ฟัง..แต่ไม่ได้ยิน !

 

 

กฤษฏีกาัดตั้งกรรมการสรรหา

 

ไม่ขยายเวลารับฟังความเห็นสาธารณะ

 

สรุปประเด็นเช่นเดิม ไม่เพิ่มเติมอะไรอีกแล้ว

 

 

 

แล้วถามว่า จะไปกันอย่างไรต่อไป ก็ตอบได้ว่า "สุดแท้แต่เวรกรรมของประเทศไทย" เพราะต่อไปนี้ พระสงฆ์สามเณรจะไม่มีโอกาสได้รับรู้รับทราบอะไรทั้งสิ้น เกี่ยวกับการปกครองของคณะสงฆ์ไทย เพราะอำนาจในการ "เลือก-ตั้ง" นั้น ตกอยู่ในมือนายกรัฐมนตรีแต่เพียงผู้เดียว โดยอ้าง "พระราชอำนาจ" เป็นเกราะกำบังสูงสุด ถ้าการแต่งตั้งนั้นออกมาดี ก็มีผลดีต่อประเทศชาติบ้านเมือง รวมทั้งราชสำนัก แต่ถ้าออกมาไม่สวย ก็จะส่งผลกระทบทุกฝ่าย ไม่เว้นแม้แต่ราชสำนัก การกลั่นกรองรายชื่อก่อนนำความขึ้นทูลเกล้า ผ่านคณะกรรมการสรรหา จึงน่าจะเป็นกระบวนการที่ช่วยป้องกันราชสำนักได้ดีกว่า เพราะอย่างน้อยก็ได้เห็นหน้าค่าตา แต่ถ้าจู่ๆ ก็มีพระบรมราชโองการลงมาเลย ถึงแม้ภายหลังพบว่าผิดพลาดบกพร่องหรือเสียหายก็สามารถ "สั่งปลด" ได้นั้น ก็จริง แต่ก็จะกลายเป็น "ความบกพร่องไป" คือจะกลายเป็นเป้าให้ถูกวิจารณ์ ซึ่งจะแตกต่างกันมากระหว่าง "วิจารณ์ก่อน" กับ "วิจารณ์หลัง"

 

 

จุดนี้ต่างหากที่พึงสังวรระวัง แต่เมื่อคณะกรรมการกฤษฎีกา "อ้างธรรมเนียมโบราณ" มาบังหน้า ก็ไม่ว่ากัน ทั้งๆ ที่จริงแล้ว นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2475 เป็นต้นมานั้น ประเทศไทยได้เข้าสู่ "ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ภายใต้หลักการ "The king can do no wrong" ดังนั้น เพื่อป้องกันผลกระทบด้านเสียถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงกำหนดให้มี "ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ" ซึ่งรวมทั้งกระบวนการ "สรรหา" ก่อนนำความขึ้นกราบบังคมทูล อีกด้วย การอ้างบทบัญญัติรัฐธรรมนูญว่า "พระมหากษัตริย์ทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก" แล้วยกงานพระศาสนาให้พระมหากษัตริย์ทำ จึงไม่สมเหตุสมผล

วันนี้ พระสงฆ์ไทยทั้งในและต่างประเทศ ทำใจแต่เพียงว่า รอรับกับผลกระทบ ซึ่งคิดว่าน่าจะดีนะ ต้องมองโลกในแง่ดีไว้ก่อน อีกด้านหนึ่งนั้น ประวัติศาสตร์ก็ได้ทำการ "บันทึก" ลงไปแล้วว่า มีการแก้ไขเพิ่มเติม พรบ.คณะสงฆ์ไทย ครั้งใหญ่ "ให้พระมหากษัตริย์ทรงบัญชาการคณะสงฆ์ได้เต็มพระราชอำนาจ" รวมทั้งกระบวนการแก้ไขในการรับฟังความคิดเห็นของกฤษฏีกา ซึ่งอ้างเหตุผลในการปัด-ไม่ยอมรับฟังความเห็นในประเด็นตั้งกรรมการสรรหา ก็ได้รับการบันทึกไว้คู่กัน เช่นกัน

 

 

"พระศาสนาไม่ใช่ของเราคนเดียว" แต่เป็นของคนทุกคนที่ยอมรับนับถือพระพุทธศาสนา การทำหน้าที่ก็จึงต้องมี "ขีดจำกัด" เช่นกัน มิใช่การเอาเป็นเอาตาย แบบว่ากูเก่งหรือรู้อยู่คนเดียว เมื่อเราได้ "ทำหน้าที่" แล้ว ก็ถือว่า "เสร็จแล้ว" เช่นกัน ผลของการแก้ไขปัญหาพระศาสนาของรัฐบาลในครั้งนี้ จะดีหรือเสีย ก็ต้องคอยดูกันต่อไป แต่ก็ยังเผื่อใจไว้ว่า..น่าจะดีกว่าเดิม เพราะรัฐบาลและกฤษฏีกาก็อ้างว่า จะปรับปรุงให้ดีกว่าเดิม แล้วมันจะแย่กว่าเดิมได้อย่างไร จริงไหม ?

 

 

 

 




 







 

 

ี่มา : สำนักงานกฤษฎีกา : 28 มิถุนายน 2561

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264