พุทธเสื่อม อาศัยผ้าเหลืองหากิน !

 

 

วงการเสวนาสรุป

 

 

 

อา..ใช้ศัพท์แสงผิดอีกแล้ว คนบวชแล้วก็ต้อง "อาศัยผ้าเหลืองหากิน" สิคะ ไม่อาศัยผ้าเหลืองจะให้อาศัยผ้าลายหรือไง ดังคำโบราณว่า "เลี้ยงช้างกินขี้ช้าง" นั่นคืออาศัยช้างนั้นแหละเป็นที่ทำมาหากิน แต่อย่าขายช้าง ผู้ที่มาบวชนั้น พระพุทธองค์มิได้ห้ามว่าห้ามอาศัยผ้าเหลืองหากิน แต่ให้กินอย่าง "ถูกต้องตามพระธรรมวินัย" อย่านอกเหนือพระธรรมวินัย "กินถูก-กินผิด" ท่านใช้ "พระธรรมวินัย" เป็นตัวชี้วัด มิใช่ "ผ้าเหลือง" ดังพูดกันเกร่อ

 

ความจริงแล้ว ความผิดทุกชนิดในพระธรรมวินัยนั้น ก็มีมาแต่สมัยพุทธกาล คือเมื่อพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ ก็มีคนเข้ามาอาศัยผ้าเหลืองและวัดวาอารามทำผิดมาแล้ว จึงทรงบัญญัติพระวินัยมากมายก่ายกอง นับเป็นพันๆ ข้อ สำหรับเป็นตัวเข้มงวดกวดขันและกำราบปราบปรามบุคคลเหล่านั้น นับถึงปัจจุบัน ถ้าพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ สิกขาบทบัญญัติต่างๆ คงจะพุ่งขึ้นถึงแสนข้อ

 

แต่ก็ดังโบราณว่า "ดูวัวให้ดูหาง ดูนางให้ดูแม่" พระสงฆ์สามเณรที่มาบวชนั้นก็มีพ่อมีแม่มาจากสังคมไทย พ่อแม่ดูแลลูกอย่างไร ลูกไปบวชก็สืบสันดานมาอย่างนั้น ถ้าพ่อแม่ชาวไทย "เลี้ยงลูกดี" แล้วเอาไปบวช บวชแล้วก็สนับสนุนลูกพระลูกเณรในทางที่เหมาะสม และกล้าที่จะทัดทานหรือตักเตือนถึงจะอยู่ในผ้าเหลืองก็ตาม ก็เชื่อว่า สังคมไทยนั่นเอง ที่จะเป็นเขื่อนช่วยปิดกั้นความเสียหายในพระพุทธศาสนาได้

 

แต่..แต่เท่าที่เห็น เมื่อเกิดความเสื่อมใหญ่ขึ้นมา อาทิเช่น กรณีเณรคำ ก็พบว่า บรรดาไฮโซไฮซ้อ คนร่ำคนรวย คนมีหน้ามีตาในสังคมไทย รวมทั้งนักปาฐกถาดังๆ (ไม่ขอเอ่ยชื่อ) นั่นแหละคือ ตัวปั้นเณรคำมาหากิน มอมเมาชาวไทย ให้หลงงมงายกับอรหันต์เด็กปั้นของคนพวกนี้ พอมีปัญหาขึ้นมา ก็โยนขี้ให้เณรคำ "รับกรรม" ไปคนเดียว แถมโยนความผิดให้ "พระศาสนา" ส่วนพวกผู้หลักมักดีเหล่านั้นก็ยังคง "ลอยหน้าลอยตา" หากินอยู่ในสังคมไทยอย่างสมยศสมอย่างต่อไป หลายคนหันไปจับพระเณรองค์ใหม่ หวังจะปั้นเป็นดาวบนเส้นทางธุรกิจของตัวเองต่อไปอีก เป็นวัฏจักร มีเงินซะอย่างทำอะไรก็ได้ มีสื่อเสียอย่าง ปั้นหมาให้เป็นเทวดาก็ได้ ถามว่า ทำไมไม่มีมาตรการทางสังคม กดดัน หรือลงโทษ คนพวกนี้ด้วย เมื่อคนพวกนี้ยังมีอิทธิพลในสังคมไทย โดยที่สังคมไทยไม่กล้าแตะ แต่กลับไปโทษ "ผ้าเหลือง" ซึ่งมันถูกเพียงนิดเดียว เป็นเพียงปลายเหตุ เฆี่ยนลูกให้ตายยังไงก็แก้ปัญหาไม่ได้ ต้องเริ่มที่พ่อแม่ คือประชาชนคนไทยนี่แหละ

 

ซุปต้า ใหม่ล่าสุด ที่เสียผู้เสียคน ก็คือ "มหาวอ วชิรเมธี" ซึ่งมีดีกรีเป็น "เปรียญเก้า" อาจหาญชาญชัยประกาศทางหน้าหนังสือพิมพ์ไทยรัฐว่า "ชีวิตสงฆ์ควรปราศจากยศ ทรัพย์ และอำนาจ" แต่สุดท้ายก็ออกลาย "วิ่งเข้าวัดปากน้ำ รับตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง" หวังต่อยอดเป็น "เจ้าคุณ" ซึ่งก็คือ ยศ ยศที่มหาวอตอแหลต่อสาธารณชนว่า "ชีวิตสงฆ์ควรปราศจาก" นั่นเอง มหาวอไปรับตำแหน่งซึ่งเป็นตัวแทนแห่งอำนาจเมื่อไหร่ ก็เสียพระ เสียคน และเสียหมา เมื่อนั้น มันจะต่างอะไรกับ "พระมิตซูโอะ" ที่ประกาศว่า "ชีวิตนี้อยู่คนเดียวดีที่สุด" แต่สุดท้ายก็หนีตามผู้หญิงไป ถ้าไม่รู้แจ้ง ไม่เห็นจริง และทำไม่ได้ ก็อย่าพูด อย่าอวดดี พูดแล้วทำไม่ได้ หรือทำผิดคำพูด นั่นก็แสดงว่า เสียสัตย์ แสดงว่าที่ผ่านๆ มานั้นก็แค่ "หลอกลวงชาวบ้านหากิน" ไปวันๆ มิได้มีคุณธรรมน้ำใจอะไร วาทกรรมของมหาวอนั้นก็ไม่ต่างไปจาก "ใครบางคน" ที่ด่านักการเมืองว่า "ขี้โกง" แต่สุดท้ายตัวเองก็ "เข้าคุกเพราะโกง" ทำเลวเหมือนกัน แต่สร้างภาพให้ดูดีกว่าเขาเท่านั้นเอง

 

 

มหาวอ กล้าที่จะออกมาพูดต่อสังคมไทย ชี้นำในเรื่องคุณธรรม แสดงตัวตนให้เด่นกว่าบรรดาพระสงฆ์ไทยทั่วประเทศ หนักเข้าก็ถึงกับยกเอาพระนิพพานมาพูด เหมือนได้บรรลุธรรมแล้ว และถึงกับประกาศ "นิติแนวทาง" การดำเนินชีวิตของ "พระสงฆ์ที่ดี" ว่า..ควรปราศจาก ยศ ทรัพย์ และอำนาจ ทั้งๆ ที่ทุกๆ วันนั้น มหาวอก็วิ่งสายหากิน รับเงินรับทองอยู่ทุกวี่วัน แถมยังวิ่งไปรับอำนาจและยศจากวัดปากน้ำ เรียกว่ามีชีวิตจมปลักอยู่กับสิ่งเหล่านี้ ที่มหาวอยกมาอวดอ้าง ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ "พันธุ์เดียวกัน" แต่..แต่สังคมไทยไม่เคยตรวจสอบ เชื่อแต่น้ำลายหมาบ้าของมหาวอ ใครเป็นพ่อเล้าแม่เล้าของมหาวอ ก็ช่วยออกสื่อหน่อยสิ ว่าสิ่งที่ เรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ พูดถึงนี้ จริงหรือไม่จริง เอาเครือ "เนชั่น" ที่เชียร์มหาวอมาแต่อ้อนแต่ออกนี่แหละชัวร์ ให้ "ไอ้โล้น-สุทธิชัย หยุ่น" ที่หลวงพ่อคุณตั้งฉายา ลากจีวรมหาวอมาซักกลางจอซักทีเป็นไง จะได้เห็น "สันดานธาตุแท้" ว่าเป็นราชสีห์ หรือหมาจิ้งจอก !

 

 

 

 

ชีวิตสงฆ์ควรปราศจากยศ ทรัพย์ และอำนาจ !

 

 

คนที่พูดและไปรับยศ ทรัพย์ อำนาจ ก็คือ มิใช่พระ มันคือคนที่อาศัยผ้าเหลืองหากิน กะล่อนหลอกชาวบ้านไปวันๆ ดูหน้าเอาเองว่าเป็นเช่นไร ปากบอกไม่ดี แต่รับมาเต็มมือ นี่แหละคือ ศรีธนญชัยพันธุ์ใหม่ !

 

 

 

 

 

ถามว่า สื่อเครือเนชั่น หรือใครต่อใคร ที่ขุนมหาวอขึ้นมาหากิน กล้าออกมาด่ามหาวอหรือเปล่าว่า ตระบัดสัตย์ และทรยศต่อสาธารณชน !

 

 

 

 

 

 

ชี้ญาติโยมเสื่อมศรัทธาพุทธศาสนา เหตุ "พระสงฆ์-คนบางกลุ่ม" อาศัยผ้าเหลืองหากิน

 

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ที่ห้องประชุมชั้น 7 บริษัทไทยนครพัฒนา จำกัด นายสุภชัย วีระภุชงค์ ในฐานะเลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 กล่าวในการจัดเสวนาหัวข้อ ความเสื่อมของพุทธบริษัท : แนวทางที่ควรแก้ไข จัดโดยสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ชมรมโพธิคยา 980 และมูลนิธิวีระภุชงค์ ว่า จากการทำงานเพื่อพระพุทธศาสนามากว่า 9 ปี จึงได้เห็นมุมหนึ่งของพระสงฆ์บางรูป หรือคนบางกลุ่ม ที่อาศัยร่มกาวสาวพัตร์มาดำรงชีพ โดยอาศัยลาภสักการะ ย่อหย่อนต่อพระธรรมวินัย ทำให้ญาติโยมเกิดความเสื่อมศรัทธา ประกอบกับชาวพุทธบางคนไม่เข้าใจแก่นธรรม และพระวินัย ดังนั้น เราจึงต้องจัดเสวนาเพื่อให้สื่อมวลชนเป็นคนกลางในการขยายความเกี่ยวกับหลักธรรมของพระพุทธเจ้าที่วางไว้ รวมถึง ความหมายของพระธรรม พระวินัย คืออะไร ประชาชนทั่วไปสามารถติติงพระสงฆ์ที่ประพฤติมิชอบได้หรือไม่ นอกจากนี้ เชื่อว่าพุทธบริษัท 4 ได้แก่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เปรียบเสมือน เสา 4 ต้นที่ค้ำซึ่งกันและกัน เมื่อวันใดที่เสาพระภิกษุเอียง อุบาสก อุบาสิกาจะเป็นผู้ค้ำ เราต้องเสริมศรัทธาซึ่งกันและกันเพื่อให้ศาสนาอยู่รอด

 

สังคมวันนี้ ถ้าเรายังปล่อยให้พุทธบริษัทไหลตามกระแสโลกาภิวัตน์ไปเรื่อยๆ ผมเดาไม่ออกว่าในอนาคตข้างหน้า ความเสื่อมภายในภายนอกจะเป็นเช่นไร แต่ผมเชื่อถ้าพุทธบริษัทเป็นปึกแผ่นเข้าถึงแก่นพระธรรมวินัย พระพุทธศาสนาจะอยู่ได้ยาวต่อไปอีก 2,500 ปี นายสุภชัย กล่าว

 

 

 

ข่าว : มติชน : 5 ตุลาคม 2559

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264