ยังห่มผ้าเหลืองไม่ได้ !

 

 

เปลว สีเงิน ปรามพุทธะอิสระ

คดีพระพิมลธรรมกับสุวิทย์ต่างกันลิบลับ

แนะให้บวชใหม่ แต่ถามว่า ได้หรือไม่ ?

 

 

 

 

 

 

 

พุทธะอิสระ เจอโจทก์ใหญ่ "เปลวสีเงิน" คนรักชอบพอกัน แต่กลับออกมาแสดงทัศนะตรงกันข้ามกับแนวทางของพุทธะอิสระ ก็น่าจะเป็นอะไรที่เรียกว่า "จุกอก" สำหรับพุทธะอิสระ เพราะถ้าเป็นคนอื่นๆ ก็จะถูกตั้งข้อหาว่า "อยากจะเป็นศัตรู" แต่เมื่อมิตรเตือน มิตรจะกลายเป็นศัตรูหรือไม่ อีกไม่นานก็คงเห็น หรือจะเป็นดังคำกล่าวว่า "การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร" เฮ้อ ! เวรหนอ กรรมหนอ วันก่อนก็วิษณุ วันนี้ก็เปลวสีเงิน

 

 

 

 

 

 

พุทธะอิสระ อ้างว่า "อดีตพระสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช เสด็จไปหาตนเองหลายครั้ง ทรงร้องขอให้พุทธะอิสระเข้ามาจัดการกับธรรมกาย จนสุดท้ายตนเองต้องติดคุกติดตะรางดังที่เห็น" ถือว่าเป็นการอ้างเพื่อหาความชอบธรรมในการออกมาปิดถนนของตนเอง แม้ว่าจะผิดพระธรรมวินัยก็ตาม ยิ่งคนที่ถูกอ้างนั้น "ตายไปแล้ว"

 

 

คนตายพูดอะไรไม่ได้ ไม่ว่าดีหรือร้าย แต่การเอาคนตายมาอ้างนั้น ไม่ทราบว่าฟังขึ้นหรือไม่ในทางกฎหมาย ยิ่งที่อ้างว่า สมเด็จญาณฯ ไปหาตนเอง เพื่อขอร้องให้ออกมาจัดการกับธรรมกายนั้น ก็เท่ากับเป็นการใส่ร้ายต่อองค์สมเด็จพระสังฆราช เพราะพระองค์ทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการมหาเถรสมาคม มีพระอำนาจในการดำเนินการมากมายหลายทาง แต่สุดท้ายกลับไม่ยอมใช้อำนาจที่ชอบธรรมเหล่านั้น กลับทรงเสด็จไปหา "พุทธะอิสระ" ขอร้องให้เข้ามาทำงานแทน เหมือนเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มีอยู่ แต่ไม่ทรงใช้ กลับทรงขอร้องให้ "นักเลงหัวไม้" เข้ามาทำงานแทน แบบนี้จะถือว่าเทิดทูนพระเกียรติสมเด็จพระสังฆราชหรือไม่ ?

 

 

 

 

 

 

 

อย่างไรก็ตาม พุทธะอิสระอ้างอิงสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช มาทั้งหมดนั้น โดยวัตถุประสงค์ 2 ข้อ ก็คือ

 

 

1. เพื่อเป็นเกราะกำบังในการทำความผิดของตนเอง เป็นการอ้างความชอบธรรมในการทำนอกธรรมนอกวินัย แต่กลับไม่มีเอกสารที่อ้างว่าสมเด็จพระญาณสังวรทรงมอบให้แก่ตนเองมายืนยัน

 

2. เพื่อเป็นแนวทางในการต่อสู้ของตนเองว่า ทำถูกแล้ว เพราะมิฉะนั้น สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช คงไม่ทรงร้องขอหรืออำนวยอวยตาม

 

 

แต่ครั้นมาถึง กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 17 ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระอุปัชฌาย์ ซึ่งมีมาตราว่าด้วย "ห้ามบวชคนกี่ประเภท" อยู่ในมาตราที่ 14 ด้วย พุทธะอิสระเหมือนเหยียบกับดักของตนเองเข้าจังเบอร์ เพราะถ้าจะปฏิบัติตามกฎ มส. ฉบับนี้ ตนเองก็จะสิ้นสุดความเป็นพระลงทันที แต่ครั้นจะไม่ปฏิบัติตามก็จะกลายเป็นการ "ไม่ยอมรับกฎ มส. ฉบับนี้" ที่ลงนามบังคับใช้โดย..สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช พระองค์เดียวกับที่พุทธะอิสระอ้างว่า เสด็จไปหาตนเองบ่อยๆ และขอร้องให้ออกมาจัดการกับธรรมกายโดยวิธีการนอกธรรมนอกวินัยนั่นเอง เข้าทำนอง "ขว้างงูไม่พ้นคอ" เพราะอ้างสมเด็จญาณเป็นพยาน ก็ต้องอ้างให้ถึงที่สุด จะอ้างเพียงหาความชอบธรรมด้านเดียว ส่วนที่เกี่ยวกับกฎมหาเถรสมาคมไม่ยอมรับนั้น ก็ถือว่าพุทธะอิสระมิได้จงรักภักดีในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ด้วยนิสัยใจจริง แต่เจ้าเล่ห์เพทุบาย อ้างพระองค์เพียงเพื่อหวังจะทำอะไรที่ผิดพระธรรมวินัยเท่านั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

สุดท้ายในวันนี้ เมื่อมหามิตรของพุทธะอิสระ นามว่า "เปลว สีเงิน" นักหนังสือพิมพ์รุ่นใหญ่แห่งค่าย "ไทยโพสต์" ได้ออกมาแสดงทัศนะต่อการประกาศจะกลับมา "ห่มเหลือง" ของพุทธะอิสระว่า "ทำไม่ได้" เพราะไม่เหมือนกับคดีความของอดีตพระพิมลธรรม วัดมหาธาตุ

 

 

สาเหตุเพราะ..

 

1. พระพิมลธรรม ศาลตัดสินว่าไม่ผิด แถมยกมือไหว้ขอโทษแทนโจทก์

 

2. พุทธะอิสระ ศาลตัดสินว่าผิด สั่งจำคุก 3 ปี แต่รับสารภาพ จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง และให้รอลงอาญา 1 ปี

 

 

สรุปว่า พุทธะอิสระ ผิด !

 

 

บวชไม่ได้ตลอดชีวิต มิใช่แค่กลับมาห่มผ้าเหลืองเท่านั้น แม้แต่บวชใหม่ก็ทำไม่ได้

 

 

 

 

พุทธะอิสระ คืนผ้าเหลือง

โดย เปลว สีเงิน หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

30 ตุลาคม 2562

 

"หลวงปู่พุทธะอิสระ" เอ่ยชื่อนี้ เกือบทุกคนต้องรู้จัก

 

 

หลายวันก่อน ท่านโพสต์เฟซ ความสำคัญว่า..........

 

 

"......สิ้นเดือนตุลาคมนี้ ก็สิ้นสุดเวลาคุมความประพฤติ ในคำพิพากษาคดีทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจในขณะชุมนุม

 

ด้วยเพราะเวลาเจ้าหน้าที่กองปราบมาจับ แล้วส่งฝากขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ เจ้าหน้าที่กองปราบได้นิมนต์หลวงพ่อ เจ้าคณะเขต เจ้าอาวาสวัดเสมียนนารี และเลขา มาทำหน้าที่สึก

 

พุทธะอิสระ ได้กราบเรียนหลวงพ่อผู้คุ้นเคยกันไปว่า กระผมมิได้ละเมิดต่ออาบัติร้ายแรงจนทำให้ขาดจากความเป็นพระ ผมจึงไม่ยินดีกล่าวคำลาสิกขา

 

ครั้นออกจากคุกมาแล้ว จึงตั้งใจว่า จักกลับมาห่มผ้าจีวรอีก

 

พอดีมหาเถรสมาคม ออกกฎขึ้นมาใหม่ว่า ภิกษุผู้ต้องโทษอยู่ในขณะคุมความประพฤติ ของทางราชการ ห้ามกลับเข้ามาบวชอีก จนกว่าจักหมดเวลาคุมความประพฤติ (ตามหมวด 3 ว่าด้วยหน้าที่พระอุปัชฌาย์ กฎ มส.17)

 

ซึ่งกรณีของพุทธะอิสระ จักสิ้นสุดเวลาคุมความประพฤติลงในวันที่ 29 ตุลาคม 2562

 

เหตุนี้ จึงกำหนดเวลากลับไปห่มผ้าไตรจีวร ในวันที่ 5 ธันวาคม เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์พ่อหลวง ร.9 ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐยิ่ง"

 

 

ครับ.....นี่แหละ

 

ทราบว่า เมื่อ 27 ตุลา ที่วัดอ้อน้อย นครปฐม

 

มีพิธีกรรม พระสงฆ์วัดต่างๆ ในเขตนั้นมาประชุมกัน พร้อมชาวบ้านจำนวนมาก

 

พุทธะอิสระ หรือนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ ในชุดขาว รายงานถึงเรื่องราวทั้งหมดแต่ต้น จนถึงถูกจับ

จากนั้น ขอให้หมู่สงฆ์พิจารณาและออกฉันทามติ ยอมรับว่า "ภิกษุภาวะ" ของพุทธะอิสระยังดำรงอยู่หรือไม่?

 

และมีความเห็นอย่างไร กลับมาครองจีวรตามเดิมเลย หรือควรให้กล่าวคำขอบวชใหม่ ?        

   

คณะสงฆ์แสดงความเห็นและลงมติ รับรองความเป็นพระของพุทธะอิสระ

 

แต่พุทธะอิสระ เกรงจะเกิดข้อครหาภายหลัง เน้นย้ำให้หมู่สงฆ์พิจารณาให้ถ้วนถี่อีกที สุดท้ายแล้ว หมู่สงฆ์ยังคงมีมติเช่นเดิม

 

นี้ ผมสรุปคร่าวๆ

 

ประเด็นน่าสนใจ คือเบื้องหลังพุทธะอิสระถูกจับ และภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้ทำขณะอยู่ในเรือนจำ

 

ทั้งหมดนี้ ผมดูยูทูบในโซเชียล ยาวเป็นชั่วโมง อยากให้ไปหาดูกัน เพราะสิ่งที่พุทธะอิสระเปิดเผย  ถ้าไม่ใช่จากปากท่าน คนอื่นบอก ยากจะเชื่อ

 

พุทธะอิสระอ้างคดีพระพิมลธรรมเป็นบรรทัดฐาน ในการกลับครองผ้ากาสาวพัสตร์ได้ทันที

 

ประเด็นนี้ เพื่อการใคร่ครวญทางใด-ทางหนึ่ง ผมจะนำจากเอกสารประวัติศาสตร์มาให้พิจารณากัน

 


 

 

กองงานเลขาธิการมหาเถรสมาคม

กันยายน 2509

สังเกตการณ์ เกี่ยวกับอดีตพระพิมลธรรม

เสนอ ห.น.ก. สธ.

 

 

 

ตามที่ท่านหัวหน้ากอง ได้สั่งการกระผมด้วยวาจาให้ไปสังเกตการณ์ เรื่องการตัดสินคดีอดีตพระพิมลธรรม (อาจ ดวงมาลา) ที่ศาลทหาร กระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2509 และในวันต่อๆ มา

 

กระผมได้ไปปฏิบัติตามคำสั่งแล้ว ขอรายงานความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังต่อไปนี้

 

1. เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2509 เวลา 09.00 น. ศาลทหารได้นัดพิจารณาตัดสินชี้ขาดคดีอดีตพระพิมลธรรม ซึ่งอัยการศาลทหารได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องอดีตพระพิมลธรรม

 

ในข้อหายุยง แนะนำ เสี้ยมสอน โฆษณาชวนเชื่อ และมีการกระทำอันเป็นคอมมูนิสต์ บ่อนทำลายความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร

 

ศาลได้อ่านคำพิจารณาวินิจฉัย ใจความว่า คำของพยานโจทก์และจำเลยแล้ว

 

ปรากฏว่า พยานโจทก์ไม่มีหลักฐานพอที่จะลงโทษจำเลยได้ และพยานโจทก์เองบางคนก็พยายามกลั่นแกล้งปรักปรำใส่ความจำเลย ซึ่งเป็นความอิจฉาริษยากัน พยานของโจทก์บางคนก็ให้การเป็นประโยชน์ต่อจำเลย

 

 

.......................

 

 

ศาลให้ยกฟ้องโจทก์เสีย ปล่อยจำเลยพ้นข้อหาไป

 

 

 

และหวังว่า จำเลยเป็นบัณฑิตในพระพุทธศาสนา คงจะตั้งอยู่ในอุเบกขาญาณ เป็นความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตน เรื่องนี้มิใช่ความผิดของใคร เป็นความผิดของสังสารวัฏ

 

เมื่ออ่านคำพิพากษาจบแล้ว ศาลได้ยกมือไหว้จำเลย นิมนต์ให้ครองจีวรเข้าสู่สภาพเดิม

 

ต่อจากนั้น อดีตพระพิมลธรรมได้นุ่งสบง ครองจีวร พาดสังฆาฏิ เป็นที่เรียบร้อย เป็นที่ปลื้มปีติโสมนัสแก่พุทธบริษัทที่มาประชุมฟังการพิจารณาในครั้งนี้อย่างคับคั่ง มีภิกษุสามเณรประมาณพันรูป  คฤหัสถ์ประมาณสามร้อยคน ล้นแน่นศาลไปหมด

 

2. เมื่อเวลาประมาณ 10.30 น. ของวันที่ 30 สิงหาคม 2509 อดีตพระพิมลธรรมได้ออกจากศาลทหารในภาพที่ทรงสมณเพศอย่างเรียบร้อย ....ฯลฯ.....

 

แต่เป็นเวลากะทันหัน ต้องไปฉันเพลที่วัดนาคกลาง ธนบุรี ฉันเพลแล้ว เวลาบ่าย 15.25 น. ได้ไปยังวัดมหาธาตุ พระนคร นมัสการพระประธานในพระอุโบสถวัดมหาธาตุฯ ได้มีพระภิกษุสามเณรทั้งในวัดและต่างวัดมาร่วมประชุมไหว้พระกันจนเต็มอาสน์สงฆ์ และล้นอาสน์สงฆ์ออกมา ประมาณพระสงฆ์สักเจ็ดร้อยรูป และมีคฤหัสถ์มาร่วมประชุมประมาณสองร้อยคน

 

เมื่อกล่าวคำนมัสการบูชาพระรัตนตรัยเสร็จแล้ว พระสงฆ์สามเณรที่ร่วมประชุมในพระอุโบสถนั้นได้กระทำสามีจิกรรม ขอขมาต่ออดีตพระพิมลธรรม เป็นเวลาประมาณ 30 นาที

 

ต่อจากนั้น พระสงฆ์ได้สวดชัยมงคลคาถา 3 จบ สวดโส อัตถลัทโธ 3 จบ สวดสัพพพุทธา ฯลฯ  ภวตุสัพ เป็นการอวยชัยให้พรอดีตพระพิมลธรรม

 

เสร็จแล้ว อดีตพระพิมลธรรม ได้ยืนกล่าวคำปราศรัย เล่าตั้งแต่ท่านถูกจับมา ตั้งแต่วันที่ 20  เมษายน 2505 ได้ถูกลอกคราบ คือผ้ากาสาวพัสตร์ไปโดยผู้มีอำนาจ และท่านไม่ยอมสึก แต่ต่อสู้ไม่ได้ ต้องเสียอิสรภาพถูกคุมขัง และท่านได้ใช้ขันติและเมตตาตลอดมา      

     

ระหว่างที่ถูกคุมขังอยู่นั้น ก็ยังปฏิญาณว่าเป็นภิกษุภาวะอยู่ มิได้ประพฤติการใดๆ ให้ผิดไปจากสมณเพศ เป็นแต่ต้องนุ่งผ้าขาวแบบสบงและอังสะ และมีผ้าคลุม เพราะอยู่ในอำนาจของเขา

 

ส่วนจิตใจยังยึดมั่นในพระรัตนตรัย ขอต่อสู้ด้วยชีวิตจนถึงวันนี้ วันที่ 30 สิงหาคม 2509 เวลา  10.30 น. คราบคือผ้ากาสาวพัสตร์ ก็ได้คืนมา ศาลได้พิพากษาวินิจฉัยชี้ขาด ท่านเป็นผู้บริสุทธิ์

 

และได้กล่าวคำบาลีว่า ปริสุทโธติ มัง สังโฆ ธาเรตุ แปลว่า ขอพระสงฆ์จงรับรองว่า ข้าพเจ้ายังเป็นผู้บริสุทธิ์ หรือจะคัดค้านประการใด

 

พระสงฆ์ทั้งนั้น ได้เปล่งเสียง "สาธุ" ขึ้นพร้อมกัน เป็นอันรับรองความบริสุทธิ์ของท่าน

 

ต่อจากนั้น ท่านอดีตพระพิมลธรรม ได้เข้าไปหาพระธรรมรัตนากร เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ ถวายนมัสการกล่าวคำขอขมา

 

เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ ให้โอวาท ให้ระลึกถึงกรรมเวรที่สัตว์ทั้งปวงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขอให้ท่านอยู่ในสังวรต่อไป

 

และเตือนว่า ขอให้มีสติและปัญญาทัดเทียมกัน อย่าให้ปัญญาเกินสติ

 

แล้วท่านได้กราบลาเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ แจ้งว่าท่านได้อธิษฐานพรรษาอยู่ในสันติบาล จะขออยู่ในสันติบาลนั้นจนกว่าจะออกพรรษา

 

เสร็จแล้วท่านได้ไปที่หอปริยัติรับรองพระสงฆ์ที่มารออยู่นั้น ประมาณ 300 รูป คฤหัสถ์ประมาณ 100 คน เวลาประมาณ 21.00 น. จึงกลับสันติบาล

 

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2509 เวลา 16.25 น.อดีตพระพิมลธรรม ได้ไปยังพระอุโบสถวัดมหาธาตุฯ พบพุทธบริษัท ปรากฏมีเสียงร่ำไห้ของพุทธบริษัทในอุโบสถเซ็งแซ่

 

ท่านได้ปรารภให้พุทธบริษัทฟัง และท่านบอกว่า ท่านไม่เดือดร้อนอะไร ท่านกลับมีความสุขสบาย ได้รับการต้อนรับจากเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี

 

ท่านกล่าวธรรมมีกถาปลอบพุทธบริษัท ให้พิจารณาอารมณ์ในแง่กรรมฐาน จึงจะได้ความสุขกายสบายใจ

 

ตอนเวลา 18.00 น. พระสงฆ์ได้ลงอุโบสถสังฆกรรม ท่านได้ร่วมอุโบสถด้วย พระสงฆ์ทุกองค์ในวัดพระมหาธาตุ มิได้มีความรังเกียจท่านแต่ประการใด

 

เมื่อทำอุโบสถเสร็จแล้ว พุทธบริษัทขอให้ท่านแสดงพระธรรมเทศนา 1 กัณฑ์ และได้กล่าวคำเป็นสาราณียสถาน สนทนากับพุทธบริษัท จนถึงเวลา 23.00 น. จึงกลับไปจำวัดที่สันติบาล

 

 

จึงขอเรียนท่านหัวหน้ากองเพื่อทราบ และโปรดนำเสนอกรม เพื่อทราบต่อไป

 

 

นายสิริ เพชรไชย

หน.ป.ธ.สช.

1 ก.ย. 2509

 


 

 

 

ต่อมา "หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล" รมว.ศึกษา ทำหนังสือถึง "จอมพลถนอม กิตติขจร" นายกฯ  ความตอนหนึ่งว่า

 

 

.........การประชุมทำอุโบสถสังฆกรรมนี้ ถือเป็นกิจกรรมสำคัญของสงฆ์ ผู้จะเข้าร่วมประชุมได้จะต้องเป็นพระภิกษุผู้บริสุทธิ์ และที่ประชุมนั้นไม่รังเกียจด้วยประการใดๆ จึงจะเข้าร่วมทำอุโบสถสังฆกรรมได้

 

การที่คณะสงฆ์วัดมหาธาตุฯ ยินยอมให้พระอาจ (พระพิมลธรรม-เปลว) เข้าร่วมทำอุโบสถสังฆกรรมในวันนั้นด้วย โดยมิได้แสดงอาการรังเกียจแต่อย่างใด

 

จึงเป็นการยืนยันว่า พระอาจฯ ยังทรงภาวะความเป็นภิกษุอยู่ และคณะสงฆ์ที่ประชุมทั้งหมด รับรองความเป็นภิกษุของพระอาจฯ อย่างสมบูรณ์ทุกประการ

 

กรมศาสนาได้เสนอเรื่องศาลทหารยกฟ้องคดีพระอาจ ดวงมาลา ต่อที่ประชุมมหาเถรสมาคม เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2509

 

ที่ประชุมลงมติรับทราบ โดยมิได้มีการอภิปรายแต่อย่างใด

 

เรื่องเกี่ยวกับพระอาจ จะถือว่าเป็นพระภิกษุโดยชอบด้วยพระธรรมวินัยหรือไม่นี้ กระทรวงศึกษาธิการเห็นว่า เป็นเรื่องทางวินัยสงฆ์

 

ควรให้เป็นเรื่องของเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ เจ้าคณะอำเภอพระนคร และเจ้าคณะจังหวัดพระนคร พิจารณาตามสายการปกครองโดยตรงก่อน

 

เมื่อเรื่องยุติไม่ได้ จึงนำเสนอมหาเถรสมาคมพิจารณา เพราะมหาเถรสมาคมเป็นองค์การสูงสุดของคณะสงฆ์

 

การที่จะนำเรื่องพระอาจเข้าสู่ที่ประชุมโดยมิได้มีผู้ใดเป็นโจทก์นั้น อาจไม่ชอบด้วยวิธีการ

 

อาจเป็นชนวนให้มีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ขึ้นในหมู่สงฆ์และประชาชน

 

ทางด้านเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ "พระสุวิมลธรรมาจารย์" บอกว่า

 

อดีตท่านเจ้าคุณพระพิมลธรรมยังคงเป็นพระที่ถูกต้องอย่างสมบูรณ์ เพราะในวันที่ถูกบังคับให้สึกจากพระนั้น ได้ทำไปโดยคำสั่งของจอมพลสฤษดิ์ มิได้มีการสอบสวนในทางพระวินัยแบบอย่างของคณะสงฆ์เลย....ฯลฯ.....

 

เรื่องที่จะกลับมาอยู่วัดมหาธาตุฯ อีกนั้น ก็ไม่จำเป็นจะต้องมาทำพิธีบวชใหม่หรือทำทัฬหิกรรม คือสวดรับรองทำให้มั่นอีกครั้งหนึ่ง เพราะไม่ได้มีอะไรเป็นที่สงสัยในความเป็นพระ

 

สมเด็จพระวันรัต (ในยุคนั้น) บอกว่า

 

เรื่องที่กลับสู่สมณเพศ จะต้องทำพิธีบวชอีกหรือไม่นั้น เรื่องนี้ ก็ต้องแล้วแต่เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ จะพิจารณา ไม่จำเป็นต้องนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมมหาเถรสมาคม

 

 

ครับ....

 

เหล่านี้ เป็นข้อศึกษาถึงขั้นตอนคืนผ้าเหลืองได้อยู่ แต่ผมมีความเห็นเสนอหลวงปู่พิจารณานิดเดียว

ไม่ติดใจหลวงปู่ยังเป็นพระหรือไม่เป็น

 

แต่มีประเด็นทางคดีโลกต้องพิจารณา

 

คดีพระพิมลธรรม ศาลยกฟ้อง คือไม่มีความผิดใดๆ เลย

ส่วนคดีหลวงปู่ ศาลตัดสินจำคุก 3 ปี

รับสารภาพ ลดเหลือ 1 ปี 6 เดือน

โทษจำให้รอลงอาญา ปี

หลวงปู่พ้นโทษคุกก็จริง

แต่ทางคดีถือว่าได้ทำผิด ทั้งรับสารภาพ

 

ในทางสงฆ์ บอกว่าหลวงปู่ยังดำรงภิกษุภาวะ ผมก็สาธุ

แต่ทางโลก ผมเกรงจะเกิดครหา เพื่อตัดบ่วงมารที่จะตามราวีภายหลัง

5 ธันวา หลวงปู่กล่าวคำขอบวชใหม่

 

จะสบายใจทั้งสงฆ์-ทั้งชาวบ้าน นี่คือความเห็นผม

 

 

 

ที่มา : ไทยโพสต์ : 30 ตุลาคม 2562

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264