พระมหานรินทร์ ใน อินเดีย ตอนที่ 3

 

 

พุทธคยามหาเจดีย์

 

 

ตอนก่อนผู้เขียนมายืนตะลึงอยู่ด้านหน้าพระมหาเจดีย์ตรงนี้แหละ สอดส่องสายตาไปทั่วบริเวณ น้อมรำลึกนึกย้อนไปในสมัยพุทธกาล เคยศึกษาพุทธประวัติว่า

เดิมทีนั้น บริเวณนี้เรียกว่า ตำบลคยาสีสะ ณ ริ่มฝั่ง "แม่น้ำเนรัญชรา" ทิศตะวันตก (แม่น้ำเนรัญชราไหลจากทิศใต้ไปทางเหนือ เหมือนแม่น้ำฝางในจังหวัดเชียงใหม่) มีต้นไม้ที่ภาษาบาลีเรียกว่า "อัตสัตถะ" ต้นใหญ่แผ่กิ่งใบร่มครึ้มอยู่ ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนวิสาขะ หรือเดือน 6 (ราวเดือนพฤษภาคม) 45 ปี ก่อน พ.ศ. เวลาค่ำ มีพระสมณะหนุ่มนามว่า "สิทธัตถะ" วัย 35 ปี  ได้เข้าไปนั่งสมาธิที่ใต้ไม้ต้นนี้ ครั้นถึงเวลาใกล้รุ่งของราตรีนั้น สมณะหนุ่มรูปนั้นได้บรรลุโมกษะ ปรากฏชื่อในกาลภายหลังว่า พระโคดมพุทธเจ้า ผู้ทรงประกาศทฤษฎีปฏิจจสมุปบาท และมีชื่อว่าพระพุทธศาสนา ในปัจจุบัน

ด้วยเหตุที่ ไม้อัสสัตถะ เป็นต้นไม้ตรัสรู้ของพระโคดมพุทธเจ้า ต่อมาชาวพุทธจึงนิยมเรียกว่า โพธิรุกขะ โพธิพฤกษ์ หรือต้นโพธิ์ เรียกเต็มๆ ว่า พระศรีมหาโพธิ์

ภายหลังทรงบรรลุธรรมแล้ว ก็เสด็จออกยาตราไปทั่วอินเดียและเนปาล อันมีชื่อเรียกในสมัยนั้นว่า ชมพูทวีป เพื่อแนะนำสอนสั่งผู้คนทุกชนชั้น นับตั้งแต่พระมหากษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ และศูทร อันเป็นวรรณะทั้งสี่ที่จำแนกแบ่งชนชั้นไว้ในสมัยนั้น

ตลอดระยะเวลา 45 พรรษา ในบั้นปลายพระชนชีพของพระโคดมพุทธเจ้า ไม้อัสสัตถะต้นนี้ไม่มีใครพูดถึงอีกเลย นอกจากที่ปรากฏในมหาปรินิพพานสูตร เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนที่พระโคดมพุทธเจ้ากำลังจะเสด็จเข้าสู่มหาปรินิพพาน (สวรรคต) ณ ป่าไม้สาละ นอกเมืองกุสินารา โดยพระอานนท์ซึ่งดำรงตำแหน่งพระพุทธอุปัฏฐาก (ผู้ดูแล-ผู้ติดตาม) ของพระโคดมพุทธเจ้า ได้ทูลถามดังนี้

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก่อนหน้านี้ พระภิกษุผู้จำพรรษาในทิศต่างๆ ย่อมชวนกันมาเพื่อเข้าพระตถาคต พวกข้าพระองค์ย่อมมีโอกาสได้พบและใกล้ชิดวิสาสะกับท่านเหล่านั้น แต่ต่อไป ถ้าพระตถาคตเจ้าเสด็จปรินิพพานไปแล้ว ก็คงไม่มีใครมาเฝ้าพระตถาคตเจ้าอีก พวกข้าพระองค์ก็คงไม่ได้พบและไม่ได้วิสาสะกับท่านเหล่านั้นอีกแล้ว

พระโคดมพุทธเจ้าได้ตรัสตอบต่อพระอานนท์ ดังนี้

     ดูก่อนอานนท์ สถานที่ ที่พระตถาคต ประสูติ 1 ตรัสรู้ 1 แสดงพระปฐมเทศนา 1 เสด็จดับขันธ ปรินิพพาน 1 ทั้ง 4 แห่งนี้ เป็นสถานที่ควรเห็นของกุลบุตรพุทธศาสนิกชนผู้มีศรัทธา หากว่าภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา มีศรัทธามาบูชายังสถานที่เหล่านี้ บริษัทเหล่านั้น หากตายไปก็จักไปสู่สุคติ มีสรวงสวรรค์เป็นเบื้องหน้า

ต่อจากนั้นมาอีก 220 ปี ถึงยุคที่ พระเจ้าอโศกมหาราช แห่งราชวงศ์เมารยะ ทรงเรืองอำนาจขึ้นในแคว้นมคธ ซึ่งตำบลคยาสีสะนั้นก็อยู่ในแคว้นมคธด้วย พระเจ้าอโศกทรงหันมาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ทรงสืบทราบว่า "สถานที่ตรัสรู้ของพระบรมศาสดาคือตำบลคยาสีสะ" จึงเสด็จมานมัสการต้นพระศรีมหาโพธิ์ พร้อมทั้งโปรดให้ปักเสาศิลาไว้เป็นที่หมาย ทั้งยังทรงโปรดให้ตัดกิ่งของพระศรีมหาไปปลูกไว้ในเกาะลังกา พระศรีมหาโพธิ์ที่ทรงส่งไปปลูกไว้นั้นยังคงดำรงชีพอยู่จนกระทั่งปัจจุบันนี้

ในท้ายรัชกาล เกิดเรื่องเศร้าขึ้นกับพระศรีมหาโพธิ์ เนื่องเพราะพระเจ้าอโศกทรงมุ่งมั่นในการพระศาสนายิ่งนัก แต่ในสายตาของพระนางติษยรักษิต พระอัครมเหสี กลับเห็นว่าเป็นการย่อหย่อนในการบริหารกิจการบ้านเมือง พระนางจึงร่วมกับพระราชนัดดาพระนามว่า สัมปทิ ทำการปฏิวัติยึดอำนาจ จับกุมคุมขังพระเจ้าอโศกไว้ ร้ายที่สุดก็คือ ทรงส่งคนไปทำลายพระศรีมหาโพธิ์ โดยใช้น้ำกรดรดราดลงไปที่รากพระศรีมหาโพธิ์ พระเจ้าอโศกทรงทราบก็ถึงกับตรอมพระทัยสิ้นพระชนม์ไปในปี พ.ศ.255 ภายหลังพระศรีมหาโพธิ์ถูกทำลายไปเพียง 3 เดือนเท่านั้น

รวมอายุพระศรีมหาโพธิ์ที่พระโคดมพุทธเจ้าทรงประทับตรัสรู้ เพียง 352 ปี

ทีนี้ท่านว่าเกิดปาฏิหาริย์ เมื่อมีหน่อพระศรีมหาโพธิ์งอกออกมาจากบริเวณต้นเดิมที่ล้มลงไป ชาวพุทธยุคต่อมาจึงพยายามดูแลพระศรีมหาโพธิ์ต้นนี้อย่างดี พระศรีมหาโพธิ์ต้นที่ 2 ดำรงคงมั่นมาจนถึง พ.ศ.1163 ก็พบกับการทำลายของพระเจ้าศศางกะ ราชาแห่งแคว้นเบงกอล ซึ่งเป็นฮินดูหัวรุนแรง ได้นำทัพเข้าทำลายล้างพระศรีมหาโพธิ์ ทั้งตัดทั้งตอนทั้งขุดถอนรากและโคนออกจนหมดสิ้น มิหนำใจได้สุมไฟโดยใช้น้ำมันเป็นเชื้อ พระศรีมหาโพธิ์ต้นที่ 2 มีอายุรวม 890 ปี โดยประมาณ

ก่อนที่พระศรีมหาโพธิ์ต้นที่ 2 จะถูกทำลายนั้น ในปี พ.ศ.695 พระเจ้าหุวิสกะ แห่งราชวงศ์กุษาณ ทรงปรารภว่า พระศรีมหาโพธิ์นั้นเป็นต้นไม้ เคยถูกศัตรูต่างศาสนาทำลายมาแล้ว และต่อไปก็ไม่แน่ว่าต้นที่สองนี้จะไม่ถูกทำลาย ซึ่งถ้าหากพระศรีมหาโพธิ์ถูกทำลายอีก ต่อไปก็คงไม่มีใครจดจำสถานที่ตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ จึงทรงโปรดให้สร้างพระเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมขึ้นมาในบริเวณเดียวกับพระศรีมหาโพธิ์ ทั้งยังโปรดให้จำหลักคือแกะสลักพระพุทธรูปจากศิลาเป็นพระประธานประดิษฐานไว้ในองค์พระเจดีย์ด้วย นับว่าพระเจ้าหุวิสกะทรงมีสายพระเนตรยาวไกลมาก ก็สรุปว่า พระเจดีย์พุทธคยาสร้างขึ้นมาก่อนหน้าพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่ 2 จะถูกทำลายเพียง 200 ปี

ทัพพระเจ้าศศางกะถูกทัพพระเจ้าปูรณวรมันแห่งแคว้นมคธตีแตก พระเจ้าศศางกะสิ้นพระชนม์ในสนามรบ ณ พุทธคยา (แต่ชาวพุทธเขียนประวัติบอกว่า ทรงกระอักเลือดตายต่อหน้าพระศรีมหาโพธิ์) จากนั้นพระเจ้าปูรณวรมัน ได้ทรงทำการปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์ขึ้นมาใหม่ นับเป็นต้นที่ 3

ประวัติศาสตร์ระบุว่า พระเจ้าศศางกะทรงทำลายได้เพียงพระศรีมหาโพธิ์เท่านั้น ส่วนพระเจดีย์รวมทั้งพระประธานภายในเจดีย์นั้นมิทันทำลาย นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่บอกว่าทรงกระอักเลือดตายต่อหน้าพระศรีมหาโพธิ์ ก็สรุปว่าพระเจดีย์พุทธคยารอดพ้นจากการทำลายในครั้งนั้น

พระศรีมหาโพธิ์ต้นที่ 3 เจริญงอกงามตามลำดับ ถึง พ.ศ.1750 เกิดวิกฤตการณ์กับพระพุทธศาสนาในอินเดีย เมื่อกองทัพมุสลิมเตอร์ก นำโดย บักติยาร์ ขัลยี นำทัพเข้าตีภาคตะวันออกของอินเดีย แคว้นมคธหรือพิหารอันเป็นที่ประดิษฐานของพระเจดีย์พุทธคยารวมทั้งมหาวิทยาลัยนาลันทา ตกเป็นเป้าหมายแห่งการกวาดล้าง พระเถรเณรชีถูกเข่นฆ่าเป็นว่าเล่น ประชาชนถูกบังคับให้เข้าสุนัต (ขลิบอวัยวะเพศ) เพื่อเข้ารีตอิสลาม บริเวณพระเจดีย์พุทธคยาถูกทำลาย เว้นแต่พระพุทธเมตตาภายในพระมหาเจดีย์มีคนใช้ไม้และปูนไปอุดไว้ พลางตาให้เป็นว่าเป็นพระเจดีย์ตัน จึงรอดตัว ส่วนพระศรีมหาโพธิ์นั้นไม่ใช่สิ่งก่อสร้างอันขัดกับหลักศาสนาอิสลาม ก็เลยรอดตายไปอีก

ประวัติศาสตร์โลกบันทึกไว้อย่างชัดเจนว่า มุสลิมเป็นผู้ทำลาย จนพระพุทธศาสนาสูญสิ้นจากอินเดียในปี พ.ศ.1750

พระศรีมหาโพธิ์ต้นที่ 3 ดำรงยืนยงมาจนถึง พ.ศ.2421 เมื่อ นายพล อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม อธิบดีกรมโบราณคดีแห่งอินเดียในสมัยที่อังกฤษครองอินเดีย เดินทางมาตรวจงานโบราณคดีที่พุทธคยา ก็พบว่าพระศรีมหาโพธิ์นั้นแก่ชรามาก และล้มลงไปทางทิศตะวันตกของพระเจดีย์ ทีนี้ชาวบานแถบนั้นซึ่งกลายเป็นฮินดูไปสิ้นแล้ว จึงถือโอกาสตัดเอาต้นพระศรีมหาโพธิ์ไปทำฟืนบ้าง ป้อนให้โคกินบ้าง ก็เป็นอันอวสานพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่ 3 ในปี พ.ศ.2421 นั่นเอง สิริอายุทั้งสิ้น 1258 ปี

อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม หาหน่อไม้โพธิ์ในบริเวณเดียวนั้นได้จำนวน 2 ต้น ต้นแรกสูง 6 นิ้ว ต้นที่ 2 สูง 4 นิ้ว ท่านดำเนินการขุดรากถอนโคนพระศรีมหาโพธิ์ต้นเก่าออก แล้วปลูกหน่อสูง 6 นิ้วทดแทน ส่วนต้นสูง 4 นิ้วนั้นนำไปปลูกทางทิศเหนือ ปัจจุบันพระศรีมหาโพธิ์ทั้งสองต้นก็ยังดำรงคงมั่นอยู่คู่กันในพุทธคยา ถ้านับเวลาจาก พ.ศ.2421 ถึง พ.ศ.2553 ซึ่งผู้เขียนเขียนบทความนี้ พระศรีมหาโพธิ์ต้นที่ 4 นี้ มีอายุล่วงแล้ว 132 ปี

ส่วนพระเจดีย์พุทธคยานั้น เมื่ออังกฤษยึดครองอินเดียได้ในปี พ.ศ.2401 จึงเริ่มงานขุดค้นบันลือโลกที่ชื่อว่า โบราณคดี โดยอังกฤษได้จัดตั้งกรมโบราณคดีอินเดีย (Indian Archaeological Survey) ขึ้นในปี พ.ศ.2406  มี เซอร์ อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม ชาวอังกฤษ ดำรงตำแหน่งอธิบดีคนแรก และคันนิ่งแฮมนี่เอง เป็นผู้ค้นพบพระพุทธศาสนาซึ่งถูกฝังแผ่นดินมานานถึง 656 ปี ให้เฉิดฉายอีกครั้งหนึ่ง

การเข้าขุดค้นและบูรณะพระเจดีย์พุทธคยาของท่านคันนิ่งแฮมนั้น เป็นระยะเดียวกันกับพระเจ้ามินดุงแห่งพม่า ทรงมีพระราชศรัทธาเจรจากับรัฐบาลแห่งรัฐพิหาร อินเดีย ขอทำการบูรณะพระเจดีย์พุทธคยา รัฐบาลรัฐพิหารอนุญาต แต่ท่านว่านายช่างชาวพม่าขาดความรู้ทางด้านโบราณคดี น่าที่จะอนุรักษ์กลับกลายเป็นทำลายไปเสีย งานบูรณะของพม่าจึงชะงัก เพราะขัดแย้งกับคณะกรรมการฝ่ายอินเดีย แต่ทางพม่าก็อ้างว่า เพราะไม่จ่ายค่าต๋งต่างหากที่ทำให้แขกไม่พอใจ ก็ฟังหูไว้หู

และนั่นเองจึงเปิดโอกาสให้ อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม พร้อมด้วยคณะ คือ นายเจ ดีเบคลาร์ เข้าทำการขุดค้นและบูรณะบริเวณพุทธคยาอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ งานเริ่มในปี พ.ศ.2423 เสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ.2427 กินเวลาทั้งสิ้น 4 ปีเต็ม บริเวณพุทธคยาจึงมีสภาพดังที่เห็นในปัจจุบัน

ความจริงเรื่องพุทธคยาถ้าจะเขียนก็เป็นหนังเรื่องยาว เพราะมีรายละเอียดเยอะมาก แต่ผู้เขียนอยากนำเสนอเพียงคร่าวๆ เท่านั้น ใครอยากรู้เรื่องมากกว่านี้ก็เตรียมสะตังค์ไว้ซื้อหนังสือเล่มใหม่ของมหานรินทร์เอาไว้ให้ดีก็แล้วกัน

และทีนี้ก็จะนำท่านผู้อ่านไปชม "พระมหาเจดีย์พุทธคยา" ด้วยสายตากัน ดังต่อไปนี้

 

พุทธคยามหาเจดีย์

ยิงชัตเตอร์จากมุมเสาประตูด้านนอก-ขวามือ สังเกตว่า ทิศเหนือของพระเจดีย์มีนั่งร้านอยู่ แสดงว่ากำลังอยู่ในระหว่างตกแต่ง ซึ่งทราบว่าบริษัทของ คนไทยประมูลได้ในการบูรณะครั้งนี้

 

 

ภาพแนวตั้ง ถ่ายจากมุมเสาซ้ายมือ

 

ภาพแนวตั้ง ถ่ายจากมุมเสาขวามือ

ภาพแนวตั้ง ถ่ายจากแถวกลาง

 

ขออธิบายตรงนี้นิดว่า พื้นบริเวณพระเจดีย์พุทธคยาและพระศรีมหาโพธิ์นั้น อยู่ลึกจากทางเดินรอบนอกลงไปถึง 5 เมตร ดังนั้นจึงต้องทำเป็นบันไดลงไปดังที่เห็นในภาพ ผู้เขียนนับขั้นบันไดจากในภาพแล้ว ถ้าไม่ผิดน่า น่าจะมีทั้งหมด 19 ขั้น แล้วเขาก็ใช้เหล็กแบ่งบันไดออกเป็น 3 ช่องดังที่เห็นในภาพนี่แหละ

 

 

ทางเดินลงสู่บริเวณพระเจดีย์พุทธคยา

 

ลองนับดูให้ดี ว่าบันไดมีกี่ขั้น

 

ถึงหัวบันไดแล้ว

 

เสาหินหน้าพระเจดีย์พุทธคยา

เดินพ้นบันได้ลงไปแล้ว ก็จะเป็นลานทางเดินปูด้วยหินอ่อนสีลายยาวไปทางทิศตะวันตกจนถึงตัวพระเจดีย์ แต่มีเสาหินอยู่ต้นหนึ่งตั้งอยู่กลางลานนั้น บ้างว่าเป็นเสาที่พระเจ้าอโศกทรงสร้างไว้ บ้างว่าไม่ถึงยุค แต่เป็นอันรู้กันว่ามีเสานี้ตั้งอยู่ตรงนี้

 

 

นี่ไง เสาต้นนี้แหละ

 

ต่อจากเสาหินก็มีป้ายนี้ติดอยู่ อ่านว่าอะไรไม่รู้

 

พ้นจากเสาหินและป้ายลึกเข้าไปก็จะเป็นซุ้มประตู

 

แต่ละวันก็จะมีผู้ศรัทธานำเอาดอกไม้มาห้อยเต็มไปหมด

 

พวกดอกไม้ที่ห้อยอยู่นั้น ถ้าไม่ฝีมือคนไทยก็ต้องเป็นลาว

 

ภาพนี้ถ่ายตอนเช้าตรู่

จะเห็นพระแก่ๆ ยืนรอรับบิณฑบาตอยู่ ถามพระไทยก็ตอบว่า ไม่รู้ว่าอยู่วัดไหน บวชยังไง เพราะอินเดียไม่มีกฎหมายคณะสงฆ์เหมือนเมืองไทย ใครอยากบวชก็บวช ไม่รู้ว่าองค์ไหนจริงองค์ไหนปลอม ส่วนเรื่องขอทานนั้นถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของเมืองนี้ไปเสียแล้ว นี่ถ้ามาเมืองไทย พระพวกนี้คงติดคุกกันเป็นแถวๆ

 

ด้านซ้ายของทางเดิน มีเสาและเจดีย์เล็กนี้ตั้งอยู่บนยอด

 

โฟกัสให้ภาพเจดีย์เล็กเด่นเป็นสง่าไปเลย

 

 

ข้างทางด้านขวา (ทิศเหนือ) มีเจดีย์เล็ก

 

ดูเจดีย์องค์นี้ชัดๆ ฐานทำพื้นๆ

พระพุทธรูปและโบราณวัตถุที่เห็นนั้น น่าจะเป็นของปลักหักพัง เลยถูกนำมาแปะรวมกันเป็นเจดีย์อย่างที่เห็น

 

ผ่านลานด้านบนเข้ามา ยังลึกลงไปอีก ต้องทำบันไดลงไปอีก 2 ขั้น และตรงนั้นมีระฆังห้อยอยู่ซ้าย-ขวา ข้างละใบ ไม่รู้เหมือนกันว่ามาจากไหน

 

ระฆังทางทิศใต้ของทางเดิน

 

ระฆังทางทิศเหนือของทางเดิน

 

ถ่ายเต็มๆ

 

ลวดลายบนซุ้ม

 

มุมนี้สวยไหม

 

 

นี่จับภาพตรงกลางซุ้มเลย

 

ข้างซุ้มยังมีรั้วเหล็กเตี้ยๆ ทั้งสองข้าง

 

จับภาพจากด้านใน เห็นเทพธิดาอยู่ที่โคนซุ้ม

 

ใกล้ๆ

 

นี่คือภาพรวมจากด้านใน (ทิศเหนือ)

 

ขยับมุมกล้องเข้ามาอีกนิด

 

อีกหน่อย

 

เจดีย์แดงริมทางเดินด้านซ้ายมือ (ทิศใต้)

 

ด้านในเจดีย์แดงนั้นมีพระพุทธรูปยืนอยู่หนึ่งองค์
และด้านหน้ามีรอยพระพุทธบาทศิลาโบราณตั้งอยู่

 

ภาพนี้ชัดกว่า

 

รอยพระพุทธบาท

 

โฟกัสจากด้านบน

 

ภาพรวมบริเวณด้านหน้าพระมหาเจดีย์
มุมมองจากทิศใต้

 

ถัดจากพระเจดีย์เล็กสีแดงเข้ามาก็จะมีอาคารทาสีแดง
 

 

ภายในอาคารจะแบ่งออกเป็นห้อง รู้สึกจะมี 3 ห้องนี่แหละ

 

ถ่ายขยับมุมภาพเข้าไปเรื่อยๆ ใกล้พระมหาเจดีย์ทางขวามือ

 

ประเดี๋ยวจะพาท่านเข้าไปดูห้องต่างๆ ภายในอาคารสีแดงนี้

 

ภายในห้องสีแดงห้องแรก มีพระพุทธรูปอยู่หลายองค์

 

แต่ละองค์ทำด้วยศิลา (หิน) ตั้งเรียงตามผนังห้อง

 

เมื่อกี้ถ่ายจากด้านซ้าย ภาพนี้ถ่ายไปทางด้านขวามือ

 

นี่ชิดประตูจากทางซ้ายมือ (ขาเข้า)

 

ส่วนภาพนี้ชิดประตูทางขวามือ (ขาเข้า)

 

พระพุทธรูปองค์เล็ก
อยู่เหนือพระองค์กลางห้อง
ใครไม่ทราบที่ตั้งก็กรุณากลับไปดูภาพรวมด้านบน

 

ด้านข้างพระนั้นมีพวงมาลัยห้อยอยู่

 

อีกห้องหนึ่งนั้นโล่ง

 

ห้องที่ 3 เก่าแก่มาก ปิดตายไว้

 

ภาพนี้มองจากตึกสีแดงทิศใต้ไปยังหน้าพระเจดีย์

 

ภาพนี้ถ่ายจากทางพระเจดีย์ใหญ่

ถ่ายเข้าไปในศาลาสีแดง จะเห็นว่าจากทางเดินเข้าสู่พระมหาเจดีย์นั้น ก็ยกพื้นสูงขึ้นเข้ามาในศาลาสีแดง และ (ขวามือ) ก็เป็นบันไดสูงขึ้นไป 5 ขั้น จึงเป็นประตูห้องต่างๆ ที่นำเสนอข้างต้น

 

นี่อีกมุมหนึ่งภายในศาลาสีแดง
มีทั้งพระเจดีย์เล็กและพระพุทธรูปศิลปะพม่าตั้งอยู่

 

พระหินหยกขาวจากพม่า ไม่ทราบว่ามาแต่สมัยไหน

 

 

อีกองค์หนึ่ง

 

ด้านหลังอาคารสีแดง (ทิศใต้)

 

ส่วนตึกนี้เป็นสีแดงอยู่ทางทิศเหนือของทางเดิน (ขวามือขาเข้า)
เห็นชัดเจนว่าสร้างสูงมาก มีบันไดขึ้นไปหลายขั้น และมีห้องเดียว

 

นี่คือภายในห้อง

 

ฝา มุม และเพดานห้อง

 

ก็หมดเรื่องศาลาแดงทั้งสองข้างแล้ว
ขอนำท่านผู้อ่านตามคณะเข้าสู่ตัวพระมหาเจดีย์ทันทีเลย

 

เป็นคณะอัญเชิญข้าวพระพุทธบ้าง ดอกไม้บ้าง
จากศรีลังกา พม่า ทิเบต ฯลฯ ผลัดกันอัญเชิญเข้ามาถวายหลวงพ่อเมตตา
ภายในพระมหาเจดีย์พุทธคยา

 

ดูหน้าน่าจะเป็นชาวศรีลังกา

 

มุมใกล้ ด้านหน้า พระมหาเจดีย์พุทธคยา

 

นี่ถ่ายจากทิศเหนือ

 

เหนือมาอีกนิด จะเห็นว่ามีกำแพงล้อมองค์พระเจดีย์อยู่

 

ทางเดินจะมาสิ้นสุดตรงหน้าพระเจดีย์ดังที่เห็น

 

ภาพตรง จะเห็นพระพุทธเมตตาประทับอยู่ด้านในสุด
องค์พระหันหน้าออกมาหาเรา ซึ่งเป็นทิศตะวันออก

 

หันมุมกล้องกลับหลังก็จะได้ภาพดังนี้

 

เจดีย์เล็กองค์ซ้ายมือด้านหน้า

 

ด้านหลังพระเจดีย์เล็กองค์ซ้าย ยังมีเจดีย์อีกแถวหนึ่งเรียงไปทางศาลาแดง

 

เจดีย์เล็กองค์ขวามือด้านหน้า

 

หน้าพระเจดีย์ มีพระพุทธรูปยืนประดิษฐานอยู่สององค์ซ้าย-ขวา
ตรงกลางนั้นเป็นประตูเข้าสู่พระมหาเจดีย์

 

พระซุ้มด้านหน้า (ทางเข้า) พระเจดีย์ องค์นี้ซ้ายมือ

 

ส่วนองค์นี้อยู่ทางขวา

 

เจ้าหน้าที่พุทธคยา และประตูทางเข้า

 

พื้นทางเข้าพระเจดีย์

 

ตรงนี้ต้องขอพากษ์นิดหน่อย บางคนว่า หน่อยร้อยคำพูดไม่เท่าหนึ่งภาพ แต่บางทีคำพูดเพียงคำเดียวก็อาจจะสำคัญกว่าร้อยภาพ เพราะถ้าดูภาพไม่เข้าใจก็ต้องใช้คำพูดเพื่ออธิบาย ไม่งั้นคนดูยิ่งไม่เข้าใจ

บริเวณทางเข้าสู่ภายในพระเจดีย์พุทธคยานั้น ก็เป็นห้องโถงหรือเป็นช่องยาวๆ เข้าไป ความยาวหรือความลึกทั้งหมดนั้น 6 เมตร โดยท่านแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหรือ 3 ห้อง โดยนับจากด้านหน้าพระเจดีย์เข้าไป ดังนี้

ห้องแรก (ดูภาพข้างบนประกอบ) ก็จะเป็นเหมือนซุ้มเข้าสู่พระเจดีย์ มีความยาวน่าจะวากว่าๆ เท่านั้น สองข้างซ้าย-ขวา นั้น เป็นห้องลึกเข้าไป ประดิษฐานพระยืนอยู่ข้างละองค์ ดังนี้

 

ซุ้มซ้ายมือภายในห้องแรกของพระเจดีย์

 

พระยืนในซุ้มซ้ายมือ

 

ซุ้มขวามือภายในห้องแรก

 

พระยืนในซุ้มขวามือ

 

ห้องที่สอง หรือห้องกลาง

 

ผ่านห้องแรกเข้ามาแล้ว ก็จะมีประตูกั้นอยู่ จะถือว่าตรงนี้เป็นห้องแรกก็คงได้ เพราะห้องด้านหน้าที่ว่านั้นไม่มีประตู ประตูเริ่มมีที่ห้องนี้ แต่ผู้เขียนก็จัดเป็นห้องที่ 2 เพราะอธิบายง่ายดี ทีนี้พอล่วงธรณีประตูเข้ามาก็จะพบว่า ซ้าย-ขวา นั้น เป็นบันไดขึ้นไปยังชั้นบนของพระเจดีย์ ซึ่งท่านอธิบายว่า ชั้นบนนั้นก็ยังมีห้องโถงใหญ่ ยาวประมาณ 6 เมตรกว่า ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปยืน ทรงเครื่อง ปางประทานพร สร้างในยุปาละ ซึ่งสมัยก่อนยังอนุญาตให้ขึ้นไปได้ แต่ภายหลังสงสัยคนจะขึ้นไปกันมาเกิน จึงห้ามมิให้ขึ้น หากใครจะขึ้นคงต้องขออนุญาตก่อน ซึ่งการขออนุญาตนั้นก็ยุ่งยากน่าดู

บันไดทางขึ้นนั้น มีประตูเตี้ยๆ กั้นขั้นบันไดไว้ดังที่เห็นในภาพ

 

บันไดทางขึ้นสู่ชั้นที่ 2

 

เพดานห้องโถงภายในพระเจดีย์ และประตูชั้นในสุด

 


ฐานศิวลิงค์ภายในพระเจดีย์ด้านหน้าพระพุทธเมตตา

ก่อนจะถึงแท่นหลวงพ่อเมตตานั้น จะมีมุมไม้กระดานสี่เหลี่ยมอยู่ ทราบว่า นี่แหละคือแผนการยึดพุทธคยาของพวกมหันต์ ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินบริเวณพุทธคยามาแต่เดิม โดยในช่วงที่ฟ้องโรงฟ้องศาลแย่งกรรมกรรมสิทธิ์พุทธคยาอยู่นั้น พวกมหันต์ก็หัวหมอ นำเอาศิวลิงค์เข้าไปตั้งไว้ที่หน้าแท่นพระพุทธเมตตา โดยหมายใจจะให้ศาลเชื่อว่า พระเจดีย์นี้มิใช่เป็นของพุทธเท่านั้น หากแต่เป็นของอินดูด้วย แต่เมื่อชาวพุทธทราบเรื่องก็ประท้วงอย่างรุนแรง พวกจึงยินยอมถอนศิวลิงค์ออกไป แต่ฐานที่ตั้งนั้นก็ยังคงอยู่ดังที่เห็นในปัจจุบัน

 

 

พระพุทธมหาเมตตา พระประธานประจำพระเจดีย์พุทธคยา

ศิลปะปาละ พระพุทธรูปศิลา ปางมารวิชัย ขนาดองค์พระนั้น หน้าตักกว้าง 1 เมตร 47 ซ.ม. สูง 1 เมตร 64 ซ.ม.

พระพุทธรูปปางนี้ ที่อินเดียนิยมเรียกว่า ปางสัมผัสภูมิ หรือสัมผัสพื้น เพราะนายช่างนิยมสร้างพระหัตถ์ให้ยาวเลยเข่า (พระเพลา) ลงมาจนถึงพื้น แต่สำหรับชาวไทยแล้ว ถ้าประทับนั่งและวางพระหัตถ์อย่างนี้ก็ต้องตีเป็น "ปางมารวิชัย" เพียงอย่างเดียว

 

ภาพถ่ายมุมกว้างบริเวณซุ้มประดิษฐานหลวงพ่อเมตตา

 

ประตูเข้าสู่พระพุทธเมตตา

ตรงนี้สำคัญแน่ เพราะไม่เคยมีใครบรรยายไว้เลย ไม่ว่าสารคดีระดับไหนที่เคยไปอินเดีย มหานรินทร์กล้าการันตี คือว่า ขอให้ท่านผู้อ่านมองไปที่ด้านขวาขององค์พระ แต่เป็นด้านซ้ายของภาพนี้ ตรงนั้นจะเห็นเป็นเหมือนแผ่นกระดานแต่ปรุ แบ่งออกเป็น 2 ชั้น โดยมีแจกันตั้งอยู่ตรงกลาง

ชั้นล่างนั่นแหละ เป็นประตู สามารถเปิด-ปิด และเข้าไปทำความสะอาดภายในห้องกระจกถึงองค์พระหลวงพ่อเมตตาได้ ความจริงประตูด้านขวาก็น่าจะเข้าได้ แต่คงไม่จำเป็นต้องใช้ทีละสองประตู ประตูด้านขวาจึงถูกปิดกั้นด้วยแจกันดอกไม้และเครื่องบูชา

ผู้เขียนถือว่าโอกาสดีทีเดียว เมื่อเข้าไปไหว้หลวงพ่อเมตตานั้น ก็พบว่า ภายในตู้กระจกมีพระรูปหนึ่ง จะสัญชาติอะไรไม่ปรากฏ กำลังทำการ "ห่มผ้า" หลวงพ่อเมตตาอยู่ อากาศภายในนั้นไม่มีทั้งแอร์หรือพัดลม ผู้คนก็อัดกันเข้ามาไม่ขาดสาย บ้างไหว้ บ้างถ่ายรูป เจ้าหน้าที่ก็เร่งรัดคนให้เดินวนขวาออกไปเพื่อระบายการจราจร

ผู้เขียนเห็นประตูด้านซ้ายนั้นเปิดค้างไว้ และเห็นพระรูปนั้นทำการห่มผ้าหลวงพ่อเมตตาอยู่เพียงลำพัง จึงตะโกนถามว่า "May I get in" เห็นพนักงานพยักหน้าแทนคำตอบ พยักหน้านั้นคนไทยเราแปลว่า "Yes" ผู้เขียนก็เข้าใจว่า "เขาอนุญาตแล้ว" จึงก้าวขึ้นและเข้าไปตูไป แต่หารู้ไม่ว่า การพยักหน้าของแขกนั้น แปลว่า "No" พอพระเจ้าหน้าที่ด้านในเหลือบมาเห็นก็ยกมือห้ามมิให้ผู้เขียนเข้าไป พร้อมกับพูดว่า "No No" เราก็..ไหนๆ ก็เข้ามาแล้ว จึงขอโอกาสไหว้พระ นั่งลงประณมมือกราบไปที่ตักขวาของหลวงพ่อเมตตา 3 ครั้ง แล้วก็ถอยลงมา

ผู้เขียนได้สัมผัสหลวงพ่อเมตตา !

นี่ไงที่ว่าโชคดี

 

ด้านหน้าจะเป็นแท่นยาว
มีคนเอาดอกไม้ข้าวของไปวางไว้เป็นพุทธบูชาเต็มไปหมด

ใต้แท่นลงมาก็ทำเป็นเหมือนโต๊ะ แกะเป็นธรรมจักรและลวดลายอื่นๆ

ภาพอาจจะมืดไปนิด

 


เชิญทัศนาให้เต็มตา

หลวงพ่อเมตตา สุดยอดพระแคล้วคลาด เพราะมีประวัติว่า พระเจ้าศศางกามีบัญชาให้ทำลายพระองค์นี้ แต่มีคนวางกล ใช้ฟางอัดไว้ภายใน ด้านนอกนั้นใช้ปูนฉาบหลอกตา แล้วนำเอารูปปั้นพระอิศวรมาตั้งไว้ที่หน้าพระเจดีย์ พระเจ้าศศางกามาเห็นก็หมดคิดว่าทำลายสำเร็จไปแล้ว พระเมตตาจึงรอดจากการทำลายในครั้งนั้นอย่างที่เรียกว่า แคล้วคลาด

 

ฐานหลวงพ่อเมตตา

ตรงกลางเป็นรูปเทวดาแบกหม้อน้ำ สองข้างถัดจากเทวดานั้นก็เป็นรูปพญาช้างและราชสีห์ ข้างละตัว รวมเป็น 5 ตัวด้วยกัน

 

มุมซ้าย

 

มุมขวา

ส่วนพระพุทธรูปองค์ขวามือสุดนั้นไม่รู้ว่าใครเอาไปตั้งไว้แต่เมื่อไหร่

 

พระพุทธมหาเมตตา

เหนือพระเศียรพระพุทธเมตตานั้น ทำเป็นแผ่นทองเหลืองกลมๆ ปิดไว้ จารอักขระไว้โดยรอบด้วย แต่ผู้เขียนอ่านไม่ออก

 

 

พระพุทธมหาเมตตา

 

พระพุทธมหาเมตตา

 

พระพุทธมหาเมตตา

 

พระพุทธมหาเมตตา

 

พระพุทธมหาเมตตา

 

พระพุทธมหาเมตตา

พระพุทธมหาเมตตา

หลวงพ่อเมตตานั้นเป็นพระศิลา อายุเป็นพันปีขึ้นไป คือเก่าแก่มาก แต่สภาพที่เห็นในปัจจุบันนั้นดูเหมือนใหม่ เพราะมีการปิดทองทับแทนเนื้อศิลาขององค์พระในปี พ.ศ.2515 นี่เอง

 

ก็เป็นอันว่า ผู้เขียนพาท่านผู้อ่านมานมัสการหลวงพ่อพุทธเมตตา พระประธานในพระเจดีย์พุทธคยา อันเปรียบเสมือนตัวแทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ บริเวณใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา อันเป็นสถานที่ประทับตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ อย่างสมบูรณ์แล้ว พิจารณาว่าสมควรแก่เวลา จึงขอจบพระมหานรินทร์ในอินเดีย ตอนที่ 3 ไว้ แต่เพียงเท่านี้

 

 

พบกับพระมหานรินทร์ ใน อินเดีย ตอนต่อไป

 

พระมหานรินทร์ นรินฺโท
วัดไทย ลาสเวกัส รัฐเนวาด้า สหรัฐอเมริกา
14
มกราคม  2553
9
:00 A.M. Pacific Time.

 

 

 

 

E-Mail ถึง บก.
peesang2003@hotmail.com

All Right Reserved @ 2003

alittlebuddha.com  วัดไทย ลาสเวกัส 2920 McLeod Dr. Las Vegas Nevada 89121 USA (702) 384-2264