BARROW IN FACT

 

 

นอกจากคนไทยในแบโร่ว์แล้ว ผู้เขียนก็อยากจะให้ท่านผู้อ่านได้รู้จักกับ "แบโร่ว์" มากขึ้นอีกนิด เพราะไหนๆ ก็ไปด้วยกันแล้ว มีอะไรก็อยากจะให้ดูด้วยกัน ดังนั้นก็..ขอความกรุณาอย่าเพิ่งเบื่อเสียก่อน

 

 

 

 

ระยะทางระหว่างแบโร่ว์กับนอร์ธโพลล์

 

NORTH POLE หรือขั้วโลกเหนือนั้น ท่านว่ามีจุดศูนย์กลางอยู่ตรงกลางมหาสมุทรอาร์คติก เหนือจากเมืองแบโร่ว์ขึ้นไปประมาณ 1,000 ไมล์ หรือ 1,600 กิโลเมตรเท่านั้น ระยะที่ว่านี้ทางนักภูมิศาสตร์ถือว่าใกล้ที่สุดแล้ว

 

 

 

 

ภูมิศาสตร์เมืองแบโร่ว์ทางอากาศ

 

ตัวเมืองแบโร่ว์นั้น เป็นเมืองปิด ที่เรียกว่า Fly in only city ต้องบินเข้าเท่านั้น นอกนั้นไม่มีทางไปถึง เพราะว่าไม่มีทางรถยนต์ติดต่อกับเมืองอื่นๆ ส่วนเส้นทางเรือนั้นก็ติดกับธารน้ำแข็ง ซึ่งปีหนึ่งท่านว่าจะแล่นเรือใหญ่ที่มีเครื่องมือพิเศษสามารถฝ่าดงน้ำแข็งเข้าไปถึงแบโร่ว์ได้ประมาณ 1-2 เดือน ในเดือนที่ร้อนที่สุด ก็ตกประมาณมิถุนายน-กรกฎาคม เท่านั้น

 

มองโดยภาพกว้างๆ ด้านบนหรือด้านหน้านั้นแบโร่ว์ติดกับมหาสมุทร ส่วนด้านหลังติดกับภูเขาสูงชันมีน้ำแข็งปกคลุมอยู่ตลอดปี ไม่มีทางไปไหนได้เลย ซึ่งถ้ามองแบบเราๆ คนไทย ซึ่งเคยอยู่อาศัยในเมืองร้อน ก็ต้องถามว่า พวกเขา-เอสกิโม อยู่ได้อย่างไร ไม่ตายกันหมดหรือ ?

 

 

 

 

ภาพขยายเข้าไปในเขตเมืองแบโร่ว

 

ด้านบนนี้เป็นภาพขยายเข้าไปในรูปทรงของแบโร่ว์ ซึ่งท่านผู้อ่านจะเห็นว่า เป็นรูปสามเหลี่ยม เหมือนสามเหลี่ยมทองคำอะไรประมาณนั้น ด้านเหนือสุดของตัวเมืองนั้นเป็นแหลมยื่นยาวเข้าไปในมหาสมุทร เหมือนคีเวสต์ของสหรัฐอเมริกา

 

สำหรับตัวเมืองที่อยู่อาศัยของชาวแบโร่ว์นั้นก็ยังถือว่าเล็กมากๆ เหมือนหมู่บ้านขนาดใหญ่ อยู่ในวงแหวนสีเหลืองที่ผู้เขียนขีดไว้ให้ชม ความกว้างของตัวเมืองดูไปแล้วไม่น่าจะเกิน 2-3 กิโลเมตร เพราะมีถนนอยู่ไม่กี่สาย แต่ละสายก็เล็กเหมือนถนนในหมู่บ้าน มิใช่ไฮเวย์หรือฟรีเวย์ดังในเมืองใหญ่ๆ ในแต่ละวัน ผู้คนทั้ง 5,000 คน ก็สาละวนวิ่งไปเวียนมาอยู่บนถนนเหล่านี้ เพราะไม่มีทางไปทางอื่น ยกเว้นการขึ้นเครื่องบินออกนอกเมือง ซึ่งก็มีอยู่เพียงสายการบินเดียว คือ ALASKA AIRLINE ถ้าไม่ไปสายนี้ก็คงต้อง..เหาะไปเอง

 

 

 

จำนวนประชากรของเมืองแบโร่ว์ ตั้งแต่ปี 1880-2010

 

จากสถิติด้านบนนี้ชี้ให้เห็นว่า เมื่อปี พ.ศ.2423 (ค.ศ.1880) แบโร่ว์มีคนอาศัยอยู่เพียง 225 คน คิดเป็นครอบครัวก็น่าจะไม่เกิน 50 ครอบครัว และสถิติหลักร้อยนี้ก็ยังคงอยู่เรื่อยมานานถึง 70 ปี ตกปี พ.ศ.2503 (ค.ศ.1960) ประชากรแบโร่ว์จึงกระโดดจากหลักร้อยขึ้นสู่หลักพัน และเติบโตเรื่อยมา จนกระทั่งมีการตั้ง North Slope Borouge ขึ้นมาในปี พ.ศ.2515 ส่งผลให้มีคนเดินทางขึ้นไปทำมาหากินในแบโร่ว์มากขึ้น จนกระทั่งทุกวันนี้มีประชากรต่างถิ่นเข้าไปอาศัยในแบโร่ว์ในอัตรา 1/3 คาดว่าในอีกไม่กี่ปี อาจจะมีสถิติเท่าหรืออาจจะมากกว่าชาวเอสกิโม เพราะชาวเอสกิโมมีวงจรชีวิตที่ค่อนข้างสั้น จากการดื่มสุราและน้ำโซดาอย่างหนัก ต่างกับชนชาติอื่นที่ทานอาหารและเครื่องดื่มมีคุณประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่า นึกไปไกลถึงขั้นว่า ในอนาคต เมืองแบโร่ว์อาจจะมิใช่บ้านของชาวเอสกิโมอีกต่อไป แต่อาจจะถูกคนต่างถิ่นยึดครองด้วยจำนวนประชากรที่มากกว่า และคาดว่าประชากรที่ว่านั้น ถ้ามิใช่ชาวฟิลิปปินส์ก็คงต้องเป็นคนจีน เพราะยังไงเสีย คนจีนก็ต้องครองโลก

 

 

 

 

 

 

ท่อน้ำมันอลาสก้า แหล่งผลประโยชน์ของชาวเอสกิโม

 

 

 

 

ท่อน้ำมันนี้ท่านว่าเริ่มวางจากเมืองพรูโด เบย์ (Prudhoe Bay) พาดผ่านกลางแผ่นดินอลาสก้าเป็นระยะทางถึง 1,300 กิโลเมตร เพื่อจะส่งน้ำมันมาลงเรือที่ท่าเรือเมืองวาลเดซ (Valdez) และนำไปเข้าโรงกลั่นต่อไป

 

 

 

 

 

ท่อน้ำมันนี้ถูกยกขึ้นเป็นอภิมหาโปรเจ็คของโลก เพราะมีราคามหาศาลถึง 8,000 ล้านดอลล่าร์ ตีเป็นเงินไทยได้ประมาณ 280,000 ล้านบาท สร้างเสร็จในปี พ.ศ.2520 (1977) ดูเถิดว่าจำนวนน้ำมันในอลาสก้านั้นมหาศาลประมาณไหน ทำไมรัฐบาลสหรัฐถึงกล้าทุ่มเงินทองมหาศาลเพื่องานนี้โดยเฉพาะ

 

นึกภาพต่อไปว่า ในอนาคตอันไม่ไกลนี้ จะมีการลดการใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงขึ้นเรื่อยๆ เพราะปัญหาเรื่องควันรถและโลกร้อน ขณะนี้มีพลังงานทดแทนมากมาย โดยเฉพาะแสงอาทิตย์หรือโซล่าเซลล์และพลังงานไฟฟ้า ซึ่งกำลังเข้ามาทดแทนน้ำมันและถ่านหินในการให้แสงสว่างและเป็นเชื้อเพลิงให้ยานพาหนะทุกชนิด

 

เมื่อชาวแบโร่ว์มีฐานะมั่งคั่งขึ้นมาเพราะน้ำมัน แต่ถ้าหากน้ำมันไม่มีการใช้อีกต่อไป แม้ว่าจะยังคงมีน้ำมันเหลืออยู่ใต้ดินมากมายก็ตาม ถามว่า แล้วเมื่อนั้นชาวเอสกิโม่จะอยู่อย่างไร หรือจะต้องกลับไปล่าปลาวาฬเหมือนพันปีที่ผ่านมา

 

แน่นอนว่าปัญหานี้มิใช่วิตกจริต แต่มันเป็นความจริงที่หนีไม่พ้น ไม่พ้นแม้กระทั่งว่า บรรดาคนต่างถิ่นที่มุ่งหน้าขึ้นไปหากินกับชาวเอสกิโมผู้มั่งคั่งในปัจจุบัน เมื่อนั้นก็คงไม่มีใครอยู่ เพราะอยู่ไปก็ไม่มีอนาคต เมื่อชาวเอสกิโมกลายเป็นคนจนอีกครั้ง เพราะตามสัจธรรมนั้น คนจนหาคนคบยาก แม้จากคนจนด้วยกัน

 

 

 

 

แบโร่ว์ในหน้าหนาว

 

ทะเลเหนือจะกลายเป็นน้ำแข็ง สามารถเอารถไปวิ่งเล่นได้โดยไม่จม

 

 

 

 

15 สิงหาคม 2562 เวลา 06.09 นาฬิกา

 

เวลาที่ผู้เขียนพักอยู่ในแบโร่ว์ อากาศหนาวประมาณนี้ ซึ่งถือว่าเป็นหน้าร้อนและร้อนที่สุดของปี ถึงฤดูหนาวก็คงไม่ต้องพูดถึง

 

 

 

 

คลื่นจะสงบ เพราะน้ำทะเลกลายเป็นน้ำแข็งไปหมดดังภาพ

 

 

 

 

 

เรือสินค้าจากเบื้องล่างวิ่งขึ้นแบโร่ว์ได้ปีละครั้งๆ ละ 1-2 เดือน

 

1-2 เดือนที่จะสามารถขนของขึ้นเรือไปแบโร่ว์ได้ นอกนั้นต้องอาศัยเครื่องบิน ซึ่งก็จะบรรทุกมากไม่ได้อีก ส่งผลให้ต้องมีการกักตุนสินค้าไว้ เพื่อใช้ให้ตลอด 10 เดือนที่เหลือในรอบปี นี่คือปัญหาเรื่องปากท้องของชาวแบโร่ว์

 

 

 

ตัวเมืองแบโร่ว โกโรโกโส เมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆ

 

สภาพของบ้านเรือนของชาวเมืองแบโร่ว์ มองยังไงก็ขัดหูขัดตา ไม่โสภาสง่างามเหมือนบ้านเรือนที่เราท่านคุ้นเคย ด้วยสภาพภูมิอากาศอันหนาวที่สุดในโลก แถมยังไม่มีไม้ เหล็ก หรือเครื่องเรือนอื่นใดในดินแดน สิ่งของทุกอย่างถ้าต้องการก็ต้อง "สั่งซื้อ" จากเบื้องล่าง ผ่านการลากจูงของเรือเพียงเดือนละครั้ง บ้านแต่ละหลังที่เห็นในภาพนี้จึงมีราคาแพงกว่าบ้านเรือนในเมืองอื่นๆ แม้ว่าคุณภาพชีวิตจะมิได้เพิ่มขึ้นเลยก็ตาม เพราะมันเหมือนกล่องขนาดใหญ่ที่ใช้ซุกตัวนอนเท่านั้นเอง

 

 

 

ดูชัดๆ เหมือนกับโดนพายุถล่มเมืองมาไม่นาน

 

 

 

แต่สำหรับชาวเอสกิโมแล้ว บ้านเรือนเหล่านี้ย่อมจะเป็นสวรรค์วิมานชั้นดี ยิ่งกว่าการที่ต้องก่อน้ำแข็งเป็นเรือนนอนเหมือนยุคก่อนหน้ามายาวนาน

 

โลกนี้มีเจริญและเสื่อม หมุนเวียนกันไปไม่สิ้นสุด เป็นวัฏจักร สังสารวัฏอันยาวนาน ไม่มีเบื้องต้นไม่มีเบื้องปลาย เพราะหมุนวนกันอยู่อย่างนี้ ชีวิตของมนุษย์ที่เราท่านนั่งนับวันเดือนปีที่ผันผ่านว่ายาวนานนั้น เมื่อเทียบกับระยะทางในอวกาศอันเวิ้งว้างแล้ว ก็แค่สะเก็ดไฟเพียงวูบเดียว หรือไม่ก็เพียงแสงหิ่งห้อยในคืนเดือนมืด พระพุทธองค์จึงทรงเตือนว่า..อย่าประมาท ไม่ว่าด้านใดก็ตาม

 

 

พระมหานรินทร์ นรินฺโท

1 ตุลาคม 2562

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DR. LAS VEGAS NV 89121 U.S.A. 702-384-2264