ถึงมือ นปช. !

 

 

 

ทนาย นปช. โดดช่วยธัมมชโย

 

แย็บนำตั้งแต่ดีเอสไอ ศาลอาญา และกระทรวงยุติธรรม

 

ตั้งคำถาม "ครอบจักรวาล" ถึงกระบวนการยุติธรรม

 

 

 

 

 

 

เพจ THAIMONK นำเสนอบทความของ วิญญัติ ชาติมนตรี

 

 

 

 

 

 

 

วิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ นปช.

 

 

 

อา.. แสดงว่า ณ บัดนี้ คดีพระธัมมชโยฟอกเงินและรับของโจร ได้ยกระดับเป็นคดีการเมืองไปเต็มตัวแล้ว ที่เห็นเช่นนี้ เพราะว่ามี "ทนายการเมือง" เข้ามาร่วมขบวนการ ซึ่งวิธีการของทนายวิญญัตินั้น แตกต่างจากทนายของพระธัมมชโยคนก่อนๆ อย่างสิ้นเชิง คือไม่เจรจาพร่ำเพรื่อเรื่องป่วยเรื่องไข้ให้เสียเวลา แต่ว่าได้ออกอาวุธนำจี้ไปตามจุดต่างๆ เพื่อ..เปิดช่อง เตะพับนอกพับใน ถ้ามีสวนก็เตะวงแขนเพื่อตัดกำลัง และถ้าเป็นไปได้ก็เล่นแม่ไม้มวยไทย "บาทาลูบพักตร์" เพื่อข่มขวัญคู่ต่อสู้

 

ทนายวิญญัติได้ยกเอา "บทบัญญัติ" ต่างๆ ทั้งด้านกฎหมายและรัฐธรรมนูญมาชี้นำ ฉายไฟเป็นทางยาวไล่ตั้งแต่ดีเอสไอ ศาลอาญา กระทรวงยุติธรรม ไปจนถึง..คสช. หรือรัฐบาลบิ๊กตู่ ถ้าดีเอสไอก็ถามว่า "มีการปฏิบัติตามตัวบทกฎหมายอย่างถูกต้องเป็นธรรมไหม" โยงใยไปถึงพุทธะอิสระโน่น ถ้าไปถึงรัฐบาลก็ถามว่า "ชี้นำหรือตั้งเป้าอะไรไว้หรือเปล่า ที่จะเอาผิดกับพระธัมมชโย" นี่แหละที่เรียกว่า คนละชั้น !

 

กระนั้นก็ตาม ตามรูปการณ์ที่ออกมา ก็แสดงให้เห็นว่า วัดพระธรรมกายและพระธัมมชโย ได้นำเอาวัดและตัวเอง ไปอยู่ในฝักฝ่ายทางการเมืองอย่างเต็มตัว ซึ่งก่อนหน้านี้ แม้จะมีภาพของอดีตผู้นำทางการเมืองฝ่ายตรงกันข้ามกับ คสช. ก็ดี นักการเมืองอื่นๆ ก็ดี ไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกาย แต่นั้นก็ยังไม่ชัดเจน เพราะนักการเมืองก็ชาวพุทธ ย่อมจะต้องข้องแวะกับวัดวาอารามแห่งใดแห่งหนึ่ง ไม่แปลกอันใด ต่อมาเมื่อ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. ได้ออกมาระบุว่า "วัดพระธรรมกายเป็นฐานของคนเสื้อแดง" ถึงจะแดงแจ๋ แต่เสียงของหมอเหวงก็เบาโหวงเหวง เพราะหมอเหวงมิใช่คนใหญ่คนโตที่มีอำนาจทางการเมือง เรื่องก็เบาความไปอีก

 

ครั้นวันนี้ เมื่อทนาย นปช. ออกหน้า ว่าความให้แก่พระธัมมชโย จึงเป็นเรื่องโตกว่าหมอเหวง เพราะนั่นแสดงว่า มีการส่ง "มืออาชีพ" เข้ามากู้ชีพพระธัมมชโยแล้ว จะโดยมือที่มองไม่เห็นหรือใครก็ไม่รู้ล่ะ แต่หลังสุดนี้ ทนายวิญญัติได้ว่าความให้แก่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. เห็นแล้วก็ร้องอ๋อกันทั้งบาง

 

ที่ผ่านมานั้น เราได้เห็นการยกระดับการต่อสู้มาเป็นระยะๆ นับตั้งแต่การเล่นแง่ในทางกฎหมาย อาทิเช่น การคืนเงินให้แก่สหกรณ์คลองจั่น โดยมีสัญญาว่าทางสหกรณ์จะไม่ฟ้องร้องทั้งอาญาและแพ่ง อ้างการอ้างงาน อ้างวันเกิด ไล่มาจนถึงการใช้ "ใบรับรองแพทย์" เข้าคานอำนาจของดีเอสไอ ซึ่งคนทั่วไปก็เชื่อว่า "จรรยาบรรณแพทย์" น่าจะเป็นสิ่งสูงสุด ที่สามารถคานอำนาจเจ้าหน้าที่ดีเอสไอได้ แต่ความจริงแล้วยังมีสิ่งที่เหนือกว่านั้น นั่นคือ ทนายความ เพราะทนายความคือ "หมอความ" ผู้ทำหน้าที่ผ่าตัดคดีความต่างๆ ที่แม้แต่หมอผ่าตัดตามโรงพยาบาลก็ทำไม่ได้

 

แต่ทนายนั้นก็มีหลายทนาย หรือหลายระดับ ระดับท็อปของทนายนั้น ท่านว่าคือ ทนายการเมือง เพราะการเมืองเป็นเรื่องครอบจักรวาล ใครว่าความการเมืองได้ก็ถือเป็นโคตรทนายอะไรประมาณนั้น วันนี้ ท่านธัมมชโย ถูกส่งผ่านมาถึงมือ "ทนายการเมือง" แล้ว ก็คงเป็นมือสุดท้าย เพราะถ้าหลุดจากมือทนายไป ต่อให้เทวดาก็คงช่วยไม่ได้ แต่บอกได้คำเดียวว่า มันส์ พ่ะย่ะค่ะ !

 

 

 

 

#ดีเอสไอ : หมายจับกับความชอบธรรม "พระธัมมชโย"

โดย..วิญญัติ ชาติมนตรี

การวิพากษ์นี้ มุ่งประเด็นกรณี พระเทพญาณมหามุนี (พระธัมมชโย แห่งวัดพระธรรมกาย) ข้อเขียนนี้เป็นการตั้งข้อสังเกต จากกรณีที่ศาลอาญาได้ออกหมายจับ ตามคำร้องของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ไปโดยมีการไต่สวนคำร้องที่เปิดโอกาสให้ทั้งฝ่ายเจ้าหน้ารัฐและฝ่ายของตัวแทนผู้ต้องหา คือ พระธัมมชโย ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินและรับของโจร ซึ่งการสอบสวนคดีนี้ยังไม่เสร็จสิ้น แม้ในส่วนคดีนี้ที่ทางฝ่ายผู้ต้องหามีข้อโต้แย้งหลายประการ ตามที่ทราบกันทั่วไปในการแถลงข่าวและขอความเป็นธรรมไปบ้างแล้วนั้น จึงไม่ขอลงรายละเอียดเนื้อหาในคดี เพราะอาจจะกระทบต่อรูปคดี ซึ่งผู้เขียนไม่มีความเกี่ยวข้อง แต่ในฐานะนักกฎหมายผู้หนึ่งและต่อสู้ในทางสิทธิมนุษยชน จึงขอตั้งข้อสังเกตที่เป็นการจับตาไปยังท่าทีและแนวทางของดีเอสไอ ว่าจะดำเนินอย่างไรจึงจะเป็นการเหมาะสม และชอบธรรมเมื่อมี "หมายจับ!"

หากกล่าวถึงเหตุออกหมายจับ ตามที่ระบุไว้ใน ป.วิ.อ.มาตรา 66 ย่อมหมายความว่า ถ้าไม่มีเหตุออกหมายจับ ศาลจะออกหมายจับไม่ได้ อย่างไรก็ตาม แม้มีเหตุออกหมายจับศาลก็ไม่อาจจะไม่ออกหมายจับก็ได้ ไม่มีกฎหมายมาตราใดบังคับว่า หากมีเหตุออกหมายจับแล้วศาลต้องออกหมายจับ หากศาลเห็นว่าบุคคลนั้นไม่หลบหนีอย่างแน่นอน ศาลอาจไม่ออกหมายจับก็ได้ แม้จะมีเหตุออกหมายจับก็ตาม ซึ่งพนักงานสอบสวนก็จะต้อง "นัดหมาย" หรือออก "หมายเรียก" บุคคลนั้นต่อไป หากบุคคลนั้นไม่มาตามนัดหรือหมายเรียก พนักงานสอบสวนย่อมร้องขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลนั้นได้ตามมาตรา 66 วรรคสอง ซึ่งศาลก็จะใช้ดุลพินิจว่าจะออกหมายจับตามคำร้องขอครั้งที่สองของพนักงานสอบสวนหรือไม่

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎว่า ศาลอาญาได้ออกหมายจับ แต่ดีเอสไอก็ใช่ว่าจะต้องจับพระธัมมชโย เพราะเหตุว่าพระธัมมชโยไม่มามอบตัวที่ดีเอสไอภายในเจ็ดวัน หรือตามที่ขีดเส้นตายไว้ กระบวนการในทางอาญายังมีหลักการเป็นแนวทางปฏิบัติอีก จึงอยู่ว่าดีเอสไอจะใช้อำนาจของตนอย่างไร ทั้งนี้ มีข้อพิจารณาอยู่ว่า


ก.พระธัมมชโย ท่านไม่มาที่ดีเอสไอเพราะเหตุใด มีเหตุอันสมควรหรือไม่
ข. การต้องบังคับจับกุมตามหมายจับ จะกระทำด้วยความเหมาะสมแก่สถานะของพระธัมมชโย (พระภิกษุ) อย่างไร
ค. หากดีเอสไอเห็นว่าไม่มามอบตัว จะต้องใช้กำลังเจ้าหน้าที่ติดอาวุธเข้าไปจับกุมในวัดพระธรรมกาย อะไรจะเกิดขึ้น
ง. คดีนี้ เป็นเพียงขั้นตอนแรกที่ดีเอสไอจะแจ้งข้อกล่าวหาเพื่อให้โอกาสแก้ข้อหาได้เต็มที่ (ย้ำว่าขั้นตอนแจ้งข้อหา) ซึ่งในทางคดี ดีเอสไอควรต้องมีพยานหลักฐานพอสมควรและสามารถกล่าวหาพระธัมชโยได้อย่างหนักแน่น

ข้อพิจารณาดังกล่าวข้างต้น หากเทียบกับคดีที่มีพระรูปหนึ่งที่ร่วมจัดการชุมนุมทางการเมืองและถูกตั้งข้อหาร้ายแรง ศาลอาญาได้ออกหมายจับไปแล้ว แต่ยังไม่มีจับกุม จนกระทั่งมีกระแสข่าวว่า มีการถอนหมายจับในทางสอบสวนเมื่อสอบเสร็จแล้วส่งสำนวนให้อัยการคดีพิเศษยังได้รับโอกาสให้มีการสอบสวนเพิ่มเติม แล้วยังไม่สั่งฟ้องต่อศาลกลับทอดเวลานานนับปีได้ ดีเอสไอและอัยการทำอย่างไร เคยมีการชี้แจงต่อสาธารณชนหรือไม่ ดังนั้นด้วยกระบวนการเช่นนี้ เกิดขึ้นภายใต้ความรับผิดชอบของดีเอสไอใช่หรือไม่

แต่อย่างไรก็ตาม กรณีกล่าวหาพระธัมมชโยนี้ ย่อมจะเป็นสิ่งที่จะสะท้อนถึงบทบาทหน้าที่ของดีเอสไอที่อยู่ภายใต้สังกัดกระทรวงยุติธรรม มีรัฐมนตรียุติธรรมกำกับดูแลทางด้านนโยบาย ด้านอื่นจะมีหรือไม่ไม่ใช่ประเด็นในที่นี้ นอกจากนี้ยังเป็นสิ่งสะท้อนถึงการทำงานของคณะพนักงานสอบสวนได้ไม่น้อยในห้วงภาวะการเมืองและอำนาจการปกครองประเทศอย่างมีนัยยะหรือไม่ เพราะผู้คนที่สนใจ อาจมองไปถึงผู้ที่กล่าวโทษตั้งรูปคดีด้วยว่าบุคคลเหล่านั้นมีที่มาอย่างไร สอดรับกับการตั้งข้อรังเกียจของผู้ใดหรือไม่ ข้อกล่าวหาเป็นไปตามหลักกฎหมายที่เป็นฐานความผิดชัดแจ้งและมีพยานหลักฐานได้มั่นคงเพียงใด

ในทางการสอบสวนและรูปคดี ที่ผ่านมาไม่เพียงเฉพาะดีเอสไอเท่านั้น แต่รวมถึงพนักงานสอบสวนในคดีทั่วไป จะเป็นคดีดัง คดีสะเทือนขวัญ คดีการเมืองก็ตาม การกล่าวหาและการสอบสวนที่มี ก็ล้วนแต่เป็นการผลักภาระไปที่สำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งหากตั้งสมมุติฐานทางการสอบสวนมาเช่นใดพนักงานอัยการก็ต้องสั่งฟ้องตามพนักงานสอบไป แล้วสุดท้ายภาระทั้งหมดในการแก้ต่างต่อสู้คดีก็ตกแก่ผู้ต้องหาหรือจำเลย ซึ่งจากคำพิพากษาต่างๆในคดีอาญา คำวินิจฉัยและเหตุผลประกอบมักปรากฎว่าให้น้ำหนักแก่การทำงานของฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ ด้วยการไม่มีสาเหตุโกรธเคือง ไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัวกับผู้ต้องหาหรือจำเลยมาก่อน และปฏิบัติหน้าที่ราชการปราศจากอคติใดๆ แล้วท้ายที่สุดพิพากษาลงโทษจำเลย คดีนี้จึงเป็นอีกคดีหนึ่งที่น่าสนใจว่า กระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทย จะพัฒนาไปสู่ความก้าวหน้าหรือความถดถอยไปหรือไม่ อย่าได้มองเพียงว่า ผลประโยชน์ที่อาจมีวาระซ่อนเร้นจากความขัดแย้งนี้จะตกที่ผู้ใดหรือไม่ แต่อาจต้องมองว่าประชาชนพลเมืองไทยจะต้องเผชิญกับระบบยุติธรรมที่ไม่เป็นธรรมไปอีกกี่ปีกี่สมัยกัน

วลีที่ให้ประชาชนต้องเคารพกฎหมาย มิใช่เป็นการใช้กฎหมายตามใจคนใช้ แต่สิ่งสำคัญ คือ ต้องทำให้คนใช้อำนาจตามกฎหมายน่าเคารพและเป็นที่ยอมรับได้.



ที่มา : Facebook Vinyat Chartmontree : 23 พฤษภาคม 2559

 

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264