ชกข้ามนิกาย !

 

 

สมเด็จจุณฑ์ตำหนิหมู่บ้านศีลห้า

หาว่าเอาแต่ปริมาณ ไร้คุณภาพ

เจ้าคุณพิมพ์หน้าแตกต่อหน้าธารกำนัน

 

 

 

 

 

 

 

มวยรุ่นใหญ่

 

ซ้าย : สมเด็จช่วง วัดปากน้ำ อดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ประธานโครงการหมู่บ้านศีลห้า

 

ขวา : สมเด็จจุณฑ์ วัดบวรนิเวศ เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต ประธานหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล (อบต)

 

 

 

 

 

หน้าแหก

 

เจ้าคุณพิมพ์ : พระพรหมเสนาบดี วัดปทุมคงคา

ประธานขับเคลื่อนโครงการหมู่บ้านศีลห้า

ไปเชิญเขามาด่าถึงในบ้าน งามหน้าซะไม่มี

 

 

อา..บบนี้เซียนสนุ๊กเรียกว่า "เล่นข้ามโต๊ะ" นะครับ ท่านเจ้าคุณ จะกินดำกินแดงน่ะไม่ว่า แต่อย่าเล่นข้ามโต๊ะ มันเสียมารยาทในการร่วมรัฐบาลซึ่งต้องทำงานร่วมกัน ็ไม่รู้ว่า "สมเด็จพระวันรัต" ท่านไม่พออกพอใจเรื่องอะไร ถึงได้ "ตำหนิซึ่งหน้า" ต่อหน้าแขกเหรื่อจนล้นวัดอย่างนั้น แถมยังเป็น "คำถาม" ระดับ "สอนหนังสือสังฆราช" เสียด้วย เพราะใครๆ ก็รู้ว่า โครงการหมู่บ้านศีลห้า เป็นของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง) อดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งแน่นอนว่าต้องมียศและตำแหน่ง "สูงกว่า" สมเด็จพระวันรัตอยู่แล้ว "บัญชาเบื้องสูงย่อมระงับคำสั่งของผู้ที่ต่ำกว่าเสมอ" อดีตสมเด็จพระสังฆราชปลด วัดเบญจมบพิตร ประกาศิตอมตะวาจาไว้เช่นนี้ ดังนั้น ความเห็นของสมเด็จพระวันรัต ซึ่งมีฐานะ "ต่ำกว่า" สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ จะฟังความได้อย่างไร อีกอย่าง โครงการนี้เขาเริ่มมานานหลายปีดีดัก จนพระในโครงการ "เลื่อนยศศักดิ์" กันทั่วหน้า ถามว่า สมเด็จพระวันรัต ทำไมถึงเพิ่งจะมาพูดในวันนี้ ? หรือพอสมเด็จช่วงไร้เก้าอี้ ฝ่ายธรรมยุตก็ชิงความได้เปรียบทันที

 

 

 

 

 

 

 

ตุ๊แป๊ะ คีย์แมนสำคัญของโครงการหมู่บ้านศีลห้า

 

 

 



 

 

 

ใหญ่ไม่ใหญ่ เปิดป้ายศูนย์ประสานงานเองก็แล้วกัน

รองสมเด็จฯ สมัยนั้น ยังเป็นรองตุ๊แป๊ะ

 

 

โครงการนี้ (หมู่บ้านศีลห้า) ว่ากันตามความจริงแล้ว เป็นของมหานิกาย ฝ่ายธรรมยุตไม่ได้ให้ความสนับสนุนใดๆ ทั้งสิ้น ที่ให้พระเข้ามาร่วมงานก็เป็นเพียงพระเด็กๆ ส่วนระดับสมเด็จหรือเจ้าคณะใหญ่นั้น ไม่เคยสนใจ พูดแบบการเมืองก็คือ กลัวฝ่ายมหานิกายจะได้คะแนนเสียง ขนาดสมเด็จช่วงไม่ได้เป็นสังฆราช ก็เอาโครงการไปถวายสังฆราชๆ ก็ยกคืนให้มหานิกายอีก แต่ก็ไม่ได้สนับสนุนอะไร แทบว่าไม่เคยเสด็จโครงการนี้ด้วยซ้ำ ระดับใหญ่สุดในธรรมยุตที่เข้ามาดูโครงการหมู่บ้านศีลห้าก็น่าจะเป็น "สมเด็จพระวันรัต" ในครั้งนี้แหละ แต่แค่ครั้งแรกก็ได้เรื่องเลย

 

ทีนี้ว่า เมื่อฝ่ายธรรมยุตเขาไม่เอาศีลห้ามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แล้วเหตุใด ฝ่ายมหานิกายถึงได้ไปเชิญ "สมเด็จพระวันรัต" มาดูงาน ซึ่งตามมารยาทแล้ว ไปบ้านเขา ก็ควรจะ "ชื่นชม" ไปตามน้ำตามเนื้อ แต่นี่เล่น "ตำหนิ" กันเป็นฉากๆ ทั้งๆ  ที่โครงการนี้เขาทำกันมานานหลายปี ทำไมเพิ่งจะมาบอกว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ แสดงว่าที่ทำมาทั้งหมดนี้ยังไม่ถูกใช่หรือไม่ ? ก็เก่งนักทำไมไม่มาช่วยกันทำตั้งตอนแรก มาพูดต้อนนี้มันมีประโยชน์อันใด ไม่พูดเลยจะดีเสียกว่าไหม โตกันจนหมาเลียตูดไม่ถึงแล้ว จะต้องให้สอนมารยาทกันอีกหรือไร ?

 

 

 

 

 

 

สมเด็จช่วง สมัยเรืองอำนาจ ยิ่งใหญ่ ใครก็ไม่กล้าแตะ

แต่วันนี้ พระผู้ใหญ่ในฝ่ายธรรมยุต ออกมาตำหนิซึ่งหน้า

 

ถามว่าเกิดอะไรขึ้น ?

 

 

แต่ก็อย่างว่าแหละนะ เวลานี้ "ธรรมยุตครองเมือง" พระมหานิกายไร้อำนาจ ก็เลยแสดงออกด้วยการประจบสอพลอต่อฝ่ายธรรมยุตซะออกหน้า ไปเชิญเขามาเยี่ยมวัด น่าจะได้คำชมเหมือนเคย กลับโดนด่าซะหน้าม้าน สะใจโก๋เลย งานนี้รับรอง "เจ้าคุณพิมพ์" โดนเฉ่ง ในฐานะที่ไปเชิญแขกมาด่ากลางลานวัด

 

 

ถามว่า สมเด็จพระวันรัต พูดความจริงไหม ? ก็ต้องตอบว่า จริงฮ่ะ ! คือดังที่ทราบมาแต่ต้นว่า โครงการนี้ เลียนแบบโครงการเอื้ออาทรของแม้ว วางแผนสำรวจประชากรคนจน เอ๊ย คนรักษาศีลห้า ทั่วประเทศ เพื่อจะเช็คดูยอดประชาชนคนไทยว่า "เป็นพุทธจริง" ซักกี่มากน้อย จะได้นำข้อมูลมาใช้อย่างเป็นระบบ ถือว่าเป็นการขึ้นทะเบียน "ชาวพุทธ" เป็นครั้งแรก เพราะแต่ไหนแต่ไรมาก็ได้แต่ "ประมาณ" ตามสำนักงานสถิติแห่งชาติ ว่ามีชาวพุทธเท่านั้นเท่านี้ ไม่มีใครรู้จริง เลยพูดกันแต่ปากว่า "พุทธตามทะเบียนบ้าน"

 

 

แน่นอนว่า โครงการนี้ เป็นการ "รุกคืบ" ลงไปในระดับรากหญ้าของฝ่ายมหานิกาย ถ้าเอามาใช้อย่างเป็นมรรคเป็นผลและต่อเนื่อง ก็จะส่งผลให้ฝ่ายธรรมยุตสะเทือนไปจนถึงระดับครอบครัว ใครจะว่าสมเด็จช่วงไร้กึ๋นก็คงรู้น้อยไปซะแล้ว

 

 

แต่..แต่ก็อย่างว่าแหละนะ มหานิกายนั้นมีประชากรมากถึง 3 แสนรูป ใครๆ ก็อยากจะได้หน้า ได้ยศ ได้ศักดิ์ จึงชิงพริบชิงเหลี่ยมกันเข้าหาผู้ใหญ่ในโครงการกันทุกสาย ขนาด "วอตอแหล" ยังลงทุน "คลานเข่าเข้าวัดปากน้ำ" เลย เมื่อวานก็ได้เป็น "พระศรีธนญชัย" ไปสมอกสมใจแล้ว

 

 

ครั้นพอเห็นเจ้าคุณพิมพ์ได้รองสมเด็จ ตุ๊แป๊ะได้เป็น "ท่านแป๊ะ" และองค์อื่นๆ ได้เลื่อนกันเป็นแผงเหมือนสาย จปร. 5 ในอดีต ก็เลยมีการทำงานแบบ "เอาใจนาย" พยายามจะปั้นตัวเลขให้เข้าเป้าที่ตั้งเอาไว้ เลยหันไปปั่นตัวเลขกันใหญ่ สุดท้าย งานหมู่บ้านศีลหน้าตกอยู่กับ "กองงานเลขา" ที่จะต้องปั้นตัวเลขให้อยู่ในเกณฑ์ดี ไม่งั้นก็จะส่งผลให้หัวหน้าแต่ละสายแต่ละจังหวัดต้องถูกตำหนิ มีผลกระทบไปถึงการพิจารณาความดีความชอบ คือ พัดยศ นั่นไง ด่านสุดท้ายของคณะสงฆ์ไทย ไล่ไปไล่มามันก็มาถึงหน้าประตูวังนี่เองแหละครับท่านพระครู

 

 

 

 


 

 

 

ใครเอ่ย ? เคยไปวัดปากน้ำ ลืมแล้วหรือไร ?

 

 

 

เรื่องนี้ "รู้กันทั้งบาง" แต่..ไม่กล้าพูด ขนาดโดนด่ากลางที่ประชุมก็ยังไม่กล้าพูด ปล่อยให้ผู้ใหญ่ "เถลิงอำนาจ" ไปก่อน หมดอำนาจวันไหนเป็นได้เห็นดี และสมเด็จพระวันรัต ก็คงจะระแคะระคายมาไม่น้อย ครั้นได้โอกาสเลย "ยำใหญ่" ในวันนี้

 

แต่ว่า การพูดความจริงต่อหน้าธารกำนันนั้น คนทำต้องระดับ "สังฆราช" จึงจะสามารถสะกดได้ด้วยพระคาถา มิเช่นนั้นก็จะถือว่าเสียมารยาทเช่นกัน เพราะคำตำหนิของเจ้าคุณจุณฑ์นั้น แม้จะว่าต่อหน้า "เจ้าคุณพิมพ์" ซึ่งเป็นเพียงรองสมเด็จฯ แต่ก็ตีกระทบไปถึง "สมเด็จช่วง" ประธานโครงการ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ในสายมหานิกาย เล่นแบบนี้ ถามว่า ไม่กลัวพระมหานิกายทั้งประเทศ "เคืองให้" ดอกหรือ ?

 

ดูสิ พระวัดปากน้ำ ได้อ่านข่าวแล้ว พูดกันแซ่ด "ใครไปนิมนต์สมเด็จองค์นี้มา นิมนต์มาทำไม ต่อไปไม่ต้องนิมนต์ ฯลฯ" เฮ้อ วาจาเป็นพิษโดยแท้ !

 

 

 

 

 

 

 

จี้ "หมู่บ้านศีล 5-อปต." คำนึงถึงผลเป็นรูปธรรม

สมเด็จพระวันรัต ตรวจเยี่ยมโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5ต้นแบบ ที่วัดกุมภประดิษฐ์ จ.เชียงใหม่ จี้ หมู่บ้านศีล 5 ต้องทำงานคำนึงถึงผลที่จะเกิดขึ้นเป็นรูปธรรม

 

วันนี้ (1 ส.ค.) สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ผู้ปฏิบัติหน้าที่เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต ในฐานะประธานคณะกรรมการหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล (อปต.) พร้อมด้วยคณะกรรมการโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ส่วนกลาง และคณะกรรมการโครงการฯหนเหนือ  ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ต้นแบบ ที่วัดกุมภประดิษฐ์ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่

 

 

โดยสมเด็จพระวันรัต กล่าวให้โอวาทว่า อปต. และโครงการหมู่บ้านศีล 5 เป็นโครงการที่ดี และมีเป้าหมายในการทำงานเหมือนกัน คือ นำหลักพระพุทธศาสนามาให้ประชาชนได้ทราบ และนำไปปฏิบัติ เกิดประโยชน์ขึ้นแก่ตนเองและชุมชน และขอให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องรู้สึกด้วยว่า การทำให้โครงการประสบความสำเร็จคือตรงไหน ไม่ใช่เพียงแต่อยู่ในกระดาษ ความรู้ที่นำไปบอกประชาชน ผลรูปธรรมคือมีการนำไปปฏิบัติ ดังนั้นจะทำอย่างไรจะให้ประชาชนนำความรู้จากทั้งสองโครงการไปปฏิบัติให้เกิดผล คือ คุณความดี

 

 

สมเด็จพระวันรัต กล่าวต่อไปว่า การดำเนินงานโครงการไม่ใช่ทำเป็นธรรมเนียม ประเพณี เราต้องคิด จะเอาแค่พิธีกับปริมาณเท่านั้น หรือจะเอาคุณภาพ ขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องคำนึงถึงด้วย เพราะหากทำให้เกิดผลเชิงคุณภาพ โครงการนี้จะเกิดประโยชน์ต่อสังคมอย่างมาก และที่สำคัญจะเกิดประโยชน์ต่อพุทธศาสนาด้วย ซึ่งการทำให้เกิดผล เราต้องทำให้ประชาชนนำไปปฏิบัติเท่าที่สามารถปฏิบัติได้ และต้องทำให้เห็นผลด้วยว่าเมื่อทำแล้วจะได้อะไร ต้องชี้ให้เห็นว่าเมื่อรักษาศีล 5 แล้วจะได้อะไร

 
พระพรหมเสนาบดี (พิมพ์ ญาณวีโร) เจ้าอาวาสวัดปทุมคงคา ผู้รักษาการแทนเจ้าคณะภาค 7 ในฐานะประธานคณะกรรมการโครงการฯ ส่วนกลาง กล่าวว่า อปต. เป็นโครงการที่เริ่มต้นโดยสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์  (ฟื้น ชุตินฺธโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา และอดีตกรรมการ มส. เมื่อปี2518 เพื่อให้พระสงฆ์เป็นผู้นำในการเผยแพร่พระพุทธศาสนา โดยใช้วัดเป็นศูนย์กลางในการจัดกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน เพื่อช่วยประชาชนให้สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในด้านต่างๆ 8 ด้าน คือ ศีลธรรมและวัฒนธรรม สุขภาพอนามัย สัมมาชีพ สันติสุข ศึกษาสงเคราะห์ สาธารณสงเคราะห์ กตัญญูกตเวทิตาธรรม และสามัคคีธรรม ซึ่งคณะสงฆ์ดำเนินการโครงการนี้มาอย่างต่อเนื่อง ต่อมาประมาณปี 2557 ประเทศไทยต้องตกอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทำให้ประเทศต้องการความสมานฉันท์ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรรมการ มส. ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช จึงริเริ่มโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 โดยเป็นการต่อยอดมาจาก อปต. เพื่อสร้างความสามัคคี สมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในประเทศ และเพื่อให้ทั้งสองโครงการเกิดความยั่งยืน ทางคณะสงฆ์จึงเห็นว่าควรจะนำทั้งสองโครงการมาบูรณาการร่วมกัน โดยบรรจุอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ด้วย

 

 

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 1 สิงหาคม 2562

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264