ตั้งศาลพุทธศาสนา

 

พิพากษาเกี่ยวกับพระธรรมวินัย !

 

 

 

 

อา..ต้องถือว่าเป็น "ไอเดีย" ดีที่สุด เท่าที่เคยได้รับฟังมาในบ้านเมืองนี้ เพราะนี่คือการสร้างบรรทัดฐาน ให้แก่พระพุทธศาสนาเถรวาท ซึ่งปัจจุบันกำลังถูกกระแส "ประชาธิปไตย-เสรีนิยม" กลบเกลื่อน จนกลายเป็นว่า "ใครๆ จะตีความพระธรรมวินัยอย่างไรก็ได้" เพราะมีพุทธอยู่มากมายหลายลัทธินิกาย ใครชอบแบบไหน เลื่อมใสศรัทธาแบบใด ก็ไปวัดแบบนั้น มันมิใช่เรื่องของการบังคับ ทั้งๆ ที่จริงแล้ว กรณีธรรมกายนั้น เห็นได้ชัดเจนว่า พระธัมมชโยและพรรคพวก ได้เข้ามาแอบอิงอาศัย "อำนาจรัฐ" ทั้งผ่านมหาเถรสมาคมและรัฐบาล รวมทั้งสภาผู้แทนราษฎร เพื่อใช้อำนาจรัฐ "เกื้อหนุน" ให้แก่ลัทธิของตน จนสามารถแผ่ขยายอิทธิพลจนล้นประเทศไทยในวันนี้ มีคำกล่าวว่า "ถ้าท่านไม่เล่นการเมือง การเมืองก็จะเล่นท่าน" แต่ความจริงแล้ว ธัมมชโยเป็นพระนักการเมือง เมื่อเล่นการเมืองแล้ว การถูกการเมืองเล่น จึงเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้

 

การที่รัฐบาลไทยตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาจนถึงประชาธิปไตย (และเผด็จการในบางช่วง) ให้การอุปถัมภ์แก่พระพุทธศาสนา ถือว่ายกย่องพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาเอก จะบอกว่า "ไม่เกี่ยวกับการเมือง" ก็เป็นเรื่องตลก ก็เห็นกันชัดๆ ว่า บรรดาผู้ที่ตะโกนบอกว่า "อย่าเอาการเมืองมารังแกพระ" แต่กลับออกมาเดินขบวน "ขอให้บัญญัติในรัฐธรรมนูญมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ"

 ประหลาดหรือเปล่า ถ้าจะเอาศาสนาออกจากการเมืองจริง บรรดาพระและผู้เรียกร้องเหล่านั้นต้องทำเป็นตัวอย่าง คือทิ้งวัดในเมือง แล้วหนีออกไปเป็นฤษีชีไพรอยู่ในป่าเขาเหมือนพระพุทธเจ้า จะเข้าเมืองก็ต่อเมื่อบิณฑบาตหรือได้รับกิจนิมนต์เท่านั้น รวมทั้งตำแหน่งและยศถาบรรดาศักดิ์ต่างๆ ก็ต้องสละทิ้งให้หมด ถามว่าทำได้หรือไม่ ถ้าทำไม่ได้ก็อย่าพูดไปให้อายเขาเลย เดี๋ยวจะเหมือน "ว.วชิรเมธี" ที่บอกว่า "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ ไม่คู่ควรแก่สมณะ" แต่กลับวิ่งไปรับกับสมเด็จช่วงที่วัดปากน้ำ ตอแหลซะไม่มี

 

กรณีที่กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ บัญญัติคำว่า "พระพุทธศาสนาเถรวาท" ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นั่นแสดงว่า มีการยกย่องพระพุทธศาสนาเถรวาทเป็นศาสนาประจำชาติอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกด้วย ดังนั้น การตั้ง "ศาลพระพุทธศาสนา" ขึ้นมา เพื่อวินิจฉัยในกรณีที่มีผู้สอนนอกพระธรรมวินัยต่างไปจากพระไตรปิฎก ดังการตั้งศาลรัฐธรรมนูญขึ้นมา เพื่อวินิจฉัยในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับเนื้อหาของรัฐธรรมนูญนั่นเอง จึงขอบอกว่า "ดีฮ่ะ"

 

 

 

 

ไพบูลย์ นิติตะวัน

 

 

 

ไพบูลย์ ชง 2 กฎหมายปฏิรูปศาสนา ตั้งศาลพระวินิจฉัยพระธรรมวินัย-กฎหมายจัดการทรัพย์สิน

 

 

"ไพบูลย์" เสนอ 2 กม.ปฏิรูปวงการสงฆ์ แนะ ตั้งศาลพระวินิจฉัยพระธรรมวินัย กฎหมายจัดการทรัพย์สิน ชง พระต้องเปิดเผย และเงินบริจาคต้องเป็นของวัด มั่นใจ 3 เหตุผล "ธัมมชโย" ยังอยู่ในธรรมกาย วอน กระบวนการยุติธรรมให้ประกัน

 

เมื่อเวลา 14.55 น. วันที่ 1 มีนาคม ที่รัฐสภา นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้อง พิทักษ์ กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แถลงว่า ตนได้มีหนังสือกราบทูลถึงสมเด็จพระสังฆราช และส่งถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รวมถึงประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สภาพุทธบริษัทแห่งชาติ เพื่อตีความพระธรรมวินัยไม่ให้มีผู้นำไปบิดเบือน ดังเช่นศาลรัฐธรรมนูญที่ตีความกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพื่อส่งเสริมให้กิจการพระพุทธศาสนาอยู่ในหลักการแห่งพระธรรมวินัย รวมถึง ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการจัดการทรัพย์สินวัดและพระภิกษุ เพื่อให้การจัดการทรัพย์สินของวัด และทรัพย์สินของพระภิกษุเป็นไปอย่างเหมาะสม มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับหลักพระธรรมวินัย โดยเน้นหลักธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการ เพื่อการมีส่วนร่วมของพุทธบริษัท และให้วัดที่เข้าเกณฑ์จะต้องมีระบบการจัดทำบัญชีทรัพย์สินของวัดที่เป็นไปตามมาตรฐานบัญชี มีผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาตรับรอง และส่งให้สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ เปิดเผยให้พุทธศาสนิกชนทราบ และทรัพย์สินของวัดให้หมายความรวมถึงทรัพย์สินของมูลนิธิหรือองค์การที่จัดตั้งขึ้นโดยวัด หรือเกี่ยวเนื่องกับวัดด้วย ทั้งนี้ ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

 

"ส่วนทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้มาในระหว่างที่อยู่ในสมณเพศ ให้ถือเป็นทรัพย์สินของวัดที่พระภิกษุนั้นสังกัดอยู่ และให้พระภิกษุใช้จ่ายทรัพย์สินดังกล่าวได้ตามความจำเป็น เพื่อการดำรงสมณเพศเพื่อประโยชน์แก่วัดและศาสนกิจเท่านั้น เมื่อพระภิกษุพ้นจากความเป็นพระภิกษุหรือมรณภาพ ให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นทรัพย์สินของวัดที่พระภิกษุนั้นสังกัดอยู่ และพระภิกษุจะต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สินที่อยู่ในการดูแลของตน ให้คณะกรรมการจัดการทรัพย์สินของวัดที่ตนสังกัดอยู่ทราบ ทุกปี" นายไพบูลย์ กล่าว

 

นายไพบูลย์ ยังแสดงความมั่นใจ 99.99 เปอร์เซ็นต์ ว่า พระธัมมชโย ยังอยู่ในวัดพระธรรมกาย ด้วยเหตุผล 3 ข้อ คือ

 

1. บรรดาผู้สนับสนุน พระชั้นผู้ใหญ่ และ 5 เสือธรรมกาย ซึ่งเป็นพระที่ใกล้ชิดกับพระธัมมชโย ยังอยู่ในวัดพระธรรมกาย จึงไม่มีทางที่พระธัมมชโย จะออกไปอยู่ข้างนอกตามลำพัง

 

2. มีการตรวจจับสัญญาณโทรศัพท์ พบว่ามีบุคคลใกล้ชิดพระธัมมชโย ได้ติดต่อไปเมื่อวันที่ 18 ก.พ. ช่วงเวลา 04.00 น. ซึ่งหลังจากออกคำสั่งมาตรา 44 เมื่อวันที่ 16 ก.พ. แสดงให้เห็นว่าพระธัมมชโย ยังอยู่ในวัด และไม่สามารถออกไปไหนได้ และ

 

3. เมื่อวันที่ 19 ก.พ. ลูกศิษย์ของพระธัมมชโย กว่า 2,000 คน ได้บุกเข้าไปเพิ่มกำลังในวัด เมื่อเข้าไปได้แล้วก็ประกาศไม่ให้เจ้าหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าไปตรวจค้นในวัดอีก แสดงให้เห็นว่าไม่ต้องการให้ตรวจพบจนเจอพระธัมมชโย

 

ดังนั้น หากต้องการให้เรื่องนี้ยุติลง ตนเสนอให้พระธัมมชโย ออกมามอบตัว และให้สังคมช่วยกันเรียกร้องไปยังกระบวนการยุติธรรม ว่าหากพระธัมมชโย มอบตัว ควรได้สิทธิประกันตัวต่อสู้คดี จะได้ไม่ถูกจับสึกจากความเป็นพระก่อนที่คดีจะมีการตัดสิน ซึ่งเชื่อว่าหากดำเนินการตามนี้เรื่อง ทุกอย่างจะจบลง

 

 

 

 

ที่มา : มติชน : 2 มีนาคม 2560

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264