พระพุทธศาสนายุครักษาการ

 

รักษาการกรรมการมหาเถรสมาคม

รักษาการทั้งเจ้าคณะภาคทั่วประเทศ

รักษาการทั้งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

มีแต่ตัวสำรอง ไร้ตัวจริงลงเล่น

 

 

 

 

 

 

 

มส. ทูเดย์

 

 

 

 

 

 

 

 

พศ. ทูเดย์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

กิจการพระพุทธศาสนา ใครจะรับผิดชอบ

 

วิษณุ บิ๊กตู่ หรือ เทวัญ ?

 

 

 

 

อา..กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี แต่สมัยนี้มิใช่สมัยอยุธยาเป็นราชธานี จึงไม่มี "คนดี" ให้เลือกใช้ ต้องหันไปใช้ระบบ "รักษาการ" ปล่อยงานพระศาสนาให้อ่อนล้า เพราะว่ารักษาการไม่มีอำนาจเต็ม จะตัดสินใจอะไรก็ลำบาก มันก็เหมือนรัฐบาลรักษาการนั่นแหละ ห้ามตั้งแต่เรื่องงบประมาณไปยันการแต่งตั้งโยกย้าย เรื่องนี้มิใช่นายกรัฐมนตรีไม่รู้ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ในเมื่อมันไม่มีตัวเลือกที่เหมาะสม แถมติดล็อกกฎหมายอีกหลายมาตรา จึงมีแต่ปัญหา ???

 

 

 

ปัญหาแรก : รักษาการในตำแหน่งเจ้าคณะภาคทั่วประเทศ

 

ปัญหานี้ เริ่มมาแต่การที่รัฐบาล "ชง สนช." ให้แก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ไปในวันที่ 17 กรกฎาคม 2561 "โอนอำนาจการแต่งตั้งโยกย้ายพระสังฆาธิการระดับสูง ตั้งแต่เจ้าคณะภาคไปจนถึงสมเด็จพระสังฆราช ให้เป็นพระราชอำนาจ" หมายถึงว่า ถวายคืนพระราชอำนาจแก่พระมหากษัตริย์ เพื่อทรงมีพระบรมวินิจฉัยในการแต่งตั้งโยกย้ายพระสังฆาธิการระดับสูง

 

 

ครั้น ณ วันที่ 12 ตุลาคม 2561 เจ้าคณะภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ได้หมดวาระการดำรงตำแหน่ง เจ้าคณะใหญ่หนต่างๆ จึงไม่กล้าตั้งเจ้าคณะภาค ได้แต่เพียง "ตั้งรักษาการ" เพื่อรอพระบรมวินิจฉัย ซึ่งยังไม่มีใครรู้ว่าจะออกมาในรูปแบบใด เพราะไม่เคยมีการแต่งตั้งในรูปแบบนี้มาก่อนในสมัยประชาธิปไตย ถ้าพระมหากษัตริย์จะทรงโปรดเกล้าฯ ลงมาด้วยพระองค์เอง ก็ต้องย้อนยุคกลับไปถึงสมัยรัชกาลที่ 7 ก่อนจะมีรัฐธรรมนูญใช้ ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม ปีกลาย มาจนถึงวันนี้ อีก 1 วันก็ครบขวบปีแล้ว พระสังฆาธิการระดับภาคทั่วประเทศ ยังไม่มีตัวจริง มีเพียงรักษาการอยู่เต็มไปหมด ไม่มีใครมีอำนาจสั่งการงานอะไรได้เต็มที่ เพราะทุกคนก็กลัวเหมือนกัน ขืนทำทะเล่อทะล่า โดนฟ้องร้องขึ้นมาก็จะเสียอนาคต เดี๋ยวนี้ผ้าเหลืองกับตะรางเหมือนเป็นของคู่กันไปเสียแล้ว สู้อยู่เฉยๆ ดีกว่า เดี๋ยวก็ได้เป็น นี่เรียกว่ายุคสุญญากาศ

 

 

 

 

ปัญหาที่สอง : ตั้งสมเด็จใหม่ แต่ไม่สามารถเข้าประชุมมหาเถรสมาคม

 

ความจริงแล้วก็เริ่มตั้งแต่ตั้ง "พระพรหมคุณาภรณ์ ปยุตตมหาเถร" วัดญาณเวศกวัน ขึ้นเป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2559 ครั้นขึ้นครองสมณศักดิ์ชั้นสุพรรณบัฏแล้ว สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ก็อ้างสาเหตุว่าป่วย จึงลาประชุมมหาเถรสมาคมตลอดกาล คือไม่เคยเข้าประชุมมหาเถรสมาคมเลย เป็นรูปแรกในประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ไทย

 

 

ต่อมา บรรดากรรมการมหาเถรสมาคม ตั้งแต่สมเด็จ-รองสมเด็จ ก็ทยอยกันมรณภาพ ไปหลายรูป สมเด็จพระสังฆราช จะทรงแต่งตั้งกรรมการเพิ่มเติมก็ไม่ได้ เพราะไม่มีอำนาจ ต้องรอพระราชอำนาจเท่านั้น

 

 

ต่อมา วันที่ 28 กรกฎาคม 2562 เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก มีการสถาปนาสมเด็จพระราชาคณะใหม่ จำนวน 4 รูป ซึ่งเป็นพระราชาคณะที่ไม่เคยดำรงตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคมมาก่อนครึ่งหนึ่ง คือ 2 รูป ได้แก่ สมเด็จใหม่วัดไตรมิตร และสมเด็จใหม่วัดโสมนัสวิหาร เมื่อได้รับการสถาปนาแล้ว ทั้งสองรูปเหล่านี้ก็ไม่สามารถเข้าประชุมมหาเถรสมาคม เพราะตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กำหนดไว้ว่า สมเด็จพระราชคณะ มิได้ดำรงตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม โดยสมณศักดิ์ อีกต่อไปแล้ว เป็นได้เพียง "สมเด็จลอย" ลอยไปลอยมา ไม่มีตำแหน่งใน มส.

 

 

 

ปัญหาที่สาม : ตั้งรักษาการผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

 

แต่เดิมมานั้น ตำแหน่งนี้มีสีสันต์มาก ก่อนคนเก่าจะเกษียณอายุ ก็จะมีการบวนการสรรหา มีทั้งผู้สมัครอิสระ ข้าราชการจากสำนักงานพระพุทธศาสนา และจากกรมการศาสนา เสนอตัวเข้าแข่งขันกันอย่างดุเดือด เพราะใครๆ ก็อยากจะนั่งเก้าอี้นี้ มีฐานะเป็น "นักการศาสนา นัมเบอร์วัน" ของประเทศไทย

 

 

การมาของ "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" นั้น ถือว่ามีสีสันต์มาก เพราะมาด้วย ม.44 ใช้อำนาจคณะรัฐประหาร เป็นอำนาจพิเศษเหนือรัฐธรรมนูญ พงศ์พรจึงเป็น "นารายณ์อวตาร" ลงมาปราบมารที่เกาะกินศาสนาในเบื้องแรก ผลงานของการฟาดฟันจนผ้าเหลืองสะเทือนไปทุกหย่อมหญ้า เป็นวีรกรรมที่สะใจประชาชนมาก เพราะอยากให้พระศาสนาบริสุทธิ์ผุดผ่อง ตอนนั้นรัฐบาลก็สนับสนุนงานของพงศ์พรอย่างเต็มกำลัง อยากได้อะไรก็ขอให้บอก จัดให้ในทันทีไม่รีรอ แม้กระทั่งใช้ ม.44 ปิดล้อมวัดพระธรรมกาย ก็ใส่พานถวาย

 

 

การมาแบบพิเศษ โดยใช้อำนาจพิเศษ เพื่อกิจการพิเศษ ของพงศ์พรนั้น ก็เหมือนคณะรัฐประหาร คือโดยหลักการแล้วต้อง "เข้าเร็ว-ออกเร็ว" เหมือนการผ่าตัดหัวใจ จะใช้เวลาเป็นเดือนเป็นปีนั้นไม่ดีต่อคนไข้ เมื่อพงศ์พรทำงานมาได้ระยะหนึ่ง รัฐบาลจึงเห็นว่า "น่าจะเพียงพอแล้ว ควรให้งานพระศาสนากลับเข้าสู่รูปรอยเดิม" นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่งย้ายพงศ์พรเข้าสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 21 สิงหาคม 2560 เพื่อรอการปูนบำเหน็จในโอกาสต่อไป

 

 

แต่กลับปรากฏว่า "พงศ์พรไม่ยอม" ได้ทำหนังสือตอบโต้การโยกย้ายในครั้งนี้ ส่งผลให้สังคมไทยมองว่าพงศ์พรถูกรังแก ก่อกระแสให้รัฐบาลจำยอมต้อง "ให้พงศ์พรกลับมานั่งเก้าอี้ตัวเดิม" บ้างอ้างถึงขั้นว่า มีอำนาจสูงกว่ารัฐบาลเข้ามาดำเนินการอุ้มพงศ์พรกลับพุทธมณฑล

 

 

เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็มีปัญหาว่าด้วยพฤติกรรมของพงศ์พร ในวลีที่ว่า "เหาะเหินเกินลงกา" แบบว่าเก่งกว่าเจ้านาย บังคับบัญชาไม่ได้ เพราะไม่อยู่ในโอวาทเหมือนเดิม ฐานะของพงศ์พรในการดำรงตำแหน่ง "ผอ.พศ." รอบสองนั้น ลึกๆ แล้ว แทบจะถูกลอยแพจากรัฐบาล แบบว่าให้บริหารพุทธมณฑลไปคนเดียว อย่างอื่นนั้น ถ้าไม่เรียกร้องก็ไม่ให้ ให้ก็ให้แบบเสียไม่ได้ อะไรทำนองนี้ เพราะก็เห็นฤทธิ์เดชแล้วว่า พงศ์พร ถึงจะเป็นคนดีมีฝีมือ แต่หัวดื้อหัวรั้น เป็นคนดันทุรังหัวชนฝา ทหารเก่งแต่ไร้ระเบียบวินัยไม่ฟังคำสั่ง ถือเป็นทหารเลวอันดับหนึ่ง เพราะสามารถทรยศเจ้านายได้ ต่อให้พระเจ้าอโศกมหาราชก็ไม่ทรงชุบเลี้ยงไว้ จึงปล่อยให้พงศ์พรนั่งเก้าอี้ยาวมาจนเกษียณในวันที่ 30 กันยายน ที่ผ่านมา พงศ์พรลาจากพุทธมณฑลไปอย่างเงียบๆ ไม่มีใครเลี้ยงส่ง ท่ามกลางความโล่งใจของคนมากมาย แม้แต่รัฐบาลก็โล่งใจ จะได้หาคนมาทำตามนโยบายได้เสียที

 

 

แต่ก็มีปัญหาว่า คนกล้าเช่นพงศ์พรนั้น หายาก ภายในสำนักพุทธฯเอง เห็นมีก็แต่ลูกขุนพลอยพยัก "ได้ครับนาย สบายครับผม เหมาะสมครับทั่น" อะไรทำนองนั้น ครั้นจะหาคนนอกเข้ามาก็ไม่มีใครกล้า เพราะว่าผลงานของพงศ์พรมันการันตีเอาไว้ ทำไม่ได้เหมือนพงศ์พรก็อย่าอาสาเข้ามาเลย ตายตอนจบแน่

 

 

นั่นจึงเป็นที่มาของการ "ดื่มชาเย็น" ไม่เอากาแฟร้อน ไม่ตั้งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ คนที่ 9 ให้ทำงานอย่างต่อเนื่อง แต่รัฐบาลได้ตั้งรักษาการแทน โดยให้ "คนใน" คือ นายณรงค์ ทรงอารมณ์ รอง ผอ.พศ. เข้ามารักษาการแทน ซึ่งกว่าจะมีข่าวออกมาก็ผ่านการเกษียนของพงศ์พรไปแล้วตั้ง 7 วัน ทำนองว่า เมื่อขาดศูนย์หน้า ก็คว้าเอา "แบ๊คซ้าย-แบ๊กขวา" เข้ามาเล่นแทน จะทำประตูได้หรือไม่ก็ไม่สนใจ เพราะมิได้ตั้งใจจะทำประตูอยู่แล้ว

 

ครั้นนำเอาสถานะของกรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะภาคทั่วประเทศ มาเทียบกับตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ก็จะพบว่า "ไม่มีตัวจริง มีแต่ตัวสำรอง หรือรักษาการ" ผ่านมาเป็นปีแล้ว งานพระพุทธศาสนาถูกทอดทิ้งไว้เป็นประวัติศาสตร์ครั้งแรกในรอบ 2000 ปี มีคนสัพยอกว่า "สงสัยจะรอให้ตายกันทั้งมหาเถรสมาคมเสียก่อนมั๊ง จึงจะตั้งกรรมการชุดใหม่" หัวร่อไม่ได้ ร่ำไห้ไม่ออก ก็คราวนี้แหละ

 

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 10 ตุลาคม 2562

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264