ดุลอำนาจวงการสงฆ์เปลี่ยน

 

บัญชีสมณศักดิ์ล่าสุดบอกทิศทาง

 

ถนนทุกสายมุ่งสู่..กรุงโรม

 

 

 

 

 

 

 

สองสมเด็จผู้มากบารมีในวงการสงฆ์ไทย

 

 

สมเด็จพระมหาธีราจารย์

วัดพระเชตุพน (วัดโพธิ์)

สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี

วัดไตรมิตรวิทยาราม

 

 

 

 

ก่อนหน้านี้มีคำถามว่า นอกจากสมเด็จพระสังฆราชแล้ว ไม่ทราบว่าพระมหาเถระรูปไหน เป็นใหญ่ในวงการสงฆ์ โดยเฉพาะในฝ่ายมหานิกาย ซึ่งภายหลังการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชแล้ว ดุลอำนาจในวงการสงฆ์ก็เปลี่ยนไป แต่ก็ยังไม่มีอะไรชัดเจน จนกระทั่งบัญชีสมณศักดิ์ชุดล่าสุด ได้ประกาศออกมาเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ปรากฏว่าชัดเจน วัดที่มีอิทธิพลสูงสุดนั้น มีเพียง 3 วัดในประเทศไทย ได้แก่

 

 

1. วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ของสมเด็จพระสังฆราช

 

2. วัดโพธิ์ หรือวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ของสมเด็จพระมหาธีราจารย์ (ประสฤษดิ์ เขมงฺกโร)

 

3. วัดไตรมิตรวิทยาราม ของสองสมเด็จ คือสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) และสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ธงชัย ธมฺมธโช)

 

 

 

 

 

 

 

 

เริ่มที่วัดราชบพิธของสมเด็จพระสังฆราช ได้ประกาศความเป็น "นัมเบอร์วัน" ในศูนย์กลางแห่งอำนาจ โดยได้ส่ง "พระราชปฏิภาณโกศล : สมคิด จินฺตามโย" ผู้ช่วยเจ้าอาวาส ซึ่งดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ มมร. ให้ขึ้นชั้นเป็น "พระเทพวัชเมธี" ทั้งๆ ที่ผลงานที่ผ่านมาสดๆ นั้น มหาวิทยาลัย มมร. ของท่านอธิการบดีสมคิด ติดอันดับบ๊วยในด้านความโปร่งใสในคุณธรรม แต่ก็ยังได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์สูงส่ง ซึ่งคงไม่สามารถจะตอบโจทย์ได้ว่า ได้เพราะอะไร นอกจากจะอ้างเพียงว่า "เป็นศิษย์สังฆราช" หรือเป็นพระวัดราชบพิธ เท่านั้น ถ้าปีหน้า อันดับคุณธรรมของ มมร. ยังไม่ดีขึ้น คงจะปูนบำเหน็จเป็นสมเด็จไปเลย เพราะผลงานไม่เกี่ยวกันอยู่แล้ว

 

 

แต่ไหนแต่ไรมา ลำดับการให้ยศให้ศักดิ์นั้น จะเริ่มที่ "คนของใคร" ก่อน หมายถึงว่า ถ้าผู้ใหญ่ที่มีอำนาจในการพิจารณา ก็จะมีโควต้าเป็นของตนเอง "คนของผู้ใหญ่" จึงได้ก่อนเสมอ เรื่องผลงานอะไรนั้นจะไม่ถูกนำมาพิจารณาในรอบนี้ ดูแค่ว่าอยู่วัดไหนเป็นเด็กใครก็พอ ภาษานักฟุตบอลเรียกว่า ฟรีคิก กินหัวคิวฟรี เพราะอำนาจอยู่ที่ผู้ใหญ่ ก่อนจะให้ใครกินก็ต้องกินก่อน ก็เป็นธรรมดา เรื่องนี้คนวงในก็รู้มานาน ทีใครก็ทีมัน ทีเราได้เป็นใหญ่ในวันไหน อำนาจนั้นก็ย่อมจะอยู่ในมือเรา ละทีนี้ก็ "กินฟรี" อร่อยเหาะ ระบบสมบูรณาญาจึงดีตรงที่ว่า "ได้กินรวบ" ไม่มีกินแบ่งใครเหมือนหวยหลวง

 

 

วัดราชบพิธ จึงถือสิทธิ์ไว้สูงสุดในการพิจารณาสมณศักดิ์ของพระสงฆ์ไทย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หลวงพ่อพัฒน์ วัดห้วยด้วน นครสวรรค์

พระมหาเถราจารย์ที่สมเด็จธงชัยท่านให้ความเคารพ

 

 

 

 

ศูนย์อำนาจแห่งที่สอง ซึ่งต้องมองอย่างอัศจรรย์ใจในอิทธิฤทธิ์ของ "สมเด็จธงชัย" ซึ่งแรกนั้นดูจะเพลี่ยงพล้ำในศึกภูเขาทอง แต่พอบัญชีพระราชาคณะวันที่ 6 พฤษภาคม ออกมา ปัญหาเรื่อง "ใครใหญ่" ก็หายไป เพราะการที่ "หลวงพ่อพัฒน์ วัดห้วยด้วน" ได้รับการแต่งตั้งให้ขึ้นเป็น "พระราชาคณะชั้นราชฝ่ายวิปัสสนา" ย่อมจะถือว่าเป็นฤทธิ์ของท่านสมเด็จธงชัย ไม่มีใครจำไม่ได้ หลังจากได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลางแล้ว งานแรกที่สมเด็จธงชัยท่านออกนอกวัดไปร่วม ก็คือ งานพุทธาภิเษกวัตถุมงคล ที่วัดห้วยด้วน นครสวรรค์ ของหลวงพ่อพัฒน์ นั่นเอง

 

 

 

 

 

 

 

 

สมเด็จธงชัย วัดไตรมิตร

สุดยอดพระผู้มีอิทธิฤทธิ์ในรัชกาลที่ 10

 

 

 

วันนี้ ฤทธีของสมเด็จธงชัย ส่งผลให้ "หลวงพ่อพัฒน์" ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นถึง "พระราชมงคลวัชราจารย์" สูงส่งขึ้นทีเดียว 2 ชั้น เป็นประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งในสายพระเกจิอาจารย์ ออกเหรียญรุ่นเลื่อนสมณศักดิ์เมื่อไหร่ รับรองแรงกว่าเหรียญเลื่อน หลวงปู่ทวดวัดช้างให้ ซึ่งเล่นกันเป็นล้าน

 

 

ก่อนหน้านี้ มีคนมากมาย ปรามาสสมเด็จธงชัยท่านว่า ฟลุ๊คบ้าง เด็กเส้นบ้าง แต่วันนี้ก็พิสูจน์แล้วว่า นี่คือของจริง จริงทั้งบารมีและปาฏิหาริย์ สมเด็จธงชัยคือผู้ยิ่งใหญ่ตัวจริงเสียงจริง เทียบได้กับสมเด็จพระสังฆราชแพแห่งสำนักวัดสุทัศน์ เคยครองอำนาจในวงการสงฆ์ถึงระดับ "สังฆราช" ควบทางปาฏิหาริย์ สร้างพระกริ่งโด่งดังเป็นอมตะมาจนกระทั่งปัจจุบัน

 

 

แน่นอนว่า นับจากนี้ไป กุฏิใหญ่วัดไตรมิตร ของสมเด็จธงชัย คงจะกระไดไม่แห้ง พระสงฆ์ทั้งแผ่นดิน โดยเฉพาะสายพระเกจิซึ่งมีสมาชิกเป็นเซียนพระ จะเดินเข้าออกเป็นว่าเล่น เพราะนี่คือศูนย์กลางอำนาจแห่งมหานิกาย..สายมู

 

 

 

 

 

 

 

 

สมเด็จพระมหาธีราจารย์

 

เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์)

พระผู้มากบารมีทั้งในและต่างประเทศ

 

 

 

 

 

วัดสุดท้ายที่ไม่สามารถมองผ่านได้ เพราะในกำหนดการ "สวดมนต์ขับไล่โควิด" ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (โดยรัฐบาลไทย) ล่าสุดนั้น กำหนดสถานที่ส่วนกลางไว้ 3 แห่งด้วยกัน อันได้แก่ วัดราชบพิธ ของสมเด็จพระสังฆราช วัดไตรมิตร ของสมเด็จพระพุฒาจารย์และสมเด็จธงชัย และวัดโพธิ์ท่าเตียน ของสมเด็จพระมหาธีราจารย์ ซึ่งยังมิทันได้ย้ายมาจากวัดยานนาวา วัดโพธิ์ก็ติดโผ "สามวัดหลัก" ของคณะสงฆ์ไทยไปแล้ว

 

 

 

สมเด็จพระมหาธีราจารย์ หรือสมเด็จประสฤษดิ์นั้น ต้องนับว่าเป็นผู้มีบารมีกว้างขวางที่สุดในยุคปัจจุบัน เพราะหลังจากได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโพธิ์แล้ว ส่งผลให้ "วัดไทยแอลเอ" กลายเป็นวัดในสังกัดของสมเด็จประสฤษดิ์ไปโดยอัตโนมัติ แบบของแถม ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ วัดโพธิ์สมัยเจ้าคุณสีนวล จะทุ่มทุนถึง 300 ล้าน เพื่อขอซื้อวัดไทยแอลเอเป็นสาขาก็ยังดีลกันไม่ลง ถึงกับกรรมการอีกฝั่งยกทีมลาออก "ทีละเจ็ด" ปล่อยให้โครงการของวัดไทยแอลเอค้างเติ่งมาจนปัจจุบัน แต่ถึงกระนั้น ความเป็นวัดไทยแห่งแรกในสหรัฐอเมริกา ย่อมเป็นที่ปรารถนาของบรรดาผู้มีอำนาจในวงการสงฆ์ เทียบได้กับ วัดไทยพุทธคยา-อินเดีย และวัดพุทธปทีป-ลอนดอน ถือเป็นพระอารามนอกประเทศเอกอุ เป็นเกียรติประวัติแก่ผู้ครอบครอง เหมือนสโมสรฟุตบอลดังๆ ต้องคนมีอำนาจวาสนาบารมีถึงจะมีสิทธิ์ได้ครอบครอง

 

 

 

แม้ว่า วัดไทยแอลเอ จะยังคงอยู่กับวัดโพธิ์ท่าเตียน แต่ตัวเจ้าอาวาสนั้นเปลี่ยนไป จากเดิมเป็นลูกหม้อวัดโพธิ์ แต่วันนี้มีเจ้านายใหม่ เป็นลูกหม้อมาจากวัดจักรวรรดิราชาวาส หรือวัดสามปลื้ม (สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เป็นศิษย์ก้นกุฏิของ สมเด็จพระธีรญาณมุนี-ธีร์ ปุณฺณโก อดีตเจ้าอาวาสวัดจักรวรรดิราชาวาส และอดีตเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาควบตำแหน่งหัวหน้าพระธรรมทูตไทยในอินเดียและเนปาล ก่อนจะย้ายไปครองวัดยานนาวา และเคยมาสร้างวัดธัมมารามที่ชิคาโก้ ก่อตั้งและดำรงตำแหน่งประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2519 ร่วมกับสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์-ปยุตฺโต) นี่คือกลยุทธ์เปลี่ยนหัวที่เดียวก็เปลี่ยนได้ทั้งตัว

 

 

 

อ๋อ ! แน่นอนสิครับว่า มาตรว่าสมเด็จพระมหาธีราจารย์ท่านไปครองวัดโพธิ์ แต่เพราะโตมาจากวัดจักรวรรดิ ทำให้ท่านไม่ลืมวัดสามปลื้มว่าเป็นเหมือนบ้านพ่อบ้านแม่ ครั้นมาสร้างเนื้อสร้างตัวที่วัดยานนาวา ซึ่งเป็นนาวาชั้นดีส่งให้ท่านขึ้นเทียบชั้น "อัครมหาเสนาบดี" สมเด็จประสฤทธิ์ท่านจึงทิ้งวัดยานนาวาไม่ได้ วัดยานนาวาเหมือนบ้านลูกบ้านเมีย รักไปอีกแบบ และสุดท้าย วัดโพธิ์ท่าเตียน เป็นวัดอันดับหนึ่งในประเทศไทย ใหญ่กว่าทุกวัดในสารบบพระอารามหลวง อยู่ใกล้ชิดติดวังมากที่สุด เป็นดุจศูนย์กลางแห่งอำนาจหรือทำเนียบรัฐบาล ใครได้ครอบครองก็ต้องนับเป็นบุญญาธิการ จะไม่ให้ภาคภูมิใจได้อย่างไร สรุปว่า วัดจักรวรรดิ วัดยานนาวา และวัดโพธิ์ท่าเตียน ล้วนแต่อยู่ในการปกครองดูแลของสมเด็จพระมหาธีราจารย์ ฉันเช้าที่วัดโพธิ์ ฉันเพลที่วัดจักรวรรดิ ตกเย็นก็ฉันน้ำปานะที่วัดยานนาวา อิ่มหนำสำราญกันทั่วหน้า ตามตำรา งานหลวงไม่ขาด งานราษฎร์ไม่เสีย งานลูกงานเมียไม่บกพร่อง

 

 

 

ถ้ารวมกับ วัดธัมมาราม-ชิคาโก้ วัดนวมินทร์-บอสตัน วัดพุทธวาส-ฮิวส์ตัน วัดนวมินทร์- ปารีส และวัดสมเด็จพระมหาธีราจารย์-ลอนดอน ก็จะมองเห็นว่า สมเด็จพระมหาธีราจารย์ ท่านมีสาขากว้างไกลที่สุดในโลก และยิ่งได้เห็น "เจ้าคุณวีรยุทธ-พระธรรมโพธิวงศ์" เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา ในฐานะหัวหน้าพระธรรมทูตไทยสายอินเดีย-เนปาล เดินตามสมเด็จฯ ไปดูลาดเลาถึงภายในวัดโพธิ์ จึงเห็นภาพได้ว่า ทั้งสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส (ยุโรป) และอินเดีย-เนปาล ล้วนตกอยู่ภายใต้การปกครองของสมเด็จประสฤษดิ์ท่านทั้งสิ้น ถือเป็นการครอบครองอาณาเขตกว้างไกลที่สุดในรอบพันปีเลยทีเดียว น่าจะได้เลื่อนเป็น "สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ" เพราะมีอาณาเขตกว้างไกลใน 4 ทวีป ครอบคลุมมหาสมุทรอินเดีย มหาสมุทรแปซิฟิก และมหาสมุทรแอตแลนติก เหยียบลงตรงไหนก็หนีไม่พ้นเขตอิทธิพลของ "สมเด็จพระมหาธีราจารย์" ชาวอุบลราชธานี นาทีนี้ใครว่าอุบลเล็กกว่าอำนาจเจริญก็คิดใหม่ อยู่อุบลเจริญกว่าอำนาจเจริญ แต่ไม่ต้องไปไกลถึงอุบลหรอกนะ ไปใกล้ๆ แค่วัดโพธิ์ท่าเตียนนี่เอง ไปง่ายมาง่าย ใครไม่ไปก็เสียดายแย่ ดังนั้น พวกที่คิดจะย้ายประเทศ เอ๊ย ย้ายจากอุบลไปอยู่อำนาจน่ะ เปลี่ยนใจเสียเถิด อยู่ที่เก่าน่ะดีแล้ว ไม่เชื่อจะเสียใจ

 

 

 

 

 

 

บารัก โอบาม่า ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

 

พร้อมด้วยนางฮิลลารี่ คลินตัน รมว.ต่างประเทศ

 

เยี่ยมวัดโพธิ์ วันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ.2555 เจ้าคุณเทียบต้อนรับ

วันนี้ เจ้าคุณเทียบ อาจจะโชคดี ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดไทยแอลเอ

สมกับภาระหน้าที่ที่เคยต้อนรับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

 

ขอแสดงความยินดีล่วงหน้า

 

 

 

 

 

 

 

สองแคนดิเดทในตำแหน่งเจ้าคณะภาค 12

 

พระเทพรัตนมุนี (สุรชัย สุรชโย)

วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

รักษาการเจ้าคณะภาค 12

พระราชเวที (สุรพล ชิตญาโณ)

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

รักษาการรองเจ้าคณะภาค 12

 

 

 

 

มติมหาเถรสมาคม วันที่ 20 เมษายน ที่ผ่านมา นอกจากคำวินิจฉัยโดยเด็ดขาดระบุว่า "อดีตเจ้าคุณธงชัย วัดสระเกศ ได้สิ้นสุดสมณเพศลงอย่างสิ้นเชิงแล้ว ไม่สามารถกลับมาดำรงสมณเพศได้อีกต่อไป" ก็ยังมีควันหลงอีก โดยทางสำนักงานพระพุทธศาสนาชี้ว่า "พระเทพรัตนมุนี รักษาการเจ้าอาวาสวัดสระเกศ มีรูปปรากฏอยู่ในพิธีคืนสู่ผ้าเหลืองของอดีตเจ้าคุณธงชัย ถือว่าเป็นผู้ให้ความสนับสนุน มีความผิดในข้อหาละเมิดจริยาพระสังฆาธิการ จะมีการพิจารณาดำเนินการต่อไป"

 

 

และในวันที่ 30 เมษายน มหาเถรสมาคมก็ได้ประชุมกันอีกรอบ ปรากฏว่า พระเทพรัตนมุนี ได้ขอลาออกจากตำแหน่ง "รองประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตสายต่างประเทศ" ไปอย่างที่พระสงฆ์ไทยทั่วประเทศได้แต่งง แต่สุดท้ายก็ต้อง..ปลงอนิจจัง ของมันบ่เที่ยง เขาไม่รักเราแล้ว อยู่ไปก็ไร้ค่า

 

 

 

 

 

 

 

 

ย้อนกลับไปในวันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมา ในการประชุมมหาเถรสมาคมนัดนั้น ทางฝ่ายธรรมยุต ได้เสนอ "ยกรักษาการเจ้าคณะภาค" ให้ขึ้นเป็น "ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค" มากมายถึง 11 รูป/11 ตำแหน่ง แบบว่าเกลี้ยงมหาเถรสมาคม ส่งสัญญาณว่าจะมีการปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์อย่างมโหฬาร โดยกรรมการมหาเถรสมาคมจะไม่ควบตำแหน่งทางการปกครองระดับภาคอีกต่อไป ถือว่าได้ว่ามีการเปิดทางให้เริ่มพิจารณาตำแหน่งเจ้าคณะภาคกันใหม่ ทั้งฝ่ายธรรมยุตและมหานิกาย

 

 

ทีนี้ เมื่อมีการเปิดเกมทางฝ่ายธรรมยุตเช่นนั้น ทางฝ่ายมหานิกายก็จำใจต้องเดินตามเกม คือกรรมการมหาเถรสมาคมฝ่ายมหานิกาย ซึ่งยังคงดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค ต้องประกาศ "ลาออก" และขึ้นเป็นที่ปรึกษาทั้งหมด ไม่งั้นตำแหน่งก็จะไม่ว่าง การพิจารณาคนเข้ามาทดแทนก็จะทำได้ลำบาก หากขืนทำก็เหมือนการไล่ไม่ให้เกียรติกัน ดังนั้น ประกาศยกตนเองเหมือนธรรมยุต จะสง่างามที่สุด

 

 

และเมื่อมีข่าววัดสระเกศหนุนเข้ามากะทันหัน ส่งผลให้เก้าอี้ "เจ้าคณะภาค 12" ของเจ้าคุณสุรชัย ต้องหวั่นไหว ยิ่งเก้าอี้รองประธานสำนักงานพระธรรมทูตหลุด ก็ยิ่งทำให้เชื่อว่า ตำแหน่งอื่นๆ ของเจ้าคุณสุรชัย คงจะหลุดไปด้วย

 

 

แล้วถามว่า ใครจะขึ้นเป็นเจ้าคณะภาค 12 แทนเจ้าคุณสุรชัย ?

 

 

คำตอบก็เห็นจะไม่ไกล นั่งใกล้เจ้าคุณสุรชัยนั่นไง ท่านมีนามว่า "เจ้าคุณสุรพล หรือพระราชเวที" ซึ่งเวลานี้ดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะภาค 12 อยู่แล้ว ที่สำคัญก็คือ เจ้าคุณสุรพลยังสังกัด "วัดโพธิ์" ของสมเด็จประสฤษดิ์อีกด้วย งานนี้ ถ้าสมเด็จพระมหาธีราจารย์สามารถดันเจ้าคุณสุรพลขึ้นเป็นเจ้าคณะภาค 12 ก็หมายถึงว่า วัดโพธิ์จะยิ่งใหญ่ทั้งในและต่างประเทศอย่างไร้เทียมทาน ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ

 

 

และอะแฮ่ม ! วัดโพธิ์นั้น ว่ากันว่ามีศาสนสถานสวยงามที่สุดในประเทศไทย ยิ่งได้สมเด็จพระมหาธีราจารย์ผู้มากบารมีมาครอง ก็ย่อมจะเป็นรมณียสถานให้พระไทยทุกสาย เดินทางไปเยี่ยมชมวัดโพธิ์กันทุกวัน..ทุกคืน ถึงแม้วัดโพธิ์จะมีพระนอนองค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แต่ต่อไปก็เกรงว่าพระในวัดจะไม่ได้หลับไม่ได้นอน เพราะต้องรับแขกตลอด 24 ชั่วโมง จริงไหมครับ ท่านเจ้าคุณเทียบ ว่าที่เจ้าอาวาสวัดไทยแอลเอ !

 

 

 

 

 

 

 

กลาง : เจ้าคุณอุทัย (พระราชปัญญาสุธี)

เจ้าอาวาสวัดสร้อยทอง รองเจ้าคณะภาค 11

 

 

ซ้าย : พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ วัดสร้อยทอง

ขวา : พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต วัดสร้อยทอง

 

 

 

กลับมาทางวัดดังอีกวัดหนึ่ง นั่นคือ วัดสร้อยทอง ซึ่งกำลังโด่งดังจาก "สองกุมารทอง" หนึ่งคือ พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ ป.ธ.9 สองคือ พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต พระนักเทศน์สายฮาชื่อดัง ทั้งสองรูปโด่งดังกันคนละทาง แต่ก็มาทางเดียวกัน นั่นคือ เห็นต่างจากรัฐบาลและมหาเถรสมาคมในแทบทุกด้าน จะนับเป็นฝ่ายค้านในวงการสงฆ์ยุคใหม่ก็คงว่าได้ โดยเฉพาะพระมหาไพรวัลย์นั้น เคยมีภาพแสดงออกทางการเมืองด้วย

 

 

1 ธันวาคม 2563 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้มีหนังสือถึงเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร วัดหัวลำโพง ให้ดำเนินการสอบสวน "พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ" วัดสร้อยทอง ในข้อหาแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ซึ่งคราวนั้น พระมหาไพรวัลย์นอกจากจะไม่ยอมเงียบแล้ว ยังออกมาตอบโต้สำนักพุทธผ่านสื่ออย่างดุเดือดว่า ไม่รู้จักดีชั่ว เล่นเอาโฆษกสำนักพุทธหัวคะมำ อย่างนี้ต้องรายงานเจ้านายให้เอาเรื่อง ปล่อยไว้ไม่ได้ จะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี ท่านพงศ์พรโปรดทราบ

 

 

30 เมษายน 2564 มหาเถรสมาคม มีมติว่า พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต วัดสร้อยทอง แสดงความเห็นผ่านสื่อ กระทบถึงการทำงานของรัฐบาล เกี่ยวกับการบริหารสถานการณ์โควิด ถือเป็นการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง เข้าข่ายฝ่าฝืนคำสั่งมหาเถรสมาคม ห้ามพระสงฆ์ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง

 

 

ทั้งสองเรื่อง สองกรณี มองให้ดีก็ย่อมจะเห็นว่า ทั้งพระมหาสมปองและพระมหาไพรวัลย์ มีสังกัดเดียวกัน คือวัดสร้อยทอง ซึ่งปัจจุบันมี พระราชปัญญาสุธี หรือเจ้าคุณอุทัย เป็นเจ้าอาวาส

 

 

แน่นอนว่า เมื่อเจ้าคุณสุรชัย วัดสระเกศ ให้สถานที่และสนับสนุนอดีตเจ้าคุณธงชัย ให้ทำพิธีคืนสู่ผ้าเหลือง ก็ถูกมหาเถรสมาคมจ้องเล่นงานในข้อหาละเมิดจริยาพระสังฆาธิการ ก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจ ถ้าหากในโผเจ้าคณะภาคชุดใหม่ จะไม่มีชื่อของ "พระเทพรัตนมุนี" อีกต่อไป

 

 

ในกรณีวัดสร้อยทองก็เช่นกัน เพราะเจ้าคุณอุทัยนั้น ท่านยังมีตำแหน่ง "รองเจ้าคณะภาค 11" อีกเก้าอี้หนึ่ง จึงหวาดเสียวว่า ข้อหาของเจ้าคุณสุรชัย จะถูกนำมาพิจารณากับเจ้าคุณอุทัยด้วย ยิ่งถ้า "ทิดสุวิทย์-พุทธะอิสระ" รู้ว่า เจ้าคุณอุทัยนั้น เลื่อมใสในลัทธิธรรมกายยิ่งนัก วัดสร้อยทองในสมัยเจ้าคุณอุทัย แทบจะเป็นมหามิตรกลางกรุงเทพของวัดพระธรรมกายไปแล้ว รวมกับพฤติกรรมของพระมหาไพรวัลย์ก็ดี ของพระมหาสมปองก็ดี ล้วนแต่มีทิศทางตรงกันข้ามกับรัฐบาล ก็คงจะมองเห็นว่า วัดสร้อยทองคือศูนย์กลางฝ่ายต่อต้านรัฐบาล จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่รูปการณ์บอกเช่นนั้น ซึ่งอดีตไม่ไกลนั้น ศูนย์ที่ว่านี้ เคยอยู่ที่วัดสระเกศ แต่เวลานี้ราหูย้ายไปทางบางซื่อ

 

 

รู้ดังนี้แล้วย่อมจะหนาวจับใจ ถ้าวัดสร้อยทองกลายเป็นตำบลกระสุนตก แม้ว่าจะได้แรงหนุนจากฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลอย่างมากมายก็ตาม แต่จะต้านทานไหวหรือ ดูวัดสระเกศกับวัดสามพระยาเป็นตัวอย่าง หลุดทุกตำแหน่ง หลุดแม้กระทั่งผ้าเหลือง เพราะเรื่องอะไร ?

 

 

 

 

 

 

เจ้าคุณวีรชัย วัดหงส์ : เจ้าคุณสุทัศน์ วัดโมลี

 

 

 

 

แน่นอนว่า หลังเกิดเหตุในวัดสระเกศและวัดสร้อยทอง ย่อมจะส่งผลให้ "โผเจ้าคณะภาคชุดใหม่" ต้องพลิกอีกหลายรอบ นับนิ้วดูว่า ถ้ากรรมการมหาเถรสมาคม ประกาศลาออกจากตำแหน่งเจ้าคณะภาคทั้งหมด ก็จะว่างลงไม่ต่ำกว่า 10 ภาค เอาของเจ้าคุณสายชล เจ้าคุณสุรชัย เจ้าคุณอุทัย ไปรวมด้วยอีก ก็จะมีเจ้าคณะหน้าใหม่อย่างมากมายเป็นประวัติการณ์ในรอบร้อยปีเลยทีเดียว ไม่ปฏิวัติก็เหมือนปฏิวัติ เซียนพระเรียกว่า ล้างบาง

 

 

แต่ก็ยังมีตัวเต็งซึ่งโดดเด่นมากๆ เซียนพระทั่วไทยฟันธงว่าไม่พลาด มีอยู่หลายรูปหลายองค์ นอนมาแน่ๆ ก็ได้แก่ เจ้าคุณวีรชัย (พระเทพปริยัติมุนี) วัดหงส์รัตนาราม ซึ่งมีลูกศิษย์เป็นถึงระดับอดีต ผบ.ทบ. และอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คือบิ๊กแป๊ะกับบิ๊กแดง แถม "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" อดีต ผอ.พศ. เจ้าของสำนักพุทธ ก็ไปใช้บริการท่านมีชัยออกบ่อย ท่านมีชัยกลายเป็น "เต็งหนึ่ง" บนเก้าอี้เจ้าคณะภาค 1 อย่างไร้คู่แข่ง

 

 

เต็งหามอีกหนึ่งรูป ก็คือ เจ้าคุณสุทัศน์ (พระธรรมราชานุวัตร) วัดโมลีโลกยาราม ซึ่งพุ่งแรงแซงทางโค้งไปไกลถึง "ชั้นธรรม" ยิ่งกว่าโครงการสเปซเอ๊กซ์ ยิ่งปีนี้ สถิติสอบบาลีของสำนักวัดโมลี "ได้ที่หนึ่งของประเทศไทย" ก็ไม่มีอะไรที่ไม่คู่ควรแก่ท่านสุทัศน์ ตำแหน่งเจ้าคณะภาค 9 หรือ 10 เป็นเรื่องจิ๊บๆ เส้นทางต่อไปนั้นสดใสยิ่งกว่าไปโคราช อนาคตท่านสุทัศน์ต้องได้เป็นสมเด็จ ต้องได้เป็นกรรมการ มส. และต้องได้เป็นเจ้าคณะใหญ่ ถ้าไม่มีอุปสรรคใดๆ เหมือนอดีตผู้ใหญ่หลายรูปที่เคยเรืองรองแต่ต้องมอดดับก่อนวัย

 

 

วันนี้ ดุลอำนาจในคณะสงฆ์ไทย ได้ย้ายจากวัดสระเกศและวัดปากน้ำ ไปอยู่ที่ 3 วัดใหญ่ คือ วัดราชบพิธ วัดไตรมิตร และวัดโพธิ์ โดยเฉพาะในฝ่ายมหานิกายนั้น ทุกอย่างจะต้องผ่าน "สองสมเด็จ" คือสมเด็จพระมหาธีราจารย์ และสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี ถ้าทั้งสองรูปนี้เห็นว่าอย่างไรแล้ว ก็เชื่อใจได้เลยว่า ต้องเป็นไปตามนั้น ไม่มีวันเป็นอื่น

 

 

 

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 7 พฤษภาคม 2564

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264