พงศ์พรร่วมค้าน มส. !

 

รีบรับหนังสือร้องเรียนส่งสังฆราช

 

ข้ามมหาเถรสมาคม !

 

 

 

 

อา..ว่าแล้วไหมล่ะ ลีลาการทำงานในตำแหน่ง "เลขาธิการมหาเถรสมาคม" ของพงศ์พรนั้น เริ่ดเพียงใด !

 

 

ในวันที่ 20 กรกฎาคม ที่ผ่านมา นอกจากสมเด็จพระสังฆราชจะทรงลาประชุม (ด้วยเหตุผลประชวรหรืออื่นใดก็ตาม) แล้ว พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.สำนักพุทธฯ ในฐานะเลขาธิการมหาเถรสมาคม ก็ลาประชุมกะทันหัน อ้างว่ามีภารกิจด่วน เลยกลายเป็นว่า ทั้งประธานมหาเถรสมาคมตัวจริง คือสมเด็จพระสังฆราช และเลขาธิการมหาเถรสมาคม ไม่ได้เข้าประชุมด้วย เลยเป็นเหตุเลสอ้างว่า การประชุม มส. ครั้งที่ผ่านมานั้น ไม่ชอบธรรม

 

ถามว่า ในอดีตที่ผ่านมา เคยมีการประชุมมหาเถรสมาคม โดยที่องค์ประธาน คือสมเด็จพระสังฆราช ทรงลาประชุมหรือไม่ ? คำตอบก็คือ มี และมีบ่อยด้วย แถมใน พรบ.คณะสงฆ์ ว่าด้วยการประชุม มส. ก็ระบุไว้ชัดเจนว่า

 

 

 

 

 

 

 

แม้แต่สมเด็จพระสังฆราช องค์ปัจจุบัน ก็เคยทำหน้าที่ประธานการประชุม มส. เมื่อสมเด็จพระสังฆราชทรงลาประชุมมาแล้ว แล้วถามว่า การประชุม มส. ที่ไม่มีสมเด็จพระสังฆราชเข้าร่วมประชุม มันผิดตรงไหน ?

ถามด้วยว่า ถ้าการประชุม มส. นัดที่ผ่านไปนั้น ไม่ถูกต้อง แล้วการประชุมครั้งก่อนๆ ย้อนไปถึง พ.ศ.2505 จะถือว่าเป็นโมฆะด้วยหรือไม่ โดยเฉพาะการประชุม มส. ครั้งพิเศษ ที่ 1/2559 ที่ สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นประธานการประชุม "ลับพิเศษ" แทนสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช แล้วลงมติ 17/0 ให้ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) วัดปากน้ำ ขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นปัญหาสังคม เกิดการประท้วงกันวุ่นวาย สุดท้าย สนช. จึงได้เร่งแก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ "ปลดล็อก" มาตรา 7 ให้รัฐบาลสามารถเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะเป็นสมเด็จพระสังฆราช "โดยตรง" ได้ หมายถึงว่า เปิดช่องให้รัฐบาล "ยึดอำนาจ" มหาเถรสมาคมไป ตอนนั้น ไม่เห็นมีใครตำหนิ "สมเด็จพระมหามุนีวงศ์" ว่าปฏิบัติไม่ชอบ เพราะลุ้นให้เป็นสมเด็จพระสังฆราช พอได้เป็นสังฆราชแล้วก็บริสุทธิ์ผุดผ่องเป็นยองใย แบบว่าใครๆ ก็ลืมประวัติศาสตร์ "วันวาน" ไปเสียแล้ว

 

 

ถ้าอ้างว่า สมเด็จพระสังฆราช ไม่ได้เข้าร่วมประชุม มติที่ประชุมจึงไม่ชอบธรรม ก็แสดงว่า พรบ.คณะสงฆ์ มาตราที่ 16-17 ก็ถือว่าเป็นโมฆะ แต่ถามว่ากฎหมายจะเป็นโมฆะได้อย่างไร ในเมื่อทรงลงพระปรมาภิไธยไปแล้ว ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายต่างหาก เป็นผู้ทำผิดกฎหมายเสียเอง !

อีกอย่างหนึ่ง พรบ.คณะสงฆ์ ก็ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า "มาตรา 20 คณะสงฆ์ต้องอยู่ภายใต้การปกครองของมหาเถรสมาคม" มิได้บอกตรงไหนเลยว่า "ให้คณะสงฆ์ไทยอยู่ภายใต้การปกครองของสมเด็จพระสังฆราช" แต่กฎหมายก็เขียนโยงเอาไว้ว่า

 

 

 

 

 

 

 

กฎหมายย้ำหัวหมุดไว้ด้วยว่า "สมเด็จพระสังฆราช จะทรงมีพระบัญชาออกมาโดยขัดแย้งกับกฎหมาย พระธรรมวินัย และกฎมหาเถรสมาคม ไม่ได้" ถ้าทรงทำก็ถือว่าทรงทำผิดกฎหมายเสียเอง ในกรณีนี้จึงถือว่า พรบ.คณะสงฆ์ มุ่งให้มหาเถรสมาคมเป็นองค์กรปกครองสงฆ์ มิได้มุ่งหมายให้สมเด็จพระสังฆราชทรงปกครองคณะสงฆ์แต่เพียงลำพัง ดังนั้น ว่าโดยเนื้อหาของกฎหมายแล้ว มหาเถรสมาคมจึงมีอำนาจมากกว่าสมเด็จพระสังฆราช หรือแม้แต่สมเด็จพระสังฆราช ก็ต้องปฏิบัติตามมติมหาเถรสมาคม ทั้งนี้ ไม่มีมาตราใดที่ระบุว่า "ให้มหาเถรสมาคมปฏิบัติตามพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชโดยไม่มีเงื่อนไข"

 

 

ที่ พรบ.คณะสงฆ์ไทย พ.ศ.2505 เขียนไว้เช่นนี้ ก็เพราะป้องกันเหตุซ้ำซ้อน เพราะก่อนหน้านี้ ในกรณีพระพิมลธรรม วัดมหาธาตุฯ สมเด็จพระสังฆราช "หลายพระองค์" ในสมัยนั้น ได้ใช้อำนาจสมเด็จพระสังฆราชอย่างพร่ำเพรื่อ และศาลทหารได้พิพากษาว่า "เป็นการใช้อำนาจกลั่นแกล้งพระพิมลธรรมอย่างไม่เป็นธรรม" แต่เพราะ "คนส่วนใหญ่ทำผิด" จึงขอให้พระพิมลธรรม..อโหสิกรรม ดูสิ แบบนี้ก็มีด้วย ศาลน่าจะตัดสิน "ลงโทษ" สมเด็จพระสังฆราชผู้กระทำผิด แต่กลับ "ขอร้อง" ให้พระพิมลธรรมอโหสิกรรมแทน ศาลทหารนะเนี่ย นึกว่าศาลตำรวจ !

 

 

นี่ก็เป็นประเด็นทางกฎหมายที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งมองในภาพปัจจุบันแล้ว มันเหมือนๆ กับว่า กำลังมีการแยก "สมเด็จพระสังฆราช" ให้ออกจาก "มหาเถรสมาคม" ซึ่งผิดทั้งแง่กฎหมายและหลักการปกครอง เพราะการจะยก "สังฆมณฑล" ให้สมเด็จพระสังฆราชทรงปกครองแต่เพียงพระองค์เดียวนั้น สมัยปัจจุบันไม่มีใครเขาทำกันแล้ว เพราะคนเดียวทำงาน ยังไงก็สู้ทีมงานไม่ได้ ไม่งั้นจะมีคณะรัฐมนตรีไว้ทำไม ตั้งนายกรัฐมนตรีทำงานคนเดียวก็สิ้นเรื่อง

 

 

อีกเรื่อง พงศ์พร นั้น วันนั้นก็ไม่เข้าประชุม จะด้วยเหตุผลใดก็ไม่รู้ รู้แต่ว่า เมื่อเกิดปัญหาวัดโสธร ในฐานะที่ตัวเองเป็นเลขาธิการมหาเถรสมาคม ก็น่าจะเข้าปรึกษามหาเถรสมาคมเสียก่อน ให้รู้ความโดยกระจ่าง แล้วทำงานในฐานะเลขาฯมหาเถรสมาคม ให้ครบถ้วน แต่นี่กลับวิ่งเอา "หนังสือร้องเรียน" ไปถวายสมเด็จพระสังฆราช ให้ทรงมีพระบัญชา "เหนือมหาเถรสมาคม" ก็เลยกลายเป็นว่า พงศ์พร สมอ้างเป็นเลขาธิการสมเด็จพระสังฆราชเสียเอง แถมยังไม่ยอมทำงานในตำแหน่งเลขาธิการมหาเถรสมาคมอีกด้วย

 

 

จริงอยู่ ในหลักการแล้ว สมเด็จพระสังฆราช ย่อมทรงมีสิทธิในการ "รับเรื่องร้องเรียน" จากพระสงฆ์สามเณรรูปใดก็ได้ ที่คิดว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่เมื่อทรงรับเรื่องร้องเรียนแล้ว หากเรื่องนั้นเป็นอำนาจหน้าที่ของมหาเถรสมาคม สมเด็จพระสังฆราช ก็ย่อมจะทรงนำเรื่องเข้าปรารภในที่ประชุมมหาเถรสมาคม เพราะพระองค์ทรงดำรงตำแหน่งประธานมหาเถรสมาคม ดังกรณีธรรมกาย เมื่อสมเด็จพระญาณสังวร ทรงมีพระลิขิตเป็นการส่วนพระองค์แล้ว สุดท้ายก็ต้องไปว่ากันในที่ประชุมมหาเถรสมาคม เพราะมหาเถรสมาคมเป็นองค์การปกครองคณะสงฆ์ไทย มิใช่สมเด็จพระสังฆราช

 

 

แถมท้าย ในข่าวระบุว่า พระธรรมมังคลาจารย์ (หลวงตาประยงค์) ในฐานะเจ้าอาวาสวัดโสธร ได้ทำหนังสือ "ฟ้องร้อง" พระราชปริยัติสุนทร (อมรภิรักษ์ ปสนฺโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรของตนเอง ว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ไม่ลงอุโบสถสังฆกรรม ไม่ทำวัตรสวดมนต์ ฯลฯ ตรงนี้ น่าที่จะเป็นความผิดของพระราชปริยัติสุทร แต่มองให้ลึกก็จะเห็นว่า "เป็นความบกพร่องอย่างร้ายแรงของเจ้าอาวาส คือหลวงตาประยงค์เอง" แบบว่าไม่สามารถปกครองวัดโสธรได้ ปล่อยปละละเลยให้พระลูกวัดทำอย่างไรก็ได้ แถมยังเอาเรื่องข้างในไปไขข้างนอก ประจานวัดวาอารามให้เสียหาย ไร้ความสามารถและขาดจริยาพระสังฆาธิการอย่างสิ้นเชิง หลวงตาประยงค์น่าจะโดนปลดก่อนเพื่อน ในกรณีนี้ นี่ยังไม่นับที่บังอาจ "คัดค้านมติ มส." อีกต่างหากนะ หลายกรรมหลายวาระเลย หลวงตาประยงค์นี่ ใครขืนเชื่อหลวงตาประยงค์ก็ปัญญาอ่อน

 

 

ส่วนกรณีที่ใครไม่เข้าประชุม แล้วไม่ยอมรับมติที่ประชุมนั้น แบบนั้นท่านเรียกว่า ตีรวน นะฮะ คุณพงศ์พร อยากเห็นหมัดเด็ด คือการ "ลาออกจากตำแหน่ง ผอ.พศ." ไปเลย รับรองว่าได้ใจพระไทยทั่วประเทศ !

 

 

 

 

 

ผมอยากเป็น เลขาธิการสมเด็จพระสังฆราช

 

 

 

ร้องสังฆราชทรงวินิจฉัย มติ มส. ตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทราถูกคัดค้าน

 

 

26 ก.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) วันที่ 20 ก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งมี สมเด็จพระวันรัต เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร หรือวัดบวรนิเวศวิหาร และกรรมการ มส. ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม แทนสมเด็จพระสังฆราช เนื่องจากมีพระอาการประชวร โดยในที่ประชุมสมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร กรรมการ มส. ในฐานะเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก ได้เสนอวาระเร่งด่วนต่อที่ประชุม แจ้งรายงานของพระเทพรัตนมุนี เจ้าคณะภาค12 ว่า พระธรรมปริยัติมุนี วัดปิตุลาธิราชรังสฤษฎิ์ เจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้รับพระบัญชาแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 12

 

ทั้งนี้ เป็นเหตุให้ตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดว่างลง เจ้าคณะภาค12 จึงเสนอขอแต่งตั้ง พระราชปริยัติสุนทร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามวรวิหาร และเจ้าคณะอำเภอเมือง จ.ฉะเชิงเทรา ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัด แทน โดยที่ประชุม มส. มีมติเห็นชอบตามที่มีการเสนอ

 

ต่อมามีรายงานว่า พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในฐานะเลขาธิการ มส. ได้มีหนังสือกราบทูลสมเด็จพระสังฆราช เพื่อให้ทรงวินิจฉัยและขอโปรดมีพระบัญชา เนื่องจาก พระธรรมมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามวรวิหาร ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค12 ได้มีลิขิตถึง พศ. ขอให้พิจารณาอธิกรณ์ พระราชปริยัติสุนทร เนื่องจากมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมหลายประการ ประกอบด้วย

 

1. ประพฤติผิดจริยาพระสังฆาธิการอย่างร้ายแรงในปี 2552 จนกระทั่งเจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนอธิกรณ์ ซึ่งคณะกรรมการฯมีมติว่า พระปริยัติสุนทร ประพฤติผิดจริยาสังฆาธิการอย่างร้ายแรง โดยเสนอให้ถอดถอนออกจากตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสฯ แต่เรื่องกลับเงียบหายไป และยังได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์

 

2. ไม่ให้ความสำคัญในการทำสังฆกรรมฟังสวดปาฏิโมกข์ ที่วัดจัดให้มีการสวดภายในพระอุโบสถเดือนละ 2 ครั้งใน 1 ปี

 

3. ละเว้นการปฏิบัติศาสนกิจ บนศาลาการเปรียญ ในวัดธรรมสวนทั้ง 8 ค่ำและ 15 ค่ำ

 

4. ไม่ใส่ใจเข้าร่วมประชุมพระสังฆาธิการระดับจังหวัด ที่กำหนดประชุมทุกเดือน และ

 

5. ปล่อยปละละเลยโดยไม่มีการห้ามปราม กรณีให้ผู้ใกล้ชิดกล่าวร้ายเจ้าอาวาส

 

 

ในการนี้เจ้าอาวาสวัดโสธรฯ จึงรายงานความประพฤติและข้อมูลการสอบสวนอธิกรณ์ของพระปริยัติสุนทร และพระอีก 6 รูป เพื่อนำทูลต่อสมเด็จพระสังฆราช และนำเสนอคณะกรรมการ มส. เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป นอกจากนี้ พศ. ยังได้แนบสำเนาหนังสือของสมาคมสื่อมวลชนพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมแห่งชาติ(สพวช.) ที่ส่งถึง พศ. เกี่ยวกับความโปร่งใสในการเสนอต่อที่ประชุม มส. เกี่ยวกับการแต่งตั้งในครั้งนี้มาด้วย

 

 

 

ที่มา : แนวหน้า : 26 กรกฎาคม 2560

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264