|
ศาสนา แปลว่า คำสั่งสอน ถ้าเป็นพระพุทธศาสนา ก็คือคำสั่งสอนของ พระพุทธเจ้า ดังนั้นหัวใจของพระพุทธศาสนาจึงอยู่ที่คำสั่งสอนนั่นเอง ทีนี้เมื่อ จะสอนหรือบอกใครซักคนน่ะ ความสำคัญของการสอนก็คือคำสอนที่ถูกต้อง เพราะหากเราสอนผิดๆ เช่นมีครูบอกนักเรียนว่า 2+3 เป็น 1 อย่างนี้ ถ้านักเรียน จดจำเอาไปทำข้อสอบอย่างนั้น ผลจะเป็นเช่นไร เราท่านก็คงทราบ ปัญหาใหญ่ที่สุดของพระพุทธศาสนาที่มีมาทุกยุคทุกสมัย ก็เห็นจะเป็นเรื่องการสอนนี่แหละ เริ่มแรกก็คงจะมาจากความเข้าใจที่แตกต่างกัน ทีนี้เมื่อความเข้าใจเกิดแตกต่างกันแล้ว ก็ไม่แคล้วต้องเถียงกัน เผอิญว่าผู้ที่จะมาเถียงกันในเรื่องการเรียนการสอนนั้นเป็นผู้สอนเสียด้วย มันจึงเข้าในสำนวนไทยที่ว่า ทิฐิพระ มานะกษัตริย์ นั่นแล คือต้องเถียงกันจนตายไปข้างหนึ่งล่ะ จะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมให้แก่กันหามีไม่ และที่น่าหวาดเสียวอย่างยิ่งก็คือ ในกิจการพระพุทธศาสนานั้น ยุคต้นๆ ภายหลังพุทธปรินิพพานได้หลายร้อยปี ก็ยังคงมีอาณาจักรคืออำนาจรัฐคอยปกป้องคุ้มครองเป็นไปโดยธรรมอยู่ แต่ภายหลังก็มีบางคราวที่รัฐบาลมีโมหะไปเข้ากับฝ่ายอธรรมวาที จึงมีเหตุให้เกิดความยุ่งยากในสังฆมณฑลอย่างใหญ่หลวง กรณีพระพิมลธรรม (อาจ อาสภมหาเถร ป.ธ.8) วัดมหาธาตุฯ พระนครนั้น นับเป็นตัวอย่างอันชัดเจนที่สุดในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาของชาติไทยเราทีเดียว ถามว่า แล้วเรื่องอย่างนี้เคยมีเกิดขึ้นในยุคสมัยของพระพุทธเจ้าบ้างไหม ? ตอบตามตำราก็ต้องบอกว่า มีครับ และเป็นเรื่องใหญ่เสียด้วย เรื่องเป็นเช่นนี้ครับ พระบาลีวินัยปิฎก มหาวรรค โกสัมพีขันธกะ บันทึกว่า สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ โฆสิตาราม เมืองโกสัมพี แคว้นวังสะ เวลานั้นในพระนครโกสัมพีมีพระภิกษุอยู่ 2 คณะใหญ่ คณะหนึ่งเรียนพระวินัยคือกฏหมายทางคณะสงฆ์ เรียกว่าคณะนิติศาสตร์ ผู้ที่เรียนจบวินัยนี้เรียกชื่อว่าพระวินัยธร ถ้าเป็นปัจจุบันก็คือนิติศาสตร์บัณฑิต ส่วนอีกคณะหนึ่งนั้นเรียกว่าคณะครุศาสตร์ เพราะเรียนเอาเฉพาะพระธรรมนำไปเทศน์สั่งสอนญาติโยม จบมาแล้วเป็นพระธรรมกถึกหรือครุศาสตร์บัณฑิต ที่เป็นพระวินัยธรก็ออกว่าความเป็นทนายมั่ง ผู้พิพากษามั่งตามแต่บุญพาวาสนาส่ง ส่วนพระธรรมกถึกก็ออกสอนหนังสือเป็นครูประชาบาล ที่เก่งๆ หน่อยก็อาจได้เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ก็โก้ไปอีกแบบ อันนี้ผู้เขียนก็โมเมเอานิดหน่อย คงไม่ว่ากันนะท่านนะ คณะทั้งสองนั้นมีจำนวนพระนิสิตนับได้ถึงคณะละ 500 รูป ซึ่งนับว่าใหญ่มาก และอาจารย์ใหญ่ ของทั้งสองนั้นก็สนิทสนมกันดีไม่มีสิ่งใดให้ขุ่นข้องหมองใจหรือกระทบกระทั่งกันมาก่อนเลย แถมพระทั้งพันกว่ารูปนั้นยังอาศัยอยู่ในวัดหรือมหาวิทยาลัยเดียวกันอีกด้วย และแล้ววันหนึ่งก็เกิดเรื่องขึ้น เริ่มจากพระธรรมกถึกก่อน ท่านผู้นี้เป็นคณะบดีคณะครุศาสตร์
ตื่นเช้ากว่าคณะบดีคณะนิติศาสตร์ จึงได้เข้าเว็จกุฎีก่อน
เว็จกุฎีนั้นก็คือส้วมนั่นเอง คือในเรื่องถ่ายของเสียนี้
มีพระพุทธบัญญัติไว้ว่า ห้ามมิให้ถือตามลำดับพรรษา เพราะว่า
พระจะสึก ฝนจะตก
ฟ้าจะร้อง คนมีท้องจะเกิดลูก และ (อะแฮ่ม) คนปวดขี้ สิ่งเหล่านี้มันห้ามบ่ได้
ถ้าขืนมีพระพุทธบัญญัติบังคับว่าต้องเข้าส้วมตามลำดับพรรษาแล้ว
คงจะต้องเกิดความโกลาหลวุ่นวายที่หน้าส้วมเป็นแน่
ด้วยอาศัยพระวินัยบัญญัติข้างต้น ท่านพระธรรมกถิกาจารย์ซึ่งตื่นก่อนจึงได้ใช้เว็จกุฎีก่อน แต่ด้วยความที่ท่านอ่อนในพระวินัยจึงได้เหลือน้ำไว้ในขัน
ซึ่งการเหลือน้ำไว้เช่นนั้นเป็นอาบัติหนึ่งตัว ท่านทราบไหม ว่าการเหลือน้ำไว้เช่นนั้นเป็นโทษขั้นครุลหุ แห่งหมวดที่ 8 มาตราที่ 9 ทวิ. มีโทษต้องแสดงอาบัติต่อหน้าพระรูปใดรูปหนึ่ง จึงพ้น เหรอครับ ถ้างั้นกระผมก็ขอแสดงเสียเดี๋ยวนี้เลย จะได้ไม่เป็นโทษติดตัวไปนาน แต่พระวินัยธรยังซักถามต่อไปว่า ว่าแต่ที่ท่านเหลือน้ำไว้นั้น ท่านไม่รู้ดอกหรือว่าเป็นอาบัติน่ะ ท่านพระธรรมกถึกกล่าวว่า ไม่ทราบเลยครับ เพิ่งมาทราบจากท่านเดี๋ยวนี้เอง จึงอยากจะแสดงอาบัติเสียเดี๋ยวนี้เลยจะได้หมดกังวล ถึงตอนนี้ท่านพระวินัยธรก็ยังแสดงความเป็นทนายต่อไปว่า ไม่เป็นไรหรอกท่าน ถ้าท่านไม่มีเจตนาแล้วเผลอทำไปไซร้ ก็ไม่เป็นอาบัติหรอก พระธรรมกถึกได้ทราบเช่นนั้นก็เกิดความเข้าใจว่า ที่ทำไปนั้นไม่เป็นอาบัติ ซึ่งภาษาวินัยท่านมีสำนวนไทยว่า เป็นผู้มีความสำคัญในสิ่งที่เป็นอาบัติว่ามิใช่อาบัติ. เรื่องมันน่าจะจบเพียงเท่านั้น แต่ว่าหาจบอย่างนั้นไม่ เพราะท่านพระวินัยธรนั้น ครั้นถึงเวลาสอนหนังสือก็ได้ยกเอาพระธรรมกถึกมาเป็นตัวอย่างในห้องเรียนว่า การเหลือน้ำไว้ในส้วมเช่นนี้มีโทษตามมาตรานั้น ยกตัวอย่างเช่น เช้านี้ พระอาจารย์ใหญ่ของคณะครุศาสตร์ ฯลฯ ทีนี้พอเลิกเรียนแล้ว เรื่องราวดังกล่าวก็กระจายเป็นไฟลามทุ่งไปว่า อาจารย์ใหญ่คณะครุศาสตร์ อ่อนกฏหมายถึงขนาดว่าต้องอาบัติแล้วก็ยังไม่รู้ว่าเป็นอาบัติ ช่างดูอ่อนหัดเสียนี่กระไร และนิสิตของคณะทั้งสองนั้นคิดว่าคงจะเขม่นกันมาแต่เดิมแล้ว คือต่างก็อวดคณะของตนเองว่าดีกว่าอีก คณะหนึ่งเหมือนนักเรียนช่างกลเมืองไทยสมัยก่อนแหละ การที่จะให้อีกฝ่าย หนึ่งอับอายขายหน้านั้น ถ้ามีโอกาสละก็คงเล่นกันแบบไม่ไว้หน้าเลยทีเดียว และเรื่องดีๆ อย่างนี้ไม่ค่อยมีโอกาสได้โซ้ยกันมานานแล้ว พอได้ทราบเรื่องจาก คณะบดีเข้าเช่นนั้น นิสิตคณะนิติศาสตร์ ก็คาบเรื่องตรงรี่ไปยังคณะครุศาสตร์ ทันที ทั้งทีท่ากริยาต่างๆ ที่แสดงออกมันหวุดหวิดจะเป็นมวยหมู่เข้าไปแล้ว ติดแต่ว่าที่ยังไม่เป็นเรื่องเป็นราวก็เพราะนิสิตอีกฝ่ายหนึ่งยังไม่รู้ชัดว่าเรื่องราวมันเป็นเช่นไร การจะไปเถียงแทนอาจารย์โดยที่ตัวเองไม่รู้ข้อมูลนั้นถึงจะพูดเก่งอย่างไรก็คงไม่ชนะเขาหรอก ดังนั้นเรื่องดังกล่าวจึงมาถึงหูอาจารย์ใหญ่ฝ่ายนี้อย่างรวดเร็ว เมื่อได้ทราบเรื่องเข้าเช่นนั้น อาจารย์ใหญ่ฝ่ายธรรมก็ซัดกลับมั่งว่า เรอะ พวกนั้นพูดกันอย่างนั้นจริงเรอะ ชะ! อาจารย์ใหญ่วินัยนี้ใช้ไม่ได้ ก็ไหนบอกข้าพเจ้าว่าไม่เป็นอาบัติ แล้วมาบอกลูกศิษย์เช่นนี้ ท่านผู้นี้พูดจาเหลวไหล โกหกชัดๆ เลย ทีนี้ก็เหมือนได้อาวุธครบมือสิท่าน พระนิสิตคณะครุครั้นทราบจากอาจารย์อย่างนั้นแล้ว ก็รีบบึ่งไปยังอีกคณะหนึ่งทันที ทีนี้ก็มีการประคารมกันอยู่สองประโยคเท่านั้น คือฝ่ายวินัยธรกล่าวว่า อาจารย์ ของพวกท่านโง่ ฝ่ายคณะครุก็สวนกลับว่า อาจารย์ของพวกท่านก็โกหก และพอเถียงกันนานเข้าก็เหลือแต่คำว่า โง่ กับ ตอแหล ฝ่ายละคำเท่านั้น เต เอวํ อญฺญมญฺญํ กลหํ วฑฺฒยึสุ แปลว่า พระนิสิตทั้งสองฝ่ายเหล่านั้น ได้ยังความทะเลาะให้ลุกลามไปด้วยประการฉะนี้ คนเราน่ะนิสัยเสียอย่างหนึ่ง คือตัวเองทะเลาะเบาะแว้งกับใครแล้วชอบชักชวนคนอื่นมาเป็นฝักฝ่ายด้วย พระพวกนี้ก็เช่นเดียวกัน เมื่อจำนวนพระนิสิตมี 500 รูปเท่ากัน ก็คิดว่าต้องหาเสียงเพิ่มจึงจะดังกว่า ดังนั้นเรื่องราวดังกล่าวจึงได้ลุกลามออกจากกำแพงวัด ข้ามผ่านรั้วบ้านญาติโยมอุปัฎฐากของทั้งสองฝ่ายอย่างรวดเร็ว ซึ่งญาติโยมก็เกิดแตกแยกความเห็นและทะเลาะเบาะแว้งกันอีก ต่อจากนั้นท่านว่าทั้งภิกษุณี ทั้งเทวดาทุกชั้นฟ้า ต่างพากันแตกความเห็นเป็นสองฝ่าย เรื่องราวที่ถือกำเนิดจากน้ำเพียงแค่ขันเดียวก็ลุกลามบานปลายใหญ่โต เป็นกระทู้ให้โต้กันจนถึงชั้นอกนิฏฐภพ เรียกว่าเพราะน้ำผึ้งหยดเดียวก็ว่าได้ เมื่อเรื่องราวบานปลายไปอย่างนั้น ก็น่าที่ผู้หลักผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายจะได้รีบหันหน้าเข้าหากันหาทางระงับดับความวุ่นวาย แต่ที่ไหนได้ เพราะความเมาในวิชา ความรู้และความถูกต้องของตนเอง ทั้งมีกองเชียร์หนุนหลังอย่างนั้นด้วย อาจารย์ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายก็ได้ตั้งป้อมสอนสั่งลูกสมุนให้คอยตอบโต้กันไปมาอย่างดุเด็ดเผ็ดมันไม่น้อยไปกว่าคดีพระที่ดังๆ ในเมืองไทยสมัยนี้ ทีนี้คิดว่าทางฝ่ายวินัยคงจะเป็นรองด้านคารม เพราะเวลาด่ากันนั้นมัวแต่อ้างตัวบทกฏหมายจึงสู้คารมพวกพระนักเทศน์ไม่ได้ แต่ด้วยความหัวหมอ ท่านพระวินัยธราจารย์จึงได้พลิกกฏหมายที่ตนเองถนัดขึ้นมาเล่น ฉวยโอกาสขณะชุลมุนนั้นประกาศลงอุกเขปนียกรรม คือการยกวัตรต่อท่านพระธรรมกถิกาจารย์ โทษฐานไม่ทำคืนอาบัติที่ต้องนั้น ! การยกวัตรนั้นคือการไม่ยอมทำวัตรปฏิบัติที่เคยทำร่วมกันมาก่อนนั่นเอง ไม่ว่าการทำวัตรสวดมนต์หรือการทำอุโบสถสังฆกรรมต่างๆ แม้แต่เรื่องที่นั่งที่นอนก็เกิดการไม่ยอมรับกันขึ้น โดยอ้างว่าเมื่อพระธรรมกถึกไม่ยอมแสดงอาบัติก็นับว่าด้านสุดๆ แล้ว ต้องคว่ำบาตรไม่เสวนาด้วย ทางฝ่ายคณะพระธรรมกถึกเล่าก็ไม่เบาหมือนกัน คือเมื่อทราบข่าวว่าทางฝ่ายโน้นประกาศลงอุกเขปนียกรรม ก็ประกาศไม่ยอมรับมั่ง แล้วก็โต้กลับ ด้วยการยกวัตรฝ่ายวินัยด้วยเช่นกัน ท่านเล่าไว้ในพระธรรมบทว่า พระนิสิตบริวารของแต่ละท่านได้ติดตามห้อมล้อมอาจารย์ของตนไปในที่นั้นๆ แต่จะออกกุ๊ยหรือมาเฟียเหมือนสมุนพระดังๆ สมัยนี้หรือไม่ก็ไม่ทราบ แต่ดูๆ ไปแล้วก็เป็นแบบน้องๆ การปลุกม็อบนั่นแหละ เมื่อเรื่องราวบานปลายออกไปเช่นนี้ ก็ไปเข้าพระเนตรพระกรรณของ สมเด็จพระบรมศาสดาอย่างไม่ต้องสงสัย พระผู้มีพระภาคทรงส่งพระโอวาทไปถึงสองครั้งว่า ขอให้พระสงฆ์ทั้งปวงจงปรองดองกัน ดังนี้ แต่ก็หามีผู้ใดใส่ใจไม่ ต่างตั้งหน้าคาดคั้นเอาชนะกันแต่อย่างเดียวเท่านั้น กลับทรงได้รับข่าวร้ายว่า บัดนี้ พระสงฆ์เกิดแตกแยกกันอย่างแน่นอนแล้ว จึงเสด็จไปยังที่เกิดเหตุ ทรงประทานพระโอวาทว่า อย่าทะเลาะกันเลย ภิกษุทั้งหลาย ความทะเลาะวิวาท หมายมั่น เอาชนะกันนั่น มิใช่สิ่งที่เป็น ประโยชน์เลย แม้แต่นกกระจาบหลายพันตัวต้องพินาศไป ก็เพราะมัวแต่ทะเลาะกันนั่นเอง ดังนี้ แต่ก็หามีผู้ใดเชื่อฟังไม่ ต่างตั้งหน้าตั้งตาด่ากันอย่างเดียวต่อไป ถึงตอนนั้นสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอึดอัดระอาด้วยความอวดดื้อถือรั้นของพระสองพวกนั้น จึงเสด็จแต่เพียงลำพัง์ไปยังป่าไม้ปาลิไลยกะ ทรงพักจำพรรษาอยู่ที่นั่นเพียงพระองค์เดียว มีช้างและลิงมาคอยถวายการอุปัฏฐาก ออกพรรษาแล้วท่านพระอานนท์ได้เข้าไปเฝ้า ซึ่งพระพุทธองค์ตรัสว่า ถ้าไม่ได้สหายผู้เข้าใจกันแล้ว การอยู่หรือเที่ยวไปคนเดียวยังจะดีเสียกว่า กว่าที่จะอยู่ร่วมกับคนพาล แล้วก็ทรง ยกช้างมาตังคะมาเป็นอุทาหรณ์ ซึ่งเราท่านต่างทราบดีในภาพพุทธประวัติตอนนี้ที่ชื่อป่าปาลิเลยยกะ อันมีช้างกับลิงคอยถวายการรับใช้พระพุทธองค์อยู่สองข้างนั่นแล ออกพรรษาปวารณาแล้ว พระพุทธองค์เสด็จไปประทับ ณ พระเชตวัน กรุงสาวัตถี ทางฝ่ายชาวเมืองโกสัมพีทราบว่า พวกพระที่ทะเลาะกันนั้นไม่เอื้อเฟื้อในพระพุทโธวาท เป็นเหตุให้พระพุทธองค์ทรงหลีกไปจำพรรษาอยู่เพียงพระองค์เดียว ดังนี้ จึงได้เกิดมีปฏิกิริยาขึ้นใหม่ได้งดใส่บาตรทำบุญเสียสิ้น เมื่อโดนตัดกำลังเข้าเช่นนี้ พระทั้งสองพวกนั้นก็หมดแรงสิท่าน ต่างสำนึกผิดพากันเดินทางไปยังกรุงสาวัตถีเพื่อทูลขอประทานอภัยจากพระบรมศาสดา แต่ครั้นพอจะเข้าเมืองสาวัตถีเท่านั้น ก็ต้องพบกับการสกัดกั้นจากกองทหารของสมเด็จพระเจ้าปเสนทิโกศล ที่ทรงรังเกียจไม่ยอมอนุญาตให้เข้าเมืองได้ พระพุทธองค์ต้องตรัสกับสมเด็จพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า ถวายพระพร มหาบพิตร ขอทรงปล่อยให้พระเหล่านั้นเข้ามาเถิด พวกเธอเป็นผู้มีศีล ต่างแต่ว่าไม่เชื่อฟังพระตถาคตก็เพราะความวิวาทกันเท่านั้น แม้แต่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีผู้สร้างวัดพระเชตวันถวาย ก็ยังจะไม่ยอมให้พระพวกนั้นเข้าวัด และกว่าพระพวกนั้นจะเข้าไปทูลขอขมาต่อพระพุทธองค์ได้ก็ต้องอับอายขายหน้าชาวประชาจนแทบว่าโงหัวไม่ขึ้น นีเป็นผลแห่งความดื้อรั้น ถือแต่ทิฏฐิมานะ คิดเอาชนะคะคานกันโดยไม่มองเห็นหัวผู้ใด คนพาลสันดานหยาบย่อมประสบทุกข์โทษเช่นนี้แล นี้เป็นเรื่องพระทะเลาะกันด้วยเรื่องเพียงเล็กน้อยในสมัยพุทธกาล แล้วเกิดบานปลายใหญ่โตเพราะอาศัยที่ว่ามีบริวารมาก แล้วก็ลากญาติโยมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ขนาดว่าพระพุทธองค์ก็ยังเอาไม่อยู่ ต้องปล่อยให้อดข้าวอดน้ำจนฉิบหายกันไปทั้งหมดจึงจะเกิดสำเนียกโทษ เมื่อพิศมองไปในสมัยนี้ก็เห็นมีเรื่องราวเช่นนี้อยู่เป็นประจำ ทั้งๆ ที่เรื่องก็เคยมีมาแล้ว แต่ก็ไม่แคล้วว่ายังมีคนชอบที่จะเดินซ้ำรอยเดิมอีก ตามความเป็นจริงแล้วเราจะเห็นว่า ตัวศาสนธรรมเอง มิใช่ปัญหาหรือเป็นตัวแห่งความขัดแย้งแต่อย่างใด ความอวดดี อวดดื้อ ถือรั้น ความคาดคั้นมั่นหมายในอันจะเอาชนะกันนั่นเองต่างหาก ที่เป็นตัวการแห่งความแตกแยกในวงการสงฆ์มาทุกยุคสมัย ใครก็ไม่รู้กล่าวคำคมไว้สั้นๆ ว่า เมื่อยอมไม่เป็น ก็เย็นไม่ได้ โดยสรุป ก็คือคนเรานั่นเองที่เป็นตัวปัญหา อาศัยเหตุการณ์ต่างๆ มาเป็นข้ออ้างสนับสนุน ความถูกต้องของตนเอง แล้วก็ตีตราประทับไปยังอีกฝ่ายหนึ่งว่าไม่ถูกต้องชอบธรรม โดยมิได้อาศัยพระธรรม วินัยมาเป็นเครื่องตัดสินแบบอารยชนที่พึงกระทำ แต่กลับใช้ข้อมูลอันไม่เป็นจริงมากลบเกลื่อนพิรุธของตัวเอง สร้างความสับสนแก่คนที่ไม่รู้จริง ลิงแก้แหที่ว่ายิ่งแก้ยิ่งยุ่งแล้ว ลองมาดูคนแก้เกมกันนี่สิ มันยิ่งกว่า ยุ่งตายห่า แบบคุณประสิทธ์ กาญจนวัฒน์ อดีตประธานรัฐสภาว่าไว้อีก ว่าเรื่องการสอนธรรมกันต่อ มีปัญหาให้ขบคิดว่าในพระพุทธศาสนา มีการสอนที่แตกต่างกันออกไปไหม ? ตอบว่า มีครับ แต่มีในด้านวิธีการสอนเท่า นั้น มิได้มีความแตกต่างด้านจุดมุ่งหมายแห่งการสอนอย่างใด ตรงนี้ขอย้ำนะครับ ว่าจุดมุ่งหมายกับวิธีการนั้นมันคนละเรื่องนะครับ เช่นเรามีจุด มุ่งหมายให้ทำอย่างไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นบวกลบคูณหาร แต่ให้ผลลัพธ์เท่ากับ 5 ดังนั้น เราอาจจะใช้สมการดังต่อไปนี้ 1+1+1+1+1 =5 หรือ 2+2+1 =5 หรือ 5 x1 = 5 หรือ 6-1 = 5 เป็นต้น ซึ่งเราจะเห็นว่าไม่ว่าจะทำอย่างไร ผลการคิดคำนวนก็มีผลลัพธ์ออกมาเป็น 5 เช่นเดียวกันหมด ซึ่งอันนี้ชี้ให้เห็นถึงความไม่สบสนในวิธีการปฏิบัติที่องค์สมเด็จพระบรมศาสดาทรงประทานไว้เป็นสมถะและวิปัสสนา ซึ่งมีอารมณ์ต่างกันมากมาย แต่ว่าก็เพื่อให้เข้าถึงจุดมุ่งหมายเดียวกันนั่นคือความดับทุกข์ ถึงสุข หรือกล่าวโดยสูงสุดก็คือพระนิพพานนั่นเอง แต่ถ้าหากเราสอนกันโดยเปลี่ยนจุดมุ่งหมายเสียใหม่ว่า 1+1+1+1+1 =5 แต่ว่า 2+2+1 = 6 หรือ 6-1 = 8 ดังนี้แล้ว คงจะต้องยุ่งยากและต้องแก้สมการกันใหม่หมด ดังนั้นการสอนโดยมีผลลัพธ์ หรือจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกันก็ต้องสร้างความแตกแยกตามมาแน่นอน เพราะ คนเราก็ต้องมาถกเถียงกันหน้าดำคร่ำเคร่งอีกว่า ท่านสอนอย่างนั้นได้อย่างไร ไม่เคยมีใครเขาสอนกันมาก่อน และที่จะปวดหัวหนักเข้าไปอีกก็ในกรณีที่ผู้สอนแบบใหม่นั้นกล่าวอ้างว่า ตัวเองหรืออาจารย์ของตัวเองได้ค้นพบพุทธธรรมใหม่ เหมือนกับในศาสนาคริสต์ซึ่งได้มีการค้นพบพระคริสตธรรมคัมภีร์ใหม่นั่นแหละ ต่างกันแต่เพียงว่าในศาสนาคริสต์ พวกที่ค้นพบพระธรรมคัมภีร์ใหม่นั้น เขามักจะออกไปตั้งนิกายของตนเองใหม่ แต่ในพระพุทธศาสนาในปัจจุบันกลับไม่เป็นเช่นนั้น การเปลี่ยนผลลัพธ์นี่แหละครับที่สร้างความยุ่งยากสับสนแก่วงการพระศาสนาในบ้านเรา สับสนอย่างไร ? ก็โถท่าน ปรกติธรรมดานั้นเราท่านต่างก็รู้กันดีว่า การเดินทางโดยรถ บขส. ไปเชียงใหม่นั้น เริ่มเดินทางกันที่สถานีขนส่งสายเหนือ แล้วรถก็เดินทางออกจากสถานีขนส่งมุ่งตรงขึ้นเหนือ ผ่านปทุมธานี นครสวรรค์ ไปเรื่อยๆ จนผ่านลำปาง ลำพูน เข้าเชียงใหม่ ก็ถึงจุดหมายโดยปลอดภัยไม่หลง แต่ถ้าเกิดมีคนมาบอกว่า การเดินทางเส้นทางนั้นจะถึงเชียงใหม่จริง แต่เป็นคนละเชียงใหม่ที่เราเคยไป โดยเชียงใหม่ที่ว่านี้มีคนค้นพบใหม่ (คืออาจารย์ของข้าพเจ้าเอง) เป็นเมืองใหม่หมด มีพระพุทธเจ้าอยู่เป็นตัวเป็นตน มีพระธรรมกายเป็นอมตะสถิตย์อยู่ที่นั่น อย่างนี้จะให้ผู้โดยสารเข้าใจอย่างไร เพราะผู้สอนแบบใหม่นั้นมีเงินเยอะ ได้พิมพ์แผนที่เดินทางฉบับใหม่ขึ้นมา โดยนำมาวางขายปะปนกันกับแผนที่ฉบับเดิมด้วย อย่างนี้จะไม่เรียกว่าสร้างความสับสนให้แก่คนเดินทางได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม ในเรื่องนี้ผู้เขียนมิบังอาจไปวิจารณ์เรื่องสวรรค์นิพพานได้ ก็ได้แต่นำเพียง อุทาหรณ์เรื่องการเดินทางมาเล่าสู่กันฟังเท่านั้น ดังนั้นเรื่องการสอนผิดสอนถูกนี้จึงมีผลอย่างใหญ่หลวงต่อพระพุทธศาสนา อย่าได้เข้าใจว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือเป็นเรื่องฟุ้งเฟ้อของคนบ้าอุดมการณ์เลยท่าน ขอได้โปรดหันกลับมาสนใจกันให้มากหน่อย ก่อนที่เชียงใหม่จะกลายเป็นเมืองแพร่หากเชื่อตามแผนที่ฉบับใหม่ สำหรับผู้ที่อยู่ในนิกายหรือในคณะสงฆ์เดียวกัน เขาจะไม่สอนแตกต่างกันอย่างนั้น แต่หากเป็นต่างคนต่างนิกายกันแล้วก็ถือเป็นเรื่องต่างลัทธิไป บางท่านกล่าวว่า สอนผิดก็สอนใหม่ได้นี่ ก็ขอบอกว่า จริงครับ สอนใหม่ได้ สำคัญแต่ว่าผู้ที่สอนผิดไปนั้นจะยอมสอนใหม่หรือเปล่า ? อันนี้ต้องมีกฏเกณฑ์ด้วยนะครับ คือแรกนั้นต้องยอมรับเสียก่อนว่าที่ได้สอนไปนั้นไม่ถูกต้อง จากนั้นก็เก็บเอกสารที่เผยแผ่อยู่ออกจากตลาดให้หมด และงดการเผยแผ่แบบนั้นอย่างสิ้นเชิง แล้วเริ่มในการสอนสั่งให้ถูกต้องตามแนวทางเดิมเสียใหม่ อย่างนี้จึงจะถือว่าทำถูกอย่างตรงไปตรงมา แต่เท่าที่ทราบ การกล่าวว่าสอนผิดสอนใหม่ได้นั้น เป็นเพียงการกลบเกลื่อนปัญหาที่กำลังร้อนให้เย็นลงมากกว่า มิได้มีเจตจำนงในการแก้ปัญหาที่ยังคาใจพุทธศาสนิกชนอยู่แต่อย่างใด แถมยังเป็นการพูดเองเออเองของผู้ที่มิใช่เจ้าของคำสอนผิดๆ นั้นอีกด้วย กล่าวโดยสรุป การสอนว่าพระนิพพานเป็นอัตตานั้น เป็นการ เปลี่ยนจุดมุ่งหมายแห่งพระธรรมคำสอนพระพุทธศาสนา ในระดับ ถึงรากถึงโคนกันเลยทีเดียว เป็นการเปลี่ยนวิธีการสอนและจุดมุ่งหมายแห่ง คำสอนทั้งสองอย่างไปในขณะเดียวกันด้วย เพราะการเพ่งลูกแก้วแล้วนำจิตไป วางไว้ตรงจุดโน้นจุดนี้นั้น ไม่มีในแนวทางแห่งสมถะและวิปัสสนาเดิม เปรียบง่ายๆ อีกก็คือว่า ผู้ที่สอนในลัทธิว่าด้วยพระนิพพานเป็นอัตตานั้น นอกจากจะเปลี่ยนเป้าหมายแห่งการบรรลุธรรมแล้ว ก็ยังเปลี่ยนวิธีการเข้าถึงอีกด้วย เรียกว่าเปลี่ยนทั้งฝาทั้งตัว ที่ยังไม่เปลี่ยนก็เห็นจะมีเพียงชื่อเท่านั้น และคิดว่าสักวันหากได้โอกาสเหมาะ เราคงได้เห็นนายทะเบียนได้รับเรื่องขอเปลี่ยนชื่อหรือเปลี่ยนพรรคกันอย่างแน่นอน ผู้เขียนก็ได้แต่ทำหน้าที่ขีดๆ เขียนๆ ไปเท่าที่สามารถจะกระทำได้ เพราะงานอย่างนี้ไม่เห็นมีใครทำกัน มิใช่ว่าอวดเก่ง เพียงแต่อยากบอกกล่าวกันไว้ ในฐานะที่เราเป็นคนไทยมาทำงานในเมืองนอก ถ้าต่างคนต่างสอนแตกต่างกันไปคนละทิศละทางแล้ว ก็มิรู้ว่าจะมาอยู่รวมกลุ่มกันทำไม เพราะในการอยู่ร่วมกันในพระศาสนานั้น พระพุทธองค์ทรงแสดงถึงความพร้อมเพรียงของสงฆ์ว่าเป็นไปโดยธรรมสองข้อคือ สีลสามัญญตากับทิฏฐิสามัญญตา ศีลนั้นท่านนับเอาวัตรปฏิบัติรวมเข้าด้วย
ส่วนทิฏฐินั้นก็คือความคิดเห็นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ดังเช่นในเรื่องพระนิพพานนี้เป็นตัวอย่าง
ดังนั้นเมื่อทิฏฐิเกิดแตกต่างกันแล้ว ศีลวัตรคือการปฏิบัติก็ต้องแตกต่างตามมา
เพราะหากเชื่อกันไปคนละทางเช่นนี้
ความแตกแยกเป็นฝักฝ่ายก็ต้องมีอย่างหนีไม่พ้น
สังฆเภทที่ว่าเป็นอนัตตริยกรรมหนักที่สุดนั้น
บัดนี้ก็เกิดขึ้นในยุคของเราแล้ว จะหาทางแก้ไขกันอย่างไร
ก็อยู่ที่แต่ละท่านที่อ้างตัวเองว่าเป็นพุทธศาสนิกชนจะพึงสำเนียกถึงพระพุทธศาสนาอันเป็นมรดกล้ำค่าของชาติไทย
ว่าจะให้คงอยู่คู่กันไปอย่างเดิมอย่างไร เร็วเข้าเถอะท่าน เดี๋ยวจะช้าเกินไป
หลวงพ่อพระธรรมปิฎกท่านเดินนำเราไปไกลแล้ว.
พระมหานรินทร์ นรินฺโท |