อย่าหาว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม !

 

 

รมว.ยุติธรรมโต้พฤติกรรมสมเด็จช่วง

อ่อนน้อมถ่อมตนให้ถึงขนาดแล้ว

 

แต่ยังเล่นแง่ ให้ทนายออกมาตั้งข้อแม้ดีเอสไอ

 

 

ถ้าเป็นคนทั่วไป โดนหมายเรียกแล้ว !

 

 

 


 

 

 

 

อา..โบราณว่า "กลัวนักมักตาย อายนักมักลื่นล้ม" สถานการณ์ของสมเด็จช่วงในช่วงนี้ก็น่าจะเข้าอีหรอบนี้แหละ ทั้งๆ ที่น่าจะปล่อยให้ "การสอบปากคำ" ผ่านไปอย่างเรียบง่าย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพื่อให้กระทบกับ "ภาพลักษณ์" และ "ศรัทธา" น้อยที่สุด ถึงขนาดว่าดีเอสไอจะทำพิธี "ขอขมา" ด้วยธูป-เทียนแพ ก่อนขออนุญาตสอบปากคำ ยกไว้สูงส่งถึงระดับ "กิตติมศักดิ์" ถึงกับประกาศจะทำการ "สอบปากคำลับๆ" แม้แต่ทนายก็ไม่ให้ได้ยิน ถือว่าเป็นสิทธิพิเศษหนึ่งเดียวในประเทศไทยที่ได้รับเช่นนี้ แต่..แต่เพราะวัดปากน้ำ "ตื่นกลัว" จนเกินไป จึงทำลายเกียรติยศและศรัทธานั้นอย่างแรง ด้วยการ "ตั้งด่านตรวจค้น" ประหนึ่งว่าเกิดเหตุร้ายแรงในวัดปากน้ำ  ต้องตรวจค้นทุกคนที่เข้า-ออกพุทธสถานอันศักดิ์สิทธิแห่งนี้ แถมยังให้ทีมทนายเข้ามาตีรวนกระบวนการสอบสวน ทำตัวเป็นกันชนกับดีเอสไอ อ้างแต่พยานหลักฐานและเหลี่ยมคูทางกฎหมาย ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับสิ่งที่ "สมเด็จช่วง" และวัดปากน้ำ ต้องการผดุงไว้

ภาพที่ออกมา น่าจะเป็นภาพแห่งความละมุนละม่อม ดีเอสไอกราบไหว้สมเด็จช่วงก่อนน้อมประเคนธูปเทียนแพขอขมา-ขออนุญาตสอบปากคำ ขณะเดียวกัน พระสงฆ์วัดปากน้ำก็ยิ้มแย้มแจ่มใส ให้การต้อนรับกับเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างสมเกียรติ  นอกนั้นก็มองเห็นแค่ "หนังใบ้" เพราะไม่มีใครได้ยิน ไม่ว่าทนายหรือนักข่าว วัดปากน้ำจะดูขรึมขลัง แม้แต่เวลาที่ดีเอสไอ "กราบลากลับ" ก็จะเข้าแถวเดินตัวลีบออกไปใส่รองเท้าถึงหน้าวัดเหมือนเด็กนักเรียน โดยมีพระสงฆ์และอุบาสกอุบาสิกาวัดปากน้ำ ยืนเข้าแถว "ส่งรอยยิ้ม" ให้อย่างพร้อมเพรียงกัน ถามว่า โอกาสทองแบบนี้ทำไมวัดปากน้ำไม่ไขว่คว้าเอาไว้ ไปเอาพวกทนายหัวหมอเข้ามาเต้นจ้ำบ๊ะทำไมในวัดปากน้ำ หมดกัน !

 

สรุปว่า พระวัดปากน้ำ กลัวคนนอกจะเข้ามาทำให้วัดสกปรก แต่สุดท้าย คนวัดปากน้ำ กลับทำสกปรกเสียเอง เป็นเรื่องเหลือเชื่อ แต่ก็เป็นไปแล้ว

 

เมื่อวัดปากน้ำเลือกที่จะเล่น "กฎหมาย" มากกว่า "ขนบธรรมเนียมอันดีงาม" เช่นนี้ จากที่เคยได้รับการยกย่องไว้สูงส่ง ก็จะถูกลดสถานะลงเหลือเพียง "ความเสมอภาค" ไร้อภิสิทธิ์ ต่อไปทางดีเอสไอคงไม่ทำพิธีรีตรองอะไรแล้ว เพราะรู้ทางแล้วว่าจะต้องเจออะไรในรอบหน้า แบบว่า "เมื่อคุณเกมมา ผมก็เกมไป"  ยื่นไมตรีให้ แต่กลับปัดมือหนีเสียนี่ แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่า การให้ทนายออกหน้าแทนในครั้ง ส่งผลให้การสอบสวนต้องล้ม ยืดเวลาของคดีความให้ยาวออกไป เพราะต้องมีการสอบปากคำรอบใหม่ ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าจะทำสำเร็จหรือไม่ เพราะทางทนายของวัดปากน้ำตั้งเงื่อนไข "ขอดูคำถาม" ก่อนอนุญาตให้มาสอบปากคำ แถมยังทำการวินิจฉัย "สถานะ" ของสมเด็จช่วงเสียเอง ว่าเป็นเพียง "พยาน" มิใช่ "จำเลย" ทั้งๆ ที่มีชื่อเป็นเจ้าของรถยนต์คันเจ้าปัญหาอย่างชัดเจน ทั้งๆ ที่การจะเป็นโจทย์ เป็นจำเลย หรือเป็นพยาน หรือไม่นั้น มันอยู่ที่ "รูปคดี" ถ้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องดังว่าจริงก็จะกลัวไปไย บริสุทธิ์ใจเสียอย่าง ต่อให้ถามอีกนับพันข้อก็ต้องตอบได้ ตอบไม่ได้เพราะไม่รู้จริงๆ ก็แค่ตอบว่า "หลวงพ่อไม่รู้" แต่นี่ทีมทนายทำเหมือนว่า "กลัวสมเด็จช่วงหลุด พูดไม่ตรงกับทางทนาย จะกลายเป็นขัดแย้งกันเอง" จึงนำมาซึ่งความโกลาหลในคืนวันวาน ส่งผลให้วัดปากน้ำอันศักดิ์สิทธิ์ กลายสภาพเป็นโกลาหล ไม่ต่างไปจากโรงลิเกกลางป่าช้าวัดดอน

 

ปฏิกิริยาจาก พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ซึ่งดังขึ้นเพียงชั่วข้ามคืนในวันนี้ ก็บ่งชี้แล้วว่า อาการของสมเด็จช่วงต่อพฤติกรรมที่กระทำต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น "ไม่สู้ดี" เอาเสียเลย งานนี้ เป้าหมายที่จะรักษาไว้ทั้ง "ศรัทธา" ต่อมหาชน และ "รูปคดี" ที่ต้องการให้ "สิ้นสุดไว" เพื่อไปให้ถึงดวงดาวในเร็ววันนั้น นอกจากจะรักษาศรัทธาเอาไว้ไม่ได้แล้ว รูปคดีก็ยังต้องยืดยาวออกไป ส่งผลให้ "กระบวนการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช" ต้องทิ้งช่วงออกไปอีก ดังที่ พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวไว้นั่นแหละว่า "อย่ามากล่าวหาว่าไม่ให้ความเป็นธรรม"

 

เฮ้อ สงสารสมเด็จช่วงเหลือเกิน !

 

 

 

 

 

 

เรา..ให้เกียรติท่านแล้ว แต่ท่านไม่รักษาเกียรติเอง

 

 

"บิ๊กต๊อก" ย้ำ ดีเอสไอให้เกียรติ สมเด็จช่วง ที่สุดแล้ว ถ้าไม่ใช้สิทธิให้ปากคำ ภายหลังอย่ามากล่าวหาว่าไม่ให้ความเป็นธรรม หรือดึงคดีจนกระทบการแต่งตั้งสังฆราช

 

 

วันที่ 17 มี.ค.59  พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไปพบสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช แต่ยังไม่ได้สอบปากคำ เนื่องจากฝ่ายกฎหมายของวัดขอให้ดีเอสไอกลับไปกำหนดประเด็นคำถามเป็นลายลักษณ์อักษร ส่งมาให้วัดปากน้ำพิจารณาว่า ไม่ให้ก็ไม่ให้ ดีเอสไอทุกคนทำตามหน้าที่ เขาก็มีสิทธิจะไม่ให้ปากคำ ขณะที่เจ้าหน้าที่ก็มีสิทธิ การทำหน้าที่ของดีเอสไอครั้งนี้ตนได้กำชับสั่งการ ให้นำดอกไม้ธูปเทียนแพไปกราบ เป็นการให้ความเคารพให้เกียรติ และให้สิทธิในการชี้แจงความบริสุทธิ์ ถ้าท่านไม่ใช้สิทธิ์ก็จบ คดีก็เดินต่อไป หากพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานแค่ไหน ก็ดำเนินการกล่าวหาไปตามนั้น จะต้องวินิจฉัยตามแนวทางที่มี เพราะพนักงานสอบสวนมีข้อสงสัย และต้องการสอบถามให้สมเด็จช่วงได้ชี้แจงข้อมูล  แต่ถ้าไม่ให้การแล้วจะมาบอกว่าเจ้าหน้าที่ไม่ให้ความเป็นธรรมไม่ได้ เพราะดีเอสไอได้ดำเนินการอย่างสมบูรณ์ ให้เกียรติอย่างเต็มที่ ในฐานะพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ หากเป็นบุคคลทั่วไปดีเอสไอสามารถออกหมายเรียกให้มาให้การก็จบ แต่ครั้งนี้เป็นพระชั้นผู้ใหญ่ ตนจึงสั่งการให้ส่งหนังสือขอนัดหมายไปก่อนเพื่อให้เกียรติ

 ผมอยากเตือนทนายความวัดปากน้ำ คุณทำอะไร ผมสั่งลูกน้องให้เกียรติแล้ว คุณกลับมาเรียกร้อง ปกติเขาไม่ทำหนังสือกัน การให้เกียรติของเราคุณนำกลับนำเป็นข้อต่อรอง เราให้เกียรติทุกเรื่อง อย่ามาเล่นแง่ ผมไม่เชื่อว่าสมเด็จฯช่วงจะอยากทำเช่นนี้ แต่คิดว่าเรื่องนี้คนที่เรื่องมากคือทีมทนาย และทีมทนายนั่นเองที่กำลังทำให้สมเด็จฯช่วงเสียหายหรือไม่ ทนายของวัดผิดพลาดไปหรือไม่ หากสมเด็จฯช่วงจะทำหนังสือชี้แจงมาก็ให้ดำเนินการมา พล.อ.ไพบูลย์กล่าว

 

พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวอีกว่า เรื่องนี้หากท่านตอบตามที่รู้เห็นมาก็จบแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้หากคดีช้าออกไปก็อย่าบอกว่าถูกดึงเรื่องคดีไม่เสร็จ จนทำให้ไปผูกพันกับการแต่งตั้งสังฆราช

 

 

 

ข่าว : คมชัดลึก :  17 มีนาคม 2559

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264