ปิดท้ายเล่ม



     ล่วงกาลผ่านวัยไปโดยลำดับแล้วชีวิตเรา ปีเก่าไปปีใหม่มา แต่ทว่ากาลเวลากลับพรากเอาชีวิตของเราให้หดสั้นเข้าไปโดยลำดับ นับเป็นความสูญเสียที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ ซึ่งเราก็ไม่สามารถจะยั้งหยุดมันไว้ได้เช่นเดียวกัน

     บรรดาพระธรรมเทศนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหมดนั้น มีการประชุมหรือรวมลงในหัวข้อธรรมใหญ่เพียงหัวข้อเดียวคือความไม่ประมาท ท่านเปรียบประดุจรอยเท้าช้าง ซึ่งใหญ่กว่ารอยเท้าสัตว์สี่เท้าทุกชนิด ย่อมเป็นที่รวมลงของเท้าสัตว์จตุบาททั้งปวง

     ดังนั้น สิ่งหนึ่งซึ่งอยากจะนำมาเรียนท่านผู้อ่านก็คือ เรายังอยู่ในความประมาทหรือเปล่า ? ถามว่า แล้วรู้ได้ยังไงเล่าว่าเราประมาทอยู่ ? ตอบว่า รู้ได้ด้วยอาการดังนี้คือ เรายังเมาในวัย คือยังคิดว่า ตัวเองยังหนุ่มแน่น เป็นหนุ่มสาว ยังจะมีชีวิตอยู่อีกยาวไกล เราเป็นผู้มีร่างกายแข็งแร็ง ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน เราเป็นผู้มีทรัพย์สมบัติมาก มีเงินเป็นล้าน ถึงเจ็บป่วยก็จะใช้เงินซื้อชีวิตไว้ และเราเป็นผู้เก่งกาจสามารถ รอบรู้เหนือใครๆ จึงไม่น่าจะตายก่อนเขา ดังนี้เป็นต้น

     หากใครคิดเช่นนี้ก็นับว่ามีอาการประมาทเข้าแล้ว ก็ขอให้รีบๆ เปลี่ยนความคิดเสียใหม่ โดยรีบทำความเข้าใจทันทีว่า ชีวิตของคนเรานี้มีสิทธิ์จบลงได้ทุกขณะ เวลา ทุกสถานที่ ทุกโรคภัย ไม่เว้นว่าจะเป็นไพร่ ผู้ดี มีหรือจนอย่างไร การทำใจได้เช่นนี้นับว่าเป็นการเริ่มของความไม่ประมาทในทางพระพุทธศาสนา นอกจากนั้นเราก็ต้องมาพิจารณาถึงกิจวัตรประจำวันของเราว่าทุกๆ ขณะที่เวลาล่วงไปนั้นเราได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์แก่ตนเองและแก่ส่วนรวมหรือเปล่า นั่นแหละคือชีวิตชาวพุทธที่แท้ เป็นชีวิตที่มีค่าน่าสรรเสริญนัก ดังพระพุทธภาษิตว่า

โย จ วสฺสสตํ ชีเว อปสฺสํ ธมฺมมุตฺตมํ
เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย ปสฺสโต ธมฺมมุตฺตม
ํ.

     ผู้เห็นธรรมอันอุดม แม้มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว ก็ยังนับว่าประเสริฐกว่าผู้ที่มีชีวิตอยู่ตั้งร้อยปี แต่ว่าไม่เคยพบพานพระธรรมอันอุดมเลย


ปิดเล่มลงแบบง่ายๆ อย่างนี้แหละ
สุขสันต์ปีใหม่ทุกท่าน