เจาะข่าวตื้น !

 

 

สนธิไม่อยู่ ผู้จัดการ เจาะข่าวตื้น

 

ไม่บอกว่ามหาวอเปลี่ยน ทั้งๆ ที่เขาแปรพักตร์ไปแล้ว !

 

 

 

หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ฉบับวันที่ 21 ก.ย. 59 คอลัมน์พิเศษ จัดถวายวัดพระธรรมกายโดยเฉพาะ พ่วงมหาเถรสมาคม ซึ่งมีสมเด็จช่วงเป็นประธาน แต่มีไฮไลต์ที่สำคัญ คือการนำภาพพระเซเลป นามว่า "ว.วชิรเมธี" ซึ่งจำพรรษาอยู่ที่ไร่เชิญตะวัน จังหวัดเชียงราย ได้เข้ารับตราตั้งตำแหน่ง "ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง" ในสังกัดวัดพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา สถานที่คือพระอุโบสถวัดปากน้ำภาษีเจริญ เวลา 14.00 น. ซึ่งล็อตนี้มีจำนวนพระสังฆาธิการทั้งสิ้น 60 รูป แต่ผู้จัดการก็ "เจาะจง" เอาเฉพาะพระมหาวอมาลง ก็คงจะคลางแคลงใจว่าไปมาอย่างไร ทำไมพระมหาวอถึงได้สลัดคราบพระนักวิชาการ หันไปรับตำแหน่ง "พระนักปกครอง" ซึ่งเป็นคนละเส้นทางที่เคยเดินมาโดยตลอด

 

 

 

 

 

 

 

ถ้าติดตามบทบาทของพระมหาวอมาโดยตลอดแล้ว ก็จะพบว่า พระมหาวอนั้นมีบทบาท 2 ทาง คือ ทางการเมืองนั้นแทบจะอยู่ในฝ่ายตรงกับข้ามกับพรรคไทยรักไทย (ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์) ซึ่งแน่นอนว่าบทบาทนี้ย่อมจะเป็นที่ถูกใจและเชิดชูบูชาของฝ่ายเสื้อเหลือง อันมี นายสนธิ ลิ้มทองกุล แห่งเครือผู้จัดการ นายสุทธิชัย หยุ่น แห่งเครือเนชั่น เป็นต้น เป็นผู้นำ รวมทั้งพลพรรคประชาธิปัตย์ด้วย ในทางศาสนานั้น ในปี พ.ศ.2546 สมัยเรียนปริญญาโทอยู่ที่มหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร. พระมหาวอ ได้ทำปริญญานิพนธ์เรื่อง "บทบาทการรักษาพระธรรมวินัยของพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ศึกษาเฉพาะกรณีธรรมกาย" โดยอาศัยหนังสือที่ชื่อว่า "กรณีธรรมกาย" ของพระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต ป.ธ.9 พธ.บ.) วัดญาณเวศกวัน นครปฐม มาเป็นแม่บท ฟันธงว่า "ธรรมกายเป็นอันตรายต่อสถาบันสงฆ์ ต่อพระพุทธศาสนาเถรวาท และต่อความมั่นคงของประเทศชาติ" เมื่อวิทยานิพนธ์นี้ถูกตีข่าวออกไปในสังคมไทย จึงทำให้มีการ "จับ" เอาพระมหาวอ มาเป็นโมเดล "พระน้ำดี" คู่กับพระพรหมคุณาภรณ์ ซึ่งอยู่ในฝ่ายตรงข้ามกับธรรมกายมาโดยตลอด

 

 

นั่นคือภาพของพระมหาวอที่สังคมไทยรับรู้รับทราบกันมานาน อย่างน้อยก็ราวๆ 10 ปี ซึ่งเป็นช่วงเกิดกรณี "เหลือง-แดง" ในประเทศไทย ทำให้ฝ่ายเสื้อเหลือง หรือฝ่ายอะไรก็ตามแต่ ที่ไม่เอากับธรรมกาย "เชื่อ" ว่าพระมหาวอคือพระฝ่ายตรงข้ามกับธรรมกาย และเป็นฝ่ายเดียวกับตน อย่างน้อยก็มีวิทยานิพนธ์ฉบับนั้นเป็นหลักฐานอ้างอิง ถึงแม้พระมหาวอจะไม่เคยเผยแพร่ด้วยตัวเอง หรือแม้แต่ออกมาพูดสนับสนุนทฤษฎีปริญญาโทของตนเองเลยซักครั้งก็ตาม แต่พระมหาวอก็ไม่เคย "ปฏิเสธ" ต่อการนำเอาวิทยานิพนธ์ของตนเองไปเผยแพร่ การนิ่งของพระมหาวอย่อมจะเป็นผลไปในทาง "ยอมรับ" ว่าตนเองเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับ "ธรรมกาย"

 

 

27 ก.พ.2558 เว็บไซต์ผู้จัดการ เคยนำเสนอบทความเกี่ยวกับวิทยานิพนธ์ของ ว.วชิรเมธี โดยตั้งชื่อว่า เปิดโปงธรรมกายสุดอันตราย และในเดือนธันวาคม พ.ศ.2555 บัณรส บัวคลี่ คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เคยเขียนในหัวข้อ "ว.วชิรเมธี เป้าเกลียดชังจากคนเสื้อแดง" และเหตุการณ์ทำนองเดียวกันอีกหลายครั้ง ช่วยตอกย้ำ "ภาพมหาวอ" ว่าเป็นพระสีอะไรในสังคมสงฆ์ไทย

 

 

 

 

 

 

ว.วชิรเมธี  คำ ผกา  และ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

 

 

 

แน่นอนว่า "บทบาททางสื่อ" ของ ว.วชิรเมธี ย่อมมี 2 ด้าน คือมีทั้งคนเห็นด้วยและคัดค้าน ดังกรณี เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ ซึ่งถือว่าเป็นมือหนึ่งของเมืองไทยในด้านกาพย์กลอน เคยเขียนยกย่องพระมหาวอไว้ว่า

 

 

 

พระผู้สร้างกุศลธรรมนำครรลอง พระผู้ครองสันโดษสมถะ
พระถึงพร้อมวิชชาจรณะ คารวะ พระ ว.วชิรเมธี

 

 

 

อ่านดูก็หรูเริ่ด !

 

 

แต่อีกด้านหนึ่งนั้น พระมหาวอก็ถูก  "คำ ผกา" คอลัมนิสต์และนักจัดรายการทางวอยซ์ทีวี วิจารณ์อย่างหนักหน่วงเช่นกันว่า

"งานของท่าน ว.วชิรเมธี มันเป็นยากล่อมประสาท หลอกขายกันไปวันๆ ไม่ได้ทำให้คนตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม มันเป็นการเอาตัวรอดคนเดียว...แขก เลยมองว่ามันเป็นการมอมเมาทางปัญญา สอนให้คนหลีกหนีปัญหา แล้วก็ทำให้มืดบอดต่อปัญหาของคนอื่นในสังคมด้วย คำพูดของ ว.วชิรเมธี มีอะไรที่ลึกซึ้งบ้าง ไม่มี แต่ทำไมคนถึงให้ความสำคัญ เพราะมันออกมาจากพระที่บอกว่าตัวเองอ่านพระไตรปิฎกเจนจบ เป็นศิษย์พุทธทาส (มติชนออนไลน์ 19 ส.ค.53)

 

 

อ่านดูก็แหลวแตว (ภาษาเหนือ) แปลเป็นไทยกลางก็คือ เละเทะ !

 

 

พูดตามสำนวน "โน๊ต-อุดม แต้พานิช" เจ้าพ่อเดี่ยวก็คงจะเป็นว่า "แม่เจ้า หล่อนช่างกล้า เอาผ้าถุงไปเสียดสีกับผ้าสบงมหาวอ" ก็ไม่รู้เช่นกันว่า นี่จะเป็นผลให้ท่านวอย้ายตัวเองไปจำศีลอยู่ที่ท้องไร่ในจังหวัดเชียงรายหรือไม่ เพราะท่านบอกว่า อยู่กรุงแล้ววุ่นวาย สุขภาพแย่ งานหนังสือก็ไร้คุณภาพ สรุปว่า วอยซ์ทีวีจอหนึ่งล่ะ ที่ไม่ยินดีต้อนรับ ว.วชิรเมธี !

 

 

 

 

 

"อร่อยจนลืมกลับวัด"

 

สำนวนอมตะของ ว.วชิรเมธี หรืออีกนามหนึ่ง ว.ชวนชิม

 

 

 

ในฝ่ายธรรมกาย (รวมทั้งวัดปากน้ำ) ซึ่งกำลังถูกมรสุมมะรุมมะตุ้มอยู่ในขณะนี้ ก็รู้เหมือนกัน ว่าพระมหาวอ "วางตัว" อยู่ทางฝ่ายไหน หรือถูกเชิดไปในทิศทางใด แรกๆ นั้น ทางวัดปากน้ำก็วางเฉย เพราะคิดว่ายังไงก็ไม่มีผลต่อตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช แต่นานๆ ไปมันชักจะไม่แน่ใจ แถมธัมมชโยก็ออกจากคลองสามไม่ได้ งานนี้อะไรที่เป็นคุณหรือเป็นผลบวกต่อวัดปากน้ำและวัดพระธรรมกาย ก็จำเป็นต้องทำทั้งสิ้น และ "วอแหวน" ก็ถูกนำมาประดับนิ้วก้อย เพราะวิเคราะห์แล้ว เห็นว่า "บทบาทของมหาวอ เป็นที่ชื่นชอบและศรัทธาของฝ่ายตรงกันข้ามกับวัดปากน้ำและวัดพระธรรมกาย" การจะตีมหาวอเหมือนตีพุทธะอิสระนั้นทำไม่ได้ จะถูกโต้กลับ เพราะมหาวอมีภาพอันสวยงามเป็นดาราหน้าปกหนังสือหรืองานอีเว้นต์ ใครไปทำร้ายก็มีหวังถูกแม่ยกกรี๊ดใส่สนั่นเวที วิธีการอันวิเศษก็คือ "ดึงมหาวอให้หันหน้ามาเป็นพวก" เพราะถ้าดึงมหาวอมาเข้าพรรควัดปากน้ำได้ ก็เท่ากับปิดปากไมค์ทองคำไปแล้วหนึ่งไมค์ ที่เหลือก็คงไม่เท่าไหร่

 

 

ส่วนต้นทุนที่ใช้นั้นก็ไม่ต้องควักย่ามใครเลย ใช้วิธี "อัฐยายซื้อขนมยาย" ใช้ยศถาบรรดาศักดิ์ที่ได้รับพระราชทานผ่านรัฐบาลนั่นเองเป็นตัวล่อ (เห็นลูกศิษย์มหาวอโวยวายมาหลายปีว่าอาจารย์ไม่ได้เป็น) ช่วงนี้วัดพระธรรมกายก็ได้เจ้าคุณไปเยอะแล้ว สถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย เอาไว้ฟ้าใสค่อยใส่กันเต็มที่เหมือนเอาปีละ 4 ด้ามครั้งก่อน วัดปากน้ำหรือก็เป็นเจ้าคุณกันล้นวัดแล้ว เหลือแต่หมาและแมวยังไม่ได้เป็น ให้มหาวอเป็นซะคนมันจะเสียหายอะไร มันมีแต่ได้กับได้ !

 

 

 

 

 

 

 

13 มกราคม 2559

 

สายวัดปากน้ำสืบทราบว่า "มหาวอก็อยากเป็นเจ้าคุณ" ก่อนหน้านั้น มหาวอเคยประกาศ "ยุติบทบาทพระนักวิชาการ" แต่จะขอเป็น "ครูบา" แต่ประกาศได้ไม่กี่เดือนก็เปลี่ยนใจ ในวันที่ 13 มกราคม 2559  มหาวอก็มีโอกาสได้ใกล้ชิดกับสมเด็จช่วง ในงานมอบโล่รางวัลการจัดการสิ่งแวดล้อม ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจัดที่ มจร. วังน้อย รูปที่เดินตามหลังนั้นคือ พระราชวรมุนี หรือเจ้าคุณพล วัดสังเวช รองอธิการบดี มจร. และรองเจ้าคณะภาค 6 ซึ่งว่ากันว่าสนิทสนมกับ ว.วชิรเมธี

 

 

 





 

 

 

24 เมษายน 2559

 

 

ตกวันที่ 24 เมษายน 2559 คลื่นลูกที่ 2 ก็ตามมา พระมหาวอพร้อมด้วยคณะ ได้เดินทางไปยังวัดปากน้ำภาษีเจริญ เพื่อถวายสักการะและสรงน้ำสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช งานนี้มี "เจ้าคุณพล-คนเมืองน่าน" เป็นพ่อสื่อ เอ๊ย เป็นพี่เลี้ยง เช่นเคย งานนี้นี่แหละ คือการ "รายงานตัว" อย่างเป็นทางการของมหาวอ ต่อเจ้าของสังกัดวัดปากน้ำ !

 

 

 

 




 

 

 

และแล้ว วันที่ 31 สิงหาคม 2559 ก็ลงเอย พระมหาวอเข้าวัดปากน้ำเป็นรอบที่ 2 คราวนี้ไปรับตำแหน่ง "ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงราย" เปิดเผยตัวตนว่า "ต้องการเป็นพระราชาคณะ" อย่างชัดเจน ต่อสาธารณชน !

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ย้อนหลังกลับไปในปี พ.ศ.2555 หลังวันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งมีการพระราชทานสมณศักดิ์ชั้น "เจ้าคุณ" ให้แก่พระสงฆ์ไทยทั่วประเทศและทั่วโลก เป็นประจำทุกปี ปีนั้นมีข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ "คมชัดลึก" พาดหัวข่าว "ว.วชิรเมธี ชวดสมณศักดิ์อีกปี" ซึ่งนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในเวลานั้น ได้อธิบายว่า "แม้ว่า ว.วชิรเมธี จะมีผลงานที่เด่นชัด แต่ไม่เข้าหลักเกณฑ์และระเบียบใดๆ ของมหาเถรสมาคม (มส.) ทั้งสิ้น การพิจารณาสมณศักดิ์ต้องไล่ที่ระดับ ต้องดูโควตา โดยมีเสนอตั้งแต่ระดับเจ้าอาวาส ทั้งนี้ ถ้าจะได้ก็ต่อเมื่อต้องเสนอแต่งตั้งให้เป็นกรณีพิเศษจริงๆ ไม่มีเกณฑ์ใดที่จะเสนอทั้งสิ้น"

 

 

หลักเกณฑ์ในการจะได้เป็นพระราชาคณะ หรือเจ้าคุณ ของพระสงฆ์ไทยเรานั้น ถ้าไม่มีผลงานโดดเด่นเอกอุแล้ว ก็ต้องมีเส้นระดับ "ตุ๊แป๊ะ" หรือ "พระแขกบางลำพู" โน่นถึงจะเข้าป้าย แต่สำหรับพระหนุ่มเณรน้อยเช่นพระมหาวอ ถึงจะมีดีกรีเป็นเปรียญเก้า ถึงจะมีชื่อเสียงโดดเด่น แต่ก็ยังไม่มีคุณสมบัติ ซึ่งคุณสมบัตินั้น ทางมหาเถรสมาคมได้กำหนดไว้ว่า "ต้องเป็นพระสังฆาธิการ" ก็ตั้งแต่เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง หรือเป็นเจ้าอาวาสวัดใดวัดหนึ่ง ซึ่งมีฐานะสำคัญ ก็อาจจะได้รับการพิจารณา ซึ่งก็ขึ้นกับพระผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคมอีกต่างหาก พระมหาวอออกจากวัดเบญจมบพิตร ไปอาศัยอยู่ในไร่เชิญตะวันบ้านเกิด ยังไม่ได้ยกขึ้นเป็นวัด ก็คือเป็นสำนักสงฆ์ จึงยังคงไม่มีคุณสมบัติดังกล่าว

 

 

แต่การจะทำให้มีคุณสมบัติก็มิใช่เรื่องยาก ถึงแม้วัดเบญจฯจะไม่เอามหาวอ แต่มหาวอก็เคยเป็นศิษย์ในสำนักวัดพระสิงห์มาก่อน และนั่นเอง เส้นทางของพระมหาวอจากไร่เชิญตะวันจึงมาลงตรงวัดพระสิงห์อย่างบังเอิญ บังเอิญว่า ไร่เชิญตะวันนั้นอยู่ในจังหวัดเชียงราย และจังหวัดเชียงรายก็อยู่ในเขตการปกครองของคณะสงฆ์ ภาค 6 ซึ่งภาคนี้มีรองเจ้าคณะภาคนามว่า "พระราชวรมุนี" หรือเจ้าคุณพล คนเมืองน่าน พี่ชายสุดเลิฟของมหาวอนั่นเอง คุมเกมกันอยู่ในภาค 6 ก่อนจะต่อสายไปวัดปากน้ำ ชั่งเป็นเส้นทางที่สวยงามและลัดตรง

 

การเข้าวัดปากน้ำรับตำแหน่งของพระมหาวอในครั้งนี้ ก็คือ การเริ่มต้นชีวิตของพระสังฆาธิการ ซึ่งก็คือ ข้าราชการในทางสงฆ์ จะมีจริยาพระสังฆาธิการคอยควบคุมอยู่ห่างๆ การจะวิจารณ์คณะสงฆ์ หรือแตกแถวไปทำอื่นใดตามใจเหมือนเดิมนั้น ไม่ได้ และเมื่อมหาวอสมัครใจจะเป็นเจ้าคุณแล้ว ก็ถือว่า..พร้อม ไม่ปีนี้ก็ปีหน้า พระมหาวอจะได้เป็นเจ้าคุณ

 

ความพร้อมของพระมหาวอในครั้งนี้ ย่อมจะเกิดผลในทางปฏิกิริยาทางสังคมที่เคยมี ทั้งต่อวัดปากน้ำและวัดพระธรรมกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ปริญญานิพนธ์" ที่เคยระบุว่า "วัดพระธรรมกายอันตราย" นั้น ก็คงไม่สามารถจะยกขึ้นมาสนับสนุนแนวทางเพื่อต่อต้านธรรมกาย ของฝ่ายตรงข้าม ได้อีกต่อไป ในเมื่อพระมหาวอไปเข้าค่ายวัดปากน้ำแล้ว ซึ่งวัดปากน้ำกับวัดพระธรรมกายนั้น เป็นวัดพี่วัดน้อง หรือเสมือนหนึ่งว่าเป็นวัดเดียวกัน มีอะไรก็ต้องช่วยเหลือกัน การเข้าวัดปากน้ำของพระมหาวอก็เท่ากับ "การเข้าไปช่วยเหลือธรรมกายให้รอดตาย" ในสภาวะวิกฤติ ทั้งนี้ก็ไม่มีอะไร ก็เพื่อแลกกับ "พัดยศพระราชาคณะชั้นสามัญ" อีกด้ามหนึ่ง ในบรรดาร้อยกว่าด้ามในปีนี้ หรือในปีหน้า เท่านั้นเอง

 

 

 

 

 

 

 

 

อย่างไรก็ตาม วันที่ 9 มีนาคม 2559 หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ได้ลงบทความพิเศษ เป็นการสัมภาษณ์ ว.วชิรเมธี ว่าด้วยเรื่องยศถาบรรดาศักดิ์หรือตำแหน่งต่างๆ โดย ว.วชิรเมธี ได้ให้สัมภาษณ์มีใจความว่า..ชีวิตสงฆ์ ควรปราศจาก ยศ ทรัพย์ อำนาจ !

 

 

 

ชีวิตสงฆ์ควรปราศจาก ยศ ทรัพย์ อำนาจ ว.วชิรเมธี วันที่ตั้งใจตกจากจุดสูงสุด

 

 

'เป็นบทสัมภาษณ์ที่ผมกับท่าน ว.วชิรเมธี คุยกันในรถตู้ระหว่างท่านกำลังเดินทางไปงานต่อ ดูก็รู้ว่าไม่ว่าอยู่ที่ไหนกรุงเทพฯ หรือ ไร่เชิญตะวัน จ.เชียงราย กระทั่งอยู่ไกลสุดสายตา

 

พูดเป็นภาษาเข้าการตลาดแบรนด์ ว.วชิรเมธี ยังฮอตฮิตติดตลาดอยู่เสมอ ไม่ว่าจะอยู่จุดศูนย์กลางของประเทศ หรือ อยู่ ณ ที่ไหน

 

ในวันที่วงการสงฆ์ เต็มไปด้วยเรื่อง ยศ ทรัพย์ อำนาจ สั่นคลอนศรัทธา ไทยรัฐออนไลน์ได้มีโอกาส พูดคุยกับ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ ว.วชิรเมธี หลังจากที่คนมองว่าหนีหายไปจากหน้าสื่อกระแสหลักหลายปี ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้หน้าสื่อเต็มไปด้วยทัศนะและการวิพากษ์วิจารณ์ของท่านมากมาย  

 

เราถามมากกว่า 'การหายไปไหน' แพ้พ่าย หนีหาย เพราะแพ้ภูมิกรุงเทพฯ แพ้คนกรุงเทพฯใช่ไหม มากกว่านั้นการที่ขึ้นจุดสูงสุดแล้วลงมาอย่างกะทันหันแบบนี้ เตรียมรับมืออย่างไรและคำถามที่แทงใจ (ทั้งๆ ที่คุยเรื่องชีวิตท่าน ไม่ได้ตั้งใจหรือคิดว่าอนาคตจะมีเรื่องสงครามสงฆ์) เข้ากับสถานการณ์ 'สงครามช่วงชิงอำนาจ' กับความหมายของ 'พระสงฆ์' ที่ดีคืออะไร!! 

 

และนี่เป็นที่มาของวรรคทองที่ยิ่งฟัง ยิ่งเสียดแทงหัวใจบนสถานการณ์ที่ว่า ชีวิตสงฆ์ ควร ปราศจาก ยศ ทรัพย์และอำนาจ คำนี้วนอยู่ในหัวผมซ้ำๆ ขณะรถตู้สีดำที่เรานั่งกำลังวิ่งไปข้างหน้า แต่หลายคำตอบที่ได้ราวกับว่า 'วงการสงฆ์' กำลังถอยหลังเข้าคลอง 

 

 

Q : การหายออกจากหน้าสื่อ เป็นความตั้งใจใช่ไหม สรุปท่านหายไปไหนมา

 

เป็นความตั้งใจ เพราะคิดว่าเป็นเวลานับเป็นสิบปีแล้วที่อาตมาอยู่หน้าสื่อมาก ใครนิมนต์ไปไหนก็ไปให้เกือบทั้งหมด ด้วยความสงสารและเอ็นดูญาติโยม แต่สิ่งหนึ่งที่หายไป ก็คือ ความลุ่มลึกและสุขภาพในตัวเอง รู้สึกว่าจะเหนื่อยง่ายขึ้นมาก พอได้บทสรุปแบบนี้ หลังอายุ 35 ปี จึงคิดว่าคงต้องกลับมาใส่ใจในรายละเอียดการใช้ชีวิตให้มากขึ้น และเน้นการฝึกสมาธิภาวนา ซึ่งเป็นมิติทางปัญญาที่ลุ่มลึกมากขึ้น นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เราตั้งศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวันเพื่อฝึกวิปัสสนาทั้งของตัวเองและแบ่งปันให้กับชาวไทย ชาวต่างชาติ นอกจากนั้นเพื่อฟื้นฟูสุขภาพให้แข็งแรง และผลจากการถอยหลังเข้าคลองกลับมาอยู่ท่ามกลางหุบเขาแบบนั้น

 

ปรากฏว่า 1.ทำให้เราได้ทั้งงานดีๆ เกิดขึ้น มีเวลาที่จะเขียนงานดีๆ ให้กับพุทธบริษัท ญาติโยมแปลออกไปสู่ภาษาต่างๆ มากขึ้น 2.สุขภาพของเราที่เหนื่อยง่ายเพลียง่าย ร้อนในบ่อยมาก (เน้นเสียง) เพราะพักผ่อนน้อย พอมาอยู่ที่นี่สิ่งต่างๆ หายไปหมดเลย สุขภาพกาย สุขภาพจิตดี มีเวลาให้กับตัวเองได้นักคิด-ค้น-เขียนงานที่จะฝากเอาเป็นมรดกปัญญาให้กับโลกต่อไป

 

 

Q : ไม่ได้หมดสิ่งที่จะสื่อสารกับสังคม

 

ไม่หมด เพียงแต่ว่า 10 ปีที่เราสื่อสารออกมามันเปลี่ยนสังคมได้น้อย เราเชื่อว่าอย่างนั้นเพราะว่าสังคมฉาบฉวย เวลาที่ให้สัมภาษณ์ไป เวลาที่มีให้คิดให้ถี่ถ้วน มีน้อย แต่การถอยมานั่งคิดค้น ทำให้เราได้ละเมียดละไมกับพุทธธรรมคำสอน ได้ทำงานที่ยั่งยืนมากขึ้น ตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญกว่า เพราะฉะนั้นประเด็นของเราสนใจการทำงานในเชิงคุณภาพมากกว่าการมุ่งเน้นงานปริมาณเยอะๆ แล้วก็สนใจการฟื้นฟูดูแลสุขภาพให้เข้มแข็งทั้งกายและใจ

 

 

Q : ปัจจุบันสิ่งที่ท่านสนใจคืออะไร?

 

หลังจากอายุ 35 สิ่งที่สนใจของเราคือ 'วิปัสสนา กรรมฐาน' ไม่ได้สนใจที่จะเป็นข่าวหรืออยู่หน้าสื่อ ไม่ได้สนใจอยู่ในการจับจ้องมองดูของประชาชน หรือสื่อมวลชน เราสนใจที่จะค้นหาความลุ่มลึกในตัวเอง สนใจที่จะหาที่จะค้นหาความเข้าใจชีวิต มากกว่าที่จะค้นหาเกียรติภูมิ ชื่อเสียง ยศ อำนาจ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของคนเรา เพราะรู้สึกว่าชื่อเสียงไม่ยั่งยืน ซึ่งเราอยู่ในสถานะของคนมีชื่อเสียงมาแล้ว ขึ้นไปอยู่บนหอคอยเกียรติยศมาแล้ว เรารู้สึกว่ามันไม่ได้ให้ความอิ่ม ลุ่มลึก เต็มอิ่มทางจิตใจแก่เรา สิ่งที่เราต้องกลับมาก็คือ ให้ความลุ่มลึกในใจตัวเองมากกว่า ฉะนั้นสิ่งที่เราสนใจก็คือความเข้าใจชีวิต เพราะว่าเป็นสิ่งที่มันสำคัญที่สุดในชีวิต

 

 

Q : แล้วสิ่งที่ท่านหมดความสนใจ ขณะถอยกลับมาในที่ตั้ง คือเรื่องอะไร

 

สิ่งที่หมดความสนใจไปเลย คือกิจนิมนต์ สมัยก่อนชั่วโมงหนึ่งกว่า 100 งาน เคยเกิดขึ้นมาแล้ว วันหนึ่ง 300 งานก็เกิดขึ้นมาแล้ว ถามว่าทุกวันลดลงไหมยังมากเหมือนเดิม เพราะขณะนี้บวกฝั่งอเมริกา-ยุโรป ที่เข้ามาเยอะมาก แต่เราเลือกที่จะทำงานเชิงคุณภาพเยอะกว่า 'เราอยากทำน้อยๆ แต่อยากให้ได้เนื้องานมากๆ'

 

อาตมาเขียนเป็นคติบอกลูกศิษย์ไว้เลยว่า 'ทำหนึ่งได้ร้อย ทำน้อยได้มาก' นโยบายตอนนี้คือถอยหลังเข้าคลอง' หรือพูดอีกอย่างคือ 'ถอยไปข้างหน้า' คำว่า 'ถอย' ส่วนใหญ่เราคิดว่าถอยหลังใช่ไหม แต่สำหรับเราถอยคือถอยไปข้างหน้า คือเราถอยกลับมาให้มันลุ่มลึกขึ้น เพื่อที่จะได้มีเวลามากขึ้นลุ่มลึกมากขึ้นจะสามารถสร้างสรรค์งานดีๆ แล้วยังไปทำประโยชน์ให้กับโลกยั่งยืนมากขึ้น อันนี้คือสิ่งที่ต้องการ

 

 

Q : ย้ำอีกทีไม่ได้หนี ถอยร่น เพราะแพ้ หรือ ถอยแบบไม่เอาเบื่อ ไม่อยากต่อสู้กับความคิดคน ความขัดแย้งคน กระทั่งแพ้ภูมิกรุงเทพฯ แพ้ภูมิความขัดแย้ง?

 

เป็นการถอยในเชิงยุทธศาสตร์ เรามองว่าการเผยแผ่พระพุทธศาสตร์มันไม่ควรจะทำเฉพาะคนไทยหรือคนไทย เมืองไทยคือสวนหย่อมในแผนที่โลกเราอยากถอยหลับมาเพื่อจะพัฒนาตัวเองให้มีศักยภาพ ในการที่จะนำธรรมะเพื่อที่จะเอาไปวางโปรยให้ผู้คนทั้งโลก ซึ่งเมื่อเราถอยกลับมาแล้ว ปรากฏว่าเราสามารถจะทำอย่างที่เราต้อง การได้จริง เป็นเวลา 8 ปีที่เราถอยมา แทบทุกปี เราเดินทางไปทั่วยุโรปแล้วอเมริกา ไม่น้อยกว่า 2 เดือนผลก็คือ ฝั่งยุโรป-อเมริกา มีศิษยานุศิษย์ที่มาเรียนภาวนากับกับเราเพิ่มขึ้นทุกปี และมีมากกว่า 100 คนที่สามารถสอนสมาธิภาวนา อยู่ในยุโรป อเมริกา แคนาดาได้ด้วย

พูดตรงๆ 14 ปีในกรุงเทพฯ เราทำประโยชน์ให้แก่สังคมผิวเผินมาก เพราะว่ามันเป็นเพียงการเทศน์ การสอน เขียนหนังสือในแบบพื้นฐานของพระพุทธศาสนา ยังขาดมิติความลุ่มลึกของจิตวิญญาณอีกมาก เราจึงคิดว่า ถ้าเรานำคนมาได้ถึงระดับหนึ่งแล้วช่วยคนได้ไม่มากอย่างที่เราต้องการ ก็ควรต้องกลับมาพิจารณารูปแบบการทำงานของพวกเรา ซึ่งอาตมาแบ่งการทำงานของพวกเราออกเป็น 3 ช่วง

 

 

1.ช่วงญาติโยมเริ่มรู้จัก หรือช่วงโรแมนติก

 

2.ช่วงเรียลลิสติก เน้นการวิพากษ์สังคม เป็นช่วงที่อยู่หน้าสื่อตลอด อ่านหนังสือพิมพ์เจอคนพูดถึงตัวเองทุกวัน

 

3.ช่วงนี้เป็นช่วงของจิตวิญญาณเป็นช่วงแสวงหาความลุ่มลึก เป็นช่วงของการมองข้ามเปลือกผิว ไปสู่แก่นในชีวิต  ซึ่งช่วงนี้เราเชื่อว่าถ้าพัฒนากันถึงช่วงนี้แล้ว ช่วงนี้เป็นช่วงที่เชื่อมั่นว่า ถ้าเราพัฒนามาถึงเราทุกคน เราจะพบความสุข ซึ่งเป็นสิ่งที่เรามองหามาตลอด ช่วงแสวงหาเนื้อในทางจิตวิญญาณของเราทุกคน เราจะมีชีวิตที่สดชื่นรื่นเย็น โปร่งโล่งเบา เราจะสามารถมีความสุขแล้วใช้ชีวิตได้อย่างเป็นตัวของตัวเอง

 

 

Q : การเดินลงจากที่สูงลงมาอย่างรวดเร็วรับมืออย่างไร

 

การลงจากที่สูงมี 2 อย่าง 1.ลงแบบไม่เต็มลง แบบมีอุบัติเหตุให้ลงมา 2.ลงเพราะตั้งใจที่จะลง เพราะเห็นแล้วว่ายอดเขาไม่มีอะไรที่เรามองหา เราเป็นประเภทที่ 2 ตั้งใจที่จะลงมา เมื่อลงมาแล้วเราจึงมีการเตรียมพร้อม เช่นมีศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวันรออยู่แล้ว ตรงนี้เป็นทัพหลวงเพื่อเผยแผ่พุทธศาสตร์ของประเทศของเรา ถ้าลงโดยที่ไม่มีการเตรียมพร้อมมาก่อน อาตมาก็ไม่รู้ว่าจะไปอยู่แห่งหนตำบลไหน แต่เพราะเราตั้งใจที่จะลง

 

เราถามใจตัวเองก่อนมาตรงนี้ตลอด เป็นเวลา 5 ปี แล้วเราโชคดีได้ไปเรียนรู้กับ 'หลวงปู่ติช นัท ฮันห์' ที่หมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส 2 อาทิตย์ ยิ่งไปอยู่ใกล้ครูบาร์อาจารย์ ยิ่งสะท้อนให้สิ่งที่เราแสดงมาตลอดว่า ชีวิตพระนั้นควรเป็นชีวิตทางจิตวิญญาณ ควรเป็นชีวิตที่เป็นชีวิตที่ปราศจากยศ อำนาจ มีความสดชื่น รื่นเย็นในหัวใจ แล้วก็เป็นผู้นำทางจิตและปัญญาอย่างแท้จริง ดัชนีชี้วัดของสงฆ์ ไม่ควรเป็นยศ ทรัพย์อำนาจ แต่ควรจะเป็นอิสรภาพ จากความโลภโกรธหลงมากกว่า ซึ่งถ้าเรามีอิสระภาพมาเท่าไหร่ เราจะทำประโยชน์ได้มากเท่านั้น

 

 

Q : ทุกวันนี้ยังมีความต้องการ ยศ ทรัพย์ อำนาจ อยู่ไหมสิ่งที่ท่านว่าอยู่บ้างไหม?

 

นั่นเป็นเหตุผลที่เรามาชีวิตแบบนี้ ถามว่าทุกวันนี้ยังมีไหม ยังคงมี แต่ว่าบางเบา ไม่ได้หนาแน่น เหมือนปุถุชนคนทั่วไป เพราะว่าเราบวชมา 20 กว่าปีแล้ว เรามองเสมอว่า ถ้าเราบวชมา 20-30 ปีแล้ว รักโลภ โกรธหลง ไม่ได้ลดลง อันนี้ถือว่าเป็นความล้มเหลวของนักบวช ถ้าเราบวช 20-30 ปีแล้วยังอิจฉาตาร้อนอยู่ ยังมักใหญ่ใฝ่สูงอยู่ ยังยึดติดหัวโขนอยู่ ยังอยากจะได้ใครจะมีอยู่ แล้วก็ถือว่ายศ ทรัพย์อำนาจ เป็นความสำเร็จเหมือนชาวโลกอยู่นักบวชคนไหนที่ยึดถือแบบนี้ถือว่าท่านไม่มีพัฒนา การทางจิตวิญญาณอยู่เลย แล้วถือว่าเป็นชีวิตนักบวชที่ล้มเหลว

 

สำหรับเรายิ่งเราบวชนานขึ้น ยิ่งเป็นอิสระมากที่สุด จนกระทั่งว่า ผูกพันและเกี่ยวข้องกับสิ่งนี้น้อยที่สุด 

 

 

Q : ทุกวันนี้ก็ไม่ได้ยึดติดชื่อเสียง ไม่ยึดติดคนมากมายแห่มารุมล้อม หลายคนขนานนามแกมสัพหยอกเรียกท่านว่า พระเซเลบฯ ไม่มีสิ่งเหล่านี้ท่านก็อยู่ได้

 

เราเป็นคนที่ตั้งใจจะหนีออกจากชื่อเสียง แต่หนีจากชื่อเสียงในเมืองกรุง ชื่อเสียงก็ตามมาที่นี่ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเราจะหนีชื่อเสียงไม่พ้น แต่ว่าเรารู้จักการใช้ชื่อเสียง เราก็จะไม่มีปัญหากับชื่อเสียง ชื่อเสียงเป็นสิ่งสมมติ ชื่อเสียงเหมือนสายลมเย็น ทำให้เราสดชื่นรื่นเย็น แต่ว่าเราครอบครองไม่ได้ ดังนั้นถ้าเราอยากใช้ชื่อเสียงให้เป็นประโยชน์ เช่นคนสนใจเรา ถ้าเราพูดแล้วมีคนฟัง เราก็เปลี่ยนความดัง มาสร้างความดี นี่คือวิธีที่เราใช้ชื่อเสียง แต่เมื่อเราเข้าใจแล้วว่าชื่อเสียงเป็นสิ่งสมมติ

ไม่ใช่แก่นสารของการดำรงชีวิต แต่ไม่ถึงเวลาใช้เราก็วาง ปล่อยได้ ถึงเวลาใช้ก็ใช่ ถึงเวลาวางก็วาง สำหรับเรา ยศทรัพย์อำนาจ ไม่ใช่สิ่งสำคัญมันเป็นเปลือกผิวของชีวิต เรื่องแบบนี้ได้ก็ดีไม่มีก็ได้ ไม่ได้มีปัญหากับชีวิต

 

 

Q : ท่านเคยบอกว่า 'สุดมือสอย ก็ปล่อยซะ' ชื่อเสียงก็เช่นกัน อำนาจก็เช่นกัน ความโด่งดังก็เช่นกัน

 

เจริญพร, การที่อาตมามาอยู่ที่นี่ไม่ได้ทิ้งชื่อเสียงเพราะเราโหยหามัน แต่เราทิ้งเพราะเราลิ้มแล้วรู้ว่าไม่ใช่สิ่งสำคัญของชีวิต เป็นความเดินลงเขาแบบตั้งใจที่จะลง จึงตั้งหลักเพื่อที่จะเร่ิมต้นใหม่ ได้อย่างมีทิศทางที่ชัดเจน ขณะเดียวเมื่อเราอยู่ในโลกเราหนี ได้ลาภเสื่อมลาภ ได้ยศเสื่อมยศ สรรเสริญนินทาสุขทุกข์ไปไม่พ้น เพราะว่าเราอยู่ในโลกธรรมย่อมเจอโลกธรรมเป็นธรรมดา ในเมื่อเราหนีไม้พ้นเราก็หันมาอยู่กับโลก แต่ด้วยความเข้าใจโลก ไม่ใช่คนที่หลงโลก

 

อยู่ในโลกให้เหมือนปลาอยู่ในน้ำ ปลาอยู่ในน้ำไม่สำลักน้ำ อยู่ในโลก ไม่สำลักเหยื่อ หรือกิเลสของโลก นั่นคือวิธีที่ควรจะใช้ ถ้าเราขวางโลกมันก็ไม่ใช่ ดีที่สุด เราก็อยู่ในโลกแล้วรู้จักใช้ประโยชน์ของโลก เหมือนคนที่ใช้โทรศัพท์ที่เป็นเทคโนโลยีอันหนึ่งของชีวิต ใช้เสร็จก็วาง เราก็ใช้ชื่อเสียงแบบนั้น ใช่กันไม่ได้ยึดติดถือมันอะไร ถ้าโยมบอกมันมีชื่อเสียงมันก็คือสมมติ พอญาติโยมกราบเราก็กลับมาที่เดิม สู่สุดคืนสู่สามัญไม่ได้ยึดติดถือมั่นอะไร เราก็มีความสุข

 

 

Q : ช่วงเวลาที่โลดแล่นอยู่ในหน้าสื่อถูกใจก็มี ผิดใจก็มากมีอะไรอยากกลับไปแก้ไขบ้างไหม

 

ไม่มีอะไรที่อยากจะแก้ไข ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ไม่ว่าจะดีหรือร้าย จะถูกหรือผิด จะสำเร็จหรือล้มเหลว จะถูกชมหรือตำหนิวิจารณ์ ทั้งหมดคือองค์ประกอบของการมีชีวิตที่ดี ไม่มีปัญหา เราได้ใช้ชีวิตแล้วเราได้เรียนรู้ คมหอกคมดาบของโลก เราได้รู้จักเกสรดอกไม้ของโลกแล้ว เห็นโลกมาแล้ว 2 ด้าน ฉะนั้นโลกทั้งสองด้านก็หลอมรวมขึ้นมาเป็นการใช้ชีวิต

 

ฉะนั้นไม่จำเป็นต้องไปแก้อะไร สำหรับอาตมาเราเรียนรู้ได้จากอดีต เพื่อที่จะต่อเติมปัจจุบันแล้วก็สร้างสรรค์อนาคต ทุกสิ่งทุกอย่างที่อ่านที่เข้ามาในชีวิตล้วนเป็นองค์ประกอบให้เราเข้าใจชีวิต ที่ดีขึ้น สุกงอมขึ้น ลุ่มลึกขึ้น เราจึงไม่มีปัญหาในการกลับไปแก้อดีตไหม ที่แล้วแล้วกันไป อยากทำให้ดีขึ้น ทำทุกวันนี้ให้ดีกับวันวาน แล้วจะทำพรุ่งนี้ให้ดีกว่าวันนี้ นี่คือคติของเรา

 

 

Q : ตอนนี้สิ่งที่สังคมก็ยังเหมือนเดิมก่อนที่ออกมา คำถามก็คือสังคมเป็นอะไร

 

นั่นคือเหตุผลหนึ่ง ที่เราถอนตัวออกจากความวุ่นวายในกรุงเทพฯ เพราะรู้สึกว่าเราใช้ชีวิตกันอย่างเปลือกผิว แล้วปฏิสัมพันธ์กับทุกสิ่งทุกอย่างอย่างเปลือกผิว ไม่ว่าจะเป็นยศทรัพย์อำนาจก็ดี เงินตราก็ดี ไม่ว่าจะเป็นระบอบการเมืองก็ดี อาตมาคิดว่าคนไทยสัมผัสเรื่องพวกนี้แบบเปลือกผิว เราหาคนที่สนในสิ่งเหลานี้อย่างลุ่มลึกได้ยากมาก แล้วท่ามกลางการทำอะไรที่เปลือกผิว เราจะเป็นคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตแบบเปลือกผิวแบบเขากระนั้นหรือ จึงถอนตัวแล้วมองกลับเข้าไปเพื่อที่จะแสวงหา อะไรที่มันเป็นแก่นสารของชีวิต แล้วก็คิดว่าการถอนตัวออกมาจากกรุงเทพฯ เป็นการถอนตัวได้ถูกที่ ถูกทาง และถูกจังหวะมากๆ

 

ถ้าช้ากว่านี้ อาจจะถูกกรุงเทพฯดึงรัดมันตรึง จนถอนตัวไม่ออก คนที่แก้วิกฤติต้องเป็นคนที่อยู่นอกวิกฤติ ถ้าอยู่ในวิกฤติก็เหมือนกับนักมวยที่อยู่บนเวทีคุณมองไม่เห็นหรอกว่าคุณชกอย่างไร เมื่อถอนตัวแล้วมองกลับไป เราก็จะเห็น โอ้...เมืองไทย หลงอยู่ในยศ ทรัพย์ อำนาจ การศึกษาเพื่อเสริมอัตตา ไม่ได้เสริมปัญญา การเมืองก็เพื่อเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล เงินทองก็มองว่าเป็นการชี้วัดความสำเร็จทั้งๆ ที่สิ่งเหล่านี้เป็นเสื้อนอกของชีวิตไม่ได้เป็นเนื้อในของชีวิต แต่แล้วทำไมคนก็ยังหมกมุ่นอยู่ตรง นี้ติดตรงนี้ แล้วนับวันทุกวงการก็เป็นแบบนี้ วงการสงฆ์ วงการเมือง วงการศึกษา วงการเศรษฐกิจ

เราจะเห็นได้เลยว่า เต็มไปด้วยคนที่ใช้ชีวิตแบบเปลือกผิว หาคนที่เป็นตัวแทนทางปัญญาได้ยาก หาคนที่ลุ่มลึกทางจิตวิญญาณได้น้อย เราจึงต้องถอนตัวออกมา เพื่อแสวงหาสิ่งที่เป็นเนื้อในของชีวิตถ้าหากเป็นไปได้ ถ้าสิ่งนั้นดีจริงเราก็อยากแบ่งปันกับคนทั้งโลก

 

 

Q : ถอยกลับมาในสิ่งที่ตั้ง ท่านจะไม่วิพากษ์วิจารณ์ไปทุกอย่าง ไม่เป็นพระครอบจักรวาลพูดถูกไหม

 

สมัยก่อน การที่เราวิพากษ์วิจารณ์สังคมเยอะมากเพราะว่า 1.เราอยู่ใจกลางประเทศ 2.มันเกิดอะไรขึ้น เราอยู่ตรงนั้นมันกระแทกเราโดนตรงไม่มากก็น้อยเราก็ได้รับ 3.พอเรามีชื่อเสียงคนก็อยากฟังทัศนะ ทำให้เราอยู่หน้าสื่อตลอดเวลา แต่เมื่อเราถอยออกมา เราเห็นว่าหลายเรื่องเราขาดความลุ่มลึกวิพากษ์อย่างผิวเผิน หลายเรื่องเราน่าจะพูดอะไรให้เป็นประโยชน์มากกว่านี้ เมื่อมีการทบทวน เราก็เห็นว่าควรจะเลือกพูดถึงบางเรื่องที่เรารู้จัก พูดถึงประเด็นที่เราพูดบางประเด็นเท่านั้น อะไรเป็นเรื่องที่เราไม่รู้จริง เราก็ไม่จำเป็นต้องพูด บางประเด็นที่เรายังศึกษาไม่มากพอก็ควรเก็บเอาไว้ก่อน ให้ตกผลึก อาการที่อยากเป็นข่าวตอนนี้เรียกได้ว่าไม่เหลือเลย อาการที่อยากจะอยู่ในความสนใจจากประชาชน สื่อมวลชนตอนนี้ น้อยถึงน้อยที่สุด สิ่งเราสนใจตอนนี้คือการแสวงหาความลุ่มลึก 

 

 

Q : สิ่งที่ท่านพูดน่าสนใจ คือการไม่พูดสิ่งที่ยังไม่ตกผลึกมากพอ มีเรื่องไหนไหมที่จะไม่วิพากษ์วิจารณ์ ในปัจจุบันขณะนี้ไหม การเมือง?

 

เรื่องความขัดแย้ง ของพี่น้องชาวไทย ซึ่งผ่านมา 10 ปี เราถอยออกมา แล้วเราศึกษาเอกสารของทุกฝ่าย ได้เห็นชัดเจนว่า หลายครั้งหลายคนเราก็เป็นเหยื่อ หลายคนเราก็เป็นเครื่องมือ บางฝัก-ฝ่ายโดยไม่รู้ตัว หลายครั้ง เราเองก็ถูกชักลากเข้าไปในใจความของความขัดแย้ง เมื่อถอนตัวออกมา ได้ศึกษามากขึ้นเกิดอาการที่ว่า ตาสว่าง เราได้เข้าในสถานการณ์มากขึ้น ได้เข้าใจหลายสิ่งหลายอย่าง

 

 

จากที่เคยมองในระดับปัจเจกบุคคลก็เป็นการมองที่โครงสร้าง บางทีมองเห็นเฉพาะคู่กรณีความขัดแย้งเฉพาะหน้า ก็สามารถมองเห็นเหตุ ตั้งแต่ 2475 จนถึงทุกวันนี้ แล้วพอเราเห็นเหตุ เหตุปัจจัยชัดเจน มันก็เกิดความสงสารประเทศไทย เกิดความสงสารคนที่ยังตกอยู่ในเขาวงกตในความขัดแย้ง นั่นเป็นเหตุที่ทำให้เราอยากพูด เมื่อมีคนอยากฟัง จะให้ความเห็นเมื่อมั่นใจว่ามีความรอบรู้ และลุ่มลึกมากพอ ไม่กระตือรือร้นว่าอยากจะเป็นสื่ออีกต่อไป แต่ยังคงกระตือรือล้นที่จะแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติบ้านเมืองต่อไป ยังเป็นอยู่เหมือนเดิม แต่ว่าอยากทำให้ดีกว่าเดิม เป็นนักมวย ไม่ใช่อย่าง 'ไมค์ ไทสัน' เอาแรงเอาหัวเข้าชน เราจะเป็นอย่าง 'ซูการ์เรย์' ใช้สมองในการชกมากกว่า นั่นคือสิ่งที่เราเป็นอยู่ ณ ปัจจุบันขณะนี้

 

 

Q : ความตั้งใจในการบวชวันแรกจนถึงวันนี้ยังดำรงอยู่?

 

เรามีความฝันอันชัดเจนในการบวช คืออยากรู้ในสิ่งที่พระพุทธเจ้ารู้ อยากเข้าใจในสิ่งที่พระพุทธเจ้าเข้าใจ เมื่อรู้แล้วเข้าใจแล้วก็อยากเอาสิ่งเหล่านั้นไปแบ่งปันชาวโลก อันนั้นคือจุดหมายในชีวิตของอาตมาภาพ นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่เราเข้ามาอยู่ที่ยศ ทรัพย์ อำนาจไม่เข้ามาเกี่ยวข้อง โยมสังเกตไหม เรามาอยู่ในจุดที่ไม่ต้องเป็นเจ้าอาวาส เจ้าคณะตำบล จังหวัด ใดๆ ทั้งสิ้น เราพยายามที่จะเข้าไปอยู่ในจุดที่ไม่มียศ ทรัพย์ อำนาจ เพื่อที่จะได้อุทิศวันเวลาทั้งหมดได้ศึกษา ธรรมวินัยได้ถ่องแท้ ทั้งภาคทฤษฎี มาปฏิบัติ เพื่อนำภูมิธรรมศาสนามาช่วยเหลือชาวโลก เชื่อมั่นว่า ชีวิตพระนั้นเป็นชีวิตที่สงบเย็นและเป็นประโยชน์

 

 

Q: ปัจจุบันก็มุ่งมั่นที่จะทำความฝันเหมือนเดิม

 

 

ยังเป็นเหมือนเดิม เรายังอ่านหนังสือ เขียนหนังสือ เทศน์ สอนหนังสืออยู่ แต่สิ่งที่เพิ่มเติม เราให้เวลากับการวิปัสสนากรรมฐาน ในสัดส่วนที่มากกว่าเมื่อ 10 ปีที่แล้ว สิบปีที่แล้วเราใช้สมองมากไปหน่อย โดยไม่ค่อยได้ใช้มิติจิตวิญญาณและหัวใจ สมองยังไม่ค่อยปรองดองกับหัวใจ จะสังเกตได้ว่า บางครั้งมีความก้าวร้าวในข้อเขียน ในเสียงการวิพากษ์วิจารณ์ ขาดความรู้ ความเข้าใจ และขาดเมตตาธรรม แต่เมื่อสมองปรองดองกับหัวใจ น้ำเสียงก้าวร้าวมันลดน้อยลงไป ความกระเหี้ยนกระหือวิพากษ์สังคมลดน้อยลงไป ความเข้าอกเข้าใจความสงสารเพื่อนร่วมชาติก็เข้ามาแทนที่ ตรงนี้เราคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว

 

เมื่ออายุมากขึ้น ความรู้ต้องมาคู่กับความรัก ความรู้คือปัญญา เมตตาคือความกรุณา 2 สิ่งนี้เป็นคุณสมบัติของพระพุทธองค์ เมื่อใดมีความรู้แล้วมีความรักที่นี่จะน่าอยู่ที่สุด แล้วใครก็ตามถึงแล้วความพร้อมของความรักรู้ความรู้ คนคนนั้นก็ถือว่าเป็นคนที่ใช้ชีวิตที่คุ้มค่ามากที่สุด

 

 

Q: ทำไมคนไทยเวลาอธิษฐานชอบขอความร่ำรวยก่อนอย่างอื่น มันสะท้อนว่าอะไร

 

 

สะท้อนว่าคนไทยยังปากกัดตีนถีบกันอยู่ 80% ยังยากจน นั้นเป็นสิ่งที่เขาสะท้อนมาในพรความปรารถนาของชีวิต อยากจะมั่นคั่งพรั่งพร้อม 2.สังคมไทยอยู่ในสังคมทุนนิยม บริโภคนิยมที่นิยมวัดกันด้วย ความสำเร็จ กันด้วยยศทรัพย์อำนาจ เมื่อสังคมมีทัศนคติแบบนี้ก็เป็นธรรมดาที่คนอยากได้ยศทรัพย์ อำนาจ ดังนั้น พรที่ขอก็เป็นเรื่องเหล่านี้ ความร่ำรวยเกียรติภูมิทั้งหมด 3. คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตถือว่าเป็นไอดอลของคนไทย ก็ล้วนแล้วแต่มั่งคั่งพรั่งพร้อมในยศอำนาจกันเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นพรที่เขาก็ ก็ไม่หนี มั่งคั่งมั่งมี ขอให้ร่ำรวย

 

ถ้ามาถามอาตมาอยากให้พรอะไร เราจะให้พร 3 ข้อ 1.ขอให้มีปัญญา 2.ขอให้มีสุขภาพดี 3.ขอให้มีความสุข ปัญญาดี สุขภาพดี และมีความสุขคือพรที่เราอยากจะอวยพรให้คนไทยทุกคน เมื่อเรามีปัญญา เมื่อเราพบกับปัญหาหนักหนาสาหัสแค่ไหนก็ตาม เราก็จะผ่านไปได้ เมื่อเรามีสุขภาพดี เราคิดอะไรดีๆ ได้ เราก็สามารถทำอะไรได้ทุกอย่างที่เราคิด แต่ถ้าสุขภาพแย่เราได้แต่คิดทำไม่ได้ 3.มีความสุข ชีวิตทุกคนล้วนปรารถนาความสุข ถ้าเกิดมาไม่มีความสุข น่าจะเป็นชีวิตที่ขาดทุน ฉะนั้น เราต้องพัฒนาตัวเองให้เป็นคนที่มีความสุขให้ได้ เราตั้งข้อสังเกตว่า คนส่วนใหญ่มักร้องหาความสุข แต่ไม่ถามหาคุณภาพของความสุข

 

ดังนั้น เมื่อเราพูดถึงความสุข เราหมายความว่า คุณควรจะมีความสุข แล้วความสุขควรจะเป็นความสุขเชิงคุณภาพด้วย พูดง่ายๆ ความสุขเป็นสิ่งสำคัญ แต่คุณภาพความสุขเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า ชีวิตที่มีความสุขเป็นชีวิตที่ประสบความสำเร็จ คำว่านี้หมายความว่า เรามีความรู้ มีความเข้าใจ และมีความลุ่มลึกทางวิญญาณ คุณก็มีความสุข พรที่เราให้ไว้ ถ้ามีข้อ 1-3 ความสุขมาเอง เป็นความสุขเชิงคุณภาพ แต่ความสุขที่ได้มาแบบไม่ชอบธรรม เรามีเงินมียศทรัพย์อำนาจแล้วเราต้องไปเสียศักดิ์ศรี คอรัปชั่นมา ต้องไปประจบเพื่อนที่จะได้มา แบบนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีคุณภาพ ฉะนั้น อย่ามัวแต่มองความสุขจนลืมถามหาคุณภาพของความสุข

 

 

Q : อีก 5 ปีเราจะเห็น ว.วชิรเมธี ในรูปแบบไหน

 

เป็นเรื่องของอนาคต แล้วแต่ญาติโยมเฝ้ามองก็แล้วกัน แต่ถ้าเราก็ยังคงทำในสิ่งที่เรารัก ยังคงมีความเบิกบานในการรับใช้มนุษย์ อย่างที่เป็นมาเป็นอยู่ อย่างที่เป็นไป  

 

 

Q : จะกลับมาในแสงสปอตไลต์อีกสักครั้งไหม

 

เป็นเรื่องเหตุของปัจจุบันที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทุกวันนี้เราก็พยายามที่จะใช้ชีวิตนี้ให้มีประโยชน์ ทั้งต่อตัวเองและผู้อื่นให้มากที่สุดพูดสั้นๆ คือใช้ชีวิตให้มีความรู้ ลุ่มลึกที่สุด ลึกในโลกชีวิตและจิตวิญญาณ แล้วก็มีความรัก คือความเบิกบานในการรับใช้มนุษย์ อาตมาก็คงมี 2 สิ่งนี้ คือมีชีวิตอยู่ด้วยความรู้ แล้วความรัก เราเชื่อมั่นว่า 2 สิ่งนี้ทำให้เรามีความสุขแท้ และจะทำให้เราช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์ให้ได้มากที่สุด

 

ในชีวิตของอาตมาการวัดความสำเร็จคือ คนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่รับใช้เพื่อนมนุษย์ได้มากที่สุด ไม่ใช่คนที่มีเงินมากที่สุด การวัดแบบนั้นเป็นการวัดที่เปลือกผิวที่สุดแล้ว เพราะศักยภาพในการหาเงินทองนั้น สิงสาราสัตว์มันก็มี นกตัวหนึ่งมันบินออกจากรังแต่เช้า กลับรังในตอนค่ำด้วยหนอนเต็มปาก มันก็เป็นเศรษฐีแล้ว ถ้าคนออกจากบ้านแล้วกลับมาด้วยเงินแสนล้าน แล้วบอกว่าประสบความสำเร็จ เราไม่ได้ต่างไปจากนกตัวหนึ่ง ศักยภาพในการหาเงิน ทอง เป็นศักยภาพที่คนและสัตว์ก็มี ความสำเร็จของคนควรวัดด้วยความลุ่มลึกในการเข้าใจโลก เข้าใจชีวิต แล้วคุณค่าที่เขาได้ทำให้กับเพื่อนมนุษย์ได้มากกว่า

 

 

 

 

ชีวิตใครจะเป็นอย่างไร มิใช่เรื่องที่ใครจะหยิบยกให้ใคร แต่เป็น "เส้นทางที่เลือกเดินเอง" ผลสำเร็จหรือล้มเหลวก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจนั้น แน่นอนว่า "ทุกคนย่อมจะมีสิทธิในการเลือกทางเดินของชีวิต" พระมหาวอก็เช่นกัน เคยเลือกที่จะเดินออกจากวัดเบญจมบพิตรไปอยู่ในบ้านไร่ปลายนา ถึงวันนี้จะเปลี่ยนใจกลับมาอยู่ในชายคาพระอารามหลวง เคยประกาศว่า "ไม่เอา-ไม่เป็น" แต่ภายหลังก็กลับคำพูด นี่ก็ย่อมมีสิทธิ์เลือกคิดเลือกทำ ผิดถูกดีเลวอย่างไรนั้นอนาคตจะเป็นตัวบ่งบอก

 

แต่..แต่สำหรับปัญหาบ้านเมืองที่กำลังพัวพันนันนัวอยู่ในเวลานี้ ในเมื่อพระมหาวอถูกเชิดขึ้นเป็น "แนวหน้า" ต่อต้านธรรมกาย และเป็นไอดอลของพระน้ำดีที่เคยประกาศว่า "ชีวิตสงฆ์ ควรปราศจาก ยศ ทรัพย์ อำนาจ" ก็คงผิดคาด ในพิชัยสงครามนั้น เรียกว่า "เปลี่ยนม้ากลางลำธาร เปลี่ยนทหารกลางสนามรบ" ถือว่าผิดพิชัยสงคราม แต่ถ้าใครสามารถเปลี่ยนได้ ก็ย่อมจะได้เปรียบและมีผลต่อชัยชนะในที่สุด สุดแต่ว่าจะอยู่ในฝ่ายไหน ถ้าในฝ่ายตรงข้ามกับธรรมกาย (และวัดปากน้ำ) ก็ย่อมจะเพลี่ยงพล้ำ เพราะเสียขุนพลไป แต่ในฝ่ายธรรมกายและวัดปากน้ำ เดินหมากมหาวอเพียงตาเดียวก็กินถึง 2 แต้ม คือนอกจากจะสามารถกำจัดฝ่ายตรงข้ามได้แล้ว ยังสามารถแปรแรงต้านให้เป็นแรงบวก ได้มหาวอมารับใช้ใกล้ชิดไปอีก..ตราบนานเท่านาน

 

 

มองอีกมุมหนึ่ง สำหรับฝ่ายตรงข้ามกับธรรมกาย ถามว่า ทำไมไม่สามารถรักษาพระมหาวอไว้ได้ คำตอบก็คือ นั่นนะสิ มีพระดี แต่ไม่สนับสนุน ปล่อยให้ทำมาหากินอยู่คนเดียว ดูอย่างพระแขก "อนิลมาน" นั่นปะไร เป็นถึงพระต่างชาติ มาพึ่งพาอาศัยใบบุญประเทศไทย ไม่มีเปรียญเลยซักชั้น แต่ก็ได้รับการขุนขึ้นเป็นเจ้าคุณ ขณะที่พระมหาวอ ลูกหลานไทยแท้ๆ เป็นเปรียญเอกอุ แต่กลับไม่มีคนสนใจจะส่งเสริม อ้างว่า "ขาดคุณสมบัติ" ครั้น ณ วันนี้ มหาวอหันหน้าไปพึ่งวัดปากน้ำ (และวัดพระธรรมกาย) มันก็ช่วยอะไรไม่ได้ คำตอบอาจจะเป็นเพราะ 1. คาดหวังกับมหาวอมากเกินไป และ 2.ไม่ยอมช่วยเหลือกัน ปล่อยคนของตัวเองไปเป็นคนอื่น จะโทษใครก็ไม่ได้ เพราะทุกอย่างเป็นไปตามเหตุและปัจจัย ใครมีเหตุและปัจจัยมากกว่าก็ย่อมจะ..ชนะ !

 

 

 

 

 

 

 

 

เราถามใจตัวเองมาโดยตลอด..

 

สุดท้าย..เราจึงตัดสินใจ !

 

 

 

 

 

 

เดินตามอาตมานะโยม (วู๊ดดี้ด้วย แพนเค๊กด้วย) จุดหมายปลายทางอยู่ไม่ไกล

 

 

 

 

 

 

 

เราจะไปพระนิพพาน ตามรอยหลวงปู่ติดนัดฮัน !

 

 

 

 

 

ทางนี้โยม ใกล้แล้ว ใกล้ถึงแล้ว

 

เร่งเท้าหน่อย เร็วเข้า เดี๋ยวจะไม่ทัน.. 5 ธันวา !

 

 

 

 

 

 

 

อ้า..ถึงแล้วฮ่ะ นี่ไง วัดปากน้ำ

 

 

จุดหมายปลายทางของพวกเรา ชาววิมุตตยาลัย

 

 

ถ้าอยู่กรุงเทพฯ ก็นั่งรถเมล์สาย 10 หรือไม่ก็นั่งเรือด่วนที่ท่าเรือราชินีปากคลองตลาด ไปถึงจุดหมายปลายทางเดียวกับวิมุตตยาลัยเลยฮ่ะ บอกด้วยว่าขึ้นที่วัดปากน้ำ จะได้ไม่หลง อิอิ !

 

 

 

 

"พูดดี ขี้เต็มก้น"

 

(กดที่ภาพเพื่อฟังน้ำคำของ ว.วชิรเมธี ก่อนจะลดตัวเองลงเป็น..)

 

 

 

วรรคทองของ ว.วชิรเมธี

 

"ตัณหาไร้ขีดจำกัด เหมือนทะเล ถมเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม"

ถ้าเรารู้จักธรรมชาติของตัณหา เราจะบอกตัวเองว่า..โอ อย่าตามเขาไปนะ

"เดี๋ยวนี้คนจำนวนมาก ประสบความสำเร็จในฐานะนักธุรกิจ

แต่ล้มเหลวในฐานะมนุษย์ นี่เป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากๆ"

"คนเรามีศักยภาพที่จะเป็นอะไรต่อมิอะไรได้เยอะแยะมากมาย

แต่สุดท้าย ก็ลดตัวเองลงมาเป็นแค่..สัตว์เศรษฐกิจ"

 

 

 

ปล.อาตมาไม่ได้ตามตัณหา แต่อาตมาตามเจ้าคุณพลไปวัดปากน้ำ ย่าเข้าใจผิด เหมือนที่อาตมาเคยพ่น เอ๊ย พูดไว้นั่นแหละ "อย่างมงายในวิทยาศาสตร์ แต่ให้งมงายในคำพูดของอาตมาเองไง"

 

 

 

 

 

 

"วอ" ฟังไว้นะ ฟังด้วยหู จำใส่หัว เอาไว้ให้ดี เสียงนี้จะมี 2 ทาง ทางแรก ถ้าฟังด้วยความซื่อสัตย์ซื่อตรงต่อพระธรรมคำสอน ก็จะเป็น "เสียงอารมณ์กรรมฐาน" พิจารณานานๆ ก็อาจจะระงับซึ่งกิเลสตัณหาความทะเยอทะยานเสียได้ ทางที่สอง ถ้าฟังด้วยความทะยานอยาก ที่วอเรียกว่า "ตัณหา" นั่นแหละ ก็จะกลายเป็นเสียง "เคาะกะลา" แทน แล้ววอก็จะวิ่งแจ้นไปตามความอยาก อย่างหน้าด้านหน้าทน ไม่ต่างจาก "แพศยา" วันไหน "วอ" ได้เป็นเจ้าคุณ เพราะความอยากได้ใคร่มี วันนั้นแหละ จะบอกให้โลกรู้ว่า "วอฟังเป็นเสียงเคาะกะลา" หาใช่เสียงกรรมฐานไม่ ยศถาบรรดาศักดิ์ที่วอได้มา จึงมิใช่ยศถาบรรดาศักดิ์ที่ได้มาโดยความชอบธรรม อันเกิดจากคุณงามความดีที่ผู้คนยอมรับ หากแต่มันเป็นสัญลักษณ์แห่ง "ของในกะลา" มีหมาเท่านั้นที่กิน !

 

 

 

 

 

 

 

ถ้าจะถามมหาวอว่า อะไรที่ขายได้ราคาแพงที่สุด ?

 

คำตอบก็น่าจะเป็น "ขายอุดมการณ์" ไงฮะ

 

ทางไปสวรรค์นิพพานยังสู้ไปวัดปากน้ำไม่ได้ !

 

 

 

 

 

 

เณรคำ กับ วอ

 

ใครตอแหลเก่งกว่าใคร ?

 

ระหว่าง

 

ชาติหน้าไม่ขอมาเกิด กับ ชีวิตสงฆ์ ควรปราศจาก ยศ ทรัพย์ และอำนาจ

 

 

 

 

 

 

วอเปล่า "ไม่ล้างเท้า" ก่อนขึ้นธรรมาสน์ นะ

แต่ว่าวันนี้..วอ "ขี้" ใส่ธรรมาสน์ เสียแล้ว !

 

 

 

 

 

บทวิเคราะห์ "ตื้นๆ" จากผู้จัดการ

 

ถึงยุค ธรรมกาย อ่อนแอ ไร้พลังหนุน เร่งปฏิรูปวงการสงฆ์ ดึงพระดีคืนสังคม

 

 

 

 

 

 

ผู้จัดการ พาดหัวข้อคอลัมน์ว่า "ถึงยุคธรรมกาย อ่อนแอ ไร้พลังหนุน เร่งปฏิรูปวงการสงฆ์ ดึงพระดีคืนสังคม" ถามว่าธรรมกายอ่อนแอจริงหรือ หรือว่าเพียงแต่รอจังหวะเอาคืนเท่านั้น อีกทางหนึ่ง ต้องถามกลับว่า ฝ่ายไหนกันแน่ที่อ่อนแอ เพราะนอกจากจะไม่สามารถทำอะไรธัมมชโยได้แล้ว มหาวอซึ่งเป็นหัวหอกชั้นดีของฝ่ายนี้ ก็ถูกดึงไปอยู่ในค่ายวัดปากน้ำ อันเป็นพี่น้องกับธรรมกายอีก หลังจาก "สนธิ ลิ้มทองกุล" หัวหน้าค่ายใหญ่ ในนาม "ลูกพ่อแม่ครูบาอาจารย์สายกรรมฐานของหลวงตามหาบัว" ต้องเข้าไปนอนซังเต สิ้นลายและสิ้นศรัทธาต่ออุดมการณ์ "การเมืองต้องโปร่งใสและไม่โกง" ไปแล้ว เมื่อวาน ลูกชาย "นายสุเทพ เทือกสุบรรณ" ประธาน กปปส. ซึ่งไล่ยิ่งลักษณ์จนเสียอำนาจ ภายหลังไปบวชที่สวนโมกข์ของพุทธทาสภิกขุ ก็ถูกศาลสั่งจำคุกในข้อหา "บุกรุกที่ป่าสงวนแห่งชาติ" รับเคราะห์รับกรรมตามกันหลัดๆ แถมด้วยข่าว "มหาวอเข้าวัดปากน้ำ" ซ้ำเติมบาดแผลให้กว้างออกอย่างอุกฉกรรจ์ เลือดไหลไม่หยุด ระดับบิ๊กๆ ของฝ่ายพันธมิตรและ กปปส. โดนกันทั่วหน้า ดังวลีว่า "แตกยะย่าย พ่ายจะแจ"

 

ถามว่า ถึงยุคธรรมกายอ่อนแอ ไร้พลังหนุน จริงหรือ ?

 

 

 

 

ที่มา : ไทยรัฐ-ผู้จัดการ : 22 กันยายน 2559

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264