิ้มแก้มปริ ส่วนวัดของปี้ส่างมีแต่พระเป็นภาษาพม่า ก็ไม่รู้ว่าท่านจะอนุโลมหรือเปล่า ความจริงก็น่าจะเข้าข่ายนะ

 

สำหรับตารางอบรมนั้น มีดังนี้


1. ภาคสาธารณูปการ 20 กุมภาพันธ์ ถึง 10 มีนาคม 2543
2. ภาคจิตภาวนา 11 มีนาคม ถึง 11 เมษายน 2543
3. ภาควิชาการ 14 เมษายน ถึง 14 พฤษภาคม
2543

    รวมระยะเวลาอบรมทั้งสิ้น 2 เดือนกับ 20 วัน สำหรับแม่งานการอบรมครั้งนี้ ก็มี พระเดชพระคุณพระศรีปริยัติโมลี (สมชัย กุสลจิตฺโต ป.ธ. 9) รอง อธิการบดี มจร. ฝ่ายกิจการต่างประเทศ พร้อมด้วยทีมเวอร์คมืออาชีพ ยิ่งพระมหาสุภัทร เมธีสุภทฺโท นั้น บัดนี้ท่านเป็นพระสี่ประเทศไปแล้ว ก่อนหน้านี้ไปลาวบินมาจำพรรษาที่อเมริกา เสร็จกฐินแล้วกลับไทยไปอินเดีย นี่ก็เห็นว่าจะไปไหนอีกก็ไม่รู้ ดูตารางการบินของท่านแล้วหนาวเพราะยาวเป็นวา วาสนาของคนมันแข่งกันบ่ได้ดอกเนาะ อยากทราบสิ่งใดในการอบรมครั้งนี้ ติดต่อได้ที่วัดพุทธวราราม สำนักงานกลางของสมัชชาสงฆ์ไทย หรือที่ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ มจร. กรุงเทพ ฯ โทร. 222-2835,225-8686 หรือส่งแฟกซ์ได้ที่ 221-4859,623-6013

     ปิดท้ายรายการวันนี้ สิ่งใดที่เป็นกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ได้ทำไป ด้วยความพลั้งเผลอ โดยเจตนาก็ดี ไม่ได้เจตนาก็ดี แต่ว่าได้ทำไปแล้วน่ะ ก็ขอขมาอภัยในความผิดพลาดนั้นไว้ ทั้งนี้เพื่อเป็นธรรมเนียมอันดีงามให้อนุชน รุ่นหลังได้ศึกษาว่าเราทำงานกันอย่างไร หากท่านผู้ใดมีเมตตาจิตตำหนิติติงหรือ แนะนำประการใด ปี้ส่างขอน้อมรับเอาสิ่งซึ่งมีคุณค่านั้นไว้ ด้วยความยินดี เป็นอย่างยิ่ง เพราะเราสำเนียกอยู่เสมอว่า “ถูกบัณฑิตนินทา ดีกว่าถูกพาลายกย่อง” พบกันฉบับหน้าครับ


HAPPY NEW YEAR ทุกท่าน...

ปี้ส่าง