โอละพ่อ !

 

 

 

พระปัญญา สีสัน ม.112

 

ต้องคดีลี้ภัยเมืองนอก

 

สังกัด วัดญาณสังวราราม นิกายธรรมยุต

 

ใช่ธรรมยุตธรรมดา

 

แต่ว่าเป็นพระอารามหลวงประจำรัชกาลที่ 9

 

สร้างโดยสมเด็จพระญาณสังวร อดีตพระสังฆราช

 

กรรมการกิตติมศักดิ์ในรั้วในวังเพียบ

 

มิน่า ถึงมีแต่คนใส่เกียร์ว่าง เพราะข้างในวังเป็นเอง

 

 

 

 

 



 

 

 

 

 

คณะกรรมการบริหารวัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร

 

 

 

 

ขวา : สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (สุชิน) วัดราชบพิธ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช

กลาง:

สมเด็จพระวันรัต (จุณฑ์) วัดบวรนิเวศวิหาร เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต

ซ้าย :

สมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย) วัดเทพศิรินทราวาส

 

 

 

 

 

 

คณะกรรมการที่ปรึกษาและบริหารวัดญาณสังวราราม

 

 

 

ซ้าย : ท่านจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา เลขาธิการพระราชวัง

กลาง:

ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ
อดีตรองราชเลขาธิการ ประจำสำนักพระราชวังพิเศษ

ขวา :

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา

 

 

 

 

 

 

 

คณะกรรมการบริหารฝ่ายคฤหัสถ์และที่ปรึกษา

 

 

 

ซ้าย : นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี

กลาง:

นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานธนาคารกสิกรไทย

ขวา :

นายณรงค์ ทรงอารมณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อา..หายสงสัยเป็นปลิดทิ้ง หลังจากก่อนหน้านี้ มีข่าวว่า "พระปัญญา สีสัน" ซึ่งถูกทางการดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 112 ต้องระเหเร่ร่อนหนีออกนอกประเทศ และมีผู้ประกาศ "หาเงินช่วยเหลือให้ลี้ภัย" รวมทั้งจะสร้างวัดใหม่ในต่างประเทศ อีกด้วย โดยข่าวทุกข่าวจะระบุเพียงแต่ว่า พระปัญญา สีสัน "เคยประจำอยู่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี" เท่านั้น ไม่ยอมบอกว่าวัดไหน สังกัดอะไร แม้แต่ใน "หมายเรียก" ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็มีการ "ป้ายดำ" ปกปิดต้นสังกัดเอาไว้มิดชิด จะว่าเป็นความลับของราชการก็ใช่ที่ แต่น่าจะมีเหตุผลสำคัญมากกว่านั้น ว่าทำไมจึงเปิดเผยไม่ได้ ขณะที่พระเณรรูปอื่นๆ ที่ไปร่วมม็อบนั้น ถูกเปิดโปงต้นสังกัดหมดเปลือก

 

 

แต่แล้ว วันนี้ เว็บไซต์ผู้จัดการ "ก็เผลอหลุด" ระบุต้นสังกัดของพระปัญญาว่า คือ "วัดญาณสังวราราม" อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นวัดธรรมยุต วัดแห่งนี้มีสถานะพิเศษสุดในประเทศไทย คือเป็นวัดที่ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 19 ทรงโปรดให้สร้าง และมุ่งหมายจะให้เป็น "วัดประจำรัชกาลที่ 9" อีกต่างหาก วัดแห่งนี้มีชื่อเต็มๆ ว่า วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร ได้ยินชื่อแล้วก็หนาวจับใจ

ที่หนาวนั้นก็ดังที่เห็น คือว่า วัดแห่งนี้ มีประวัติการสร้างและการปกครอง "พิเศษสุด" ในประเทศไทย เป็นพระอารามหลวงประจำรัชกาลที่ 9 ซึ่งอยู่นอกกรุงเทพมหานคร จึงตั้งกรรมการที่ปรึกษาและบริหาร ระดับสูงสุดของประเทศ ในอดีตก็มีสมเด็จญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ทรงเป็นประธาน แต่ปัจจุบันก็ยังมี "สมเด็จพระวันรัต" เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร วัดหลักของคณะธรรมยุต เป็นประธานกรรมการบริหาร พร้อมด้วยสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (สุชิน) เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช วัดราชบพิธ และสมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย) วัดเทพศิรินทราวาส และกรรมการมหาเถรสมาคม แถมด้วยพระผู้ใหญ่ทั้งใน มส. และเจ้าคณะจังหวัดชลบุรี (ธรรมยุต) อีกมากมาย

 

 

คณะกรรมการบริหารฝ่ายฆราวาสนั้น มีนายบัณฑูร ล่ำซำ นำขบวน ซึ่งนายบัณฑูรนั้น ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการผู้จัดการมูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัย ของวัดบวรนิเวศวิหารและคณะธรรมยุต ซึ่งมีทรัพย์สินมากที่สุดในบรรดามูลนิธิของประเทศไทย และไวยาวัจกร วัดบวรนิเวศวิหาร ควบตำแหน่งไวยาวัจกร วัดญาณสังวราราม แห่งนี้ ชี้ให้เห็นว่า วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร เป็นสมบัติของคณะธรรมยุต หรือสาขาของวัดบวรนิเวศวิหาร จึงมีการใช้ "ไวยาวัจกร" คนเดียวกัน และเมื่อเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหารรูปปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต ก็สูงสุดแล้วสำหรับตำแหน่งทางการปกครองของคณะสงฆ์ไทย สถานะของวัดญาณสังวรารามยิ่งใหญ่เพียงใดคงไม่ต้องบอก แต่เพื่อให้สมยศสมเกียรติ จึงมีการดึงเอา "ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" เข้าไปเป็นกรรมการบริหารวัดด้วย ปัจจุบันคือ นายณรงค์ ทรงอารมณ์

 

 

นั่นก็ถือว่าสุดยอดระดับ "ดรีมทีม" แล้ว แต่ยังไม่ท็อปสุด เพราะในคณะกรรมการที่ปรึกษานั้น อลังการงานสร้างยิ่งกว่า คือว่า มีการเชิญผู้ทรงคุณวุฒิระดับสูงสุดของประเทศไทยมาเป็นกรรมการที่ปรึกษาวัดญาณสังวรารามแห่งนี้ด้วย ได้แก่

 

 

1. ท่านจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีตผู้จัดการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักพระราชวัง

 

2. ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ อดีตรองราชเลขาธิการในรัชกาลที่ 9 ปัจจุบันเป็น ประจำสำนักพระราชวังพิเศษ

 

3. ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งเป็นมูลนิธิของในหลวง ร.9

 

4. นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี  ฯลฯ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ทั้งสิ้นทั้งปวงเหล่านี้ ส่งผลให้ "วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร" เป็นพระอารามหลวง "อันดับหนึ่ง" ของประเทศไทย ดูได้จากคณะกรรมการอันสูงส่งและสูงสุดกว่าคณะรัฐมนตรีด้วยซ้ำไป ทั้งยศ ทรัพย์ และอำนาจ รวมกันอยู่ที่นี่ที่เดียว

 

 

แต่เหตุไฉน จึงเกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นได้ว่า พระปัญญา สีสัน พระเด็กๆ พระเล็กๆ จากวัดใหญ่ที่สุดของประเทศไทยภายใต้พระบรมราชูปถัมภ์แห่งนี้ ได้กลายเป็นผู้ต้องหาคดี "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" ที่เรียกว่า มาตรา 112 ซึ่งระบุว่า "ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จ ราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี"

 

 

ก็แน่นอนว่า เมื่อวัดญาณสังวราราม เป็นวัดเดียวกับวัดบวรนิเวศวิหาร จึงมีเจ้าอาวาสคือ สมเด็จพระวันรัต ซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต อีกต่างหากด้วย และโดยองค์ประกอบที่นำเสนอมา ก็เห็นว่า มีคณะกรรมการผู้หลักผู้ใหญ่ในรั้วในวังช่วยกันกำกับดูแลพระอารามหลวงแห่งนี้ พระภิกษุสามเณรในวัดแห่งนี้ จึงควรต้องมีความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในสถาบันพระมหากษัตริย์ "มากกว่าทุกวัด" ในประเทศไทย ด้วยซ้ำไป

 

 

แต่เหตุไฉน พระปัญญา สีสัน จึงกลายเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา มาตรา 112 นอกคอกไม่พอ ยังแหกคอกหนีออกนอกประเทศ ประกาศจะไปสร้างวัดใหม่ ไม่เอากับวัดเก่า คือวัดญาณสังวราราม อีกต่อไปแล้ว

 

 

ไอ้การจะโทษเด็กว่าก้าวร้าวรุนแรงน่ะ พอจะพูดได้อยู่ดอก แต่มันไม่เต็มปากเต็มคำ เพราะคนไทยโบราณท่านสอนว่า "ดูวัวให้ดูหาง ดูนางให้ดูแม่ ดูแน่แท้ให้ดูถึงตายาย" ก็หมายถึงว่า การที่คนๆ หนึ่งจะมีนิสัยใจคอเช่นใดนั้น มีกระบวนการก่อร่างสร้างตัว อบรมบ่มนิสัย มิได้สำเร็จรูปภายในวันเดียว ท่านจึงให้ดูถึงพ่อแม่และตายาย

 

 

 

ถามว่า พ่อแม่ในผ้าเหลืองของปัญญาคือใคร

ใครคืออุปัชฌาย์อาจารย์และเจ้าอาวาสต้นสังกัด

 

 

 

ชี้เป้าได้เลยว่า การจะลงโทษพระปัญญาในข้อหา ม.112 เพียงคนเดียว คงไม่เพียงพอ แต่คงต้องมีการตั้งกรรมการสอบสวนผู้ปกครอง คือ เจ้าอาวาสวัดญาณสังวราราม ซึ่งก็คือเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร (สมเด็จจุณฑ์) ว่าบริหารปกครองวัดวาอารามอย่างไร ทำไมพระในสังกัดธรรมยุตอันก่อตั้งโดย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงได้ทรยศต่อสถาบันทั้งศาสนาและพระมหากษัตริย์

 

 

เพราะที่มันทำใจลำบากก็คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร รูปแรก ก่อนจะทรงปริวรรตขึ้นครองราชย์ พระมหากษัตริย์ในรัชกาลหลัง ทั้ง ร.5 ร.9 ร.10 จึงทรงผนวชและประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร แห่งนี้ วัดที่มีทายาทแหกคอกหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และหนีออกนอกประเทศไปในเวลานี้นี่แหละ เจ็บปวดไหมล่ะครับท่านสมเด็จจุณฑ์ ดูแลกันยังไง ขอถาม

 

 

 

 

 

 

เราเลื่อมใสในนิกายธรรมยุต

 

เพราะธรรมยุตคือนิกายเจ้า ก่อตั้งโดยเจ้า เพื่อเจ้า

เหมือนประชาธิปไตย โดยประชาชน เพื่อประชาชน

 

 

 

 

 

 

 

 

สมเด็จพระวันรัต

เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร

ประธานกรรมการบริหารวัดญาณสังวรารามราชวรมหาวิหาร

 

 

 

 

 

ข้อกล่าวหาของเว็บไซต์ "ผู้จัดการ" ที่ว่า "พระผู้ใหญ่เกียร์ว่าง" นั้น คงมีหลายเกียร์ แต่เกียร์ใหญ่ที่สุดก็คงต้องเป็นเกียร์ของคณะธรรมยุต อันถือหางเรือโดย สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร และทีมพระมหาเถระในฝ่ายธรรมยุตทั้งหมด ที่ปล่อยเกียร์ว่างจนพระปัญญามีแนวคิดสุดโต่งสร้างปัญหาจนยากจะเยียวยา แถมยังหลุดหนีออกนอกประเทศไปได้ มันต้องมีใครรับผิดชอบบ้าง จะลอยหน้าลอยตาเข้าวังไปรับพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์จากในหลวงได้อีกหรือ ?

 

 

คณะกรรมการบริหารวัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร คงต้องรีบประชุมกันด่วน เพื่อพิจารณาเรื่องพระปัญญา สีสัน ซึ่งยังไม่หยุด ยังคงเดินหน้าสร้างวัดใหม่ในต่างประเทศ และแน่นอนว่าคงไม่หยุดวิพากษ์วิจารณ์สถาบันสงฆ์และพระมหากษัตริย์

 

 

ถึงจะหาผู้รับผิดชอบไม่ได้ แต่ขอแพะบูชายัญสักตัวก็ยังดี นะขอรับ ท่านสมเด็จจุณฑ์ ท่านสมเด็จชิน และท่านสมเด็จสมชาย สามทหารเสือธรรมยุต อย่าให้ผู้จัดการเขาผิดหวังล่ะว่า สู้อุตส่าห์เลื่อมในศรัทธาในวัดบวรนิเวศวิหารอย่างสูงสุด แต่สุดท้าย ผู้ที่ทำร้ายสถาบันกลับกลายเป็นคนในวัดบวรนิเวศวิหารอันเป็นวัดหลักของธรรมยุต แห่งนี้นี่เอง ใช่ไม่ใช่ ?

 

 

 

 

หรือจะเป็นดังโบราณว่า สนิมเกิดแต่เนื้อ ในตน ฯลฯ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ณรงค์ ทรงอารมณ์

 

ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

กรรมการบริหารวัดญาณสังวรารามราชวรมหาวิหาร

 

 

 

 

พระสงฆ์ที่เข้ามาบวช ไม่ได้มีใครบังคับ เข้ามาด้วยความสมัครใจ และกฎบอกไว้ชัดเจนว่าต้องโกนคิ้ว หากยอมรับระเบียบไม่ได้ ก็แค่ลาสิกขา เพราะการบวชไม่ได้มีใครบังคับ มาบวชด้วยความสมัครใจ (ณรงค์ ทรงอารมณ์)

 

 

 

ลาสิกขา VS ลาออก

 

 

 

 

 

เอ้า ! ลืมไป ณรงค์ ทรงอารมณ์ ผอ.พศ. ดูแลวัดญาณสังวรารามยังไง ปล่อยให้พระในวัดไปหมิ่นเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ต้องคดีแถมหนีไป จะรับผิดชอบยังไง ในฐานะกรรมการวัด วันก่อนเห็นออกมาไล่พระเณรที่ไปร่วมม็อบว่า "ไม่ได้มีใครบังคับให้บวช หากทำตามกฎไม่ได้ก็ง่ายๆ แค่..ลาสิกขา" วันนี้ มีปัญหาในวัดของณรงค์ ก็อยากจะบอกว่า "คงไม่มีใครบังคับให้เป็น ผอ.พศ. ถ้าเป็นแล้วบริหารงานไม่ได้ ก็ง่ายๆ แค่..ลาออก"

 

 

 

 

 

 

 

 

ที่แท้ "พระลี้ภัย" นิยมอนาคตใหม่ รอบนี้พระผู้ใหญ่ "เกียร์ว่าง"

 

 

พบ พระปัญญา สีสัน ที่ขอลี้ภัย หนุนกิจกรรมอนาคตใหม่มาตลอด โพสต์ข้อความหมิ่นเหม่จนถูกดำเนินคดี โบว์-ณัฏฐา โดดช่วยอาสารับบริจาค ปลายทางยุโรป คนวงการสงฆ์ชี้รอบนี้มีพระผู้ใหญ่ "เกียร์ว่าง" เหตุไม่ชอบรัฐบาลประยุทธ์เป็นทุนเดิม หลัง "สมเด็จช่วง" ไม่ได้ขึ้นสังฆราช จนพระ-เณรร่วมม็อบ สะท้อนปัญหาวงการสงฆ์ ส่วนพระลี้ภัยเอาตัวรอดคนเดียว ที่เหลือถูกเจ้าอาวาสเรียกตัวกลับ

พระร่วมชุมนุมกับม็อบ ถือว่าเป็นภาพที่พบเห็นได้บ่อย กับการชุมนุมทางการเมืองแทบทุกครั้งในระยะหลัง เพียงแต่สาเหตุของการชุมนุมก่อนหน้านี้ เป็นเรื่องการต่อต้านนักการเมืองที่ทุจริตคอร์รัปชัน และมีกลุ่มมวลชนที่สนับสนุนนักการเมืองที่เสียผลประโยชน์ ออกมาต่อต้านรัฐบาลใหม่ที่ทำหน้าที่บริหารประเทศแทน ไม่มีเรื่องของการแตะต้องสถาบันพระมหากษัตริย์

แม้ว่า คณะปกครองสงฆ์สูงสุดอย่างมหาเถรสมาคม มีคำสั่งห้ามพระภิกษุสามเณรเกี่ยวข้องกับการเมือง มาตั้งแต่ปี 2538 แต่การชุมนุมทางการเมืองทุกครั้ง จะพบพระ-เณรเข้ามาร่วมชุมนุมทุกครั้ง

ครั้งนี้ก็เช่นกัน ม็อบคณะราษฎร 2563 มีพระเข้าร่วมชุมนุมเรียกร้องสิทธิของสงฆ์ ทั้งการขึ้นเวทีปราศรัย ร่วมขบวนกับผู้ชุมนุมด้วยป้ายที่สะดุดตาคนทั่วไป "เอาคิ้วเราคืนมา" จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก แม้จะมีคำสั่งเดิมของมหาเถรสมาคมห้ามไว้แล้วก็ตาม จนสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้ออกมาย้ำ


จนวันที่ 11 พฤศจิกายน 2563 มหาเถรสมาคมออกมติเร่งด่วน 4 ข้อ ห้ามพระภิกษุ สามเณร ยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมทางการเมือง หากฝ่าฝืนคำสั่งหรือมติ มส.ให้เจ้าคณะปกครองดำเนินการทันที คือ


1. ให้ พศ. แจ้งเจ้าคณะผู้ปกครองดำเนินการกับพระภิกษุสงฆ์ สามเณร ที่เข้าข่ายและฝ่าฝืนคำสั่ง เรื่องห้ามพระภิกษุสามเณรเกี่ยวข้องกับการเมือง 2538

 

2. ให้สมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร ประธานกรรมการฝ่ายการปกครองสงฆ์ วางแนวทางการป้องกันการชุมนุมของพระภิกษุสามเณร เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาในระยะยาว

3. ให้นำรายชื่อผู้ฝ่าฝืน ส่งให้เจ้าคณะผู้ปกครอง เพื่อพิจารณาทางพระธรรมวินัยต่อไป

4. ให้ พศ. แจ้งประสานหน่วยงานที่มีหน้าที่ทางกฎหมาย ตรวจสอบสถานะพระที่เข้าร่วมชุมนุมทุกรูป เพื่อป้องกันพระปลอมเข้าร่วมชุมนุมเพราะจะทำให้ศาสนาเกิดความเสียหาย

 

 

 

พระปัญญา สีสัน ลี้ภัย

 

หลังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ออกแนวทางดังกล่าวมา แต่ยังพบว่ามีผู้ที่แต่งกายเป็นพระเข้าร่วมชุมนุมซึ่งบางส่วนเป็นพระปลอมที่สวมชุดพระมาร่วมชุมนุม
 

 


จากนั้น หนึ่งในพระที่เข้าร่วมชุมนุมกับคณะราษฎร 2563 คือ

 

 

 

พระปัญญา สีสัน จากวัดญาณสังวราราม จังหวัดชลบุรี

 

 

 

 

ได้ออกมาโพสต์ข้อความว่า "ตั้งแต่วันแรกๆ ที่อาตมาถูกยัด 112 จำแลง ด้วย พ.ร.บ.คอมพ์ (5 ปี 6 = 30 ปี) อาตมาปรึกษากับทุกๆ คนที่อาตมาคิดว่า ท่านเหล่านั้นน่าจะให้คำปรึกษาแก่อาตมาได้ กับ ส.ส.ก็คุยหลายท่าน กับครูบาอาจารย์มหาวิทยาลัยก็คุยหลายท่าน กับนักเคลื่อนไหวทางการเมืองก็คุยหลายท่าน กับผู้ลี้ภัยทางการเมืองก็คุยหลายท่าน

ทุกท่านก็มีน้ำใจกับอาตมา ให้คำปรึกษา ให้คำแนะนำ บ้างก็ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ เป็นอย่างไรบ้าง สบายดีไหม ปลอดภัยแล้วใช่ไหม"

อยู่ในวัด อาตมาไม่สามารถเล่าเรื่องที่ตนเองถูกกระทำได้ ถ้านึกภาพไม่ออก ก็ให้ดูตัวอย่างที่เป็นพลทหาร ตำรวจชั้นผู้น้อย ข้าราชการตัวเล็กๆ ทำไมพวกเขาต้องปิดปากตัวเองทั้งๆ ที่ตนเองเป็นผู้ถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

เมื่ออาตมามีความพร้อมระดับหนึ่ง ที่จะบอกสังคมว่า อาตมาถูกระบบรัฐราชการรวมศูนย์กลั่นแกล้งรังแก อาตมาก็ลงข้อมูลในเฟซตัวเอง ฝากโพสต์ไปทางกลุ่มต่างๆ แอดมินที่อยากช่วย เขาก็อนุมัติโพสต์ให้รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส-ตลาดหลวง ก็ลงให้ตั้ง 3 โพสต์ ทั้งพระและโยมก็เมตตาช่วยกดไลก์ กดแชร์ ช่วยให้ความเห็น สำนักข่าวก็เมตตาเขียนข่าวให้

จนกระทั่งวันนี้ อาตมาจำเป็นจะต้องใช้เงินก้อนหนึ่งเพื่อให้มีชีวิตที่ปลอดภัยขึ้น ซึ่งก็มีโยม 3 ท่านเอ่ยวาจาปวารณา รวบรวมธารน้ำใจของสาธุชนผู้ไม่ทอดธุระในความอยุติธรรมมของบ้านเมืองนี้แล้ว มีกำลังทรัพย์ที่เหลือพอสำหรับการกระทำจาคะ ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก โดยที่ตนเองไม่เดือดร้อน

ภิกษุถูกฝึกมาโดยพระธรรมวินัย ถ้าโยมไม่เอ่ยปากปวารณาให้ขอจตุปัจจัย ภิกษุจะขอเป็นการเฉพาะเจาะจงไม่ได้

 

อาตมาจึงไม่เคยอินบอกซ์ไปบอกใครๆ ว่า อาตมาต้องการจตุปัจจัย อย่างนั้นอย่างนี้ เท่านั้นเท่านี้ เว้นไว้แต่โยมที่ปวารณาให้อาตมาเอ่ยปากขอได้ อาตมาจึงจะขอ

 

ครูโบว์ทราบเรื่อง และเห็นเอกสารด้านคดีความของอาตมามาตั้งแต่ต้น แล้วครูโบว์ได้เอ่ยวาจาให้ความช่วยเหลือทางการเงินกับอาตมา ตั้งแต่วันแรกที่ครูโบว์ทราบข่าวอีกด้วย

 

อาตมาขออนุโมทนาบุญกับญาติโยมทุกๆ ทุกท่านที่ร่วมกันกระทำจาคะมา ณ โอกาสนี้"

 

 

โบว์-อยากเลือกตั้ง โดดช่วย


จากนั้น น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือโบว์ นักกิจกรรมนักเคลื่อนไหวทางการเมือง และแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง โพสต์เฟซบุ๊กว่า

 

"มีเรื่องด่วนอยากขอความช่วยเหลือจากทุกคน โบว์ทราบข้อเท็จจริงเรื่องนี้แต่ต้น ได้พิจารณาแล้วว่านี่คือสิ่งที่ถูกต้องที่จะทำ และจะเป็นประโยชน์ต่อไป พระสงฆ์รุ่นใหม่ที่มีการศึกษาและวัตรปฏิบัติชอบรูปหนึ่ง กำลังอยู่ระหว่างทางของการลี้ภัย เพื่อไปตั้งสำนักสงฆ์ในประเทศหนึ่งทางยุโรป ท่านถูกตั้งข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่ถูกทางการนำมาใช้แทน ม.112 หลายท่านคงทราบข่าว เราได้เห็นข้อความเหล่านั้น และหมายเรียกแล้วและมั่นใจว่าไม่ได้เข้าองค์ประกอบความผิด

แต่ด้วยความไม่คงเส้นคงวาของการบังคับใช้กฎหมายอย่างที่ทราบกัน ท่านได้ตัดสินใจลี้ภัยอย่างปัจจุบันทันด่วน ขณะนี้อยู่ระหว่างการเดินทางไปประเทศที่ 3 ด้วยปัญหาของหนังสือลงตรา เส้นทางที่จำเป็นต้องเลือกจะมีความซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูงมาก

แต่ที่ปลายทางนั้น หากทำได้สำเร็จ ชาวพุทธหรือผู้สนใจศึกษาในต่างแดนจะได้มีวัดสำหรับผู้ที่ศรัทธาพุทธพจน์ตามพระไตรปิฎกอย่างไม่เจือไสยศาสตร์ ความช่วยเหลือครั้งนี้ จึงเป็นยิ่งกว่าการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยท่านหนึ่งให้ได้รับอิสรภาพ

แต่เป็นการต่อยอดทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เป็นที่พึ่งกับผู้คนอีกมากมาย สำหรับผู้มีจิตศรัทธาที่จะได้ร่วมแรงกัน ณ วันนี้ท่านบิณฑบาตเพียงค่าใช้จ่ายในการเดินทางต่อไปให้ถึงปลายทาง ซึ่งเป็นเงินหลักแสนอย่างเร่งด่วน" ทั้งนี้ ตัวเลขเงินบริจาคผ่านบัญชี "โบว์-ณัฏฐา" มีเข้ามากว่า 2.1 แสนบาท

 

 


ชอบอนาคตใหม่

แหล่งข่าวจากวงการพระพุทธศาสนากล่าวว่า ตามพระธรรมวินัยไม่ได้มีข้อห้ามในเรื่องเหล่านี้ แต่จะไปขัดกับกฎระเบียบของมหาเถรสมาคมของพระชั้นปกครอง ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว คำสั่งของมหาเถรสมาคม ไม่ถือว่าเป็นกฎหมาย ดังนั้น พระหลายรูปจึงเมินเฉยต่อคำสั่งดังกล่าว แต่ก็เสี่ยงต่ออำนาจในการปกครองของเจ้าอาวาสต้นสังกัด มีสิทธิที่จะห้ามปราม ตักเตือนไปจนถึงลงโทษถึงขั้นสึก

 

การที่พระออกมาร่วมชุมนุม ส่วนหนึ่งเป็นเพราะภายใต้กฎระเบียบปกครองสงฆ์ก็มีปัญหาอยู่ในระดับหนึ่ง พระรุ่นใหม่ก็ไม่ต่างจากฆราวาสรุ่นใหม่ ที่แสดงความคิดเห็นตามสภาพปัญหา ขึ้นอยู่กับแต่ละรูปว่าจะแสดงออกอย่างไร

กรณีของพระที่ประกาศขอความช่วยเหลือเพื่อลี้ภัยนั้น ท่านใกล้ชิดกับนักการเมืองกลุ่มอนาคตใหม่ เห็นได้จากงานเปิดตัวผู้สมัครสมาชิกพรรคอนาคตใหม่เมื่อ 6 ตุลาคม 2561 พระปัญญา ได้เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนั้นและแสดงออกอย่างชัดเจน รวมถึงร่วมขึ้นปราศรัยที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในระหว่างการชุมนุมเมื่อ 19 กันยายน 2563


ที่เป็นคดีความนั้น ก่อนหน้านี้ท่านได้โพสต์ข้อความต่างๆ จนเป็นเหตุให้ถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 6 ข้อความที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย จากเอกสารบันทึกแจ้งข้อกล่าวหา เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2563 ระบุว่า เป็นการฟ้องร้องสืบเนื่องจากการโพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กของพระปัญญา เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2562 จำนวน 2 โพสต์ วันที่ 17 ตุลาคม 2562 จำนวน 2 โพสต์ วันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 และวันที่ 11 ธันวาคม 2562

 

 

 

ข้ามหัวมหาเถรสมาคม

ที่ผ่านมา เจ้าอาวาสวัดญาณฯ ก็ได้เตือนพระปัญญาแล้ว แต่ท่านยังคงแสดงออกความคิดเห็นทางการเมือง ดังนั้น คงยากที่ท่านจะอยู่ที่วัดเดิม และการหาวัดอยู่ใหม่คงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยที่ท่านมีลู่ทางในต่างประเทศพอสมควร ดังนั้น จึงออกไปต่างประเทศ แต่ด้วยวิธีการที่ท่านปฏิบัตินั้นถือว่าเป็นการก้าวข้ามกฎเกณฑ์ต่างๆ ของคณะสงฆ์ปกครอง เนื่องจากพระสงฆ์ที่จะเดินทางไปต่างประเทศ จะต้องขออนุญาตต่อทางมหาเถรสมาคมก่อน

เท่าที่ทราบ ตอนนี้ท่านใช้ช่องทางธรรมชาติออกไปที่ประเทศเพื่อนบ้าน และเดินทางต่อไปอีกประเทศหนึ่ง เพื่อเดินทางต่อไปประเทศแถบยุโรป ส่วนที่จะไปสร้างวัดในต่างประเทศนั้น ต้องดูว่าจะเป็นวัดหรือสำนักสงฆ์ เพราะการสร้างวัด ต้องได้รับอนุมัติจากทางมหาเถรสมาคมในประเทศไทยก่อน แต่เมื่อท่านปฏิเสธอำนาจของมหาเถรสมาคมแล้ว การที่จะมาขออนุมัติสร้างวัดคงเป็นไปได้ยาก เว้นแต่ตั้งนิกายใหม่ ที่ไม่ขึ้นกับมหาเถรสมาคมในประเทศไทย

เรื่องเหล่านี้ขึ้นอยู่กับมุมมองว่าจะเลือกมองมุมไหน เพราะการลี้ภัยไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีค่าใช้จ่ายสูง และต้องมีเครือข่ายให้ความช่วยเหลือตั้งแต่ต้นทาง ระหว่างทางไปจนถึงปลายทาง พระหรือสามเณรที่เข้าร่วมชุมนุมไม่ใช่มีแค่พระปัญญาเพียงรูปเดียว รูปอื่นๆ ที่ไม่มีศักยภาพแบบท่าน ก็ต้องกลับวัดต้นสังกัด รับโทษตามที่คณะสงฆ์ชั้นปกครองพิจารณา ขณะที่คนที่ถูกดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 ก็ไม่เห็นด้วยกับวิธีการดังกล่าวของพระปัญญา เพราะสามารถต่อสู้คดีในประเทศไทยได้

อีกมุมหนึ่ง พระสงฆ์หรือสามเณรอีกจำนวนไม่น้อย แม้ว่ากฎระเบียบอย่างอาจไม่ถูกใจ ท่านยังเลือกที่จะศึกษาพระธรรมวินัย ทำหน้าที่ของสงฆ์ตามทิศทางที่ควรเป็น ก็สามารถดำรงตนอยู่ได้ ด้วยการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนให้แก่ประชาชน
 


เกียร์ว่าง

ขณะเดียวกัน ปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สร้างความขุ่นเคืองให้แก่วงการสงฆ์อยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะสายของมหาเถรสมาคมขั้วอำนาจเก่า เพราะหลังจากการแก้ไข พ.ร.บ.สงฆ์ ส่งผลให้สมเด็จช่วงฯ พลาดจากการขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช รวมไปถึงดำเนินการทางคดีความกับพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย (ขณะนั้น) แน่นอนว่ามีพระสงฆ์จำนวนหนึ่ง ที่อยากให้มีการเปลี่ยนรัฐบาลตั้งแต่สมัย คสช. จนมาถึงรัฐบาลปัจจุบัน


ดังนั้น เมื่อเกิดการชุมนุมแล้วมีพระสงฆ์จำนวนหนึ่งเข้าร่วม  พระปกครองสายเก่าที่ยังมีตำแหน่งอยู่ จึงเลือกใช้วิธีเกียร์ว่าง ให้พระเหล่านี้ออกมาเคลื่อนไหว เพราะหากสำเร็จก็เท่ากับตัวเองสมหวังด้วย เพราะถ้ารัฐบาลชุดนี้พ้นทางแล้วได้พรรคใหม่ที่เกื้อหนุนกับพระผู้ใหญ่อยู่ อำนาจที่เคยหายไปก็จะกลับคืนมา

 

 

 

 

ข่าว : ผู้จัดการ : 29 พฤศจิกายน 2563

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264