สมเด็จสมชายเป็นประธานปริยัติสามัญ !

 

 

แทนสมเด็จจุณฑ์ซึ่งลุกไปนั่งประธานใหญ่

 

กลายเป็น 3 ต่อ 1

 

 

 

 

 

 

 

สองรุมหนึ่งอาย

 

เมื่อสัดส่วนผู้บริหารการศึกษาสงฆ์กลายเป็น 3 ต่อ 1

 

 

 

 

อา..ก็ถือว่า "เรียบร้อยโรงเรียนธรรมยุต" ไปอีกโปรเจ็กหนึ่ง ซึ่งถือว่าสำคัญสูงสุดในบรรดาภารกิจของคณะสงฆ์ไทย นั่นคือ การบริหารการศึกษา อันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ถ้าการศึกษาแย่ การปฏิบัติก็แย่ แต่ถ้าการศึกษาดี การปฏิบัติก็ย่อมจะดีตามไปด้วย เพราะถ้าไม่มีปริยัติก็ไม่มีปฏิบัติ ก่อนจะถึง "ปฏิบัติอันตรธาน" ซึ่งก่อให้เกิด "ปฏิเวธอันตรธาน" ไปด้วยนั้น ก็เริ่มจาก "ปริยัติอันตรธาน" เป็นอันดับแรก

 

 

และการปริยัติของคณะสงฆ์ไทยแต่ไหนแต่ไรมานั้น ก็แยกออกเป็น 2 แผนก ได้แก่ แผนกธรรม และแผนกบาลี ซึ่งทีแรกนั้น ทั้งสองแผนกต่างเป็นอิสระต่อกัน ใครจบแผนกไหนก็ถือว่าสูงสุดในด้านนั้น แต่ครั้นภายหลังมา ปรากฏว่า มีการยกย่องบาลีว่าเหนือกว่านักธรรม ส่งผลให้นักธรรมกลายเป็นรองของบาลี ถึงขนาดว่า ถ้ายังสอบนักธรรมไม่ได้ ก็ไม่ยอมให้สอบบาลีเลย

 

 

เมื่อเป็นเช่นนั้น ตำแหน่ง "แม่กองธรรม" จึงต่ำต้อยกว่า "แม่กองบาลี" ถึงจะมีนักเรียน "นับแสนๆ" ทั่วประเทศ แต่ก็เหมือนโรงเรียนประถมศึกษา จบมาแล้วก็ต้องไปต่อมัธยมคือบาลี แม่กองบาลีจึงโดดเด่นเป็นสง่ามาจนถึงปัจจุบัน และเนิ่นนานมาแล้ว ตำแหน่งแม่กองธรรมนั้น เป็นของฝ่ายธรรมยุต ส่วนตำแหน่งแม่กองบาลีเป็นของมหานิกาย ต่างฝ่ายต่างครองเก้าอี้คนละตัว การศึกษาของคณะสงฆ์ไทยเดิมเรามีเพียง 2 แผนกนี้เท่านั้น ส่วนการจัดการศึกษาระดับอุดมคือ มหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร. และ มมร. นั้น ถึงจะสังกัดมหาเถรสมาคมมานาน แต่ก็เหมือนลูกผีลูกคน สุดท้ายก็กลายเป็น "มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาล" ไปในที่สุด จะเรียกว่าออกนอกระบบก็ว่าได้ เพียงแต่ออกนอกระบบคณะสงฆ์ไทยไปอยู่ใต้ระบบราชการ ได้เบี้ยหวัดเงินเดือน พระคณาจารย์ในมหาวิทยาลัยสงฆ์ นอกจากจะได้รับ "ยศทางวิชาการ" เช่น ศาสตราจารย์ เป็นต้นแล้ว ก็ยังมีเงินเดือนเงินดาวอีกด้วย

 

 

แต่ต่อมา ได้มีการจัดตั้ง "โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา" ขึ้นมา เพื่อให้บรรดาพระภิกษุสามเณรได้ศึกษา โดยมิต้องไปเรียนร่วมกับเด็กนักเรียนทั่วไป โดยทั้งนี้ โรงเรียนนี้จัดตั้งขึ้นในวัด มีพระเป็นผู้บริหาร ใช้หลักสูตรจากกระทรวงศึกษาธิการ แต่สังกัดกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งต่อมาได้โอนย้ายมาสังกัดสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติแทน

 

 

ก็สรุปว่า การศึกษาของคณะสงฆ์ไทย มีรวมทั้งสิ้น 3 แผนก คือ นักธรรม บาลี และปริยัติสามัญ โดยนักธรรมเป็นของคณะสงฆ์ธรรมยุต บาลีเป็นของคณะสงฆ์มหานิกาย แต่ปริยัติสามัญเป็นของกรมการศาสนาและต่อมาก็ย้ายมาเป็นของสำนักพุทธฯ อยู่ในกองศาสนศึกษา กล่าวโดยสรุปก็คือ ธรรมยุต มหานิกาย และสำนักพุทธฯ ล้วนแต่มีโรงเรียนอยู่ในสังกัดของตัวเอง แต่มีปัญหาว่า นักธรรมและบาลีนั้น จะได้รับเงิน "อุดหนุน" ตามแต่รัฐบาล (โดยสำนักพุทธ) จะเห็นสมควร แบบว่ามีมากก็ให้มาก มีน้อยก็ให้น้อย ให้กันตามมีตามเกิด การศึกษาทั้งสองสาขาจึงอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ส่วนโรงเรียนพระปริยัติสามัญนั้น กลับได้รับงบประมาณ "เป็นรายหัว" แบบว่านับหัวนักเรียนจ่าย ทั้งค่าอาหารการกิน การเรียนการสอน และค่าอื่นๆ อีกจิปาถะ จัดการศึกษาปริยัติสามัญไม่มีคำว่าขาดทุน วัดต่างๆ ทั่วไทยจึงเฮโลกันจัดการศึกษาด้านนี้ เพราะมีเงินบริหารแน่นอน ส่วนนักธรรมกับบาลีก็ทยอยปิดตัวลง หรือจัดการแบบ "ตามมีตามเกิด" หนักเข้าถึงกับเอานักเรียน "ปริยัติสามัญ" ไปสอบนักธรรมกับบาลี ซึ่งก่อให้เกิดปัญหา "นักเรียนชื่อซ้ำ" ทั้งนักธรรม บาลี และปริยัติสามัญ คนเดียวกันเรียนทีละสาม ได้งบประมาณที่ละสามเช่นกัน รอมร่อว่าจะเกิดปัญหา "เงินทอน" ขึ้นกับสำนักเรียนทั่วประเทศ

 

 

ครั้น ณ วันที่ 15 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา ได้มีการประกาศใช้ พรบ.พระปริยัติธรรมคณะสงฆ์ ฉบับใหม่ ให้รวมเอา "นักธรรม-บาลี และ ปริยัติสามัญ" ไปสังกัดมหาเถรสมาคมเสียทั้งหมด โดยให้มีคณะกรรมการชุดหนึ่งเป็นผู้บริหาร มีทั้งกรรมการโดยตำแหน่งและแต่งตั้ง ทำนองเป็นการตั้งกระทรวงศึกษาธิการของพระพุทธศาสนาขึ้นมา โดยหัวหน้าหรือตัวประธานคณะกรรมการบริการการศึกษาพระปริยัติธรรมชุดนี้นั้น มหาเถรสมาคมเป็นผู้แต่งตั้ง ส่วนกรรมการโดยตำแหน่งนั้นก็คือ แม่กองธรรม แม่กองบาลี และประธานโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญ

 

 

เปรียบเทียบง่ายๆ ว่า มีการตั้งกระทรวงศึกษาของคณะสงฆ์ขึ้นมา สังกัดมหาเถรสมาคม กำหนดให้ "นักธรรม-บาลี-ปริยัติสามัญ" ซึ่งแต่เดิมนั้นเป็นอิสระไม่ขึ้นต่อกัน แต่ขึ้นกับมหาเถรสมาคมแบบหลวมๆ ได้มารวมตัวกันอยู่ภายใต้โครงสร้างใหม่นี้ แล้วให้มีประธาน ทำนองเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของคณะสงฆ์ และกรรมการบริหารอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งมีทั้งกรรมการโดยตำแหน่งและแต่งตั้ง กรรมการโดยแต่งตั้งนั้นมาจากสำนักพุทธฯ จากกฤษฎีกา เป็นต้น เรียกว่ากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ส่วนกรรมการโดยตำแหน่งนั้น ก็กำหนดให้ "แม่กองธรรม-แม่กองบาลี-ประธานโรงเรียนปริยัติสามัญ" ทั้งสามท่าน เป็นกรรมการ ซึ่งมองไปก็คล้ายกับว่า นักธรรม บาลี และปริยัติสามัญนั้น ได้ยกระดับขึ้นเป็น "กรม" สังกัดกระทรวงใหม่นี้ แม่กองธรรม แม่กองบาลี และประธานโรงเรียนปริยัติสามัญ จึงเท่ากับ "อธิบดีกรม" ในกระทรวงใหม่นี้ ซึ่งจะต้องขึ้นต่อรัฐมนตรีคือ "ประธานคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม" อีกชั้นหนึ่ง

 

 

หัวใจสำคัญของ พรบ.พระปริยัติธรรมฉบับใหม่นี้ ก็คือ "ให้รัฐอุดหนุนงบประมาณ สำหรับการจัดการศึกษา (ทั้งสามแผนก) ตามความเหมาะสมและจำเป็น" หมายถึงว่า ต่อไปนี้ นักธรรมและบาลี จะมีเงินอุดหนุนจากรัฐมากและเหมือนกับโรงเรียนปริยัติสามัญ ไม่ต้องอดๆ อยากๆ อีกต่อไปแล้ว

 

 

ต่อมา ในวันที่ 30 เมษายน ศกนี้ ก็มีข่าวว่า มหาเถรสมาคม ได้ตั้งให้ "สมเด็จพระวันรัต" วัดบวรนิเวศวิหาร ขึ้นดำรงตำแหน่ง "ประธานคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม" เป็นรูปแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งขณะนั้น สมเด็จพระวันรัต ยังคงดำรงตำแหน่ง "ประธานโรงเรียนปริยัติสามัญ" อยู่ และพร้อมกันนั้น สมเด็จพระวันรัต ได้ขอลาออกจากประธานโรงเรียนปริยัติสามัญ เพื่อขึ้นไปนั่งเก้าอี้ "ประธานการศึกษาของคณะสงฆ์" คุมทั้งนักธรรม-บาลี และปริยัติสามัญ รวบหมด

 

 

วันนี้ จึงมีข่าวว่า มหาเถรสมาคม ได้ตั้งให้ "สมเด็จพระธีรญาณมุนี-สมชาย" วัดเทพศิรินราวาส ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานโรงเรียนปริยัติสามัญ แทนสมเด็จพระวันรัต ซึ่งก็ถือว่าธรรมดา เพราะเก้าอี้ต้องมีคนนั่ง รถก็ต้องมีคนขับ รถไร้คนขับก็จอดตายเท่านั้นเอง

 

 

 

 

 

ซ้าย : สมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย) วัดเทพศิรินทร์ ประธานโรงเรียนปริยัติสามัญ

 

กลาง : พระพรหมโมลี (สุชาติ) วัดปากน้ำ แม่กองบาลี

 

ขวา : พระพรหมมุนี (สุชิน) วัดราชบพิธ แม่กองธรรม

 

 

แต่..แต่เมื่อเทียบสัดส่วนระหว่างนิกายแล้ว ก็จะพบว่า

 

ตำแหน่งแม่กองธรรมนั้น เป็นของพระพรหมมุนี (สุชิน อคฺคชิโน) เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช วัดราชบพิธ (ธรรมยุต)

 

ตำแหน่งแม่กองบาลีนั้น เป็นของพระพรหมโมลี (สุชาติ ธมฺมรตโน) วัดปากน้ำ (มหานิกาย)

 

 

ตำแหน่งประธานโรงเรียนปริยัติสามัญนั้น เป็นของสมเด็จพระธีรญาณมุนี วัดเทพศิรินทร์ (ธรรมยุต)

 

 

 

อัตราแม่กองระหว่างนิกายอยู่ที่ 2 ต่อ 1

 

 

แต่ครั้นมองเหนือขึ้นไป ก็จะพบว่า ตำแหน่งประธานคณะกรรมการการศึกษาสงฆ์ ซึ่งก็คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาสงฆ์นั้น เป็นของ "สมเด็จพระวันรัต-จุณฑ์" วัดบวรนิเวศวิหารอีกด้วย ก็เลยกลายเป็นว่า ตำแหน่งหลักใหญ่ๆ ในด้านการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยนั้น ตกเป็นของฝ่ายธรรมยุต ในอัตรา 3 ต่อ 1 แบบว่าธรรมยุตคุมทั้งข้างบนข้างล่าง มหานิกายโดนหมากหนีบไว้ทั้งซ้าย-ขวา แถมมีสมเด็จจุณฑ์นั่งค้ำหัวอยู่อีก เพราะมีอะไรก็ต้องรายงาน "ประธาน" คือสมเด็จจุณฑ์

 

 

ก่อนหน้านี้ เมื่อพระราชปริยัติโมลี (สมจินต์ สมฺมาปญฺโญ) วัดปากน้ำ ได้รับการสรรหาให้ดำรงตำแหน่ง "อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร" ก็ปรากฏว่า วัดปากน้ำคุมการศึกษาสำคัญๆ ของคณะสงฆ์ไทยไว้ทั้งหมด คือ แม่กองบาลี (ของพระพรหมโมลี) และมหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร. ของพระราชปริยัติโมลี เท่ากับว่าวัดปากน้ำ "กินรวบ" การศึกษาของคณะสงฆ์ไทย ใหญ่กว่าสังฆราช !

 

 

ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ก่อนจะออก พรบ.พระปริยัติธรรมฉบับใหม่ขึ้นมานั้น มีการวางนโยบาย "ยึดอำนาจการศึกษาสงฆ์มาจากวัดปากน้ำ" ไว้ด้วยหรือไม่ วันนี้ เราจึงได้เห็นการวางหมากวางเกม "ให้สมเด็จจุณฑ์นั่งเก้าอี้ประธาน" ขยับให้สมเด็จสมชายเข้ามานั่งเก้าอี้ "ประธานโรงเรียนปริยัติสามัญ" ขณะที่ "พระพรหมโมลี-สุชิน" ก็ครองตำแหน่ง "แม่กองธรรม" มาแต่เดิมแล้ว เหลือเพียง "พระพรหมโมลี-สุชาติ" วัดปากน้ำ เพียงพระหน่อเดียว ทั้งยังคงดำรงตำแหน่ง "แม่กองบาลี" ท่ามกลางกรรมการ "ฝ่ายธรรมยุต" ในอัตรา 3 ต่อ 1 ประชุมลงคะแนนกันเมื่อไหร่ ธรรมยุตก็ชนะขาดยิ่งกว่าบิ๊กตู่อาศัยมือ ส.ว. ที่ตนเองสรรหามาโหวตให้ได้เป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่สอง

 

 

ถ้าจะมองว่า ในทางการเมือง มีการวางโรดแม็ป เขียนรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ คสช. โดยบิ๊กตู่ สืบทอดอำนาจอย่างแยบยลแล้ว ทางพระศาสนาก็น่าจะมีการวางโรดแม็ป "แก้ไขและออกกฎหมายคณะสงฆ์ใหม่" ให้ธรรมยุต กินรวบกิจการคณะสงฆ์ไทย ทั้งในมหาเถรสมาคมและด้านการศึกษาสงฆ์ เหมือนกันอย่างน่าพิศวง ซึ่งก็มิใช่เรื่องผิดอันใด

 

 

ประเทศเขตใดก็ตาม รัฐบาลและคณะสงฆ์ ก็ต้องสอดคล้องต้องกัน ไม่ขัดแย้งกัน ไปด้วยกัน หรือสนับสนุนซึ่งกันและกัน ดังในสมัยหนึ่ง รัฐบาลยิ่งลักษณ์-ทักษิณ ไปด้วยกันได้กับวัดพระธรรมกายๆ จึงได้รับการเอื้ออาทรจากรัฐบาลไทยในสมัยนั้นอย่างหรูหรา แทบว่าครองเมือง

 

 

แต่ต่อมา เมื่อมีการปฏิวัติ ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์-ทักษิณ ได้เข้ามาครองอำนาจแทน จึงมีการกวาดล้างฝ่ายธรรมกาย รวมทั้งกรรมการ มส. สายธรรมกาย หลายรูป ให้เข้าคุกเข้าตะราง อีกด้านรัฐบาลก็แก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ ยกตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ถวายพระคณะธรรมยุต ถึงวันนี้ เมื่อมี พรบ.การศึกษาสงฆ์ ก็ยังคงมีสัดส่วน "พระธรรมยุต" เหนือกว่าพระมหานิกาย แบบว่า ทีใครก็ทีมัน สมัยวัดปากน้ำและธรรมกายครองเมือง ก็เล่นพรรคเล่นพวก ตั้งพวกเดียวกันเป็นใหญ่เป็นโตจนล้นบ้านล้นเมือง เหมือนๆ กัน วันนี้ ถึงทีธรรมยุตกินเมืองมั่ง มันก็ไม่ต่างกัน อำนาจนั้นมันไม่เข้าใครออกใครหรอก ไม่ว่าสีไหน !

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 13 มิถุนายน 2562

 


 

 

 

 

สมเด็จสมชายเป็นประธานปริยัติสามัญ

 

มหาเถรสมาคม ไฟเขียวตั้ง สมเด็จพระธีรญาณมุนี เป็นประธานกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา

 

วันนี้ (12 มิ.ย.) นายวีระ จำลอง ผู้ช่วยโฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า จากการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. ได้มีมติเห็นชอบตามที่กองพุทธศาสนศึกษา เสนอให้สมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย วรชาโย) เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส กรรมการ มส. เป็นประธานกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา หลังจากที่สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร กรรมการ มส. ได้ขอลาออกจากตำแหน่งดังกล่าว และทางกองพุทธศาสนศึกษา ได้จัดประชุมคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เมื่อวันที่ 27 พ.ค. ที่ผ่านมา และได้นำเรื่องสมเด็จพระวันรัต ขอลาออกจากตำแหน่งประธานกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา หารือในที่ประชุมเพื่อพิจารณาเสนอรายชื่อประธานกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ต่อ มส. และที่ประชุมมีมติให้กองพุทธศาสนศึกษาเข้ากราบนมัสการพระเถรานุเถระเพื่อหารือเรื่องดังกล่าว ในการนี้พระเถรานุเถระได้เสนอ สมเด็จพระธีรญาณมุนี เป็นประธานกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา

 

 

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 13 มิถุนายน 2562

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264