พระมหานรินทร์ ใน อินเดีย ตอนที่ 19

 

วัดวาลุการาม สถานที่ทำสังคายนาครั้งที่ 2

และ

บ้านนางอัมพปาลี โสเภณีคนแรกของโลก

 

 

วัดวาลุการาม แปลว่า อารามแห่งทราย อารามที่ปรากฏนามว่า เป็นสถานที่จัดทำสังคายนาครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ.100 โดยมูลเหตุก็ดังที่เล่าไปแล้วว่า พระเมืองอื่นๆ รับไม่ได้กับพฤติกรรมของพระชาววัชชี เมืองไพศาลี ที่ละเมิดพระพุทธบัญญัติดั้งเดิม นับตั้งแต่ จับเงินและทอง ฉันอาหารเลยเวลาเพล ไปจนถึงดื่มสาโทซึ่งเป็นเครื่องดื่มพื้นบ้าน ตอนนั้นพระพุทธศาสนาแตกแยกออกเป็น 2 นิกาย โดยพระสงฆ์ต่างเมืองมีจำนวน 500 รูป ได้จัดทำสังคายนาที่วาลุการาม ส่วนพระสงฆ์ชาวไพศาลีมีจำนวนกว่า 10,000 รูป ได้แยกตัวไปทำสังคายนา เรียกตัวเองว่า มหาสังฆิกะ แปลว่า เสียงข้างมาก และนับจากนั้นพระพุทธศาสนาก็แตกแยกออกไปเรื่อยๆ เป็นนิกายใหญ่นิกายน้อย นับได้ร่วมๆ ร้อยแล้วละกระมัง

แต่วันนี้ เมื่อมาถึงไพศาลี ก็อยากจะดูสถานที่จัดทำสังคายนาครั้งนั้นว่าอยู่ที่ไหน ท่านอาจารย์ ดร.วิญญู ท่านก็ไม่ขัดใจ หลังจากชมพระไทร 700 ปี ที่เวฬุวคามเสร็จแล้ว ท่านก็บัญชาให้โชว์เฟอร์นำผู้เขียนไปยังวาลุการามในทันที

 

ไพศาลี ก.ม.5 วิ่งรถผ่านก็จับภาพไว้เป็นที่ระลึก

 

เส้นทางไปวาลุการาม ผ่านหนองน้ำขนาดใหญ่

 

หนองน้ำแห่งนี้จะมีมาแต่ครั้งไหนก็ไม่ทราบ

 

ผ่านหนองน้ำมาจนถึงจุดนี้ ซึ่งท่านบอกว่า เขตของวาลุการามน่าจะกว้างขวางครอบคลุมบริเวณหนองน้ำเข้ามาจนถึงเนินดินอีกด้านหนึ่ง ซึ่งเชื่อว่า น่าจะเป็นบริเวณวัดวาลุการาม

 

บนเนินดินนั้น มีต้นโพธิ์ใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง

 

โฟกัสเฉพาะต้นโพธิ์

 

ประตูทางเข้าด้านหน้า สังเกตว่าจะเป็นเนินดินสูงขึ้นไป

 

เดินเข้ามาแล้วถ่ายภาพกลับไป

 

บริเวณวาลุการามปัจจุบันนั้นไม่กว้างขวาง เพราะถูกทิ้งขว้างมานาน แถมยังถูกครอบครองโดยเอกชนอีกด้วย โชคยังดีที่ไม่ห้ามเข้า

 

โบราณสถานสำคัญทางพระพุทธศาสนาแห่งนี้ แทบไม่มีอะไรเป็นสัญลักษณ์เลย ทั้งนี้เพราะเป็นเพียงที่ทำสังคายนา แล้วพระสงฆ์ก็กระจัดกระจายไป ต่างจากกูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ซึ่งองค์สมเด็จพระบรมศาสดาเคยประทับ จึงมีการสร้างเป็นวัดไว้อย่างถาวร แถมพระเจ้าอโศกยังทรงสร้างเสาอโศกปักไว้เป็นที่หมายสำคัญอีกด้วย

 

 

สภาพที่เห็นจึงเป็นเพียงเนินดินธรรมดาๆ
ถ้าไม่บอกก็ไม่รู้ดอกว่า นี่คือวาลุการาม

 

บ้านคนในบริเวณวาลุการาม

 

บ่อน้ำ

 

อีกมุม

 

เพิ่งขุดได้ไม่กี่ปีนี่เองกระมัง

 

ก้นบ่อ

 

ออกสำรวจโดยรอบบริเวณ เผื่อจะพบเห็นอะไรที่บอกถึงความเป็นโบราณสถานบ้าง ก็เห็นแต่อิฐโบราณเท่านั้น แต่ก็ยังไม่มีการขุดค้น เนื่องเพราะขาดงบประมาณอย่างแรง อีกอย่าง ถ้าขุดค้นแล้วจะคุ้มหรือไม่ เรื่องนี้ทางราชการก็ต้องคิด

 

เนินอิฐในวาลุการาม

 

ทับถมกันทั้งเก่าและใหม่

 

ป่ามะม่วงข้างวาลุการาม

 

ดูยังไงก็ไม่เห็นทรายสักเม็ด แต่เวลานานร่วมๆ 2400 ปี ก็อาจจะทำให้บริเวณนี้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงก็เป็นได้

 

เนินดินบนวาลุการาม ถ่ายจากป่ามะม่วงทางทิศตะวันตก

 

เดินออกไปจากป่ามะม่วง แต่กิ่งโพธิ์ยังแผ่มาถึง

 

รากต้นโพธิ์ที่วาลุการาม

 


 

บ้านนางอัมพปาลี
โสเภณีคนแรกของโลก

 

 

 

ถือเป็นจุดสำคัญอย่างยิ่งจุดหนึ่งในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา ซึ่งบังเอิญมาเกี่ยวข้องกันอย่างเหมาะเจาะ เพราะอาชีพที่ว่านี้เป็นอาชีพที่อยู่ในมุมมืดของสังคม แต่ในความเป็นจริงแล้ว การถือกำเนิดของโสเภณีนั้นถือว่าสง่างามยิ่งกว่านางงาม เพราะนางอัมพปาลีมีฐานันดรเป็นถึง "นครโสเภณี" แปลว่า หญิงงามประจำเมือง ซึ่งกว่าจะได้รับตำแหน่งนั้น ท่านว่าสภาเมืองไพศาลีแทบแตก เพราะมีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง และบรรดาเจ้าชายลิจฉวีกว่า 7,700 พระองค์ ก็ล้วนต้องการนางไปเป็นศรีภริยา

ปัญหาใหญ่ที่สุดของนางอัมพปาลีก็คือ "สวยเกินใคร" แถมยังเกิดมากำพร้าพ่อกำพร้าแม่ ถูกนำไปทิ้งไว้ใต้ต้นมะม่วง และมีคนไปพบเข้า ด้วยความสงสารจึงนำไปมอบให้สถานสงเคราะห์ช่วยเลี้ยงไว้จนเติบใหญ่ พออายุได้ 15 หยกๆ  16 หย่อนๆ ความงามของอัมพปาลีก็ขจรไกล ใครต่อใครต่างก็หมายปอง

ทีนี้ว่า เมื่อมีคนต้องการมาก แต่สิ่งที่ต้องการมีเพียงหนึ่งเดียว ก็จึงเกิดการยื้อแย่งกันขึ้น เรื่องของนางอัมพปาลีเลยลามปามกลายเป็นประเด็นทางการเมือง ถูกนำเข้าไปอภิปรายในสภาเมืองไพศาลี จนกระทั่งต้องออกกฎหมาย "ให้มีหญิงโสเภณีประจำเมือง" เป็นฉบับแรกของโลก

กฎหมายฉบับนั้นบัญญัติให้ "นางอัมพปาลี" ดำรงตำแหน่งหญิง "นครโสเภณี" มีฐานันดรศักดิ์สูงส่ง เป็นผู้ทรงเกียรติ ได้รับคฤหาสน์หน้าเมืองเป็นอัครสถานส่วนตัว แถมด้วยสาวใช้อีกจำนวน 500 นาง เวลารับแขกนั้นได้รับอภิสิทธิ์มากมายหลายประการ นอกจากจะได้ค่าตัวคืนละ 500 กหาปณะแล้ว สิ่งสำคัญสูงสุดก็คือ "ห้ามเจ้าหน้าที่ค้นเคหสถาน" ไม่ว่ากรณีใดๆ

มาตราหลังสุดนี่แหละ ที่เปิดโอกาสให้จอมจักรพรรดิ์นักรักแห่งลุ่มแม่น้ำคงคา "พระเจ้าพิมพิสาร" ถือโอกาสปลอมพระองค์ เสด็จไปใช้บริการของนางอัมพปาลี จนกระทั่งนางยอมทำลายกฎของโสเภณี คือโสเภณีนั้นจะไม่นิยมมีลูกชาย เพราะไม่สามารถสืบทอดตำแหน่งแทนตนเองได้ (เป็นตำแหน่งอันทรงเกียรติและสุขสบาย) โสเภณีจะเลี้ยงก็แต่ลูกสาวเท่านั้น แต่ครั้งนี้ อัมพปาลียินยอมทำลายข้อห้ามดังกล่าว เนื่องเพราะหน่อเนื้อเชื้อไขที่เกิดมานั้น เป็นหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ แถมยังเป็นอภิมหาอำนาจแห่งชมพูทวีปอีก แล้วอย่างนี้จะใจร้ายยังไงไหว โอรสที่เกิดจากพระเจ้าพิมพิสารและนางอัมพปาลีนั้น มีนามว่า วิมลโกณฑัญญะ ภายหลังได้ออกบวชและบรรลุอรหัตผลด้วย

นางอัมพปาลีเอง ในช่วงปลายของชีวิต ได้ออกบวชเป็นภิกษุณี และได้บรรลุอรหัตผล สิ้นกิเลสในกมลสันดานไปในที่สุด

สำคัญที่สุดก็คือ ในมหาปรินิพพานสูตรระบุว่า "ในพรรษาสุดท้ายแห่งพระชนมชีพนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จไปยังเมืองไพศาลี ทรงประทับอยู่ที่วัดอัมพปาลี ของนางอัมพปาลี ก่อนจะเสด็จไปประทับจำพรรษาที่เวฬุวคาม"

ดังนั้น เมื่อมาถึงเมืองไพศาลีแล้ว ไม่ได้ไปดูบ้านของนางอัมพปาลีก็เหมือนขาดอะไรไปหลายอย่าง

 

รถวิ่งมาถึงตะแลงแกงหรือทางแยกก็ต้องเบรค เพราะท่านบอกว่า "บ้านนางอัมพปาลีอยู่ที่ 4 แยกนี่แหละ" เราจึงลงเดินกันตรงนั้น

 

นั่นไง ป้ายบ้านนางอัมพปาลี

 

ถ่ายมุมกว้าง

 

ภาพตรง

 

เดินตามป้ายเข้าไปไม่กี่ก้าว ก็พบประตูเหล็กปิดอยู่

 

เปิดบ้านนางอัมปาลี

 

สมัยแรกนั้น บริเวณนี้ เป็นตึกสูงใหญ่ มีคนรับใช้ตั้ง 500 นาง คอยบริการแขกอยู่ทั้งวันทั้งคืน รวมทั้งวงมโหรีที่ไม่เคยหยุดอีกต่างหาก แต่ปัจจุบันกลายเป็นบ้านคนเพียงหลังเดียวดังที่เห็น

 

บ่อน้ำในบ้านนางอัมพปาลี

 

มุมบ้าน

 

กำแพงบ้าน (ของใหม่)

 

ลานบ้าน

 

แยกบ้านนางอัมปาลี ตรงนี้เคยเป็นประตูเมืองไพศาลีที่คึกคัก

อัมพปาลีวัน แปลว่า สวนของนางอัมปาลี เป็นป่ามะม่วงดีๆ นี่เอง เรื่องนี้ก็แปลก คือบริเวณหัวเมืองเหล่านี้ มีแต่มะม่วงขึ้นเหมือนพืชสามัญประจำถิ่น ในพระไตรปิฎกมีแต่เรื่องป่ามะม่วงให้เราได้ยิน นอกจากป่าไผ่และป่าไม้สีเสียด

วัดอัมพปาลีวันที่นางถวายแด่พระศาสดาในพรรษาสุดท้ายนั้น อยู่เลยสี่แยกออกไปไม่กี่ก้าว ก็แทบว่าจะเป็นบริเวณเดียวกัน ถ้าไม่มีถนนตัดผ่าน สมัยโบราณจะเป็นเช่นใดก็ไม่ทราบ

 

เดินออกบ้านของนางอัมพปาลีไปยังแยกตะวันตกไม่ไกล ซ้ายมือพบหนองน้ำ ไม่ถึงกับใหญ่แต่ก็ไม่เล็ก ดังที่เห็น

 

บริเวณนี้แหละที่ท่านชี้ให้ผู้เขียนดูว่า เป็นบริเวณวัดอัมพปาลี

 

วัดอัมพปาลี

 

ต้นโพธิ์ในวัดอัมพปาลี

 

โน่นแหละ เดินมาจากสี่แยกโน่นแหละ

 

4 แยกเมืองไพศาลี

 

ประตูบ้านนางอัมพปาลี ถ่ายจากถนนบน 4 แยก

 

 

สตรี มีความงามเป็นสมบัติ

บุรุษ มีปัญญาเป็นสมบัติ

 

พระมหานรินทร์ นรินฺโท
วัดไทย ลาสเวกัส รัฐเนวาด้า สหรัฐอเมริกา
24
  พฤษภาคม  2553
0
9:00 A.M. Pacific Time.

 

 

 

 

E-Mail ถึง บก.
peesang2003@hotmail.com

All Right Reserved @ 2003

alittlebuddha.com  วัดไทย ลาสเวกัส 2920 McLeod Dr. Las Vegas Nevada 89121 USA (702) 384-2264