ถ้าพระอานนท์ท่านรู้..

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

พระอานนท์ พุทธอนุชา เป็นทั้งพระสหาย เพราะเกิดวันเดือนปีเดียวกันกับพระพุทธองค์ เรียกว่าเป็นสหชาติ เมื่อออกบวชแล้ว ได้ปวารณาตัวลงรับใช้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในฐานะ "พระอาจารย์" ท่านได้ทูลขอพร 8 ประการ ซึ่งนอกจากจะไม่ได้สร้างความอุดมสมบูรณ์พูนสุขให้แก่ตัวท่านเองแล้ว แต่พรเหล่านั้น กลับสร้างคุณูปการอย่างใหญ่หลวงให้แก่โลก พระโบราณาจารย์ถึงกับกล่าวว่า ถ้าหากขาดพระอานนท์ไปเสียองค์หนึ่ง การสังคายนาครั้งที่ 1 ในโลกใบนี้ก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ นั่นหมายถึงว่า พระพุทธศาสนาก็จะไม่เป็นปึกแผ่น จะแตกกระจายหายไป เพราะไม่มีอะไรร้อยรัดไว้ให้เป็นหนึ่งเดียว

 

 

ในตอนเข้าสู่มหาปรินิพพานขององค์สมเด็จพระบรมศาสดา ณ ควงนางรังทั้งคู่ ริมฝั่งแม่น้ำหิรัญนที แห่งพระนครกุสินารานั้น มหาปรินิพพานสูตรบันทึกไว้ว่า ท่านพระอานนท์ซึ่งเวลานั้นเป็นเพียงพระโสดาบัน ไม่อาจทนเห็นความพลัดพรากจากพระบรมศาสดาได้ จึงได้ปลีกตัวออกไปไกล ยืนเหนี่ยวคันทวยพระวิหาร..ร้องไห้ สะอึกสะอื้นอยู่

 

 

 

นั่นเป็นฉากสำคัญที่สุดฉากหนึ่งในพุทธประวัติ

 

 

 

 

และท่านพระอานนท์ก็เป็นผู้นำเอา "พระดำรัส" ของพระบรมศาสดา มาบอกแก่บรรดาพระอรหันต์ที่เข้าประชุมทำสังคายนาครั้งที่  1 ว่า พระพุทธองค์มิได้ทรงตั้งผู้ใดให้เป็นพระศาสดาแทน หากแต่ทรงโปรดให้นำเอา "พระธรรมและวินัย" มาเป็นพระศาสดาแทนพระพุทธองค์

 

 

แม้แต่พระอานนท์ก็มิได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสังฆราช แต่หากว่าพระอานนท์จะตู่ คือสมอ้างเอาว่า "พระพุทธเจ้าตั้งให้ข้าพเจ้าเป็นพระศาสดาแทนพระองค์" ก็คงไม่มีใครขัดแย้ง รังแต่จะแย่งกันเป็นเลขา

 

 

แต่ท่านพระอานนท์มีความซื่อสัตย์ ซื่อตรง ทั้งต่อหน้าและลับหลัง จึงมิกระทำสิ่งที่มิใช่หลักการที่ถูกต้อง

 

 

บทบาทของท่านพระอานนท์ ส่งผลให้พระพุทธศาสนายืนยงคงมั่นมาถึงปัจจุบัน นับได้ถึง 2564 ปีแล้ว นับแต่พุทธปรินิพพาน

 

 

และนั่นเป็นเหตุการณ์ที่บันทึกไว้ "ท้ายสุด" ในพระชนม์ชีพ ขององค์สมเด็จพระโคดมพุทธเจ้า พระบรมศาสดาในพระพุทธศาสนา

 

 

 

 

 

 

 

 

กาเหว่าที่บางลำพู

 

 

 

 

ผ่านไปได้ 2517 ปี มีเด็กชาวเนปาลคนหนึ่ง อ้างตัวเองว่ามีเชื้อสายศากยะวงศ์ในวงศ์ของพระอานนท์ ได้ติดตามสมเด็จพระญาณสังวร เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุติกนิกาย เข้ามาอาศัยในชายคาวัดบวรนิเวศวิหาร และได้รับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุในปี พ.ศ.2523 โดยสมเด็จพระญาณสังวร ซึ่งต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช เป็นพระอุปัชฌาย์ เด็กชาวเนปาลคนนั้นมีนามว่า อนิลมาน

 

 

ด้วยอาศัยการโฆษณาว่า "เป็นศากยะวงศ์เชื้อสายท่านพระอานนท์ที่ยังคงหลงเหลืออยู่เพียงกลุ่มเดียวในโลก" ทำให้ชาวพุทธไทยต่างเลื่อมใส และให้การสนับสนุน "เชื้อสายพระอานนท์" เสมือนหนึ่งเป็นญาติของคนไทยเอง โดยไม่มีใครระแวงสงสัยอะไร อนิลมานอยากเรียนด๊อกเตอร์ ขอทุนไปเรียนถึงประเทศอังกฤษ (ล้ำหน้าพระไทย) ราชสำนักไทยก็มอบทุนให้ กลับมาก็มีตำแหน่ง "ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร พระอารามหลวง" ให้เป็นหลักเป็นฐาน และมีงานในมหามกุฎราชวิทยาลัยในตำแหน่ง "รองอธิการบดี" มอบให้แก่ด๊อกเตอร์พระอนิลมาน จากนั้นไม่นาน ในงานทำบุญครบ 100 ปี สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ก็มีประกาศ "ตั้งพระอนิลมานเป็นเจ้าคุณพระศากวงศ์วิสุทธิ์" เป็นกรณีพิเศษ ก็ไม่มีใครติดใจอะไรเช่นกัน เพราะมองว่าการยกย่องเชิดชูเชื้อสายศากยะของพระอานนท์ ซึ่งมีคุณูปการต่อชาวพุทธทั่วโลกนั้น ถือว่าสมควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง

 

 

 

 

 

 

 

รู้ไม่จริง

 

 

ที่คุณนายสุจินต์ระบุว่า พระอานนท์ท่านมิได้จบด๊อกเตอร์

 

ดังนั้น พระไทยจำเป็นอะไรต้องเรียนจบด๊อกเตอร์

 

เธอหารู้ไม่ว่า เชื้อสายพระอานนท์ ได้ทุนหลวงจนเรียนจบด๊อกเตอร์

 

 

 

 

 

แต่ต่อมา ในปี พ.ศ.2558 ก็มีข่าวว่า พระอนิลมาน ได้ขอโอนเปลี่ยนสัญชาติเป็นไทย และได้รับการประกาศให้เป็นคนไทย แสดงว่าพระอนิลมานคงไม่กลับเนปาลแล้ว คงคิดจะยึดเมืองไทยเป็นเรือนตาย เพราะอยู่แล้วสุขสบายกว่าเนปาล จะกลับเนปาลทำไมให้ลำบาก ถ้าอนิลมานสึกก็คงหาลูกหาเมียแพร่เชื้อสายศากยะอยู่แถวๆ บางลำพูนั่นแหละ และที่อ้างว่าเป็นเชื้อชาติศากยะก็เพื่อเอาตัวเองรอดเท่านั้น มิได้คิดจะกลับบ้านไปช่วยเหลือญาติพี่น้องที่ยังทุกข์ยากลำบากอยู่แต่อย่างใด

 

 

และต่อมา ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2563 ก็มีประกาศราชกิจจานุเบกษา เลื่อนสมณศักดิ์พระอนิลมาน จากเจ้าคุณชั้นสามัญ ข้ามขึ้นไป 2 ชั้น เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ในราชทินนาม "พระเทพศากยวงศ์บัณฑิต" ก็ไม่มีใครติดใจ เพราะการพระราชทานสมณศักดิ์นั้น ถือว่าเป็นการถวายเกียรติ ตามคตินิยมของราชสำนักไทยซึ่งได้มาแต่ศรีลังกา

 

 

ทั้งนี้ มีตำนานว่า เมื่อพระสงฆ์ไทยไปบวชเรียนที่ศรีลังกาจะกลับมานั้น พระเจ้ากรุงศรีลังกาเห็นว่าเป็นพระต่างประเทศจะลาไปไกล จึงทรงถวายผ้าไตรจีวรและอัฐบริขารมากมาย แต่สุดท้ายก็ทรงเห็นว่า ข้าวของเหล่านี้ ไม่นานก็จะสูญสลาย สิ่งที่ถวายก็ไม่คงทน ดังนั้น ถวายอะไรจึงจะทนนาน สุดท้ายจึงทรงได้รับคำแนะนำจากราชบัณฑิตว่า ควรจะถวาย "สมณศักดิ์" ในราชทินนามใหม่ เพราะราชทินนามนั้นจะติดตัวพระคุณเจ้ารูปนั้นไปตราบนานเท่านาน

 

 

และนั่นจึงเป็นปฐมกำเนิดของ "สมณศักดิ์" ซึ่งพระสงฆ์ไทยก็รับรู้และเข้าใจว่า พระมหากษัตริย์ไทย ย่อมทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการพระราชทานสมณศักดิ์ให้แก่พระภิกษุสงฆ์ในบวรพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นพระไทยหรือพระต่างประเทศ ดังที่พระมหากษัตริย์แห่งศรีลังกาทรงปฏิบัติมา

 

 

อีกอย่าง ในการสถาปนาสมณศักดิ์ในกรุงรัตนโกสินทร์นี้ ก็มีการถวายสมณศักดิ์ให้แก่พระสงฆ์ต่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง การที่พระอนิลมานได้เป็นพระราชาคณะคือพระเจ้าคุณ จึงถือว่าไม่แปลก

 

 

แต่เมื่อมีพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมา หนึ่งในนั้น ปรากฏชื่อของ "พระเทพศากยวงศ์บัณฑิต-อนิลมาน ธมฺมสากิโย" พระไทยแปลงสัญชาติ จากเชื้อสายศากยวงศ์ของท่านพระอานนท์ ได้รับแต่งตั้งเป็น "เจ้าคณะภาค 6-7" ปกครองคณะสงฆ์ในหนเหนือด้วย

 

 

เมื่อนั้น สายตาของพระสงฆ์องค์เณรทั่วไทยและทั่วโลก ต่างหันไปมองพระบัญชาดังกล่าว เกิดเป็นเสียงอื้ออึงขึ้นว่า "โอ..เดี๋ยวนี้ประเทศไทย คณะสงฆ์ไทย สิ้นไร้ไม้ตอก หมดหน่อเนื้อเชื้อไข ถึงกับต้องไปเอาแขกต่างด้าวท้าวต่างแดนมาปกครองแล้วหรือ กรุงศรีอยุธยาสิ้นคนดีแล้วหรือ" พร้อมกับตั้งคำถามต่อพระอนิลมานว่า "มีความเหมาะสมหรือไม่เพียงใด ต่อการเข้ามาดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 6-7 ในคณะสงฆ์ไทย" เพราะตำแหน่งเจ้าคณะภาคนั้น เป็นตำแหน่งทางการปกครองพระสงฆ์ในท้องถิ่น มิใช่การมีสมณศักดิ์ลอยๆ

 

 

ขอย้ำว่า ตำแหน่งเจ้าคณะภาคนั้น เป็นพระสังฆาธิการ ซึ่งจะต้องใช้อำนาจตาม พรบ.คณะสงฆ์ ในการบริหารปกครองคณะสงฆ์ หมายความว่า พระอนิลมาน จะต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการใช้อำนาจบังคับบัญชา ไม่ต่างจากข้าราชการทั่วไป ตำแหน่งนี้จึงแตกต่างจากการได้รับสมณศักดิ์ซึ่งเป็นคุณสมบัติส่วนตัวอย่างสิ้นเชิง ตรงนี้จึงถือว่า "ผิดวัตถุประสงค์" ของความเป็นศากยะของพระอนิลมาน ซึ่งชาวไทยเทิดทูนบูชาว่าเป็นสายเลือดบริสุทธิ์ ประดุจพระญาติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หากแต่ถ้ามาดำรงตำแหน่งทางการปกครองเหมือนข้าราชการทั่วไป ก็เท่ากับเอาความเป็นพระพุทธเจ้าซึ่งบริสุทธิ์นั้นมาทำแปดเปื้อนให้เศร้าหมอง หมดค่า หมดราคา บ่อนทำลายความเป็น "ศากยะ" อันสูงส่งที่สุดในโลกสายพันธุ์หนึ่ง ให้กลายเป็นสายเลือดธรรมดา ต่อไปภายหน้า ก็จะไม่มีคนให้ราคาสายเลือดศากยะ เพราะถ้าทำดังอนิลมานในวันนี้ ก็ไม่มีความแตกต่างกับสายเลือดอื่นๆ เลย

 

 

ในหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่เป็นสากลทั้งโลกนั้น จะมีการจัดระดับของ "สิทธิ" ในการดำรงตำแหน่งในการปกครอง เช่น ในสหรัฐอเมริกานั้น ถ้าหากเป็นชาวต่างชาติ ก็จะไม่มีสิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้ง แต่ต้องได้สิทธิ์อยู่อาศัยถาวร (Permanent Resident) มีกรีนคาร์ดแล้ว จึงจะมีสิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้งได้ ถ้าหากจะลงสมัครรับเลือกตั้งมีตำแหน่งทางการเมือง ก็ต้องมีสัญชาติอเมริกัน ซึ่งถ้าหากเป็นชาวอเมริกันโดยการ "แปลงสัญชาติ" ก็จะไม่มีสิทธิ์เป็นประธานาธิบดี ซึ่งผู้ที่จะดำรงตำแหน่งอันสำคัญสูงสุดนี้ ต้องเป็นอเมริกันโดยเชื้อชาติและโดยกำเนิดเท่านั้น

 

 

นอกจากนั้นยังมีคุณสมบัติอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นด้าน ประวัติอาชญากรรม คุณวุฒิ วัยวุฒิ และคุณสมบัติเฉพาะ เช่น ถ้าหากจะสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตใด ต้องมีภูมิลำเนาในเขตนั้นเป็นเวลาเท่านั้นเท่านี้ นี่ก็เป็นการคัดกรองให้ได้บุคคลากรที่มีความรู้ความสามารถ รู้ทั้งถิ่นฐานและวัฒนธรรมท้องถิ่นที่จะอาสาเข้าไปบริหารปกครอง หาไม่ก็จะใช้ความรู้ผิดจารีตประเพณี โดยทั้งนี้ตัวอย่างที่เรียกว่า "ส.ส.หมาหลง" ใช้วิธีหิ้วกระเป๋าเอาเงินไปฟาดหัวชาวบ้านซื้อเสียงเลือกตั้ง ใช้กระบวนการเลือกตั้งเป็นทางผ่านเพื่อให้ได้ตำแหน่งทางการเมือง เป็นเรื่องอัปยศในทางการเมืองมาหลายยุคสมัย จึงต้องป้องกันไว้ ไม่ให้มีการฉ้อฉลดังกล่าว

 

 

ในการบริหารการปกครองคณะสงฆ์ไทย ก็ใช่ว่าจะไม่เกิดปัญหา เพราะแต่ไหนแต่ไรมา ก็มีการแต่งตั้งผู้บริหารจากส่วนกลางไปปกครองหัวเมือง ทำนองหัวเมืองต่างๆ เป็นเมืองขึ้นของกรุงเทพเมืองหลวง เห็นพระในต่างจังหวัดเป็นพระที่ด้อยการศึกษาและคุณธรรมกว่าพระกรุงเทพฯ จึงสมควรเป็น "ผู้ถูกปกครอง" ตลอดกาล พอจะมีพระไทยรูปไหนเรียกร้องให้มีการกระจายอำนาจ ให้พระต่างจังหวัดมีโอกาสได้ปกครองตนเองบ้าง ก็จะมีเสียงห้ามปรามว่า "บวชมาเพื่ออะไร จะเรียกร้องไปทำไม อยากได้ใครเป็นก็สึกออกไปเสีย" แล้วก็ปล่อยให้ "พระต่างจังหวัด" ที่เข้าไปแปลงกายเป็นพระกรุงเทพฯ ยึดครองและปกครองกันตลอดมา

 

 

เชื่อไหมว่า ในการสถาปนาแต่งตั้ง "สมเด็จพระสังฆราช" พระองค์ล่าสุดนั้น พระสงฆ์ไทยทั้งประเทศ ไม่มีใครรู้เรื่องเลย จู่ๆ ก็มีพระบรมราชโองการให้พระภิกษุรูปนั้นเป็น ทั้งๆ ที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชนั้น มีฐานะประหนึ่ง "สังฆบิดา" คือเป็นบิดาของพระภิกษุสามเณรไทยทั่งประเทศ แต่ลูกทั้ง 3 แสนคน กลับไม่มีใครรู้เลยว่า พ่อกูเป็นใคร มาจากไหน พูดแบบนักแสดงตลกก็อาจจะเป็นว่า กูได้แม่มึงเวลาเมา รู้สึกตัวก็กลายเป็นผัวเป็นเมียไปแล้ว มิได้ผ่านการแต่งการแต่งงานตามโบราณประเพณีอันดีงาม

 

 

ในครั้งหลังสุดนี้ก็เอาอีก มีการตั้งเจ้าคณะภาคทั้งสองนิกาย ซึ่งต้องเป็นผู้ปกครอง "ระดับภาค" คือคุมเขตการปกครองในหลายจังหวัดต่อภาคหนึ่ง ก็ไม่มีพระเณรรูปใดรู้อีกว่ามีการสรรหาเจ้าคณะภาคด้วยคุณสมบัติอย่างไร ทำไมพระรูปนี้จึงได้เป็น ทำไมพระรูปนี้จึงไม่ได้เป็น และที่สำคัญ ทำไม พระอนิลมาน ซึ่งเป็นแขกเนปาล แปลงสัญชาติเป็นไทยได้แค่ 6 ปี จึงก้าวกระโดดขึ้นเป็นเจ้าคณะภาค โดยที่ไม่เคยผ่านงานปกครองใดๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด จู่ๆ ก็ขึ้นเป็นผู้บัญชาการระดับภาคเลย ข้ามหัวพระเณรทั่วไทยนับแสนๆ รูป ทำเหมือนกับว่า บรรดาพระภิกษุสามเณรทั่วประเทศไทยกว่า 3 แสนรูปนั้น ไม่มีแม้แต่รูปเดียวที่มีสติปัญญาความรู้ความสามารถ จึงต้องตั้งพระอนิลมานแปลงสัญชาติจากเนปาลให้มาเป็นเจ้าคณะผู้ปกครองของคณะสงฆ์ไทย รู้ถึงไหนก็อายไปถึงนั่น

 

 

เรื่องนี้จำเป็นต้องพูด เพราะการตั้งเจ้าคณะภาคนั้น มีผลกระทบถึงพระภิกษุสามเณรทั่วประเทศไทย ที่จะต้องอยู่ภายใต้การปกครอง ต่างจากการได้รับสมณศักดิ์ ซึ่งเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัว พระภิกษุสามเณรทั่วประเทศไทย ควรจะตื่นตัวในเรื่องเหล่านี้ ไม่ควรจะยินยอมให้มีการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมอีกต่อไป เพราะการแต่งตั้งที่ไม่เป็นธรรมนั้น ถือว่าเป็นทำลายประเทศชาติศาสนาอย่างรุนแรงที่สุด เป็นความฉ้อฉล เป็นจุดเริ่มต้นของการคอรัปชั่นทุกระดับ

 

 

ดังนั้น สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งเป็นทั้งเจ้าอาวาสผู้ปกครองของพระอนิลมาน และเป็นเจ้าคณะใหญ่ ผู้เสนอชื่อพระอนิลมานเป็นเจ้าคณะภาคในครั้งนี้ ต้องมีคำตอบให้แก่พระสงฆ์ไทยทั่วประเทศ ว่าสาเหตุใดจึงไม่พิจารณาพระไทยนับแสนๆ รูป แต่กลับตั้งพระอนิลมาแปลงสัญชาติมาเป็น

 

 

 

 

ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่สามารถยอมรับได้ ไม่ว่ากรณีใดๆ

 

ใครไม่กล้าพูด แต่เรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ จะขอพูด

 

พูดเพื่อประเทศไทยอันเป็นที่รักของชาวไทยทุกคน

พูดเพื่อพระพุทธศาสนาที่ชาวไทยเทิดทูนบูชา

 

 

 

ที่พูดนี้ พูดในนามลูกหลานชาวไทย มิใช่คนอื่นไกล ถ้าไม่ฟังเสียงลูกเสียงหลาน จะเห็นขี้ดีกว่าไส้ เห็นคนอื่นดีกว่าคนไทย ก็เสียใจและเสียดาย ประเทศไทยไม่น่าจะมาถึงวันนี้เลย

 

 

จะดันทุรังให้กิจการพระศาสนาวิปริตผิดประเพณีไปก็ลองดู อยากให้ประวัติศาสตร์ศาสนาบันทึกว่า ในรัชกาลนี้ ในสมัยสมเด็จพระสังฆราชพระองค์นี้ มีการแต่งตั้งทางคณะสงฆ์อย่างวิปริตผิดประเพณีเช่นใด ก็ตามสบาย แต่ยังมีสติอยู่ ก็ควรรู้ว่าต้องทำอย่างไร มันไม่สายสำหรับการแก้ไขในสิ่งผิด

 

 

 

 

 

 

 

 

อนิลมาน "แขกดอย" แห่งปี 64

 

 

 

"ผม-อนิลมาน เชื้อสายศากยะของพระอานนท์ ผมเรียนรู้ทุกอย่าง เรียนจบด๊อกเตอร์ทุนหลวงไทย แต่ให้อะไรผม ผมเอาหมด ผมไม่รู้หรอกว่าความสันโดษและเจียมเนื้อเจียมตัวในสังคมไทยนั้น เป็นอย่างไร ผมเป็นแขก ผมไม่ใช่ไทย คนไทยโง่เองที่ตั้งให้ผมเป็นเจ้าเป็นนาย ทั้งๆ ที่เนปาลไม่มีใครเขาเอาผมแล้ว ผมจึงตัดสินใจไม่กลับเนปาล กลับทำไมให้โง่ อยู่กับคนไทยโง่ๆ ดีกว่าอยู่กับชาวเนปาลฉลาดๆ หากินยาก ดูสมเด็จจุณฑ์สิ ผมผายลมให้ดม แล้วบอกว่า ตดศากยะ ท่านยังบอกว่าหอมเลย"

 

 

 

กลับมาที่ "อนิลมาน" ซึ่งอ้างว่าตนเองสืบเชื่อสายศากยะในสายท่านพระอานนท์ ซึ่งถ้าหากนำเอา "ปฏิปทา" ของท่านพระอานนท์ มาเปรียบเทียบกับปฏิปทาของพระอนิลมานในวันนี้ ก็เห็นได้ชัดเจนว่า แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว

 

 

พระอานนท์ท่านทูลขอพระต่อพระพุทธเจ้า "ไม่เอา ยศ ทรัพย์ และอำนาจ" แม้แต่ในตอนปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอานนท์ก็มิได้ขออะไรเลย อนิลมานน่าจะเคยเรียนมาเช่นกัน ไม่งั้นก็เสียชาติเกิด อ้างพระอานนท์ แต่ไม่รู้เรื่องพระอานนท์

 

 

แต่พระอนิลมานั้น นับตั้งแต่เข้ามาสู่แผ่นดินไทย ก็ขอเอาทุกอย่างที่ขวางหน้า ไม่ว่าจะเป็นทุนการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ไม่ว่าจะเป็นสมณศักดิ์ชั้นราชถึงชั้นเทพ ล่าสุดก็ตำแหน่ง "เจ้าคณะภาค" และคงจะไม่หยุดเพียงเท่านี้

 

 

 

นี่หรือคือสายเลือดอริยะแห่งศากยวงศ์ ที่ชาวไทยเทิดทูนเหมือนพระบรมศาสดา

 

 

 

ถ้าหากพระอานนท์ท่านมีอนาคตังสญาณหยั่งรู้ว่า ในอนาคตภายหน้า จะมีชาวเนปาลอ้างว่าเป็นลูกหลานท่านพระอานนท์ เดินทางไปไกลถึงประเทศไทย แล้วอาศัยความเป็นศากยะ "เอาทุกอย่างที่ขวางหน้า" ไม่ว่าจะเป็นทุนการศึกษา ตำแหน่ง และยศศักดิ์ อย่างมากมาย

 

 

ท่านพระอานนท์คงจะเสียใจ "ร้องไห้รอบสอง" และอาจจะประกาศ "ไม่ยอมรับอนิลมาน" ให้เป็นศากยวงศ์อีกต่อไป ทำนอง "เลือดชั่ว" กลายพันธุ์ ต้องตัดทิ้ง เก็บเอาไว้ก็อันตราย ทำลายวงศ์ตระกูลให้ฉิบหาย ท่านพระอานนท์คงจะประกาศว่า

 

 

 

"เลิกอ้างกูได้แล้ว กูไม่มีลูกหลานระยำอย่างมึง"

 

 

 

 

อนิลมานควรรู้ว่า การจะรักษา "สายเลือดศากยะ" ให้คงความบริสุทธิ์ อยู่ต่อไปในโลกใบนี้นั้น ควรทำอย่างไร หรือจะทำลายสายเลือดศากยะซึ่งเหลือเพียงน้อยนิดนี้ ให้สิ้นคุณค่าหมดราคาและสาบสูญไป ไม่มีใครไยดี ก็เลือกเอา

 

 

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 15 พฤษภาคม 2564

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264