หั่นงบพุทธ-เพิ่มงบอิสลาม

 

สถานการณ์พระพุทธศาสนาประเทศไทย

 

มองมุมไหนเห็นแต่สาละวันเตี้ยลง

 

 

 

 

 

 

 

 

หลังจาก สนช. ได้ผ่านร่าง พรบ.งบประมาณ ประจำปี พ.ศ.2562 เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยใช้เวลาพิจารณางบประมาณจำนวน 3 ล้านล้านบาท เพียงแค่ 3 ชั่วโมง ตกชั่วโมงละ 1 ล้านล้านบาท โดยที่ไม่มีสมาชิกท่านใดคัดค้านเลยนั้น ส่งผลให้พระราชบัญญัติงบประมาณดังกล่าว จะมีผลบังคับใช้ทันทีที่ทรงลงพระปรมาภิไธย

 

 

 

เมื่อตรวจในรายละเอียดของร่าง พรบ.งบประมาณดังกล่าว ก็พบว่า งบประมาณในส่วนของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งมีภาระในการดูแลพระพุทธศาสนาทั้งในและต่างประเทศนั้น ลดลงจากปีก่อน จาก 5,022.3 ล้าน (ห้าพันยี่สิบสองล้านสามแสนบาท) เหลือเพียง 4,935.7 ล้าน (สี่พันเก้าร้อยสามสิบห้าล้านเจ็ดแสนบาท) หรือลดลงจำนวน 86.6 ล้าน (แปดสิบหกล้านหกแสนบาท)

 

 

 

 

 

 

 

 

แต่ยังมีที่น่าแปลกใจด้วยว่า ในส่วนของรัฐวิสาหกิจนั้น มีงบประมาณ "บริษัทบริหารสินทรัพย์ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย จำกัด" จำนวน 775.2 ล้าน เพิ่มเข้ามาด้วย โดยในปี พ.ศ.2561 นั้น ไม่มีงบประมาณดังกล่าวนี้ ทั้งนี้คงจะเนื่องมาจาก สนช. เพิ่งจะผ่านร่างแก้ไขเพิ่มเติม พรบ.ธนาคารอิสลาม ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา มีเนื้อหาสาระให้กระทรวงการคลังเข้าไปถือหุ้นในธนาคารอิสลามได้เกินร้อยละ 49 เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้เสียของธนาคารแห่งนี้

 

 

ณ วันนี้ สถานะของธนาคารอิสลาม ได้ปรากฏใน พรบ.งบประมาณของประเทศไทยว่ามีสถานะเป็น "รัฐวิสาหกิจ" ไปแล้ว และได้รับงบประมาณอุดหนุนปีแรก จำนวน 775.2 ล้านบาท

 

 

 

 

 

 

 

 

ก็เลยเกิดการเปรียบเทียบว่า กับงานพระพุทธศาสนา ซึ่งมีชาวไทยนับถือเป็นส่วนใหญ่ มีวัดมากมายถึง 40,000 วัด และมีพระภิกษุสามเณรถึง 300,000 กว่ารูป รัฐบาลกลับ "ตัดลด" งบประมาณลงเป็นจำนวนมากถึง 86.6 ล้าน ขณะที่ธนาคารอิสลามนั้น กลับมีการตั้งงบประมาณใหม่เข้าไปถึง 775.2 ล้าน สวนทางกันอย่างชัดเจน

 

 

แน่นอนว่า กับภาพลักษณ์ของพระพุทธศาสนาในปีที่ผ่านมานั้น ถือว่าอยู่ในสภาพถดถอย แต่รัฐบาลจะโยนให้เป็นความผิดหรือภาระของพระภิกษุสามเณรเท่านั้นได้อย่างไร ในเมื่อนโยบายอะไรต่างๆ ของคณะสงฆ์ไทย ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ก็ล้วนแต่มาจากรัฐบาล เริ่มมาจากพระราชบัญญัติคณะสงฆ์โน่นเลย เพราะไม่เคยมีพระเณรรูปไหนเป็นผู้ร่างนโยบายหรือพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ไทย มีแต่รัฐบาลซึ่งเป็นฆราวาสหัวดำทำกันทั้งสิ้น จะบอกว่าพระภิกษุสามเณรไทย ล้วนแต่เป็นผลผลิตของสังคมไทยและของรัฐบาลไทย ก็คงว่าได้ไม่ผิด

 

 

ดังนั้น เมื่อภาพพจน์ของพระพุทธศาสนาอยู่ในสภาวะตกต่ำดังที่เห็น และรัฐบาลก็อ้างเหตุผลในการเข้ามาดำเนินคดีกับพระผู้ใหญ่หลายรูปว่า "เพราะต้องการเข้ามาทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง" แต่กลับตัดลดงบประมาณลง ถามว่า รัฐบาลจะกอบกู้และทำนุบำรุงอย่างไร จะใช้อะไรในการขับเคลื่อนทำงานพระพุทธศาสนา ?

 

 

 

 

 

ไม่เพิ่มให้ไม่พอ ยังตัดงบประมาณลงไป ช่างน่าน้อยใจนัก !

 

 

 

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 31 สิงหาคม 2561

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264