ขังลืมเกือบปี เพิ่งขึ้นศาลวันนี้ !

 

คดีเงินทอนวัดเริ่มการสอบสวน

 

อดีตกรรมการ มส. ขึ้นศาลนัดแรก

 

 

 

 

 

อดีตพระพรหมสิทธิ (ธงชัย) : อดีตพระพรหมดิลก (เอื้อน)

 

 

 

อา..เรื่อง "จับสึกไว-ไต่สวนช้า" ถ้าจะวัดระยะกันแล้ว คดีเงินทอนวัด ล็อต 3 ของ 2 อดีตกรรมการมหาเถรสมาคม คือ อดีตพระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา และอดีตเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร และอดีตพระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ อดีตเจ้าคณะภาค 10 และอดีตประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศไทย ถือว่า ชนะทุกคดี ทั้งเรื่องไวและเรื่องช้า

 

 

 

 

 

 

เรื่องไว : 24 พฤษภา 2561 เวลาเช้า ข้าวปลายังมิทันตกถึงท้อง กองปราบซึ่งสนธิกำลังกัน "ปิดล้อม" พระอารามหลวงทั้ง 3 แห่ง (วัดสามพระยา-วัดสระเกศ และวัดสัมพันธวงศ์) ไว้ตลอดทั้งคืน ก็กรูกันเข้าชาร์จพระมหาเถระ กรรมการมหาเถรสมาคม ทั้ง 3 รูป มีเพียงพระพรหมเมธี  (จำนงค์ ธมฺมจารี) วัดสัมพันธวงศ์ ซึ่งออกไปกิจนิมนต์ต่างจังหวัด จึงไหวตัวหลบหนีพ้นเงื้อมมือเจ้าหน้าที่ไปได้ จนป่านนี้ก็ยังมิมีทีท่าว่ารัฐบาลจะสามารถนำตัวมาขึ้นศาล เหมือนอดีตกรรมการ มส. อีก 2 ท่าน

 

ส่วน 2 ท่านที่เหลือ ท่านแรก พระพรหมดิลก หรือท่านเจ้าคุณเอื้อน วัดสามพระยา นั้น พอทราบว่าเจ้าหน้าที่จะมาจับกุม ก็ทำใจดีสู้เสือ รีบครองผ้าออกมาหาเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมกับสั่งพระเณรในวัดให้อยู่ในความสงบเรียบร้อย ด้วยความหวังว่า "การมอบตัวโดยละมุนละม่อม คงจะสามารถกลับมาวัดสามพระยาทั้งผ้าเหลืองได้" แล้วก็เดินขึ้นรถเจ้าหน้าที่กองปราบ "ไปไม่กลับ" จนป่านนี้ยังถูก "ขังลืม" อยู่ในคุก

 

 

ท่านต่อมาก็คือ พระพรหมสิทธิ หรือเจ้าคุณธงชัย วัดสระเกศ ท่านนี้ ช่วงหัวค่ำ วันที่ 23 พฤษภา 2561 สายรายงานว่า มีอะไรผิดสังเกต "ผลุบๆ โผล่ๆ" อยู่แถวแนวกำแพงวัด ดูไม่คุ้นหน้าและไม่น่าไว้วางใจ เพื่อความปลอดภัยไว้ก่อน จึงต้องเร้นกายออกจากที่พักกลางดึก ตกเช้า เจ้าหน้าที่เข้าชาร์จจึงพบแต่ความว่างเปล่า ไม่เห็นแม้แต่เงาเจ้าคุณธงชัย

 

เล่ากันว่า เจ้าคุณธงชัย มีญาณพิเศษ ชื่อว่า "ญาณเกลือกองปราบเป็นหนอน" มีคนมีสีกระซิบให้ทราบก่อนเจ้าหน้าที่เข้าวัดไม่กี่นาที หลบหนีไปได้ถึง 3 วัน เจ้าคุณธงชัย ชั่งใจแล้ว ทั้งพระลูกศิษย์ ทั้งโยมที่ใกล้ชิด ล้วนแต่ติดคุกติดตะรางกันเป็นแถว ชาตินี้ อายุเพียงนี้ อะไรๆ ก็เป็นมาหมดแล้ว ทั้งเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ทั้งกรรมการ มส. ทั้งรัฐมนตรีต่างประเทศของพระสงฆ์ไทย เหลือเพียงตำแหน่ง "สังฆราช" เท่านั้น ที่ยังไปไม่ถึง แต่กลับมีตำแหน่งใหม่ "นักโทษของรัฐบาลเผด็จการ" แหมมันเท่ห์พอๆ กับพระพิมลธรรม (อาจ) แห่งวัดมหาธาตุในอดีต เป็นแล้วเท่ห์อย่าบอกใคร

 

เจ้าคุณธงชัยซึ่งว่ากันว่าเป็นคนมีนิสัยนักเลง กล้าได้กล้าเสีย จึงตัดสินใจ "ติดต่อขอเข้ามอบตัวต่อหน้าพระประธานในโบสถ์วัดสระเกศ" ยืดอกเดินเข้าคุกอย่างสง่างาม ไม่ต้องให้เจ้าหน้าที่ใช้ค้อนทุบประตูตั้ง 2 ชั้น เอาปืนจี้หน้าผาก ลากแขนออกจากมุ้ง ในสภาพล่อนจ้อน "ไม่มีผ้าผ่อนติดตัวแม้แต่ผืนเดียว" ขนาดเจ้าหน้าที่อ่านหมายศาลก็ยังมัวนุ่งสบงอยู่ เหมือนวีรบุรุษบางคน สาวกสาวิกาเห็นแล้วประสานเสียงเพลง "สีทนไม่ได้" ทำกันเกินไป ไม่ไว้หน้าพระอริยะของพวกเราเลย หมดลายราชสีห์ที่เคยคุยโวเอาไว้เสียสิ้น ร้อนถึง "บิ๊กตู่" นายกรัฐมนตรี ต้องออกมา "ขอโทษ" ผ่านสื่อ ชื่ออะไรคงไม่ต้องบอก และสุดท้ายรัฐบาลทหารก็ปลอบใจด้วยการ "ให้ประกันตัว" ออกคุกมาก่อนเพื่อน รู้หรือยังว่าไผเป็นไผ

 

ยุทธการ "สึกสายฟ้าแล่บ 2 พรหม" นั้น รวดเร็วเหมือนฟ้าผ่า ตั้งแต่ ปิดล้อม - จับกุม - สอบสวน - นำตัวไปฟ้องศาลอาญา - ศาลพิจารณาว่าจะอนุญาตหรือไม่อนุญาต ซึ่งศาลก็อ้างว่า คดีมีโทษสูง และกระทบต่อศรัทธาของพุทธศาสนิกชน จึงไม่อนุญาตให้ประกันตัว หมายถึงว่า ทั้งพระพรหมดิลก ทั้งพระพรหมสิทธิ รวมทั้งพระเลขาระดับเจ้าคุณทุกรูปทุกองค์ ต้องสึกสถานเดียว ไม่สึกเองก็ต้องบังคับให้สึก เพราะมีปืนจี้อยู่ข้างหลังคำสั่งศาลอาญา ถือว่าเป็นการประหารชีวิต ก่อนจะพิจารณาคดีความด้วยซ้ำไป

 

 

 

 

 

 

ยังไม่หมดสิ้น เพราะนอกศาลนั้น คล้อยหลังพระพรหมดิลกขึ้นรถเจ้าหน้าที่ตำรวจออกจากวัดสามพระยาเดินทางไปยังกองปราบได้ไม่กี่นาที กระบวนการ "ถอดยศ-ปลดจากตำแหน่ง" ก็วิ่งแข่งเหมือนคู่ขนาน ข่าวดังติดๆ กันมาหน้าจอทีวีว่า "สมเด็จพระสังฆราชทรงมีพระบัญชาปลดกรรมการมหาเถรสมาคม-มีพระบรมราชโองการถอดยศพระราชาคณะชั้นพรหม"

 

ดังนั้น เมื่อเวลาบ่าย 3 โมง ซึ่งเป็นเวลาที่จะนำตัวไปฝากขังต่อศาลอาญา ก็ปรากฏว่า พระพรหมดิลก ได้กลายเป็น "พระเอื้อน" หรือ "หลวงตาเอื้อน" ไปเรียบร้อยแล้ว ไม่มีอะไรเหลือเลย ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งหรือยศถาบรรดาศักดิ์ เหลือสิ่งสุดท้ายติดตัวก็คือ "ผ้าเหลือง" เท่านั้น ที่ยังต้องลุ้นว่าศาลจะให้ครองต่อไปอีกหรือไม่

 

และแล้วสุดท้ายก็ดังที่ทราบ เวลา 3 ทุ่ม หรือ 19.00 น. ก็มีคำพิพากษา "ประหารชีวิตในผ้าเหลือง" สั่งเปลื้องจีวรพระพรหมดิลก ให้เป็นนักโทษอุกฉกรรจ์ เพราะศาลท่านบอกว่า "คดีมีอัตราโทษสูง กระทบต่อศรัทธาของพุทธศาสนิกชน และจำเลยอาจจะเข้าไปยุ่งกับพยานหลักฐานได้ จึงไม่อนุญาตให้ประกันตัว"

 

ไม่กี่นาทีถัดมา อาจารย์เอื้อนในชุดนักโทษอุกฉกรรจ์ ก็ถูกนำตัวส่งไปฝากขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ถนนงามวงวาน จนป่านนี้ เกือบจะครบขวบปีแล้ว เพิ่งจะมีข่าวว่า "อดีตเจ้าคุณเอื้อนจะถูกนำตัวขึ้นศาลนัดแรกในวันพรุ่งนี้-28 กุมภา 2562" ส่วนอดีตเจ้าคุณพรหมสิทธิคงจะเป็นคิวต่อไป เพราะมอบตัวช้ากว่า ส่วนพระเลขาของทั้งสองวัดนั้น ก็คงจะทราบข่าวพร้อมๆ กัน

 

แนวทางการสู้คดีนั้น ก็คงต้องเริ่มที่ "หมายจับ" เพราะต้องวิเคราะห์น้ำหนักว่า รูปคดีเป็นคดีร้ายแรงอุกฉกรรจ์จริงหรือไม่อย่างไร ทำไมเจ้าหน้าที่ไม่ออกหมายเรียก หากเรียกแล้วไม่ไปแสดงตัวจึงค่อยออกหมายจับ ตามหลักสากล เพราะพระทุกรูปล้วนแต่มียศสูงและมีตำแหน่งสำคัญ ถึงจะอ้างว่า "กลัวหนีเหมือนเจ้าคุณจำนงค์" แต่ก็คงไม่สามารถนำมาเป็นบรรทัดฐานได้ ไม่งั้นก็ไม่ต้องมีหมายเรียกอีกต่อไป

 

ยิ่งถ้ามีการสืบหาหลักฐานพยานแล้ว ฟังได้ว่าจำเลยมิได้โกง แต่เป็นการใช้เงินผิดประเภท แบบนี้ คำอ้างของศาลอาญาที่ไม่ให้ประกันตัว แถมยังบอกว่า "เป็นคดีอุกฉกรรจ์" ก็จะเป็นการย้อนแย้งไปในตัว พ้นโทษออกคุกมาวันไหน เป็นได้เป็น "มวลมหาประชาชน" ไปรอต้อนรับอาจารย์เอื้อนและคณะ ยิ่งกว่างานบวชวัดสิงห์

 

อีกด้านหนึ่งนั้น ทางเจ้าหน้าที่กองปราบ ได้ปูดข่าวว่า "มีสีกาเข้ามาพัวพันกับอดีตพระพรหมทั้งสองรูป" รูปแรกคือ พระพรหมสิทธิ (ธงชัย) ซึ่งมีการปล่อยข่าวว่าพัวพันกับ "สีกาจุ๋ม" โดยมีการโอนเงินผ่านแม่บ้านเป็นการตบตา  แต่เมื่อสืบค้นลึกเข้าไป ก็พบว่า สีกาจุ๋มเคยนำเอาลูกชายไปบวชเป็นพระที่วัดสระเกศ โดยมีพระพรหมสิทธิเป็นพระอุปัชฌาย์ คำครหาว่าด้วยปัญหา "ชู้สาว" ซึ่งเป็นเป้าหมายแรกของเจ้าหน้าที่จึงอ่อนระทวยลงทันใด เพราะการนำลูกชายไปบวช ก็แสดงว่าต้องมีศรัทธา และเคารพนับถือในตัวพระอุปัชฌาย์เป็นอย่างสูง

 

 

 

 

 

เหลือเพียงประเด็นสุดท้ายก็คือ เรื่องเงิน ถ้าเคลียร์เรื่องเงินได้ ก็น่าจะไม่มีปัญหา ปัญหาก็คือ การบริหารจัดการแบบวัดๆ ที่ผ่านมา จะสามารถทำให้ศาลเชื่อหรือไม่นั่นต่างหาก

 

ส่วนอดีตพระพรหมดิลก (เจ้าคุณเอื้อน) ก็โดนแบบเดียวกัน นั่นคือ สตรีกับสตางค์ เข้ามาพัวพันเหมือนกันเด๊ะ โดยสีกาคนดังกล่าวถูกระบุว่า เป็นเจ้าของร้านสังฆภัณฑ์อยู่แถวๆ บางกรวย นนทบุรี และมีการโอนถ่ายเงินคล้ายๆ  กับกรณีเจ้าคุณธงชัยวัดสระเกศ แต่สืบลึกลงไปก็ยิ่งคล้าย เพราะสีกาคนดังกล่าวนอกจากจะมีสามีอยู่เป็นตัวเป็นตนแล้ว ก็ยังเคยนำเอาลูกชายไปบวชพระที่วัดสามพระยา จะว่ามีอะไรในทางชู้สาวอย่างนั้นหรือ ?

 

การข่าวของเจ้าหน้าที่ตำรวจยังปูดอีกว่า "อดีตเจ้าคุณรูปหนึ่ง นิยมชมชอบการอาบอบนวด ถึงกับไปได้หมอนวดคนหนึ่งมาเป็นคู่ขา อายุ 50 ปี เด็กเชียร์แขกแนะนำให้รู้จัก ชอบใส่ชุดซาฟารีสวมหมวกแก๊ปมาเที่ยวคนเดียว ให้เรียกว่าเฮีย และจ่ายเงินค่ามีอะไรกันถึงครั้งละหลายหมื่น" หมอนวดคนนี้ประวัติเหมือนละครน้ำเน่าในทีวี คือครอบครัวมีปัญหาสามีทิ้ง แถมลูกชายก็พิการ ต้องจำยอมทำทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอด ปิดท้ายรายการด้วยการส่งเสียให้ไปเรียนเสริมสวย

 

กรณีนี้ เซียนพระชี้ว่า ถ้าอดีตเจ้าคุณที่ถูกเพ่งเล็งถึงนั้น มีกึ๋นเพียงแค่ไปใส่หมวกแก๊ปไปเที่ยวอาบอบนวดและได้หมอนวดผ่านเด็กเชียร์แขกดังกล่าว ก็ถือว่าสมน้ำหน้าแล้ว แต่ฟังดูแล้วยังไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไหร่ เพราะกรณีนี้ไม่มีการจับกุมแบบคาหนังคาเขา แถมผู้หญิงชื่ออะไรก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าเป็นการ "หาพยาน" มาให้การเพื่อปรักปรำ ซึ่งสามารถแก้ตัวได้ง่ายๆ เพียงแค่ว่า "จำหน้าผิด" แต่คนติดคุกนั้นเขาตายไปแล้วทั้งเป็น

 

อย่าลืมว่า ไม่มีอะไรที่ตำรวจไทยทำไม่ได้ คดีพระพิมลธรรมในอดีต ก็ตำรวจไทยทั้งสิ้น ที่ปั้นเรื่องราวสร้างหลักฐานพยานเท็จ ใส่ร้ายป้ายสี จนท่านต้องถูกจับกุมคุมขังอยู่นานถึง 5 ปี สุดท้ายศาลทหารก็พิพากษาว่า "ไม่ปรากฏว่าจำเลยทำผิดตามที่ฟ้องเลย แต่ถูกกลั่นแกล้ง" แถมยังขอให้จำเลยอโหสิกรรมให้ เพราะผู้ที่รุมสะกรัมทำร้ายจำเลยนั้น มีตั้งแต่สมเด็จพระสังฆราชลงมา ถ้าจะเอาผิดติดคุกก็คงมากมายมหาศาล

 

พ.ศ.นี้ จะเป็นการพิสูจน์อีกครั้งหนึ่งว่า ที่ว่า "ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ ไม่มีอะไรที่ตำรวจไทยทำไม่ได้"

 

วันนี้ จะเริ่มสืบคดีเป็นนัดแรกแล้ว หนทางยังอีกยาวไกล ที่เล่าตั้งแต่ปฏิบัติการจับกุมมาจนถึงขึ้นศาลนัดแรกในวันนี้ เป็นเรื่องของ "ความล่าช้า" ของกระบวนการยุติธรรมในการให้ความยุติธรรม แต่สำหรับการเร่งรัดจับกุมและลิดรอนอิสรภาพนั้นกลับไวยิ่งกว่าใครในโลก ซึ่งก็ไม่แน่ว่า ในบรรดาผู้ต้องหานับสิบเหล่านั้น บางท่าน อาจจะไปไม่ถึงปลายกระบวนการยุติธรรม เพราะอะไรก็ไม่แน่

 

ไม่รู้สินะว่า วันนี้ พระเณรวัดสามพระยา จะเปลี่ยนเส้นทาง จาก "เดินเท้าเข้าคุก" เป็น "เดินเท้าไปศาล" ไปเป็นกำลังใจให้แก่อดีตเจ้าอาวาส หรือไม่

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 28 กุมภาพันธ์ 2562

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264