พระมหานรินทร์ ใน อินเดีย ตอนที่ 22

 

เกสเรีย

มหาสถูปใหญ่ที่สุดในอินเดีย

 

 

เป็นอะไรที่ต้องเรียกว่า "ช็อคซีนีม่าร์" เมื่อผู้เขียนได้มีโอกาสไปยังโบราณสถานที่กำลังฮือฮากันในแวดวงพระธรรมทูตไทยในอินเดีย สถานที่ที่เพิ่งเจอ แต่ทว่า..มีความยิ่งใหญ่กว่าที่ไหนๆ ในอินเดีย ปัจจุบันท่านผู้อ่านที่เคยไปหรือจะไปอินเดีย ลองถามพระที่นั่นดู รับรองว่าจะต้องมีการพูดถึงโบราณสถานแห่งนี้ ที่ชื่อว่า เกสเรีย

ความสำคัญนั้นก็เหมือนสโลแกนขายทาวน์เฮาส์ในอเมริกา ที่บอกว่า "Bigger is Better" นั่นแหละ เพราะใครต่อใครต่างร่ำลือกันถึงความยิ่งใหญ่ของมหาสถูปแห่งนี้ ว่าใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการขุดพบในอินเดีย ยิ่งถ้าพูดถึงความสูงด้วย ก็อ้างอิงถึงว่า "สูงกว่ามหาสถูปบุโรบุโดในอินโดนีเซีย" ด้วยซ้ำ

แหมยั่วน้ำลายอย่างนี้แล้วจะให้ผู้เขียนอดใจยังไงไหว ถามท่านวิวัฒน์เรื่องเส้นทาง ท่านก็ตอบว่า "อยู่ในช่วงไปกุสินาราครับ แต่อาจจะเสียเวลานิดหน่อย" ผู้เขียนจึงขอเพิ่มโปรแกรมเป็นกรณีพิเศษเลยว่า "ขอไปดูหน่อยนะ" และนั่น มหกรรมการปีนมหาสถูปสูงที่สุดในอินเดียจึงเกิดขึ้นโดยมิได้นัดหมาย

ขอคั่นเวลานิดหนึ่ง มีอีเมล์จากท่านอาจารย์พระครูประจักษ์บุญญาทร จังหวัดมุกดาหาร ท่านประกาศตัวเป็นแฟนพันธุ์แท้คอลัมน์ "พระมหานรินทร์ในอินเดีย" และคอมเมนต์มาบอกว่า "อยากจะให้เพิ่มเติมรายละเอียดเกี่ยวกับเส้นทางระหว่างพุทธสถานต่างๆ ที่นำเสนอด้วย"

แหมเรื่องนี้ผู้เขียนก็ไม่ได้เก็บรายละเอียดไว้เสียด้วยซี เพราะดังที่เรียนท่านผู้อ่านให้ทราบแต่เริ่มเรื่องนั่นแหละว่า การไปอินเดียในครั้งนี้ ถือว่าเป็นครั้งแรกในชีวิต แม้เคยคิดๆ ว่าอยากไปที่โน่นที่นี่ แต่ก็ไม่เคยมีข้อมูลอะไรในมือเลย ยิ่งการไปแบบฉุกเฉินของผู้เขียนด้วย ไม่รู้เลยว่าจะต้องไปกินที่ไหนนอนที่ไหน หรือไปอย่างไร นี่ถ้าไม่โชคดีที่ได้ครูบาอาจารย์เมตตาช่วยเหลือดังที่กราบเรียนไปแล้ว ผู้เขียนก็คงกลายเป็นขอทานอยู่แถวๆ พุทธคยาเท่านั้น ดังนั้น การจะเก็บรายละเอียดว่าด้วยการเดินทางถึงขั้นว่าแต่ละสถานที่นั้นห่างกันกี่กิโลเมตร หรือว่าเข้าถนนไหน ออกซอยใด เป็นต้น ก็คงเกินความสามารถของผู้เขียน เพราะแค่เดินทางถึงสถานที่แต่ละแห่งได้ก็นับว่าบุญโขแล้ว

ดังนั้น จึงขอผลัดท่านพระครูไว้ตรงนี้ก่อน รอไว้ให้ผู้เขียนไปอินเดียให้ครบ 5 รอบ รับรองว่าจะนำเสนอแม้กระทั่งก้นสถูปว่ามีอะไรมั่ง นะขอรับ

เอาละ เราจะเดินทางกันต่อไป

หลังจากส่งท่านอาจารย์ ดร.พระมหาวิญญู กลับสู่วัดไทยไพศาลี และกราบขอบคุณเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รถยนต์ของเราจึงบ่ายหน้าไปยังเมืองกุสินารา ซึ่งเส้นทางที่ว่านี้จะต้องผ่านเมืองเกสเรียไปเสียก่อน

 

 

รถวิ่งกี่ชั่วโมงไม่ทราบ ทราบแต่ว่า เวลาประมาณบ่าย 3 เราก็เข้าถึงเขตของมหาสถูปเกสเรีย โดยเมื่อไปถึงบริเวณด้านหน้านั้น ผู้เขียนแทบอยากจะเดินกลับ เพราะเห็นป้าย "เกสเรีย" ถูกรื้อทิ้งไปกองพิงกำแพงอาคารในสภาพเอียงกะเท่เร่ ยิ่งกว่ารัฐมนตรีโดนปลดจากเก้าอี้ แต่เมื่อมองไปข้างหน้า เห็นมหาสถูปยืนทะมึนท้าทายอยู่กลางแจ้ง ผู้เขียนเกิดความฮึกเหิมใจในทันที ป้ายมิใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไปแล้ว

 

ในหนังสือ "เยือนอินเดีย" ของ ดร.พระมหาดาวสยาม วชิรปญฺโญ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเกสเรียไว้ว่า ในสมัยพุทธกาลนั้น สถานที่แห่งนี้เป็นหมู่บ้านชื่อว่า เกสปุตตนิคม ตั้งอยู่ในแคว้นโกศล เมื่อพระบรมศาสดาเสด็จผ่านมา ได้แสดงธรรมโปรดชาวบ้านแห่งนี้ มีพระสูตรสำคัญคือ เกสปุตตสูตร ชื่อนี้คนไทยไม่ค่อยคุ้น แต่ถ้าเอ่ยถึง "กาลามสูตร" แล้วรับรองว่าร้องอ๋อ เพราะเป็นพระสูตรแสดงวิธีการใช้ความเชื่อของคน โดยพระพุทธองค์ทรงลำดับขั้นตอนไว้มากมาย เช่นว่า อย่าเพิ่งเชื่อโดยการได้ยินสืบๆ กันมา อย่าเพิ่งเชื่อโดยการฟังข่าว อย่าเพิ่งเชื่อเพราะว่ามีอยู่ในตำรา อย่าเพิ่งเชื่อแม้กระทั่งว่าผู้ที่พูดนั้นเป็นครูบาอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นต้น ก็ตรงหมู่บ้านนี้แหละ ชาวบ้านนี้แต่เดิมชื่อว่า ชาวกาลามะ พระสูตรนี้จึงนิยมเรียกว่า กาลามสูตร

 

 

ดร.ดาวสยามยังบอกด้วยว่า "พระพุทธองค์ทรงเคยประทานบาตรให้แก่ชาวบ้านแห่งนี้" ก่อนที่จะเสด็จเข้าสู่มหาปรินิพพาน นับว่าข้อมูลของท่านลึกซึ้งมาก เพราะผู้เขียนเองก็ไม่เคยทราบมาก่อน แบบนี้ต้องขอใช้สำนวนหนังจีนกำลังภายในว่า "น่านับถือ"

 

ผ่านประตูแล้ว ยังต้องเดินอีกไกล กว่าจะถึงตัวพระสถูป

แรกนั้นท่านว่า ชาวเกสปุตตะสร้างสถูปขนาดเล็กไว้เป็นพุทธบูชา ต่อมาพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์ต่างๆ นับตั้งแต่ราชวงศ์โมรียะของพระเจ้าอโศกมหาราช ราชวงศ์ศุงคะ ราชวงศ์กุษาณ ราชวงศ์คุปตะ ราชวงศ์ปาละ ได้สร้างเสริมขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งกลายเป็นมหาสถูปดังที่เห็น ก่อนอินเดียจะถูกมุสลิมยึดครองและพระพุทธศาสนาก็ราโรยลงไป นับเป็นเวลานานถึง 800 ปี ก่อนที่อังกฤษจะเปิดอินเดียสู่สายตาชาวโลก และพระพุทธศาสนาก็ได้รับอานิสงส์จากการขุดค้นของนักโบราณคดีชาวอังกฤษ มีท่านเซอร์ อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม เป็นต้น

 

เดินเข้าสู่เกสเรีย

 

ป้าย

 

เส้นแบ่งนี้ แสดงว่า เกสเรียเพิ่งได้รับการขุดค้นเพียงครึ่งเดียว

 

ฝีมือการขุดค้นช่วงหลังก็ตามมีตามเกิด

 

อ้อมมาทางด้านหน้า ก็จะเห็นภาพการขุดค้นที่ชัดเจน

 

วัดความกว้างได้ 1400 ฟุต ส่วนสูง 123 ฟุต

ขณะที่บุโรบุโดนั้นสูงเพียง 103 ฟุตเท่านั้น

 

เรื่องระยะทาง เกสเรียอยู่ห่างจากเมืองไพศาลี 55 กิโลเมตร จากเมืองปัตนะ 120 กิโลเมตร จากมุซาฟาร์ปูร์ 75 กิโลเมตร จากโมติหารี 54 กิโลเมตร ตัวสถูปตั้งอยู่บนทางแยกจากเส้นทางจากไพศาลี-กุสินารา เข้าไปอีกประมาณ 10 กิโลเมตร

 

มหาสถูปเกสเรีย

 

มหาสถูปเกสเรีย

 

ดูแล้วไม่น่าเชื่อว่าสถานที่แห่งนี้จะเป็นเพียงหมู่บ้านเกสปุตตนิคม

 

น่าจะเป็นมหานครสาวัตถีหรือวัดพระเชตวันเสียมากกว่า

 

แต่ว่า ที่นี่คือ เกสเรีย

 

เป็นปริศนาที่ยังต้องหาคำตอบอีกต่อไป

 

ว่าทำไมถึงใหญ่โตมโหฬารเกินกว่าพุทธสถานทั้งหมด

 

เดินไกลไปกลางทุ่ง จับภาพเกสเรียจากทิศเหนือ

 

โฟกัสใกล้ๆ เห็นอะไรอยู่ในช่อง

 

แต่ละช่องบรรจุพระพุทธรูปนั่งปางต่างๆ

 

เจ้าหน้าที่ก็เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวเดินขึ้นชมตามสบาย

 

อ้อมมาทางทิศตะวันออก เวลาบ่าย
แสงแดดเริ่มตกมาทางตะวันออกแล้ว

 

ผู้เขียนขึ้นไปก่อน ท่านดาวยืนเก็บภาพอยู่ชั้นล่าง

 

พระพุทธรูปในช่องบนมหาสถูปเกสเรีย

 

พระพุทธรูปในช่องบนมหาสถูปเกสเรีย

 

เห็นแล้วก็ทึ่งในความยิ่งใหญ่

 

แต่บางครั้งก็เศร้าใจ

 

สร้างสรรค์-ทำลาย เป็นของคู่กัน

 

อยากให้วัดอยู่ได้นานๆ ต้องสร้างคนไว้ดูแลวัดด้วย

 

"ไม่ทำตามที่สอน อย่ามาอ้อนเรียกอาจารย์"
หลวงพ่อพุทธทาสท่านว่าไว้

 

ใดๆ ในโลกล้วน อนิจจัง
 

 

คงแต่บาปบุญยัง    เที่ยงแท้

 

เดินมาทางทิศตะวันตก มีรอยคนปีนขึ้นอยู่

 

นี่เป็นชั้นที่ 2

 

ตรงนี้ชั้นที่ 3

 

ทิศตะวันตก

 

ก่อนจะถึงชั้นบนซึ่งมียอดพระเจดีย์อยู่สูงสุด

 

มหาสถูปเกสเรีย

 

จาก..เกสปุตตะ มาเป็น..เกสเรีย

 

2500 ปี ที่ผ่านมา

 

มหาสถูปเกสเรีย

 

ตรงนี้ทิศตะวันออก ขุดค้นได้เพียงครึ่งเดียว เหมือนพระจันทร์ครึ่งดวง

 

เชิงเกสเรียทางทิศใต้ ยังไม่ได้ขุดค้น

 

ขึ้นมาบนชั้นสองจากด้านหลัง-ทิศใต้

 

หันกล้องกลับลงไป

 

แพะของใครปล่อยไว้บนเกสเรีย

 

ทางเดินขึ้นจากด้านหน้า (ทิศตะวันตก)

 

ฐานชั้นสอง

 

ชั้นที่ 3 กำแพงชั้นนี้เพิ่งก่อขึ้นใหม่ ยังไม่เรียบร้อยดี

 

อ้อมมาด้านหลัง (ทิศใต้) จะได้ภาพยอดพระเจดีย์ดังที่เห็น

 

ยอดมหาสถูปเกสเรีย

 

ทิศตะวันออก มีวัดฮินดูอยู่ในบริเวณ

 

เอ๊ะ ! นั่นอะไร

 


ผู้เขียนเห็นเป็นทางเดินขึ้น จึงให้ท่านวิวัฒน์ถามเจ้าหน้าที่ที่เดินประกอบเรา เขาก็ตอบว่า
"โนเวย์ ขึ้นม่ายด้าย" เราจึงขอเวลานอก ซุบซิบกันว่า "มันจะเอาเท่าไหร่" อาจารย์วิวัฒน์ก็บอกว่า "น่าจะไม่เกิน 50 รูปี เพราะถ้าให้มาก มันก็จะเรียกร้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ" ก็ตกลงว่า "เราจะยอมจ่าย เพื่อขอขึ้นไปดูยอดเกสเรีย"

 

ท่านวิวัฒน์รับอาสาเจรจาต้าอวย แรกนั้นแขกส่ายหน้า แต่พอเห็นเงินในมือแล้วหน้าเริ่มหยุดส่าย แถมยังอาสาหาเส้นทางขึ้นให้แก่เราเสียอีก

 

เดินอ้อมมาทางด้านหลัง

 

ตัวกำแพงชั้นบนนั้นท่านว่าสูงถึง 10 ฟุต ซึ่งเราต้องปีนขึ้นไป

 

แต่แขกเจ้าหน้าที่เขามีไอเดียดี ใช้ก้อนอิฐรองพื้นให้ผู้เขียน พร้อมกับช่วยดันก้นขึ้นไปด้วย ทุกอย่างก็เลย..ง่าย

 

ยอดมหาสถูปเกสเรีย

 

ขึ้นมาชั้นบนแล้ว ก็จะเป็นเช่นนี้

 

ด้านนี้มีทางเดินอ้อมไป

 

และอ้อมไป

 

ทิศตะวันออก

 

พื้นโดยรอบชั้นบนสุดก่อนถึงยอดมหาสถูปเกสเรีย

 

ภาพแนวตั้ง

 

ถ่ายภาพขึ้นไปถึงยอด

 

ขอคั่นเวลานิดหนึ่ง เพราะตรงนี้ถือว่าเป็นกรณีพิเศษ ไม่อยู่ในกำหนดการใดๆ ทั้งสิ้น เป็นเรื่องปัจจุบันทันด่วน เพราะผู้เขียนก็ไม่เคยคิดที่จะขึ้นไปข้างบนโน้นแต่อย่างใด แต่เมื่อเห็นทางเดินก็จึงถามเล่นๆ ว่า "ขึ้นได้ไหม" และจากเล่นก็เป็นจริง แม้ว่าการขึ้นไปในครั้งนี้จะค่อนข้าง "อันตราย" เพราะไม่มึใครรับประกันความปลอดภัย ไม่ว่าจากการพลั้งพลาดหรือเกิดอะไรขึ้นก็ตามแต่ ผู้เขียนหรือก็เหมือนบ้าบิ่น เคยแอบปีนเข้าไปในเขต "ห้ามเข้า" ที่เหวทิ้งโจร เมืองราชคฤห์ จนหวุดหวิดจะตกเหวตาย นั่นก็ครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งนี้ก็เอาอีก ขึ้นไปแล้วลงมายืนอยู่ที่ฐานพระเจดีย์แหงนมองขึ้นไปก็เสียวใจไม่หายว่าขึ้นไปได้ยังไง แต่คิดๆ ดูแล้ว (ก่อนขึ้น) ครั้งหนึ่งในชีวิต มีโอกาสได้มา เมื่อเจรจาแล้วเจ้าหน้าที่เขาตกลง "ช่วงนี้ไม่มีใคร ให้ขึ้นได้-เป็นพิเศษ" ก็ไม่รู้ว่าต่อไปในอนาคตจะมีโอกาสมาอีกไหม หรือถึงได้มาก็ไม่แน่ใจว่า "จะได้ขึ้นอีก" เพราะถ้าอายุมาก็คงขึ้นไม่ไหว บวกลบคูณหารสะระตะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแล้ว ผู้เขียนจึงตัดสินใจ "ตายเป็นตาย ขอขึ้นยอดมหาสถูปเกสเรีย" ให้ลือลั่นบรรลือโลก

 

ถามท่านวิวัฒน์ "ขึ้นด้วยกันไหม" ท่านส่ายหน้า ถามท่านดาวๆ ตอบว่า "ขอเก็บภาพอาจารย์อยู่ด้านล่างดีกว่าครับ" ก็ตกลงว่าผู้เขียนขึ้นคนเดียว ถ้าตายก็คงตายคนเดียวด้วย ไม่น่าเลยเรา ขึ้นไปแล้วจะได้อะไรเนี่ย นอกจากภาพน้ำกับฟ้า

 

ช่วงแรกค่อนข้างทุกลักทุเล เพราะชันมาก แต่พอพ้นช่วงนั้นไปแล้ว ก็เริ่มลดความชันลง เปิดโอกาสให้ผู้เขียนเปิดหน้ากล้องเก็บภาพมาฝากท่านผู้อ่าน

 

ท่านวิวัฒน์ตะโกนบอกว่า "ระวังตัวต่อนะอาจารย์ เห็นเขาว่ามันร้ายมาก" ผู้เขียนก็หวาดเสียว เพราะเจ้าต่อนั้น ถ้าเจอมันต่อยและร้อยทั้งร้อยเป็น-ตายเท่ากับ แถมมันบิน แต่เราวิ่ง แค่ที่ราบก็หนีไม่ทันแล้ว นี่จะให้วิ่งลงจากยอดเกสเรียอีก โอ๊ย ไม่ตายก็คงไม่โต แต่เอ..อินเดียนั้นว่ากันว่างูชุม ยิ่งบนยอดเกสเรียซึ่งขุดเป็นรูทิ้งไว้ไม่รู้กี่สิบปีเช่นนี้ นี่ถ้ามีงูโผล่ออกมาเราจะทำอย่างไร ฯลฯ ร้อยแปดคำถามเกิดขึ้นในใจผู้เขียน ก็ได้แต่ภาวนาสาธุว่าขออย่าให้เจออะไรเลย ลูกมาศึกษาพระพุทธศาสนา มิได้คิดร้ายต่อใคร และขอสาบานว่า แม้แต่อิฐก้อนหนึ่งก็จะไม่หยิบติดมือไป ไม่น่าเชื่อว่า ผู้เขียนเดินขึ้นไปถึงบนยอดโดยปลอดภัย

 

ภาพยอดมหาสถูปเกสเรีย
จับได้ขณะเดินขึ้นไปสู่ยอดสุงสุด

 

อีกด้านหนึ่งของทางเดิน

 

จับภาพขึ้นไปเรื่อยๆ

 

ยอดมหาสถูปเกสเรีย

 

รูบนยอดมหาสถูปเกสเรีย

 

รับรองว่าท่านผู้อ่านไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน

 

ถ่ายทุกมุม เพราะชาตินี้คงไม่ขึ้นไปอีกแล้ว

 

ยอดสูงสุด

 

อีกนิด

 

นั่นไง มีที่ว่างพอวางเท้าได้สบาย

 

ถึงแล้ว-ยอดมหาสถูปเกสเรีย

 

หายเหนื่อยแล้ว เริ่มเก็บภาพย้อนหลัง

 

ภาพประวัติศาสตร์จากยอดมหาสถูปเกสเรีย

 

มีที่ว่างพอยืนเดินได้ประมาณ 4-5 ศอก

 

ยอดมหาสถูปเกสเรีย

 

ตรงนี้กว้างที่สุด

 

ทิศเหนือ

 

ทิศตะวันออก

 

ทิศตะวันออก

 

ทิศตะวันตก

 

 

ภาพแนวดิ่ง

 

เส้นทางที่ผ่านมา

 

มุมกว้าง

 

ท่านวิวัฒน์และเจ้าหน้าที่ ยืนเชียร์อยู่ลิบๆ

 

ท่านดาวจับภาพผู้เขียนจากยอดเกสเรีย

 

นั่งหันหน้าไปทางทิศตะวันตก

 

ถ่ายทั้งยอดสถูป

 

ตะโกนนิมนต์ท่านดาวให้ขึ้นไป หลอกท่านว่าง่าย-สบายมาก มีที่ว่างเยอะ และวิวสวยงามมาก ท่านดาวหลงคารมผู้เขียนยอมตะกายดาวขึ้นไปจนได้

 

 

ท่านดาวขึ้นมาแล้ว จึงได้ภาพนี้

 

และภาพนี้

 

 

พระมหานรินทร์ นรินฺโท
วัดไทย ลาสเวกัส รัฐเนวาด้า สหรัฐอเมริกา
07  มิถุนายน  2553
09
:00 A.M. Pacific Time.

 

 

 

 

E-Mail ถึง บก.
peesang2003@hotmail.com

All Right Reserved @ 2003

alittlebuddha.com  วัดไทย ลาสเวกัส 2920 McLeod Dr. Las Vegas Nevada 89121 USA (702) 384-2264