พระมหานรินทร์ ใน อินเดีย ตอนที่ 33

 

พาราณสี

เมืองเก่าแก่ที่สุดของอินเดีย

 

 

เกือบไม่ได้มาพบหน้าท่านผู้อ่านในคอลัมน์นี้เสียแล้ว ขอเรียนให้ท่านผู้ชมทราบว่า ที่หายไปหลายวันนั้น เพราะมีปัญหาว่ารูปหาย คือแรกนั้นผู้เขียน-เขียนสำรองไว้ในแผ่นดีวีดีชุดหนึ่ง แล้วเก็บไว้ในเครื่องที่นำไปอินเดียด้วยอีกชุดหนึ่ง นำมาลงเครื่องที่วัดอีกชุดหนึ่ง รวมเป็น 3 ชุด ทีนี้เมื่อได้ฤกษ์ดี มีโปรแกรมวินโดวส์ 7 มาลองใช้ จึงนำมาลงแทนวินโดวส์วิสต้า โดยก่อนจะลงนั้นก็ทำการฟอร์แมตข้อมูลทิ้งไปหมด เพราะแน่ใจว่ามีแบ๊คอัพอยู่ แต่พอนำเอาแผ่นแบ๊คอัพนั้นมาเปิด ปรากฏว่า "เขียนไม่สมบูรณ์" แผ่นไม่ทำงาน เครื่องอ่านไม่ได้ ครั้นจะไปเอาข้อมูลจากเครื่องที่นำไปอินเดียก็ลบทิ้ง ให้อาจารย์สิชฌากรทำการ "กู้ไฟล์" ให้ ก็ทำไม่ได้ เห็นว่าเครื่องติดๆ ขัดๆ เพราะโกโรโกโสมาก ขนาดว่าหิ้วไปอินเดียแล้ว แขกเห็นยังไม่สนใจเลย "สงสัยมันอยากจะให้ผู้เขียนกลับไปอินเดียอีกรอบ เลยทำเกเรตอนท้าย" ผู้เขียนคิดในใจ ถ้าไปจริงก็คงยิ่งกว่าภาพยนตร์เรื่อง "ทองภาค 2" เพราะคงจะลงลึกกว่านี้อีกเท่าตัว แต่ก็เป็นเพียงความคิด เพราะค่าเครื่องบินแพงมาก อยากไปแต่คงต้องอดใจไว้ก่อน เหลือตัวช่วยสุดท้ายคือ โทรกลับไปเมืองไทย เพื่อขอให้ส่ง "เมมโมรี่คาร์ด" ซึ่งใช้กับกล้องตัวที่นำไปอินเดียนั้นมาให้ด้วย (ทิ้งกล้องและเมมโมรี่ไว้ที่เมืองไทย) เพิ่งได้มาเมื่อวาน แต่ทำการลบทิ้งไปหมดแล้ว กู้ไฟล์กลับมาได้ไม่ถึงครึ่ง แบบว่าเสียหายร้ายแรงยิ่งกว่าไวรัสกิน จึงเก็บเล็กผสมน้อยนำมาต่อยอดเป็น "พระมหานรินทร์ในอินเดีย ตอนที่ 33" นำเสนอต่อท่านผู้อ่านในวันนี้

ขอเล่าความหลังหน่อยว่า จากวันนั้น วันที่ 11 พฤศจิกายน ซึ่งเดินทางจากลุมพินีไปพักที่เมืองสาวัตถี ตกบ่ายวันที่ 12 ก็ตีรถกลับมาถึงเมืองพาราณสี เข้าพักที่วัดจีน ซึ่งท่านพระครูปลัดสุวัฒนวิสุทธิคุณ (วิเชียร) เป็นเจ้าอาวาส ท่านเมตตาให้ไปพักที่ห้องของท่านทำนองราชอาคันตุกะ สรุปว่า ผู้เขียนมีเวลาอยู่ที่พาราณสีเพียงวันที่ 13 เต็มๆ กับวันที่ 14 อีกเพียงครึ่งวัน รวมเป็นวันครึ่งเท่านั้น เพราะบ่าย 4 โมงของวันที่ 14 ก็ต้องจรลีจากอินเดียแล้ว

 

ถามว่า ทำไมพระไทยไปเป็นเจ้าอาวาสวัดจีน

ข้อนี้ท่านตอบว่า สาเหตุนั้นเพราะอินเดียมีปัญหาทางด้านการเมืองกับจีน แรกนั้นสัมพันธ์ก็ราบรื่นดี อินเดียเชิญชวนประเทศพุทธทั่วโลกไปสร้างวัดไว้ตามพุทธสถานสำคัญต่างๆ เช่น พุทธคยา ราชคฤห์ สาวัตถี พาราณสี เป็นต้น แต่ต่อมาเกิดพิพาทกันว่าด้วยดินแดน จะเป็นเรื่องทิเบตหรือไม่ก็ไม่แน่ใจ สัมพันธภาพมึนตึง วัดจีนในอินเดียจึงไร้พระจีนอยู่ประจำ แต่คนจีนนั้นเห็นไทยเป็นพี่น้อง จึงนิมนต์ท่านพระครูปลัดสุวัฒนวิสุทธิคุณไปเป็นเจ้าอาวาสถึงปัจจุบัน

แต่ท่านพระครูวิเชียรนั้นมีความสามารถมาก หลังจากเรียนจบ Ph.D. แล้ว ท่านก็เดินทางไปตั้งหลักปักฐานสร้างวัดไทยสิริราชคฤห์ ที่เมืองราชคฤห์ ส่วนวัดจีนพาราณสีนั้นท่านก็ยังดำรงตำแหน่งอยู่ มีพระพี่ๆ น้องๆ ช่วยกันดูแล ทำอยู่อย่างนี้มาหลายปีแล้ว การบริหารวัดทั้งสองแห่งมีแต่ความเจริญก้าวหน้า ขนาดว่าอยู่ไกลถึงราชคฤห์ ทางคณะกรรมการวัดจีนก็ยังลงมติแต่งตั้งให้ท่านเป็นประธานบอร์ดวัดจีนเพิ่มเติมอีก คนเก่งคนดีอยู่ที่ไหนก็ไร้ปัญหา ส่วนใหญ่แล้วเจ้าอาวาสออกวัดไปไม่ทันไร เป็นต้องมีเรื่องร้อนใจให้แก้ไขไม่รู้จบ ดังสำนวนว่า "แมวไม่อยู่หนูร่าเริง" นั่นแหละ

ความจริงอีกเรื่องก็คือ ตั้งแต่ พ.ศ.2515 ท่านพระครูประกาศสมาธิคุณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎ์ ได้เดินทางมาสร้างวัดไทยสารนาถขึ้นที่เมืองพาราณสี ปัจจุบันวัดนี้ก็ยังอยู่ แต่มีพระอินเดียนามว่า พระศาสนรัสมี เป็นเจ้าอาวาส และมีพระไทยจำพรรษาอยู่รวม 6 รูปด้วยกัน แต่ในฐานะที่คุ้นเคยกับท่านพระครูปลัดวิเชียร ผู้เขียนจึงเข้าพักที่วัดจีน กระนั้นก็ตาม พระอาจารย์สมศักดิ์ จากวัดต้นหนุน อำเภอฝาง เชียงใหม่ บ้านเดียวกับผู้เขียน ท่านไปเรียนปริญญาเอกอยู่ที่มหาวิทยาลัยพาราณสี พำนักอยู่ที่วัดไทยสารนาถ เมื่อทราบข่าวผู้เขียนไปท่านก็มีน้ำใจมาช่วยเหลือ จนกระทั่งปัญหาเรื่องสัมภาระลุล่วงไป นี่แหละน้ำใจคนไทย ไปที่ไหนก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ต้องขอบคุณท่านพระอาจารย์สมศักดิ์มา ณ โอกาสนี้

เรื่องสารนาถนั้นก็ว่าจะไม่พูดแล้ว แต่ก็เกรงว่าภาพยนต์เรื่องนี้จะเป็น "หนังใบ้" คือคนดูไม่รู้เรื่อง จึงต้องพากษ์เสียนิดหน่อย ความเดิมก็มีอยู่ว่า หลังจากเห็นว่าพระสมณะสิทธัตถะผู้เป็นอาจารย์นั้นเหลวไหล หันกลับไปฉันข้าวปลาอาหารหน้าตายเฉย นักบวชกลุ่มเบญจวัคคีย์จำนวน 5 รูป ได้แก่ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ ก็ลงมติกัน "คว่ำบาตรอาจารย์" ปล่อยลอยแพให้พระสมณะสิทธัตถะปฏิบัติไปตามลำพัง เพราะเราจะไม่สนับสนุนบุคคลผู้โลเลว่างั้น จากนั้นจึงเดินทางหนีไปอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี แบบว่าชาตินี้คงไม่ได้เจอกันอีก ถ้าหากว่าพระพุทธองค์จะไม่เสด็จตามไปโปรดจนถึงที่อยู่

พระไตรปิฎกเล่าว่า พระพุทธเจ้าเสด็จด้วยพระบาท (เดินเท้า) จากเมืองพุทธคยาไปสู่เมืองพาราณสี พวกเบญจวัคคีย์เห็นแล้วก็ตกลงกันว่า "No Welcome ไม่ยินดีต้อนรับเด็ดขาด" จึงนั่งหันหลังให้ แต่สุดท้ายก็ลืมตัว เพราะเคยทำวัตรปฏิบัติมานาน เพื่อพบพระอาจารย์จะไม่ทำมันก็กระไรอยู่ จึงตั้งอาสนะเอาไว้ เป็นนัยยะว่า "อยากนั่งก็เชิญ ไม่อยากนั่งก็ตามใจ"

ต่อไป เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทักแล้ว ก็ต้องตอบ แต่ก็ตอบแบบแล้งน้ำใจ คือใช้สำนวนว่า "อาวุโส" แปลว่า "คุณ" กับพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นอดีตพระอาจารย์ กว่าจะห้ามปรามได้ก็ปะทะคารมกันไปหลายคำ สุดท้ายนั้นพระพุทธเจ้าทรงตั้งคำถามสำคัญว่า "ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมานานปีนี้ เคยได้ยินเราพูดว่าได้บรรลุธรรมบ้างไหม มีใครเคยได้ยินบ้าง ลองอ้างซิ" ปรากฏว่าทุกคนจำความได้ว่า "ไม่เคย" ดังนั้นเมื่อไม่เคย แต่ครั้งนี้พระพุทธเจ้ายืนยันว่า "ทรงได้บรรลุธรรมแล้ว" จะไม่ "ลองฟัง" ซักคำสองคำดูหรือ บางทีอาจจะใช่ และนั่นคือการเปิดโอกาสให้พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเป็นครั้งแรก ชื่อว่า พระธรรมจักกัปปวัตนสูตร วันที่แสดงนั้นท่านบอกว่าเป็นวันอาสาฬหบูชา คือวันเพ็ญเดือน 8 ก่อนเข้าพรรษาเพียง 1 วัน แบบว่าฟังปฐมเทศนาจบแล้ว รุ่งขึ้นก็เข้าพรรษากันตรงนั้นเลย

ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี จึงมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ในฐานะเป็นสถานที่ที่พระโคดมพุทธเจ้าทรงประกาศพระพุทธศาสนา ถ้าไม่มีพระธรรมจักรก็ไม่มีพระพุทธศาสนา และไม่มีพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เกิดขึ้นพร้อมกัน ณ สถานที่แห่งนี้ ที่ชื่อ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ปัจจุบันเรียกว่า สารนาถ แปลว่า ที่พึ่งของเนื้อกวาง คือเป็นเขตอภัยทานนั่นแหละ ชาวพุทธคนใดไปอินเดียแล้วไม่ไปสารนาถก็แสดงว่า ไป  แต่..ไม่ถึง

 

 

แผนที่บริเวณสารนาถอย่างคร่าวๆ

ก็อ่านตามลูกศรนั่นแหละ สารนาถนั้นอยู่ตรงทางโค้ง วิ่งรถผ่านวัดไทยสารนาถและพิพิธภัณฑ์แห่งสารนาถไปก่อน จึงถึงทางโค้ง ก็ซื้อบัตรเข้าประตูกันตรงนั้น สังเกตด้วยว่า มุมด้านหน้าทางขวามือนั้นมีวัดเชนกินเนื้อที่อยู่โขเหมือนกัน ไม่รู้ว่าตั้งมาแต่เมื่อไหร่ ตัวสารนาถจึงมีเนื้อที่ลึกเข้าไปด้านใน ต้องเดินตรงไปก่อน แล้วเลี้ยวขวา ก็จะพบกับธัมเมกขสถูป พระเจดีย์ทรงโอคว่ำสูงใหญ่ที่สุดในอินเดีย สร้างในสมัยพระเจ้าอโศก เป็นหลักฐานว่า ตรงนี้คือสถานที่ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศพระธรรมจักร

ตรงนี้ต้องขอขมาอภัยท่านผู้อ่านอย่างแรงที่ทำรูปหายไปหมด ไม่มีภาพภายในสารนาถเลยแม้แต่รูปเดียว ทั้งๆ ที่ผู้เขียนนั้นบรรจงเก็บภาพแทบทุกซอกทุกมุมของพุทธสถาน ไม่เว้นแม้แต่สารนาถแห่งนี้ แบบนี้ท่านเรียกว่า เรือคว่ำเมื่อจอด เพราะพอจะจบหนังม้วนสุดท้ายก็ดันไฟฟ้าดับ นี่ถ้าเก็บตังค์คนดูด้วยเป็นถูกทวงเงินค่าตั๋วคืนแน่ ภาพที่นำเสนอข้างต้นนั้นไปค้นมาจากในเน็ต

 

ป้ายวัดจีนสารนาถ

 

ประตูทางเข้า

 

มีโคมไฟห้อยด้านบน

 

ภาพมุมกว้าง

 

พระประธานศิลปะพม่าน่าฉงน

 

แปลกนะ วัดจีนแต่ใช้พระประธานของพม่า

 

ภาพธัมเมกขสถูปยุคต่างๆ
ดร.พระมหาดาวสยาม ทำเป็นนิทรรศการไว้ในวัดจีนสารนาถ

 

ภาพนี้เป็นภาพวาด แสดงให้เห็นสภาพของพระสถูปในปี พ.ศ.2428

 

พ.ศ.2413

 

การขุดค้นครั้งใหญ่ ในปี พ.ศ.2445

 

 

พ.ศ.2445

 

ปีเดียวกัน

 

พ.ศ.2446 (ทำงานข้ามปี)

 

การขุดค้นในปี พ.ศ.2501

 

ภาพนี้เป็นปี พ.ศ.2521

 

อะไรเอ่ย ?

 

เฉลยว่าคือ หลังคา น่าแปลกใจไหม ถ่ายมาทำไมไม่ทราบ คือผู้เขียนเห็นว่ามันแปลกตาดี เพราะหลังคาบ้านเรานั้นจะก่อผนังขึ้นไปไม่ถึงกระเบื้อง คือจะปล่อยโล่งไว้เพื่อเป็นที่ระบายอากาศ แต่สำหรับอินเดียแล้วเล่นก่อขึ้นไปจนปิดช่องกระเบื้องไว้มิดชิด แบบว่านกหรือแมลงวันไม่มีสิทธิ์บินเข้าเลย ก็เลยนำมาฝากน่ะ ถือเสียว่าเป็นของแปลกจากอินเดีย

 

วัดศรีลังกา หรือมูลคันธกุฎีวิหาร ซึ่งท่านธัมมปาละเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง โดยแรกนั้นท่านต่อสู้อยู่กับพวกมหันต์ที่พุทธคยา แต่ว่าสู้ไม่ไหว จึงหันมาสร้างวัดศรีลังกาที่พาราณสีแทน โดยรัฐบาลอินเดียสมัยนั้นก็โล่งใจ จะได้ไม่ต้องพิพาทกับชาวพุทธทั่วโลก เมื่อทราบว่าท่านธัมมปาละสร้างวัดที่พาราณสี จึงยินดีมอบพระบรมสารีริกธาตุที่ขุดได้ใหม่ให้มาประดิษฐานไว้ในวัดแห่งนี้ ก็ถือว่าเป็นของขวัญพิเศษสำหรับชาวศรีลังกาอันน่าภูมิใจ

 

รูปแบบนั้นท่านว่าจำลองมาจากพระเจดีย์พุทธคยา แต่ผู้เขียนมองยังไงก็ไม่เหมือน

 

ยินดีต้อนรับ

 

ด้านข้างมูลคันธกุฎีวิหาร วัดศรีลังกา สารนาถ

 

ศิลปกรรมบนตัวอาคาร

 

เหมือนเคยเห็นที่ไหนน้า ?

 

ป้ายจารึกว่า

นางแมรี่ เอลิซาเบธ ฟอสเตอร์ ชาวฮาวาย
บริจาคทรัพย์สร้างมูลคันธกุฏีวิหารแห่งนี้

 

ห้องพระด้านในสุด มีพระผลัดเวรกันเฝ้า ภายในเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เราขอเข้าไปภายในเพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งท่าน ดร.พระมหาดาวสยามนั้นคุ้นเคยกับพระศรีลังกามาก จึงขอเข้าไปได้ง่ายดาย

 

พระประธาน ปางปฐมเทศนาจำลอง

 

กระถางธูปและเชิงเทียน

 

สมมุติว่าเป็นพระพุทธบาตร

 

พระพุทธรูป

 

โกศบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ

 

ด้านนอก มีพระพุทธรูปและพระเบญจวัคคีย์ สดับพระปฐมเทศนา

 

ป้ายอนุโมทนา

สาธุ สาธุ สาธุ

 

อนุสาวรีย์ท่านธัมมปาละ

 

บุรุษใจสิงห์
เกิดที่ศรีลังกา แต่มาตายที่อินเดีย

 

วัดญี่ปุ่น สารนาถ สวยงามมาก

 

ญี่ปุ่นเงินเยอะ จึงสร้างวัดได้สวยกว่าใคร
สงสัยใช้วิสสุกรรมเทพบุตรเนรมิต

 

พระนอนแก่นจันทน์ภายในวัดญี่ปุ่น

 

ฝีมือเยี่ยมทีเดียว แถมไม้จันทน์ใหญ่ขนาดนี้ก็หายากด้วย

 

พระประธานด้านในสุด สร้างด้วยไม้จันทน์ทั้งหมด

 

วัดเชน (ชีเปลือย)

 

พระประธานวัดเชน
หูยานเหมือนพระพุทธเลย แถมนั่งสมาธิเพชรเหมือนเราอีก

 

พิพิธภัณฑ์แห่งสารนาถ

สำคัญที่สุด ใครไปสารนาถก็ต้องเข้าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เพราะภายในนั้นเก็บและโชว์เสาอโศกมีสิงห์ 4 เศียรอยู่ด้านบน และพระพุทธรูปมากมาย รวมทั้งพระปางปฐมเทศนาซึ่งว่ากันว่าสวยที่สุดเท่าที่มีอยู่ด้วย อาคารพิพิธภัณฑ์นั้นสร้างเป็นตัวยู เราเดินเข้าไปตรงกลาง ส่วนใหญ่จะเลี้ยวซ้ายก่อน เพราะจะอ้อมไปดูพระพุทธรูปปางแสดงปฐมเทศนา ส่วนปีกขวานั้นก็มีพระพุทธรูปทั่วไป เสียดายแต่ว่าเขาห้ามมิให้เอากล้องถ่ายรูปเข้าไปด้วย ก็เลยต้องหารูปจากที่อื่นมาเสริมไว้ตรงนี้

 

ถนนหน้าพิพิธภัณฑ์แห่งสารนาถ

 

ฝรั่งก็เยอะ

 

ถนนหน้าพิพิธภัณฑ์แห่งสารนาถ

 

ถึงประตูแล้ว
อาคารที่เห็นสองหลังนั้นคือที่เก็บของและรองเท้า

 

ป้ายพิพิธภัณฑ์แห่งสารนาถ

 

เห็นอาคารรูปตัวยูอยู่ด้านใน

 

ผ่านประตูก็ตรงเข้าไป

 

คำเตือน

 

ฝั่งนี้ชัดเจนกว่า

 

มุมกว้าง ถ่ายข้างในไม่ได้ก็จับภาพตรงข้างกำแพงนี่แหละ

 

มันหวงยังไว๊ท์เฮ้าส์ของอเมริกา

 

ภาษาฮินดี

 

ภาษาอังกฤษ

 

 

เสาอโศกในพิพิธภัณฑ์แห่งสารนาถ

พอเราผ่านประตูเข้าไปก็จะพบกับเสาอโศกตั้งอยู่ลึกจากประตูเข้าไปนิดเดียว แบบว่าเป็นดาราหน้าบ้าน ทุกคนต้องเดินผ่านเสานี้ไป พ้นจากเสาไปแล้วจึงค่อยเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา ตามแผนที่ที่นำเสนอข้างต้น

 

เดินไปทางซ้าย แล้วเลี้ยวซ้ายอีกครั้ง
ก็จะพบพระพุทธรูปองค์นี้ตั้งอยู่ติดฝาหันหน้ามาทางเรา

กล่าวกันว่าเป็นพระพุทธรูปปางปฐมเทศนาสวยที่สุดในโลก แต่ ดร.พระมหาดาวสยามบอกว่า ความจริงแล้วต้องกล่าวว่า "เป็นพระพุทธรูปปางปฐมเทศนาสวยที่สุดเท่าที่เหลืออยู่" ท่านเล่าประวัติศาสตร์ให้ฟังว่า แรกนั้นทางกรมโบราณคดีอินเดียภายใต้การควบคุมของอังกฤษ ได้ขุดค้นบริเวณสารนาถ พบพระพุทธรูปตั้งหลายร้อยองค์ ต่อมาเมื่ออังกฤษปล่อยอินเดียให้เป็นไท และเกิดน้ำท่วมกัดเซาะตลิ่ง มหาราชาแห่งพาราณสีก็ไอเดียดี๊ดี ให้ข้าราชบริพารขนเอาพระพุทธรูปเหล่านั้นโยนลงไปอัดไว้ ทำเป็นผนังป้องกันน้ำท่วม "ปัจจุบันพระเหล่านั้นถูกฝังดินอยู่ริมแม่น้ำคงคา ไม่รู้ว่ากี่ร้อยกี่พันองค์ ที่เหลืออยู่ในพิพิธภัณฑ์เหล่านี้ก็ไม่รู้ว่าจะสวยกว่าที่อยู่ใต้ดินหรือเปล่า เพราะเรามองไม่เห็น" ท่านมหาดาวสยามสรุป แต่ฟังแล้วก็เศร้าใจ

 

ร้านขายพระหน้าพิพิธภัณฑ์แห่งสารนาถ

 

มีไม่กี่ร้าน สู้ที่พุทธคยาไม่ได้เลย

 

นึกว่าเป็นท่าพระจันทร์

 

รถเข็น เช้าไป เย็นกลับ

 

หินดำและหินแดง

 

แบบนี้เหมือนหินอ่อน

 

แบบนี้ดินเผา

 

ร้านขายของในตลาดพาราณสี

 

มีทุกรูปแบบ ทั้งพระทั้งพราหมณ์ตามแต่ศรัทธา

 


เพราะว่าอินเดียเป็นประเทศประชาธิปไตยใหญ่ที่สุดในโลก

นับถือศาสนาอะไรก็นับถือไป แต่ห้ามฆ่ากันเพราะเรื่องศาสนา เข้าใจ๋ ?

 

พระพุทธ พระพรหม พระวิษณุ พระแม่อุมา พระแม่กาลี ฯลฯ

 

และอีนี่อาไร ? อ๋อ เมืองไทยเขาเรียก ปลัดขิก

 

แต่อินเดียคือ ศิวลิงค์

 

เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู

 

เขากราบไหว้มานานเป็นพันๆ ปีแล้ว ก่อนพระพุทธเจ้าจะเกิดเสียอีก

ไม่เชื่อก็ห้ามลบหลู่เด็ดขาด ไม่งั้นเกิดสงครามศาสนา

 

จอกกระเบื้องใส่นมต้ม  แบบกินแล้วทิ้ง แต่ไม่เป็นมลพิษเหมือนพลาสติก

 

ดินเผาแบบพื้นๆ แต่ก็ดูสวยไปอีกแบบ

 

 

พระมหานรินทร์ นรินฺโท
วัดไทย ลาสเวกัส รัฐเนวาด้า สหรัฐอเมริกา
19
 กันยายน  2553
0
8:00 P.M. Pacific Time.

 

 

 

 

E-Mail ถึง บก.
peesang2003@hotmail.com

All Right Reserved @ 2003

alittlebuddha.com  วัดไทย ลาสเวกัส 2920 McLeod Dr. Las Vegas Nevada 89121 USA (702) 384-2264