ไม่ได้เจตนา !

 

 

มหาเถร-สำนักพุทธฯ อุ้มพระครูเล็กสุดๆ

 

เผยผลสอบคลิปเสียงพระครูเล็ก

 

ผิดเล็กน้อย เรียบร้อยทุกอย่าง

 

 

 

 

 

 

 

ของจริง !

 

 

เสียงจริง ของพระครูเล็กจริง และไม่ผิดจริงๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อา..ปัจจุบันวันนี้ ใครไม่มีเส้นระดับ "พระครูเล็ก" ก็คงจะอยู่ลำบากในวงการสงฆ์ไทย ขนาดว่าพระสังฆาธิการกาฬสินธุ์ประท้วง "ลาออกทั้งจังหวัด" ยังเอาไม่อยู่ สู้พระครูเล็กไม่ได้ และไม่แน่เช่นกันว่า มาตรว่าพระสงฆ์ไทย "ทั้งประเทศ" จะลาออก เพื่อประท้วงคำสั่งตั้งพระครูเล็ก ก็คงไม่มีใครแยแส ก็คนมีอำนาจเขาจะเอา "พระครูเล็ก" เพียงคนเดียว คนอื่นจะเป็นจะตายก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ชั่งน่าอิจฉาพระครูเล็กเสียงจริง ชาติก่อนทำบุญด้วยอะไร ชาตินี้ทำไมโชคดีอย่างนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

หลักฐานชิ้นแรกที่พระครูเล็กได้กระทำไปก็คือ เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2564 เวลา 15.30 น. พระครูเล็ก ได้เข้ากราบ พระเทพมงคลมุนี หรือหลวงปู่หา เจ้าอาวาสวัดป่าสักกาวันภูกุ้มข้าว อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ โดยพระครูเล็กได้กราบเรียนว่า "ตนเองได้รับพระบรมราชโองการจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ให้มาดำรงตำแหน่งบริหารคณะสงฆ์สายป่าที่กาฬสินธุ์" นั่นเป็นวีรกรรมครั้งที่ 1

 

 

ต่อมา วันที่ 25 พฤศจิกายน 2564 ก็มีคลิปเสียงปริศนากาฬสินธุ์ เป็นบทสนทนาทางโทรศัพท์กับพระอีกรูปหนึ่ง เผยเบื้องหน้าเบื้องหลังของคำสั่ง "ตั้งพระครูเล็กเป็นเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์" อย่างที่เรียกว่า แจ่มแจ้งแดงแจ๋ ไม่มีอะไรให้สงสัยอีกต่อไป เหลือแต่เพียงการตัดสินว่า "ใช่" หรือ "ไม่ใช่" เท่านั้น เพราะเสียงนั้น ฟังยังไงก็ต้องใช่ "เสียงพระครูเล็ก" คนเดียวในโลก ไม่ว่าจะเอาหูซ้าย หูขวา หูหน้า หูหลัง หรือฟังกันทั้งประเทศไทย ก็ไม่มีใครจะหูฝาดขนาดจะเชื่อว่า ไม่ใช่เสียงของพระครูเล็ก ! โลกใบนี้ไม่ได้ตลกถึงขนาดนั้น

 

 

ดังนั้น ครั้นได้รับคำร้องเรียนจาก มหานิยม เวชกามา ส.ส.กาฬสินธุ์ ขอให้ท่านนายกรัฐมนตรี ดำเนินการสอบสอบในกรณีดังกล่าว จึงเกิดกระบวนการ "หาทางลง" ให้พระครูเล็ก โดยมีพยานหลักฐานปรากฏอยู่ในหนังสือของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติฉบับวันนี้นี่เอง

 

 

กระบวนการ "อุ้มพระครูเล็ก" โดยสำนักนายกรัฐมนตรีและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาตินั้น ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า

 

 

 

"สรุปความว่า เสียงในคลิปดังกล่าว เป็นเสียงของพระครูสุทธิญาณโสภณจริง"

 

 

 

ซึ่งตรงนี้ ตรงที่ "ได้ความจริง" ว่าเป็นเสียงของพระครูเล็กแล้วนั้น ก็จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณา "ความผิด-ความถูก" ซึ่งถ้าผิดก็ต้องลงโทษ ถ้าถูกก็ต้องปูนบำเหน็จ ตามหลักการปกครองที่เรียกว่ารัฐประศาสนศาสตร์ ยิ่งศาสตร์ของพระราชาในสมัยนี้ยิ่งมีความฉับไว ปุ๊ปปั๊ปได้เป็นชั้นเทพชั้นพรหมในราชกิจจานุเบกษาแล้ว กลับกันก็อาจติดคุกติดตะรางในพริบตาเช่นกัน ถึงกับมีคำกล่าวว่า "สิบเจ้าคุณโผมหาเถรสมาคม ก็สู้หนึ่งราชกิจจานุเบกษาไม่ได้"

 

 

และก็แน่นอนเช่นเดียวกันว่า ไม่ว่าใครได้ยินได้ฟัง "เสียงพระครูเล็ก" ในคลิปปริศนากาฬสินธุ์ ก็ย่อมจะมองว่า "ต้องหาคนผิด" มาลงโทษให้ได้ ในหลายข้อหา อาทิเช่น

 

 

1. คนพูด ที่บังอาจพูดพาดพิงเบื้องสูง ถือว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างร้ายแรง

 

2. คนปล่อยคลิป ถือว่ามีเจตนาจะทำให้การบริหารการปกครองคณะสงฆ์ต้องเกิดปัญหา

 

3. การพิจารณาต้องคำนึงถึง เพศ ภาวะ สถานะ ของผู้พูดด้วย

 

 

 

 

 

 

 

คบพระครูเล็กสร้างบ้าน คบหัวล้านสร้างเมือง

 

 

 

 

ในข้อ 3 นี้ ชี้ให้เห็นว่า เมื่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ข้อเท็จจริงว่า "เป็นเสียงของพระครูเล็กจริง" ก็ต้องพิจารณาต่อไปว่า "พระครูเล็กเป็นใคร" ก็จะได้คำตอบว่า "พระครูเล็กตอนที่พูดนั้น ท่านมีตำแหน่งเป็นเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์" จะโดยได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ตามที่อ้างหรือไม่ก็ไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่ "ตำแหน่ง" เท่านั้น

 

 

แน่นอนว่า ตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์นั้น ถือได้ว่าเป็นตำแหน่งระดับสูง ของการบริหารคณะสงฆ์ไทย เพราะต้องบริหารปกครองคณะสงฆ์ทั้งจังหวัด มีอำนาจหน้าที่สูงกว่าเจ้าอาวาส เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ และรองเจ้าคณะจังหวัด ในเขตกาฬสินธุ์ ทั้งสิ้นทั้งปวง เป็นหนึ่งใน 77 เจ้าคณะจังหวัดของประเทศไทย

 

 

แน่นอนด้วยว่า พระครูเล็ก มิใช่เณรหัวขี้กลาก ที่จะนึกสนุกพูดจาเล่นหัวกับเพื่อนฝูง โดยการยกเอาผู้หลักผู้ใหญ่ไปจนถึงเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน มาคุยอย่างเมามันกับเพื่อนฝูงผ่านโทรศัพท์ ถ้าพระผู้ใหญ่ระดับเจ้าคณะจังหวัดทั่วประเทศไทยมีพฤติกรรมเยี่ยงนี้ คณะสงฆ์ไทยจะมิบัลลัยกันไปทั้งประเทศหรือ ?

 

 

นี่คือสิ่งที่สำนักนายกรัฐมนตรีและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ต้องตะหนักให้จงหนัก !

 

 

 

แต่ผลของการสอบสวนของสำนักนายกฯและสำนักพุทธฯ ที่ประกาศออกมาก็คือว่า

 

"พระครูเล็ก ไม่ได้มีเจตนาจะว่าร้ายให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เป็นการสนทนาอย่างคนคุ้นเคยกัน เจ้าคณะภาค 9 (ธ) จึงได้พิจารณาว่ากล่าวตักเตือนให้ระมัดระวังในคำพูด เพราะจะนำมาซึ่งความเสียหายต่อคณะสงฆ์และการพระศาสนา"

สั้นๆ ง่ายๆ แต่ความหมายเยอะมาก

 

 

 

1. ไม่เจตนา แปลว่าไม่ได้ตั้งใจ คนระดับนี้ไม่มีเจตนา แต่ปากเปราะเราะร้าย ขึ้นมึงขึ้นกูกับเพื่อนๆ ฝูงๆ ส่อให้เห็นว่า ภายในผ้าเหลืองของพระครูเล็ก เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์นั้น มีคุณธรรมภายในเช่นไร อากัปกริยาน่าเลื่อมใสศรัทธาหรือไม่ ต่อหน้าสาธารณะชนนั้นก็ทำตัวเป็นผู้ดิบผู้ดี เอื่อยเอื้อนถ้อยคำหวานหูกับผู้คน พอได้จับโทรศัพท์กับเพื่อนฝูงแล้ว ทั้งมึงทั้งกูบู้ล้างผลาญ มาครบจบกระบวนความ นี่จึงเป็นมาตรฐานแรกในการสอบสวนของสำนักนายกรัฐมนตรีและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ อันรวมทั้งสำนักงานเจ้าคณะภาค 9 ธรรมยุต อีกด้วย ว่าได้วางคุณสมบัติของเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ไว้ในระดับใด พูดตามประสาวัยรุ่นก็คงจะต้องแยกเป็น "ผู้ดี" หรือ "ผู้เลว"

 

 

 

2. การอ้างว่า "ไม่มีเจตนา" นั้น ฟังได้ในระดับหนึ่ง แต่สิ่งซึ่งต้องพิจารณาเหนือกว่านั้นก็คือ "ความเสียหายจากการกระทำ" ซึ่งแม้ว่าพระครูเล็กจะอ้างว่าทำไปโดยไม่ได้เจตนา แต่ถ้าเกิดผลเสียหายต่อการพระศาสนามากมาย ก็ต้องนำเอา "ความเสียหาย" มาพิจารณาร่วม จะอ้างเพียงไม่ได้เจตนานั้น ถือว่าผู้พิจารณาขาดวิจารณญาณอย่างไม่ควรให้อภัย

 

 

ความเสียหายที่เกิดจากการพูดเล่นหัว "โดยไม่ได้เจตนา" ของพระครูเล็ก ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2564 ก็บานปลายมาจนถึงวันนี้ วันที่ 1 มีนาคม 2565 นานเกินกว่า 3 เดือนแล้ว ที่กิจการพระศาสนาในจังหวัดกาฬสินธุ์ "เป็นอัมพาต" พระครูเล็กไม่สามารถเข้าไปดำเนินการบริหารปกครองตามที่ได้รับการแต่งตั้งจากมหาเถรสมาคมได้ ซึ่งต้องระบุถึงอุปสรรคอย่างชัดเจนว่า "คลิปเสียงพระครูเล็ก" นั่นเอง ที่เป็นปัญหาใหญ่ ดังนั้น เมื่อคลิปเสียงของพระครูเล็กเป็นปัญหาใหญ่ แม้ว่าจะมิได้เจตนา แต่ความเสียหายมันมากมายเช่นนี้ จะปล่อยไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้อย่างไร ?

 

 

 

3. ความเสียหายต่อคณะสงฆ์และการพระศาสนา สองคำนี้ถือว่ามีความหมายอย่างยิ่ง และก็เป็นสิ่งที่เรียกว่า สำนักนายกรัฐมนตรีก็ดี สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติก็ดี มหาเถรสมาคมก็ดี รวมทั้งสำนักงานเจ้าคณะภาค 9 (ธรรมยุต) ก็ดี ต่างก็ทราบดีถึงความหมายของถ้อยคำทั้งสอง จึงนำมาประกอบไว้ในท้ายสำนวนสอบสวนข้างต้น

 

 

แต่ที่แปลกก็คือว่า การวางน้ำหนักของ "ความเสียหายต่อคณะสงฆ์และการพระศาสนา" ซึ่งน่าจะนำมาวางเป็นเบื้องต้นของการพิจารณา แต่กลับปรากฏว่า ผู้ที่เกี่ยวข้อง กลับนำเอาสองคำดังกล่าวมาวางไว้ "หลังสุด" คือว่าให้น้ำหนักคณะสงฆ์และการพระศาสนา "น้อยกว่า" ตัวของพระครูเล็ก เห็นพระครูเล็กสำคัญกว่าคณะสงฆ์และการพระศาสนา จึงพิพากษาให้ผิดเพียงเล็กน้อย โดยให้เจ้าคณะภาค 9 ไปพิจารณาว่ากล่าวตักเตือน เป็นการภายใน แบบว่ากลัวพระครูเล็กเสียหน้า ขณะที่กิจการพระศาสนาเสียหายย่อยยับไปทั่วโลก กลับไม่มีใครรับผิดชอบเลย

 

 

4. การที่เห็นตัวบุคคลของพระครูเล็กมีความสำคัญกว่ากิจการพระศาสนา ถือว่าเป็นการวางนโยบายที่ผิดพลาดของสำนักนายกรัฐมนตรีและมหาเถรสมาคม ซึ่งความเป็นจริงแล้ว ในกรณีนี้ เมื่อมีประจักษ์พยานหลักฐานการทำความผิดชัดเจน และเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับการบริหารการปกครองคณะสงฆ์ของมหาเถรสมาคม ซึ่งยืดเยื้อมานานข้ามเดือนข้ามปี น่าที่สำนักนายกรัฐมนตรีและมหาเถรสมาคม จะได้ใช้โอกาสที่พระครูเล็กกระทำผิดด้วยตนเองครั้งนี้ สั่งเปลี่ยนตัวผู้บริหารคือเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์เสียใหม่ ถือว่าเป็นการลงโทษพระครูเล็กโดยความผิดของพระครูเล็กเอง ก็จะเหมาะสมสวยงาม ส่วนรัฐบาลและมหาเถรสมาคมก็ลอยตัวไปไม่เกี่ยวข้อง

 

 

แต่เมื่อรัฐบาลและมหาเถรสมาคม ตัดสินใจ "อุ้มพระครูเล็ก" โดยวินิจฉัยว่าผิดเพียงเล็กน้อยดังกล่าว ปัญหาเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งน่าจะมีช่องทางออกอย่างง่ายดายไปแล้วนั้น ก็หวนกลับมาสู่ประเด็นเก่าๆ เดิมๆ คือการต่อสู้ระหว่างคณะสงฆ์กาฬสินธุ์กับผู้บริหารคณะสงฆ์ในส่วนกลาง ไล่ตั้งแต่มหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ รวมทั้งรัฐบาลไทยด้วย

 

 

ก็วินิจฉัยและแก้ปัญหากันอย่างโง่ๆ แบบนี้ไง การคณะสงฆ์และการพระศาสนาของประเทศไทย มันจึงไปไม่ถึงไหน น่าจะไปได้ตั้งไกล ก็วนเวียนกลับมาแก้ปัญหาเก่าซ้ำๆ ซากๆ มีโอกาสครั้งแล้วครั้งเล่า แต่คนมันโง่ ผู้นำมันโง่ มันจึงมองเห็นตัวเองสำคัญกว่าประเทศชาติบ้านเมือง เห็นเพื่อนฝูงพวกพ้องสำคัญกว่ากิจการบ้านเมืองและพระศาสนา

 

 

 

ไม่รู้จะสมน้ำหน้าใคร ระหว่างพระครูเล็กกับบิ๊กตู่ !

 

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 2 มีนาคม 2565

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264