P.M. NARIN IN EUROPE

ตอนที่ 31

เจนีวา สวิตเซอร์แลนด์

  

 

ต้นอาทิตย์ที่ผ่านมา ชาวอเมริกันเหมือนอยู่ในสภาวะผจญภัย เพราะอากาศหนาวหฤโหด ขนาดเมืองลาสเวกัสซึ่งได้ฉายาว่าเจ้าพ่อแห่งความร้อนของโลกก็ยังติดลบ น้ำในก็อกนอกบ้าน ในสระว่ายน้ำ และตามร่องน้ำริมถนน กลายเป็นน้ำแข็งไปหมด แถมไข้หวัดใหญ่ก็ระบาดไปทั่วประเทศ ผู้เขียนนั้นเป็นคนที่ค่อนข้างระวังเนื้อระวังตัว รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวจับได้ว่าเป็นอาการไข้หวัดขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ไม่รอให้ล้มหมอนนอนเสื่อ จะรีบกินยาป้องกันทันที แต่ถึงขนาดนี้ก็ยังเอาไม่อยู่ ต้องนอนทานยาอยู่ตั้ง 2-3 วัน กว่าจะสลัดไข้หวัดได้ เมื่อวานกับวันนี้อากาศอบอุ่นขึ้นมากแล้ว ดูช่องพยากรณ์อากาศท่านบอกว่าจะขึ้นไปถึง 64 ฟาเรนไฮต์ ในวันพฤหัสบดีโน่น ก็เบาใจว่าคงปลอดภัยไร้กังวล

เมื่อวาน คุณโยมนิรันดร วงศ์สุรวัฒน์ ตำแหน่งโปรเฟสเซ่อร์อยู่ที่มหาวิทยาลัยเซ็นต์หลุยส์ (St Louis University) รัฐมิสซูรี่ ได้อ่านคอลัมน์พระมหานรินทร์ในยุโรปเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย-ฝรั่งเศสแล้ว ก็แจ้งมาว่า มีหลานชายชื่อว่า คุณราเฟล วงศ์สุรวัฒน์ (Rapharl) เป็นลูกครึ่งไทย-ฝรั่งเศส เรียนจบ Ph.D. ที่มหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ (Sorbonne) ฝรั่งเศส ช่วงที่ศึกษานั้นได้ค้นคว้าเกี่ยวกับรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชและท่านศรีปราชญ์ ซึ่งเป็นสุดยอดของวรรณกรรมไทย (โครงสี่สุภาพ) ในสมัยอยุธยา จากการค้นคว้านั้น ได้พบเอกสารหลายชิ้นที่หายากและเชื่อว่าน่าจะยังไม่มีการค้นพบ (หรือตกหล่น) ไปในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาหน้า "สมเด็จพระนารายณ์" คุณราเฟลจึงได้เขียนหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่ง ชื่อว่า Un Jesuite a la Cour de Siam

คุณโยมนิรันดรถามผู้เขียนว่า "อยากได้หนังสือเล่มนั้นไหม" ผู้เขียนก็ตอบไปทันทีว่า "อยากได้มาก" จากนั้นอีกไม่กี่วัน (หลังจากคุยกันผ่านอีเมล์) หนังสือชื่อว่า Un Jesuite a la Cour de Siam ก็ถูกส่งตรงจากฝรั่งเศสถึงวัดไทยลาสเวกัส โดยคุณราเฟลได้ลงลายมือเพียงสั้นๆ ว่า "Happy new year" ซึ่งผู้เขียนก็ต้องขอตอบว่า "ขอบคุณมากๆ" ต่อคุณโยมนิรันดรและคุณราเฟลทั้งสองท่าน

หนังสือเล่มที่ว่านั้นก็มีหน้าตา (ปก) ดังที่นำเสนอข้างต้นนี้ เป็นหนังสือหนาพอประมาณ (330 หน้า) แบ่งออกเป็น 13 บท และมีบทสรุปอีกหนึ่ง รวมเป็น14 บทด้วยกัน นั่นคือ "คร่าวๆ" ที่ผู้เขียนจับหนังสือเล่มนี้

หนังสือเล่มนี้เขียนเป็นภาษาฝรั่งเศส นั่นแสดงว่าผู้เขียนต้องชำนาญภาษาฝรั่งเศสมากๆ จึงทำงานออกมาได้เช่นนี้ เสียดายแต่ว่าผู้เขียนไม่เคยเรียนภาษาฝรั่งเศสเลย ก็เลยหวังได้แต่เพียงว่า ในโอกาสข้างหน้า คงจะมีท่านผู้มีความสามารถ "แปล" หนังสือสำคัญเล่มนี้ออกเป็นพากษ์ไทย ผู้เขียนขอปวารณาตัวเป็น "ลูกค้า" คนแรกเลย

และนี่คือหนังสือภาษาฝรั่งเศสเล่มแรกที่ผู้เขียนได้รับ หลังกลับจากฝรั่งเศส ถึงแม้ว่าผู้เขียนจะอ่านไม่ได้ แต่หนังสือเล่มนี้ก็จะอยู่ในห้องสมุดพระมหานรินทร์ตลอดไป

 

 

เมื่อสองปีก่อน ผู้เขียนไปเดินดูหนังสือที่ร้านดอกหญ้าบนถนนฮอลลีวูดในแอลเอ พบหนังสือชื่อว่า "รุกสยามในนามของพระเจ้า" แปลโดยคุณกรรณิกา จรรย์แสง และตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน เป็นหนังสือเล่มใหญ่ หนาตั้ง 700 กว่าหน้า แถมราคาตั้งหลายสิบเหรียญ ผู้เขียนก็ไม่ลังเลใจที่ "คว้าหมับ" เอาไว้เหมือนกลัวใครแย่ง พอได้อ่านแล้วก็รู้สึกว่า "คุ้มค่ากว่าราคาที่จ่ายไป" ด้วยซ้ำ

นั่นก็คือเรื่องของหนังสือ

และต่อไปนี้ก็จะพาท่านผู้อ่านเดินตามเส้นทางสายยุโรปกับพระมหานรินทร์กันต่อไป หลังจากอู้อี้และโอ้เอ้มาหลายเพลา

ก็ตามโปรแกรมที่ท่านเจ้าคุณพระศรีญาณวงศ์วางไว้ก่อนไปยุโรปนั้น ท่านระบุว่า หลังจากดูปารีสจบแล้ว (ที่แวร์ซาย) เราก็จะไปดูเมืองสวยงามที่สุดในโลก "สวิตเซอร์แลนด์"

แหมหูผึ่งสิคะ ใครบ้างได้ยินชื่อ "สวิตเซอร์แลนด์" แล้วไม่อยากไป เนื่องจากสวิตเซอร์แลนด์นั้นได้รับสมญานามว่าเป็นเมืองสวรรค์ อะไรๆ ก็สวยงามและดูดีไปหมด ไม่ว่าจะเป็นด้านบ้านเมืองและการเมือง แถมในประวัติศาสตร์อันใกล้ก็ชิดกับประเทศไทยยังกะฝาแฝด เพราะว่า สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระราชมารดาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชนั้น ทรงเคยประทับ ณ เมืองโลซานต์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นเวลายาวนาน แม้แต่เสด็จกลับมาประทับที่ประเทศไทยอย่างถาวรแล้ว ก็ยังทรงเลือกเอาสถานที่ที่มีภูมิอากาศ "ใกล้เคียง" กับเมืองสวิตเซอร์แลนด์ เป็นที่เสด็จไปประทับชั่วคราวที่เรียกว่า "แปรพระราชฐาน" สถานที่แห่งนั้นก็คือ อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ในปัจจุบัน ผู้เขียนเป็นคนเมืองฝาง จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ห่างจากแม่ฟ้าหลวงไปไม่ไกล แถมฝางกับเชียงรายยังติดชิดกันเหมือนพี่น้อง เพราะพระเจ้าพรหมมหาราชทรงสร้างเมืองฝางคู่กับเมืองเชียงแสน แล้วทรงย้ายมาประทับที่เมืองฝางไชยปราการจนสวรรคต พระเจ้าไชยสิริสืบราชสมบัติได้ไม่กี่ปี ก็ถูกทัพพม่ารุกราน จึงย้ายเมืองหนีลงมาไกลถึงเมืองแปปร้างสร้างเป็นเมืองกำแพงเพชร มหานครไตรตรึงส์ และให้กำเนิดพระกรุทุ่งเศรษฐีที่นักเลงพระแต่โบราณยกย่องว่าเป็นเลิศในบรรดาพระกรุของเมืองไทย อาทิเช่น พระลีลาพลูจีบ พระลีลาเม็ดขนุน พระนางกำแพง พระซุ้มกอ เป็นต้น ก่อนที่พระนครไตรตรึงส์จะขยายพันธุ์กลายเป็น "กรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยา" ในกาลต่อมา และออกหลานเป็น "กรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์" ในปัจจุบัน มันมาจากเมืองฝาง ใกล้ๆ กับแม่ฟ้าหลวงและสวิตเซอร์แลนด์ ถามว่าเกี่ยวกันไหมเนี่ย ตอบว่า ถ้าจะให้เกี่ยวแบบพระมหานรินทร์เกี่ยวก้อยร้อยญาติก็คงต้องเกี่ยวล่ะฮ่ะ พงศาวดารไทยสมัยใหม่มักเป็นเช่นนี้แล

เมื่อเกี่ยวดองคล้องญาติไปทั่วบ้านทั่วเมืองเช่นนี้แล้ว ผู้เขียนก็อยากจะไปสวิตเซอร์แลนด์ ดินแดนอันได้สมญานาม "สวรรค์บนดิน" กับเขาบ้าง นะ สักครั้งหนึ่งในชีวิต !

 

เรามาเริ่มต้นกันที่บ้านชานกรุงปารีสของ "คุณหนู-สุนิสา กุศลส่ง" ซึ่งท่านเจ้าคุณศรีญาณวงศ์พาผู้เขียนมาขอพึ่งพาอาศัยอยู่ได้ 2-3 ราตรีแล้ว แต่เชื่อหรือไม่ว่า นับตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม จนถึงวันนี้ (22) เป็นเวลา 3 วันเต็มๆ ผู้เขียนก็ยังไม่พบตัวเจ้าของบ้านคือคุณสุนิสาเลย พบแต่พ่อบ้านคือคุณคริสติยองและแม่บ้านคือโยมน้อยเท่านั้น สาเหตุนั้นเพราะคุณสุนิสามีภารกิจต้องดูแลคณะของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งบังเอิญเดินทางไปถึงกรุงปารีสพร้อมๆ กับท่านเจ้าคุณศรีและผู้เขียนพอดี วันที่ 22 หัวค่ำ ผู้เขียนและท่านเจ้าคุณศรีกลับจากแวร์ซายไปถึงบ้าน คุณสุนิสาซึ่งกำลังพักผ่อนหลังจากตรำงานหนักมาหลายวัน ครั้นทราบว่าท่านเจ้าคุณกลับมาเช่นนั้น ก็รีบลุกขึ้นมาต้อนรับ ขอโทษขอโพยที่ไม่ได้อยู่ดูแล หาน้ำหาท่ามาถวาย นั่งคุยกันอยู่นาน และเมื่อทราบว่าพรุ่งนี้เช้า ท่านเจ้าคุณพระศรีญาณวงศ์และผู้เขียนจะเดินทางไปสวิตเซอร์แลนด์ คุณหนูก็รีบตื่นแต่ไก่โห่ ต้มน้ำชากาแฟและทำอาหารเช้าถวายด้วยตัวเอง ก่อนออกจากบ้านก็ยังถวายซองขาวเป็นค่าอาหารเพลกลางทางอีกรูปละตั้ง 100 ยูโร ไปต่างบ้านต่างเมืองแล้วพบคนไทยใจบุญใจกุศลเช่นนี้ต้องถือว่าโชคดีที่สุดแล้ว

 

06.30 น.

 


 

คุณคริสติยองและคุณสุนิสา พามาส่งสถานี การ์ เดอ ลียงค์

 

ภายในสถานี การ์ เดอ ลียงค์

 

ผู้โดยสารไปต่างประเทศ

 

โอ่อ่า หรูหรา

 

และหลายชั้น

 

อาหาร-เครื่องดื่ม

 

หนังสือพิมพ์

 

เจ้าหน้าที่สาวๆ

 

หน้าตารถไฟที่จะพาไปสวิตเซอร์แลนด์

 

 

เครื่องตรวจบัตรโดยสาร

 

เสียบบัตรเข้าไปด้านหนึ่ง พอได้ยินเสียง "แกร๊กๆ" ก็ดึงออก เป็นเสร็จพิธี

 

PARIS - GARE DE LYON

 

7 โมง 11 นาที ออกเดินทางไปที่ "GENEVA"

 

สองชั้น

 

กว้างขวาง สะดวกสบาย

 

นั่งหันหน้าคุยกันได้

 

เจ้าหน้าที่ตรวจบัตร

 

ห้องอาหารบนรถไฟสายเจนีวา

 


 

รายการอาหาร

 

แพงหน่อย แต่ถือเสียว่าซื้อประสบการณ์

 

กาแฟและครัวซองต์

 

รถจอด ชะโงกหน้าดู "ถึงเมืองไหนแล้วเนี่ย"

 

อ้อ ..เมืองเบลเกรด

 

คนขึ้นมาเพิ่มอีก

 

สถานีอะไรไม่รู้

 

อ้า..ถึงแล้ว เจนีวา

 

"10 โมง 15 นาที" ใช้เวลาแค่ 3 ชั่วโมงเอง

 

ท่านเจ้าคุณพระศรีญาณวงศ์เดินนำ

 

สถานีรถไฟเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์

 

โอ่อ่าหรูหราสมชื่อ

 

เราลงไปชั้นใต้ดิน

 

ร้านขายของ

 

แผนผังเมืองเจนีวา มหานครอินเตอร์ของสวิตเซอร์แลนด์

 

อาคารศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเจนีวา ออกแบบสวยงามมาก

 

รวมไปรษณีย์ ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึกไว้ด้วยกัน

 

ศูนย์ประชาสัมพันธ์นักท่องเที่ยว
ท่านเจ้าคุณหันมาบอกว่า
"คนนี้ไม่สวย ไปถามคนโน้นดีกว่า" ผู้เขียนก็ "อ๋อเหรอ"

 

คนนี้ ข้อมูลแม่นที่สุด เพราะถามนานมาก (อิอิ หยอกท่านเจ้าคุณเล่น)

 

จักรยาน (รถถีบ) ให้เช่า แหมนึกว่าช็อปเปอร์

 

เมื่อเบ๊นซ์ ราชารถหรูเมืองไทย กลายเป็นแท็กซี่

 

สตาร์บัคเจนีวา

 

มาถึงแล้วต้องอุดหนุนหน่อย

 

 

ได้ข้อมูลแล้ว ก็ออกเดินเท้ากันเลย

 

ไปไหนครับ ?

 

ถนนทุกสายมุ่งสู่ทะเลสาปเจนีวาซึ่งเป็นหัวใจของเมือง

 

โรงแรมโฟว์ซีซั่นที่เจนีวา

 

ท่านเจ้าคุณศรีฯที่เจนีวา

 

สี่แยกโรเล็กซ์

 

ถึงแล้ว...เจนีวา

 

เคยได้ยินชื่อเสียงมานานทางโทรทัศน์ วันนี้มาถึงแล้ว

 

ตัวเมืองเจนีวาตั้งอยู่รายรอบทะเลสาปเจนีวา

 

ถามว่าอากาศเป็นไง ตอบว่า "Nice" ทีเดียวเชียวล่ะค่ะ

 

เย็นสบายตลอดปี

 

สบายหูสบายตาที่เจนีวา

 

น้ำกับฟ้า

 

สะพานข้ามแม่น้ำ ติดธงทิวปลิวสะบัด

 

น้ำประปาเจนีวา ดื่มได้ ไม่เป็นอันตราย

 

ถุงขยะเมืองเจนีวา ปลอดภัยไร้ระเบิด

 

เข็มทิศของโลกที่เจนีวา

 

ดูหน้าตาใกล้ๆ

 

ร้านอาหารนอกชานอาคารสูง

 

 

มุมไหนบ้างก็จำไม่ได้แล้ว

 

ถนนคนเดินและรถไฟฟ้าในเจนีวา

 

แหล่งช็อปและท่องเที่ยวระดับโลก

 

ท่องเที่ยวอย่างปลอดภัยต้องยกให้ "เจนีวา"

 

เราดูสิว่า การจราจรในมหานครระดับโลกนั้น เขาเลือกใช้รถอะไร ?

 

รถเมล์ รถไฟ สามล้อ ตุ๊กๆ หรือแท็กซี่

 

สำหรับที่เจนีวา พบแต่รางรถไฟฟ้า

 

นอกนั้นก็ ..จักรยาน

 

และ..มอเตอร์ไซค์

 

จอดซ้อนกันสองชั้นเชียวนะ

 

 

สรุปว่า ผู้เขียนมาถึงเจนีวาเมืองที่เลื่องลือระดับโลกของสวิตเซอร์แลนด์แล้ว

ถึงตอนนี้ถามว่ารู้สึกเป็นไง ? ตอบว่า หิวฮ่ะ

 

 

 

โปรดติดตาม พระมหานรินทร์ อิน ยุโรป ในตอนต่อไป

 


พระมหานรินทร์ นรินฺโท
วัดไทย ลาสเวกัส รัฐเนวาด้า สหรัฐอเมริกา
20  มกราคม 2556
5
:00 P.M. Pacific Time.

 

 

 

 

E-Mail ถึง บก.
peesang2
555@hotmail.com

All Right Reserved @ 2555

alittlebuddha.com  วัดไทย ลาสเวกัส 2920 McLeod Dr. Las Vegas Nevada 89121 USA (702) 384-2264