พระธาตุมุเตา

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองหงสาวดี

 

 

ไปหงสาวดีแล้วไม่ไปไหว้พระธาตุมุเตาเขาก็ว่าไปไม่ถึงหงสาวดี ทั้งนี้ก็เพราะว่าพระธาตุแห่งนี้ตั้งอยู่กลางเมือง เป็นโบราณสถานศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เคารพนับถือทั้งของคนมอญและพม่ามานับพันปี ใครเกิดหงสาวดีแล้วไม่รู้จักพระเจดีย์มุเตาก็เหมือนไม่ได้เกิด หรือเกิดมาก็เสียชาติเกิด อะไรทำนองนั้น เพราะพระธาตุมุเตาเป็นพระเจดีย์ประจำบ้านเมืองของชาวมอญมาแต่โบราณนั่นเอง

อากาศที่เมืองหงสาวดีค่อนข้างร้อน แม้ว่าจะเป็นหน้าหนาว ปัญหาหนักหน่วงสำหรับนักท่องเที่ยวไทยก็คือ การเข้าไหว้พุทธสถานในพม่านั้น ต้องถอดรองเท้าทุกแห่ง ไม่เว้นว่าพ่อของท่านจะเป็นใคร รวมทั้งใครที่นุ่งสั้นไม่ว่าชายหรือหญิง ก็จะมีผ้าถุงไว้ให้สวมใส่ ทั้งนี้เพื่อเป็นการแสดงความเคารพสถานที่ และทีนี้ว่า พระธาตุแต่ละแห่งนั้นก็สร้างกันใหญ่โตรโหฐาน การไปเที่ยวพุทธสถานก็คือการแสวงบุญ และการจะแสวงหรือเอาบุญนั้นก็ต้องทำอะไรที่เป็นบุญ เช่นไหว้พระ ให้ทาน เป็นต้น สำหรับพระธาตุหรือพระเจดีย์แล้วยังมีกิจกรรมสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ เดินประทักษิณ หรือเวียนเทียน

"ร้อนหัวไม่เท่าร้อนเท้า" ใครไม่เคยไปพม่าคงไม่รู้จักภาษิตบทนี้ คิดดูสิ เดินเวียนเทียนรอบพระธาตุอันกว้างใหญ่ไพศาล ระยะทางก็น้องๆ 1 กิโลเมตร แถมยังเดินเท้าเปล่าบนกระเบื้องอันร้อนระอุ มันจะทรมานขนาดไหน ร้อนหัวยังพอเอามือหรือกระดาษอะไรปิดบังช่วยได้บ้าง แต่ร้อนเท้านั้นไม่รู้จะเอาอะไร เพราะเขาไม่ให้สวมถุงเท้าด้วย ไปพม่ากลับมาคราวนี้ตีน เอ๊ยขอประทานโทษ เท้าทั้งบวมทั้งแตก เพราะต้องถอดรองเท้าเดินเกือบ 99 เปอร์เซ็นต์ของรายการ ก่อนลงรถไก๊ด์ก็จะเตือนแล้วเตือนอีกว่า เพื่อเป็นการสะดวกต่อการเข้าสู่พุทธสถาน ให้ถอดรองเท้า รวมทั้งถุงเท้า ไอ้เราเป็นผู้ตามก็ต้องทำตาม ไม่งั้นก็จะเป็นการเสียมารยาท เหมือนในหนังสือเรื่อง อเมริกันอั๊กลี่ นั่นแหละ

แต่ก็น่าแปลกอีกนั่นแหละว่า พม่าห้ามเฉพาะสวมรองเท้าและถุงเท้าเข้าสู่เขตพุทธสถานเท่านั้น ส่วนว่าร่มเอย หมวกเอย กลับปล่อยให้สวมให้กางกันขวักไขว่ จะว่าพม่าให้ความสำคัญแก่หัวมากกว่าเท้าก็เป็นได้ แต่ถ้าเป็นเมืองไทยเราแล้ว การกางร่มและสวมหมวกเข้าสู่พระวิหารลานเจดีย์ถือว่าไม่สุภาพเช่นกัน

พระธาตุมุเตาภาษาพม่าท่านมีชื่อว่า ชเวมอดอว์ ชเวแปลว่าทองคำ มอดอว์แปลว่าจมูกร้อน ชเวมอดอว์ก็แปลว่าพระเจดีย์ทองจมูกร้อน เนื่องเพราะเป็นพระเจดีย์สูงที่สุดในพม่า เวลาแหงนหน้าดูในตอนบ่ายก็ทำให้จมูกร้อน ท่านว่างั้น ใครจะลองทำดูก็ไม่ห้าม ทีนี้ว่าคนไทยเราเรียกว่าพระธาตุมุเตาบ้าง พระเจดีย์มุเตาบ้าง เข้าใจว่าจะเรียกตามพงศาวดารมอญเล่มที่ชื่อว่าราชาธิราช เพราะในหนังสือเล่มนั้นท่านเรียกพระเจดีย์องค์นี้ว่า "พระมุเตา" ทั้งสิ้น

ประวัติการสร้างพระธาตุมุเตานั้นค่อนข้างเลือนลาง ต้องอ้างเอา "ตำนาน" มาบอกเล่าว่า สร้างมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล เพราะมอญเขาอ้างว่าได้พระเกศาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามา 2 พระองค์ (เส้น) แล้วได้สร้างพระมุเตาขึ้น บรรจุพระเกศาไว้ภายใน ดังนั้น เรื่องเวลาสร้างพระมุเตาจึงต้องย้อนกลับไปให้ทันพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่

 

พระธาตุมุเตาวัดปรมัยยิกาวาส อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

 

แรกนั้นท่านว่าพระมุเตาสร้างเป็นองค์เล็กๆ และเป็นศิลปะแบบมอญแท้ ใครไม่เคยเห็นพระมุเตาองค์เดิม ท่านว่าให้ไปดูที่วัดปรมัยยิกาวาส อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ตามรูปข้างต้นนี้ นั่นแหละคือพระเจดีย์ทรงมอญแท้ และเป็นพระมุเตาจำลองมาจากหงสาวดี ก่อนจะถูกพม่าแต่งเติมจนกลายเป็นพระเจดีย์ทรงมอญผสมพม่าดังที่เห็นในปัจจุบัน

ถ้าอ่านตามประวัติศาสตร์แล้วก็จะพบว่ามอญถูกพม่ารุกรานหลายรอบ แต่ละรอบก็หนีเข้ามาอาศัยอยู่เมืองไทยนับพันนับหมื่น อยู่แล้วก็ติดใจ เพราะอาหารไทยอร่อยกว่าอาหารพม่า จนปัจจุบันกลายพันธุ์เป็นไทยไปหมดแล้ว พระเจดีย์มุเตาแห่งเมืองหงสาวดีก็เช่นกัน ถูกกษัตริย์พม่าดัดแปลงจนกลายเป็นศิลปะแบบพม่าไปทั้งองค์ ส่วนพระเจดีย์มุเตาองค์จริงนั้น ชาวมอญเขาย้ายมาไว้ในเมืองไทยตั้งนานแล้ว อยู่ที่วัดปรมัยยิกาวาส นนทบุรี

วิวัฒนาการของพระมุเตานั้นก็เหมือนพระเจดีย์ดังๆ ทั่วไป คือมีการสร้างเสริมกันหลายรุ่น โดยพระมหากษัตริย์ของมอญและพม่า กระทั่งมีรูปร่างดังในปัจจุบัน ท่านวัดความสูงของพระมุเตาเอาไว้ว่า ประมาณ 374 ฟุต หรือราว 114 เมตร เป็นการต่อเติมขึ้นจากองค์เดิมที่ประมาณว่าสูงเพียง 70 ฟุตเท่านั้นเอง

วันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ.2460 (JULY 5, 1917) เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ส่งผลให้ปลียอดพระมุเตาหักลงมา ต้องใช้เวลาบูรณะอยู่หลายปี

วันที่คณะของเราไปถึงคือ 21 มกราคม 2554 เวลาบ่าย ก็พบว่าพระมุเตากำลังอยู่ในระหว่างซ่อมแซม มีการนำเอาสังกะสีมาบุรอบองค์พระธาตุ ทำให้เราได้เห็นพระมุเตาประหลาดกว่าพระมุเตาที่เคยเห็น

ปัจจุบันพระมุเตาเป็น 1 ใน 5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำประเทศพม่า แล้วถามว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 5 นั้นมีอะไรบ้าง คำตอบก็คือว่าได้แก่

1. มหาเจดีย์ชเวดากอง กรุงย่างกุ้ง
2. พระธาตุอินทร์แขวน ไจก์ทิโย เมืองไจก์โถ่ รัฐมอญ
3. พระมหามัยมุนี (พระพุทธรูป) เมืองมัณฑะเลย์
4. เจดีย์ชเวซิกอง เมืองพุกาม
5. เจดีย์ชเวมอดอร์ เมืองหงสาวดี

 

นี่ไง พระมุเตาถ้าปิดทองสมบูรณ์ก็จะเป็นเช่นนี้

สมเด็จฯกรมดำรงราชานุภาพ ทรงเล่าประวัติพระมุเตาเอาไว้ว่า เมื่อครั้งพุทธกาล วันหนึ่งพระพุทธองค์เสด็จประทับอยู่ ณ เขามัตหุละ ใกล้ลำน้ำยุนชะไลน์ (เห็นจะเป็นเมืองมอญ) มีชายพี่น้องสองคนชื่อมหาศาลคนหนึ่ง จุลศาลคนหนึ่ง เป็นชาวเมืองชองดู (Saungdu) อยู่ใกล้กับตำบลที่ตั้งเมืองหงสาวดีเมื่อภายหลัง พากันไปเฝ้าได้ฟังพระธรรมเทศนา เกิดเลื่อมใสถวายตัวเป็นอุบาสกในพระพุทธศาสนา สมเด็จพระมหากรุณาเจ้าจึงโปรดประทานพระเกศาแก่คนทั้งสองนั้นคนละเส้น ดำรัสให้เอาไปประดิษฐานไว้ ณ เขาทัศนะมยินศิลา เทพดาช่วยบันดาลให้คนทั้งสองค้นพบเขานั้น จึงก่อพระสถูปองค์หนึ่งสูง 50 ศอก ฐานวัดโดยรอบได้ 250 ศอก แล้วบรรจุพระเกศา 2 เส้นไว้ในพระสถูปนั้น ต่อมาเมื่อล่วงพุทธกาลแล้ว พระเจ้าอโศกมหาราชก็ได้ทรงปฏิสังขรณ์พระสถูปนั้นด้วย

ครั้นเมื่อเจ้าสามลกับเจ้าวิมลตั้งเมืองหงสาวดีเมื่อ พ.ศ.1116 จึงสถาปนาพระมุเตาให้เป็นมหาเจดีย์สำหรับเมืองหงสาวดีต่อมา แต่ในตำนานไม่มีพรรณนาว่าพระเจ้าแผ่นดินภายหลังองค์ไหนได้ทรงปฏิสังขรณ์พระมุเตาอย่างไรอีกบ้าง มีแต่ในหนังสือราชาธิราชว่า พระเจ้าธรรมเจดีย์ให้ก่อเสริมพระมุเตาขึ้นไปจนสูงได้ 25 วา และมีในพงศาวดารเมืองพม่าอีกแห่งหนึ่งว่า พระเจ้าปะดุงในราชวงศ์อลองพญา ซึ่งเสวยราชย์ในระหว่าง พ.ศ.2325 จน พ.ศ.2362 (ตรงกับต้นรัตนโกสินทร์) ได้ทรงปฏิสังขรณ์เสริมพระมุเตาให้สูงขึ้นเป็น 49 วา 1 ศอก 1 คืบ (324 ฟุต) ขยายฐานเป็นด้านละ 24 วา 1 ศอก 1 คืบ (160 ฟุต) จึงสันนิษฐานว่า พระมุเตานี้คงเป็นพระเจดีย์องค์หนึ่งซึ่งมีมาแต่ก่อนเก่า ไม่มีใครรู้ว่าใครสร้างไว้แต่เมื่อไร เห็นจะสถาปนาเป็นพระมหาธาตุสำหรับเมืองหงสาวดีในสมัยเมื่อพระยาอู่ (พระชนกของพระเจ้าราชาธิราช) ตั้งเมืองหงสาวดีเป็นราชธานีของรามัญประเทศ แต่ราว พ.ศ.1912 เป็นต้นมา

นั่นคือประวัติพระมุเตาองค์เก่านะท่าน ปัจจุบันก็ดังที่ทราบ หลังจากแผ่นดินไหวใหญ่ในปี พ.ศ.2473 แล้ว พระมุเตาและวัดทั้งหมดก็ได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ จนมีสภาพดังที่เห็นในปัจจุบัน

 

ท่านผู้อ่านลองเทียบดูกับพระมุเตาที่วัดปรมัยยิกาวาส จะเห็นว่าแตกต่างกันมาก

พระมุเตาปัจจุบันเป็นพระเจดีย์ทรงระฆังคว่ำ บุด้วยแผ่นทอง ซึ่งน่าจะเป็นทองที่เรียกตามภาษาเมืองเหนือว่า ทองจังโก๋ แบบที่ปิดพระธาตุดอยสุเทพหรือพระธาตุหริภุญไชย เป็นต้น ส่วนยอดนั้นท่านว่าประดับด้วยทองคำจริงๆ รวมทั้งเพชรนิลจินดาต่างๆ อีกจำนวนมหาศาลด้วย

 

พระมุเตาตั้งอยู่กลางเมืองหงสาวดี
เหมือนพระปฐมเจดีย์ตั้งอยู่กลางเมืองนครปฐม

 

สิงห์หน้าวัดพระธาตุมุเตา สูงนับสิบเมตร

 

พระอุปคุตในปากสิงห์หน้าวัดพระธาตุมุเตา องค์ซ้ายมือ
(ขอรับรองว่า ถ้าไม่ไปพม่ากับพระมหานรินทร์แล้ว ไม่มีทางได้เห็น)

 

องค์นี้อยู่ปากสิงห์ตัวขวามือ

 

พระธาตุมุเตาถ่ายจากมุมประตูใหญ่ด้านหน้า

 

นั่นไง เพิ่งบูรณะไปได้ครึ่งหนึ่ง

 

ซุ้มปราสาทหน้าพระเจดีย์มุเตา

 

รอบๆ มีการสร้างพระเจดีย์ราย ทำนองเป็นเจดีย์บริวารของพระมุเตา

 

พระมุเตาและปราสาท

 

สิงห์วัดพระธาตุมุเตา (หน้าปราสาท)

 

พระพุทธรูปในปราสาทวัดพระธาตุมุเตา

 

ถ่ายลายไม้แกะสลักด้านบนด้วย

 

เทวดากั้นฉัตรถวายพระพุทธรูป

 

พระอุปคุตวัดพระธาตุมุเตา

 

องค์นี้องค์เล็ก นั่งอยู่ในหอตรงกลาง

 

ถ่ายจากด้านข้าง

 

พระพุทธรูปปางต่างๆ ในพิพิธภัณฑ์วัดพระธาตุมุเตา

 

ฉัตรแบบพม่า

 

องค์นี้ประหลาด นอกจากจะอุ้มบาตรแล้ว ยังมีพระอุ้มบาตรรอบอาสนะอีกด้วย

 

องค์นี้น่าจะเป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดพระธาตุมุเตา

 

เขาทำบันไดไต่ขึ้นไปบูรณะพระธาตุมุเตาเห็นเป็นทางอยู่ตรงกลาง

 

ลานพระธาตุมุเตา

 

อีกด้านหนึ่ง

 

มุมกว้างอีกด้านหนึ่งซึ่งสำคัญนัก

 

ท่านผู้อ่านมองด้านล่างจะเห็นยอดพระเจดีย์มุเตาหักลงมากองอยู่ที่ข้างพระธาตุ

 

แดดจ้าเหลือเกิน ขนาดหน้าหนาวนะ มิน่าท่านจึงเรียกว่าพระเจดีย์จมูกร้อน

 

มุมนี้ถือเป็นไฮไลท์ของพระธาตุมุเตาทีเดียว

 

ยอดพระธาตุมุเตา

สมเด็จฯ กรมดำรงราชานุภาพบันทึกไว้ว่า วันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2473 เวลา 20.00 น. เศษ (2 ทุ่ม โดยประมาณ) เกิดแผ่นดินอย่างแรงขึ้นในเขตประเทศพม่า มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองหงสาวดี แรงสั่นสะเทือนกินวงกว้างมาจนถึงประเทศไทย ส่งผลให้วัดพระธาตุมุเตาซึ่งอยู่กลางเมืองหงสาวดีนั้นวิบัติ องค์พระธาตุหักโค่นลงมา บรรดาสิ่งปลูกสร้างในวัดก็พังทลายย่อยยับ แต่ไม่มีบันทึกการเสียชีวิตของผู้คนในคราวนั้น

 

ดูใกล้ๆ

 

เห็นอะไรหรือเปล่า ?

 

คือว่าชาวพม่าเขานิยมเอาธูปไปเสียบไว้ตามร่องอิฐ ไม่รู้ว่าทำไม หรือจะอธิษฐานบนบานตามธรรมเนียมนิยม

 

ประวัติบอกว่า ยอดพระธาตุหักโค่นลงมาเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ.2460
แต่ตามหนังสือเที่ยวพม่าของสมเด็จฯกรมดำรงราชานุภาพ ระบุว่าเป็นเดือน พฤษภาคม พ.ศ.2473

 

วิหารหลังซ้ายมือดูเหมือนจะเก่ามาก

 

ไกลออกมา

 

ภาพจากใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์

 

พระศรีมหาโพธิ์ที่วัดพระธาตุมุเตา

 

ถ่ายเต็มองค์

 

จากข้างศาลา

 

ดำ-ภิกษุณีมอญ ชมพู-แม่ชีมอญ

 

น้ำดื่มสาธารณะวัดพระธาตุมุเตา

 

ลองเปิดดู อืม..มีน้ำเต็มเลย

 

หงส์เมืองหงสาวดี

 

มีกี่ตัวเอ่ย ?

ตามประวัตินั้น เมืองหงสาวดีเริ่มที่มีหงส์ไปจับขอนไม้อยู่ชายทะเล จึงเรียกชื่อว่าเมืองหงส์ ผู้เขียนถามไก๊ด์ว่า ไม่ทราบว่ามีเสาหลักเมืองและมีหงส์จับอยู่ตรงที่เป็นจุดเริ่มสร้างเมืองหรือเปล่า ไก๊ด์บอกว่ามี แต่ไม่มีรายการเที่ยว ก็เลยอดชมหงส์ที่ว่านั้น แต่ไม่เป็นไร ไม่ได้เห็นหงส์ที่ปากอ่าว ก็ชมหงส์วัดพระมุเตาไปก่อนก็แล้วกัน ไหนๆ ก็เป็นหงส์เมืองหงสาเหมือนกันแหละน่า

ท่านผู้อ่านลองมองดูนะ หงส์นั้นจับกันอยู่ 2 ตัว แว่วๆ ได้ฟังมาว่า ตัวข้างบนนั้นเพศเมีย ส่วนตัวข้างล้างนั้นเพศผู้ ผิดถูกยังไงก็ไม่ยืนยัน

 

พระธาตุมุเตาและเสาหงส์

 

ยอดปราสาทหน้าพระธาตุมุเตา ดูศิลปะพม่าว่าเหมือนของไทยเราไหม

 

หลังนี้แหละ

 

ชาวมอญขึ้นมาไหว้พระธาตุมุเตา

 

ขนมมอญ มีขายที่วัดพระธาตุมุเตา

 

ถั่วลิสง งาตัด น่าจะคล้ายกับกระยาสารท

 

บุเรงนองในวัยเยาว์ หัดตีกลองเพลให้คล่อง ก่อนจะลั่นกลองรบ

 

 

คณะของเราใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง ก็เดินเวียนเทียนรอบพระมุเตาสำเร็จเรียบร้อย จึงได้เวลาเดินทางไปนมัสการพระธาตุอินแขวน อันเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก และเราจะต้องไปนอนพักกันที่นั่น ดังนั้นก็ต้องกราบลาพระมุเตาไว้แต่เพียงเท่านี้

 


พระมหานรินทร์ นรินฺโท
วัดไทย ลาสเวกัส รัฐเนวาด้า สหรัฐอเมริกา
17
  กุมภาพันธ์  2553
9
:00 P.M. Pacific Time.

 

 

 

 

 

 

 

E-Mail ถึง บก.
peesang2003@hotmail.com

All Right Reserved @ 2003

alittlebuddha.com  วัดไทย ลาสเวกัส 2920 McLeod Dr. Las Vegas Nevada 89121 USA (702) 384-2264