5 ธันวา !

 

พุทธะอิสระจะกลับมาห่มผ้าเหลือง

 

งานแรกของมหาเถรสมาคมชุดพระราชทาน

 

จะต้านหรือจะปล่อย ?

 

 

 

 


 

 

 

ปฏิบัติการฟ้าสาง

 

ตลบมุ้งเจ้าพ่ออ้อน้อย ปืนจ่อหัว ลากคอออกมา

ในสภาพล่อนจ้อน ไม่มีผ้าติดตัวแม้แต่ผืนเดียว

หิ้วปีกออกนอกวัด สั่งถอดผ้าเหลือง ยัดห้องขัง

 

 

ฉากใหญ่บันลือโลก ระทึกอกระทึกใจยิ่งกว่ากำลังภายใน ระดับฮอลลีวูดยังทำได้ไม่เนียนเท่า ต้องใช้คอมมานโดของกองปราบปฏิบัติการ เป็นบทบาทที่ใครๆ ก็คิดถึง พุทธะอิสระ ถึงกับประกาศว่า "ขอบคุณที่ยังคิดถึง"

 

 

จริงฮ่ะ ! ใครๆ ก็คิดถึง อยากเห็นฉากแบบนี้อีกสักครั้ง ท่านพุทธะอิสระจะรีเทิร์นแบบนี้อีกหรือไม่ ?

 

 

 

 

 

 

 

 

อา..ถามว่า ทำไมต้องเป็นวันที่ 5 ธันวา ? ก็ตอบว่า เพราะเป็นวันพ่อไงครับ ? วันเฉลิมพระชนมพรรษาในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งคุณพุทธะอิสระก็หากินกับเจ้ากับวังมานาน โครงการอะไรต่างๆ นานา ก็จะออกมาในแนวนี้ คือต้องมีการอิงสถาบัน อ้างสถาบัน แรกๆ ก็อ้างเพื่อประเทศชาติศาสนา สุดท้ายก็อ้างเพื่อ..ตัวเอง

 

 

การประกาศ "รีเทิร์น" ของพุทธะอิสระครั้งนี้ เหมาะเจาะพอดีกับ "พระบรมราชโองการฯตั้งมหาเถรสมาคมชุดใหม่ 20 รูป" เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ที่ผ่านมา แบบว่าพอรับตราตั้งเป็นกรรมการมหาเถรสมาคมจากพระสังฆราชปุ๊ป ก็เข้าประชุมเรื่อง "พุทธะอิสระ" กันทันที เรื่องธัมมชโยยังเป็นรอง

 

 

 

 

 

 

เจ้าคุณเกษม : พระธรรมกิตติเมธี วัดราชาธิวาส

กรรมการมหาเถรสมาคมชุดใหม่

จะดับฝันนายสุวิทย์ลงหรือไม่ ?

 

 

 

กรรมการมหาเถรสมาคมชุดใหม่นี้ ถึงจะเป็นชุดใหม่ แต่ก็ใช่ว่าจะใหม่เสียทั้งหมด คือมีคนเก่าและคนใหม่ผสมกัน นั่นในเรื่องวาระของการดำรงตำแหน่ง แต่..แต่ก็ยังมีเก่าอีกประเภทหนึ่ง คือ โจทก์เก่า ของคุณพุทธะอิสระ ท่านได้เข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคมชุดพระราชทานด้วย เอ่ยนามเลยว่าได้แก่ พระธรรมกิตติเมธี หรือท่านเจ้าคุณเกษม วัดราชาธิวาส ประธานศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ลูกพี่ใหญ่ของ..เจ้าคุณประสาร ซึ่งเป็นเลขานุการของเจ้าคุณเกษม

 

ถ้ามองเจ้าคุณเกษมแล้วยังไม่ทะลุว่าพุทธะอิสระมีปัญหาอะไรกับศูนย์พิทักษ์ฯแห่งนี้ ก็ดูไปที่ "เจ้าคุณประสาร" แล้วจะรู้..หมู่หรือจ่า !

 

 

มหาเถรสมาคมยังมีข้อบกพร่องอย่างร้ายแรง นั่นคือ ไม่มีหน่วยงานด้านการตัดสินคดีความทางสงฆ์เป็นการเฉพาะ ใช้ระบบ "การบังคับบัญชา" เช่นว่า ถ้าพระลูกวัดทำผิด ก็ให้เจ้าอาวาสตัดสิน ถ้าเจ้าอาวาสทำผิด ก็ให้เจ้าคณะตำบลตัดสิน ถ้าเจ้าคณะตำบลทำผิด ก็ให้เจ้าคณะอำเภอตัดสิน ไล่ขึ้นไปจนถึงเจ้าคณะภาค เจ้าคณะหน แต่ถ้าเจ้าคณะภาคเจ้าคณะหนหรือบรรดาสมเด็จฯ-รองสมเด็จฯ หรือธัมมชโย ทำผิด ก็ไม่มีใครกล้าตัดสิน ต้องให้รัฐบาลส่งกำลังทหารตำรวจเข้าบุกวัด ล้อมจับ ให้เป็นที่อับอายขายขี้หน้าชาวพุทธ ประจานความห่วยของมหาเถรสมาคมที่เอาแต่ประชุม แต่ไม่คิดทำงานที่เป็นการรักษาฐานอำนาจของตัวเองในการพิทักษ์ปกป้องพระพุทธศาสนา

 

กรณีพุทธะอิสระที่จะมาถึงในวันที่ 5 ธันวาคม ศกนี้ ถือได้ว่า "ท้าทาย" ต่ออำนาจการบริหารกิจการพระพุทธศาสนา ของกรรมการ มส. ชุดใหม่ ภายใต้พระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราช วัดราชบพิธ ผู้ซึ่งได้รับฉายาว่า "ตงฉิน" และตรงเป็นไม้บรรทัด ยิ่งกว่าสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช แต่จะจริงหรือไม่ ก็ต้องดูกันต่อไป เพราะพูดนั้นใครก็พูดได้ แต่จะทำได้หรือไม่นี่สิ

 

ถ้ายังจำความได้ เมื่อครั้งออกคุกมาใหม่ๆ พุทธะอิสระประกาศจะกลับมานุ่งสบง ก็ถูกเจ้าคุณเกษมออกมาเบรก ห้ามพระอุปัชฌาย์รูปใดบวชให้ ใครขืนบวชจะโดนโทษหนัก ถึงกับถูกถอดถอนไปตลอดชีวิต และเพราะติดด่านนี้ พุทธะอิสระจึงประกาศ "เลื่อน" กำหนดการห่มผ้าเหลืองมาจนถึงวันนี้

 

วันนั้น เจ้าคุณเกษมยังเป็นเพียง "เจ้าคณะภาค" มีอำนาจสั่งการได้เฉพาะในเขตภาคของตน แต่วันนี้ เจ้าคุณเกษมได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง "กรรมการมหาเถรสมาคม" มีอำนาจในการสั่งการ บังคับบัญชา ได้ทั่วประเทศ เพราะเป็นคณะรัฐมนตรี มีอำนาจมากกว่าตอนเป็นภาค ก็ต้องมองว่าจะมีบทบาทอย่างไรต่อการประกาศกลับมาห่มผ้าเหลืองของนายสุวิทย์

 

แต่ก็อย่าดูแคลนคนที่ชื่อ "สุวิทย์ ทองประเสริฐ" ผู้เคยกอดคอกับ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" ล้มล้างรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์-ทักษิณ" ประเคนอำนาจให้ "ประยุทธ์ จันท์โอชา" มาแล้ว ว่านายสุวิทย์คงไม่คิดตื้นๆ แค่เดินเข้าโบสถ์ห่มผ้าเหลืองกลับออกมา เพราะถือว่าสุ่มเสี่ยงต่อการถูกแจ้งความจับกุม ซึ่งก็เคยมีภาพและเสียงประจานไปทั่วโลกหลอกหลอนอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้

 

 

สุวิทย์นอนคิดมาเป็นปี จึงวางแผน 3 ชั้น ในการกลับมานุ่งสบง

 

 

ชั้นที่ 1 อ้างในหลวง ร.9 เป็นตัวเปิดเกมในการบวชเพื่อเฉลิมพระเกียรติ ถามว่าใครหน้าไหนจะกล้าขัดขวางงานในหลวง ใครขืนแหลมเข้าไปก็จะเข้าข่าย "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" ข้อหาไม่จงรักภักดีที่คนกลุ่มนี้ถนัดในการยัดเยียดอยู่แล้ว

ชั้นที่ 2 อ้างแม่ ว่าแม่ป่วย อยากจะเห็นผ้าเหลืองของลูกชายก่อนตาย ซึ่งข้อนี้ก็เป็นเพียงสัมพันธภาพระหว่าง "แม่-ลูก" ของนายสุวิทย์ ไม่เกี่ยวกับใครอื่นใด แต่สุวิทย์อ้างนั้น ได้ความกตัญญูเห็นๆ

 

ชั้นที่ 3 วางหมาก "ระดมมวลชนป้องกันตนเอง" โดยประกาศเชิญชวนสาวกให้ไปบวชเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลถวายในหลวง ร.9 ซึ่งความจริงก็คือ บวชเป็นบริวารของตนนั่นเอง งานนี้ยิ่งได้คนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้ความมั่นใจเพิ่มขึ้นเท่านั้น มันก็มุกเดียวกับธัมมชโย ใช้มวลชนเป็นเกราะกำบังให้แก่ตนเอง ในกรณีที่มีพฤติกรรมคาบลูกคาบดอก

 

ตรงนี้เป็นหมากสุดท้ายถูกวางเอาไว้อย่างแยบคาย แถมวางไว้เป็นการทิ้งท้ายด้วย ไพ่ใบสุดท้ายย่อมจะเป็นไพ่ตายเสมอ ระดับเซียนย่อมไม่ปล่อยง่ายๆ ถ้าไม่หมดหน้าตักแล้ว

 

ก็ดังที่บอกว่า การอ้างความชอบธรรม หรือจะกำหนดวิธีการใดๆ ให้เป็นความศักดิ์สิทธิ์แก่ตนเองนั้น ใครๆ ก็ทำได้ แต่ปัญหาก็คือ หาข้อยุติไม่ได้ ดังนั้น องค์กรปกครองสงฆ์ คือมหาเถรสมาคม ต้องสร้างมาตรฐานการปกครองให้เข้ารูปเข้ารอย จะโดยวิธีใดก็ตามแต่ แต่อย่าให้ใครทำตามใจฉัน แล้วก็อ้างเอาเป็นความชอบธรรม ซึ่งมันมีผลไปถึง "มวลชน-พุทธศาสนิกชน" เขาจะสับสน บ้างถึงกับทึกทักเอาว่า สิ่งที่ครูบาอาจารย์ปฏิบัติไปนั้นถูกต้องแล้ว

 

วันนี้ ผ่านมา 2 รัฐบาลแล้ว ทั้งรัฐประหารและประชาธิปไตยซ่อนรูป ก็ยังทำอะไรธัมมชโยไม่ได้ ธัมมยโชยังไม่ตาย แถมยังจะกลายเป็นผีดิบกลืนประเทศไทยไปในอนาคต ก็ปรากฏผีดิบตัวใหม่ คือ พุทธะอิสระ สร้างอาณาจักรส่วนตัวขึ้นมาซ้อนกับธรรมกายอีกแล้ว

 

เสียดายนะ วันนั้น รัฐบาลสู้อุตส่าห์ ส่งกองกำลังคอมมานโด เข้าปฏิบัติการ "รื้อรังเจ้าพ่อวัดอ้อน้อย" สำเร็จอย่างงดงามมาแล้ว แต่ไม่นานก็ปล่อยเสือเข้าป่า ไปสร้างวัดอ้อน้อยให้เป็นรกเป็นพงเหมือนเดิมอีก

 

ประเทศชาติพระศาสนา ที่มีปัญหาอยู่ทุกวันนี้ก็มิใช่ใคร เพราะพวกนักการเมืองทั้งนั้น ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่นก็ใช่

 

เชื่อว่า กรณีนี้ รัฐบาลประยุทธ์จะทำไม่รู้ไม่ชี้ เพราะไหนๆ ก็ปล่อยออกคุกมาก่อนเพื่อนแล้ว จะกลับไปห่มผ้าเหลืองอีกก็คงไม่แปลกอะไร มีอะไรก็โบ้ยให้ไปถาม "มหาเถรสมาคม" ถามแบบนี้ พุทธะอิสระ ก็ยิ้มกริ่มว่า..เสร็จกรู !

 

 

 

 

พุทธะอิสระ แจงยิบ กลับมาห่มผ้าไตรจีวร 5 ธันวาคมนี้

 

16 ต.ค 62 - พุทธะอิสระ (สุวิทย์ ธีรธมฺโม) อดีตเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย  โพสต์เฟซบุ๊กโดยมีเนื้อหาดังนี้

ขอบคุณที่ยังคิดถึงกันอยู่

พอออกพรรษาแล้ว อยากสัมผัสกับธรรมชาติป่า เขา สายน้ำ แสงแดด กลิ่นไออันบริสุทธิ์ สดชื้น เพื่อซึมซับพลังธรรมชาติ

อยู่ดีๆ คนติดตามก็นำโทรศัพท์มายื่นให้แล้วบอกว่า เจ้าตั้มโทรมาบอกว่านักข่าวหลายช่องจักขอสัมภาษณ์ กรณีมีข่าวว่า จักกลับไปนุ่งห่มผ้าไตรจีวรอีก

รู้สึกแปลกใจอยู่เหมือนกัน ว่าใครไปให้ข่าว แก่พวกนักข่าวเพราะไม่เคยคิดจักโฆษณา ออกข่าวคราวกันขนาดนี้


เพียงแค่แจ้งข่าวแก่ บรรดาญาติโยม ที่มาทำบุญในวันออกพรรษาว่า สิ้นเดือนตุลาคมนี้ ก็สิ้นสุดเวลาคุมความประพฤติ ในคำพิพากษาคดีทำร้าย ร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจในขณะชุมนุม


ด้วยเพราะเวลาเจ้าหน้าที่กองปราบมาจับ แล้วส่งฝากขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ เจ้าหน้าที่กองปราบได้นิมนต์หลวงพ่อ เจ้าคณะเขต เจ้าอาวาสวัดเสมียนนารี และเลขา มาทำหน้าที่สึก


พุทธะอิสระ ได้กราบเรียนหลวงพ่อผู้คุ้นเคยกันไปว่า กระผมมิได้ละเมิดต่ออาบัติร้ายแรงจนทำให้ขาดจากความเป็นพระ ผมจึงไม่ยินดีกล่าวคำลาสิกขา

ครั้นออกจากคุกมาแล้ว จึงตั้งใจว่า จักกลับมาห่มผ้าจีวรอีก พอดีมหาเถระสมาคม ออกกฎขึ้นมาใหม่ว่า ภิกษุผู้ต้องโทษอยู่ในขณะคุมความประพฤติ ของทางราชการ ห้ามกลับเข้ามาบวชอีก จนกว่าจักหมดเวลาคุมความประพฤติ (ตามหมวด 3 ว่าด้วยหน้าที่พระอุปัชฌาย์ กฎ มส.17)


ซึ่งกรณีของพุทธะอิสระ จักสิ้นสุดเวลาคุมความประพฤติลงในวันที่ 29 ตุลาคม 2562


เหตุนี้จึงกำหนดเวลากลับไปห่มผ้าไตรจีวร ในวันที่ 5 ธันวาคม เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์พ่อหลวง ร.9 ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐยิ่ง

ก็ไม่คิดว่าการกลับไปนุ่งห่มผ้าเหลืองครั้งนี้ จักเป็นจุดสนใจของใครๆ มากขนาดนี้


ขอถือโอกาสให้ความรู้ ตามหลักพระธรรมวินัยเสียเลยว่า การที่ภิกษุจักพ้นจากความเป็นภิกษุได้นั้น มีเหตุอยู่ 3 ประการ คือ


1. มรณภาพ (ตาย)


2. ต้องอาบัติปาราชิก เรียกว่า อาบัติร้ายแรงชั่วหยาบ ไม่สามารถกลับเข้ามาเป็นพระได้อีกตลอดชีวิต เช่น ฆ่ามนุษย์ อวดอุตริมนุสธรรมอันไม่มีอยู่จริง และเสพเมถุน


3. กล่าวคำลาสิกขา


หลักการดังกล่าวมานี้ซึ่งก็ตรงกับคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 6782/2543


ย่อความสั้นๆ ให้ท่านทั้งหลายได้เข้าใจง่ายว่า


ภิกษุรูปหนึ่งถูกเจ้าหน้าที่ ตำรวจจับข้อหาเสพสารเสพติด และถูกบังคับให้กล่าวคำลาสิกขา แต่ภิกษุนั้นมิได้ยินยอม
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำตัวไปโรงพัก และบังคับให้ถอดจีวรพร้อมนำตัวไปคุมขัง เพื่อส่งฟ้องต่อศาล

เวลาต่อมาภิกษุรูปนั้นได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว จึงกลับไปห่มผ้าเหลืองอีก


เจ้าหน้าที่และอัยการ จึงนำตัวภิกษุนั้น ไปฟ้องต่อศาลข้อหาแต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์


ภิกษุนั้นต่อสู้คดี จนถึงศาลฎีกา ศาลฎีกามีคำวินิจฉัย ออกมาโดยสรุปได้ว่า

 

(จากพฤติการณ์ดังกล่าว จำเลยย่อมเข้าใจได้ว่า จำเลยยังไม่ขาดจากความเป็นพระภิกษุ เนื่องจากจำเลยไม่สมัครใจลาสิกขา และการดำเนินการให้จำเลยสละสมณเพศโดยพลการ ของเจ้าหน้าที่ พนักงานตำรวจ จำเลยจึงไม่เจตนากระทำความผิด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทย์จึงฟังไม่ขึ้น)


อีกทั้งมีกรณี พระพิมลธรรมแห่งวัดมหาธาตุ ถูกจับคุมขัง ข้อหา "มีการกระทำเป็นคอมมิวนิสต์ และทำลายความมั่นคงของรัฐ เป็นเวลา 4 ปี" ท่านก็มิได้กล่าวคำลาสิกขา


พอท่านพ้นโทษออกมา ท่านก็แสดงความปาริสุทธิในศีล ต่อหน้าคณะสงฆ์แล้วกลับเข้าไปห่มผ้าเหลือง จนกระทั่งได้ดำรงตำแหน่งรักษาการสมเด็จพระสังฆราช ก่อนที่สมเด็จญาณสังวร จักได้รับการสถาปนาให้ได้เป็นพระสังฆราชต่อมา

แล้วมีผู้สงสัยว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ไม่สามารถบังคับจับภิกษุผู้ต้องคดีสึกจากความเป็นภิกษุได้เช่นนี้


และเมื่อภิกษุบางรูป ต้องสงสัยว่า ทำผิดกฎหมาย จักให้ปฏิบัติเช่นไร


อธิบายว่า มีพระอรรถกถาจารย์ได้กำหนดหลักปฏิบัติเอาไว้ว่า ให้ใช้วิธี "กายประโยค" เมื่อเจ้าหน้าที่ไม่สามารถจับภิกษุผู้ถูกกล่าว จำคุกได้ขณะที่ห่มจีวร เพราะท่านไม่ปรารถนาจะสึก


ให้เจ้าหน้าที่ทำการเปลื้องจีวร ออกจากตัวของภิกษุผู้ถูกกล่าวหารูปนั้นเสีย แล้วให้นุ่งห่มผ้าขาว อย่างคฤหัสถ์ผู้รักษาศีล โดยมิต้องกล่าวคำลาสิกขา เช่นนี้เรียกว่า "กายประโยค"

เพื่อจักปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายบ้านเมือง

ด้วยหลักการและเหตุผล ดังกล่าวมานี้แหละ พุทธะอิสระจึงมีศักดิ์และสิทธิ์อันชอบธรรม ที่จักกลับมาห่มผ้าไตรจีวรได้อีก ในวันที่ 5 ธันวาคม 2562


อีกทั้งแม่ที่ป่วยติดเตียงก็อายุท่านก็มากแล้ว ท่านอยากเห็นพระลูกชาย กลับไปนุ่งห่มผ้าเหลือง ก่อนที่ท่านจักตาย

อีกทั้งญาติโยมผู้ศรัทธาทั้งหลาย ก็มีความหวัง ความปรารถนา อย่างแรงกล้าว่า เมื่อไหร่พุทธะอิสระ จักกลับไปห่มผ้าเหลืองเสียที่ เพื่อถนอม รักษาจิตวิญญาณของท่านผู้มีคุณทั้งหลายดังกล่าว

พุทธะอิสระจึงกำหนดวัน เวลา กลับไปนุ่งห่มผ้าไตรจีวร ดังต่อไปนี้ว่า

 

พุทธะอิสระ

 



กำหนดการห่มผ้าเหลืองของท่านพุทธะอิสระ

-
ประชุมคณะสงฆ์ นิมนต์พระผู้อยู่ด้วยในเวลาเปลื้องจีวรมาเป็นพยานยืนยันว่าพุทธะอิสระมิได้กล่าวคำลาสิกขาหรือไม่

ประชุมคณะกรรมการวัดพร้อมญาติโยม เพื่อขอฉันทานุมัติ ว่ามีข้อขัดข้องใดๆ หรือไม่ที่พุทธะอิสระจะห่มผ้าไตรจีวร

-
กำหนดการห่มผ้าไตรจีวร

เวลา 09.00 น. รับผ้าไตร จากญาติโยมถวาย


เวลา 09.30 น. นำผ้าไตรเข้าพระอุโบสถ ในท่ามกลางองค์ประชุมคณะสงฆ์

- ขอโอกาสคณะสงฆ์ แสดงความปาริสุทธิในศีล เพื่อให้คณะสงฆ์ได้รับทราบ และยอมรับเข้าหมู่พร้อมเปล่งว่า สาธุ

- เมื่อคณะสงฆ์ยอมรับ จึงออกไปห่มผ้าไตร แล้วกลับเข้ามา กล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย

- แสดงอาบัติพร้อมขอปลงอาบัติ แก่คณะสงฆ์ พระสงฆ์


จบพิธี

-
ท้ายนี้ถือโอกาส เชิญชวนชายไทย ผู้มีใจศรัทธา ปรารถนาจักบวชอุทิศถวายพระราชกุศล แด่องค์พ่อหลวง ร.9 ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐยิ่ง ซัก 15 วัน หรือ เดือนหนึ่ง เพื่อร่วมปฏิบัติธรรม วิถีจิต ด้วยกันก็เชิญได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

 

 

 

ข่าว : ไทยโพสต์ : 17 ตุลาคม 2562

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264