ห้ามเข้า !

 

ทนายตั้งด่าน "ห้ามดีเอสไอ" เข้าวัดปากน้ำ

ห้ามสอบปากคำหลวงพ่อช่วง

 

ท่านเป็นปฏิบัติหน้าที่สังฆราช

 

สอบปากคำได้ไง ไม่เหมาะสม !

 

 

อา..ภาษาจีนท่านว่า "ศึกนี้ใหญ่หลวงนัก" ภาพลักษณ์-ภาพพจน์ ภาพแห่งศรัทธาของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และเจ้าสำนักวิชชาธรรมกาย ของหลวงพ่อสด ผู้ค้นพบ "วิชชาธรรมกาย" จะถูก "ดีเอสไอ" ลบหลู่ดูหมิ่นไม่ได้เด็ดขาด มีอย่างหรือ จะมาสอบปากคำที่วัดปากน้ำ รู้หรือไม่ ว่าในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง วัดปากน้ำนี่แหละ คือศูนย์บัญชาการ "ป้องกันประเทศไทย" อย่างแท้จริง ไม่ใช่ทำเนียบรัฐบาล มีหลักฐานยืนยันอยู่ในหนังสือชีวประวัติคุณยายจันทร์ ขนนกยูง ว่าหลวงพ่อสดได้มีบัญชาให้คุณยาย "เข้าฌานสมาบัติ" ปัดลูกระเบิดปรมาณู ทั้งไอ้อ้วนไอ้ผอม ที่สหรัฐอเมริกานำมา "บอมพ์ไทย" ให้กระเด็นไกลไปตกถึง "ฮิโรชิม่า" และ "นางาซากิ" ประเทศญี่ปุ่น จนคนญี่ปุ่น "ตายเป็นแสน-ป่วยเป็นล้าน" ขณะที่ชาวไทยเรานั้น "อยู่รอดปลอดภัย" ด้วยพระบารมีของ..หลวงพ่อวัดปากน้ำ แล้วชาวธรรมกายจะปล่อยให้วัดปากน้ำอันศักดิ์สิทธิ์ กลายเป็น "ห้องสอบปากคำ" ท่านเจ้าสำนักบู๊ลิ้มได้ยังไง ปัดปรมาณูได้ แต่ปัดดีเอสไอไม่ได้ มันเสียหายหลายแสน ภาษาจีนว่า "ฆ่าได้ หยามไม่ได้"

 

 

งานนี้เชื่อว่าทางวัดปากน้ำต้อง "คิดหนัก" แรกๆ นั้นก็กลัวเสียภาพลักษณ์ที่หลวงพ่อช่วงต้องออกนอกวัดไปให้ปากคำที่ดีเอสไอ มันเหมือนทำผิดอะไรก็ไม่รู้ รู้แต่ว่า "เสียหาย" แต่ครั้นจะเปลี่ยนสถานที่ ให้ดีเอสไอมาสอบปากคำที่วัดปากน้ำ ก็จะเสื่อมเสียถึง "วัดปากน้ำ" ซึ่งมีคนมากราบไหว้สรีระสังขาร "หลวงพ่อสด" ซึ่งถ้ารวมทั้งการสอบปากคำด้วย ก็เสียเป็น 2 เท่า คือเสียทั้งตัวบุคคลและสถานที่ แบบนี้ยอมได้ไง

 

 

ดังนั้น เกมต่อจากนี้ไปก็คือ ต้องไม่ให้สมเด็จช่วงถูกสอบปากคำ และไม่ให้ดีเอสไอเข้ามาสอบปากคำในวัดปากน้ำอย่างเด็ดขาด ซึ่งทางทีมทนายก็เตรียมลู่ทางเอาไว้แล้วว่า "ต้องกันสมเด็จฯท่านเป็นพยาน มิใช่จำเลย" และต้องหา "แพะ" ไปรับสารภาพแทนท่านทั้งหมด ตัดตอนไม่ให้ท่านพัวพันกับรถคันดังกล่าว แต่จะสำเร็จหรือไม่ ก็ต้องรอดูกันต่อไป เพราะในวันนี้ มิใช่มีแค่ทีมทนายของวัดปากน้ำเท่านั้นที่ทำงาน แต่ยังมีทีมดีเอสไอ และใครต่อต่อใครอีกหลายทีม ที่เข้ามาแจมคดีนี้ ไอ้ที่คิดว่าสถานการณ์จะเบาลงนั้น โนเวย์ !

 

 

 

 

 


 

 

 

 


 

 

 

เขาเห็นตอนปัดระเบิด

 

 

 

สงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นตกเป็นเป้าหมายสำคัญในภาคพื้นเอเชียอาคเนย์  ฝ่ายสัมพันธมิตรที่มีมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ เป็นแกนนำ มุ่งกำลังเข้ากวาดล้าง และในที่สุด..ญี่ปุ่นก็ต้องประกาศยอมแพ้สงคราม เมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2488 เพราะอำนาจการทำลายล้างของระเบิดปรมาณู

 

หวอ.. ห.. ว.. อ.. สัญญาณเตือนภัยดังสนั่น! ขึ้นมาโดยอัตโนมัติทำให้ผู้คนต่างตกใจ พากันวิ่งหนีหลบเข้าไปในหลุมหลบภัยเพื่อให้รอดจากสะเก็ดระเบิดที่กำลังทิ้งลงมาแบบปูพรม


เครื่องบินรบ B-29 ..เป้าหมายในการทำลายล้างคือโรงไฟฟ้าวัดเลียบ (วัดราชบูรณะ) สะพานข้ามกรุงธน และสถานที่สำคัญต่าง ๆ ซึ่งตรงตามหลักยุทธศาสตร์การรบที่สหรัฐฯ กำลังจะตัดเส้นทางการคมนาคมของพวกญี่ปุ่น ตลอดจนทำลายแหล่งพลังงานที่สำคัญที่สุดคือ โรงไฟฟ้า

ฟิ้ว.. ..ฟิ้ ....ว......ตูม!!! ระเบิด..พลังแห่งการทำลายล้างลูกแล้ว..ลูกเล่าถูกทิ้งดิ่งลงมา แต่แปลก..ที่พลาด!!! โดนเป้าหมายน้อยมาก หรือมีผลกระทบต่อเป้าหมายไม่กี่เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นจะดิ่งลงกลางทุ่ง แม่น้ำเจ้าพระยา หรือสถานที่อื่น ๆ ที่ไม่ใช่จุดยุทธศาสตร์พร้อมกับฝุ่นควันที่คลุ้งขึ้นตามแรงระเบิด

การประกาศภาวะฉุกเฉินในเมืองไทยยังคงยืดเยื้อไปตามกระแสสงครามโลก สัญญาณหวอยังคงดังขึ้นแต่ละวัน.. ทั้งกลางวันและกลางคืน เสียงระเบิดดังจนกลายเป็นความชาชิน ทำให้ระยะหลังๆ ผู้คนไม่ค่อยใส่ใจกับการหลบภัยเท่าไรนัก

หวอ ... ห ..ว.. อ. คราวนี้มันดังขึ้นอีกซ้ำ ๆ กัน บางคนก็วิ่งไปหลบเหมือนเดิม แต่บางคนกลับออกมาดูเครื่องบินรบที่กำลังขับเคลื่อนมา และเป็นธรรมดาที่วัยซนอยากรู้อยากเห็นของเด็กทำให้อยากจะเห็นเครื่องบินทิ้งระเบิดโดยไม่กลัวอันตรายแต่อย่างใด

เด็กชายยงยุทธ ดิลกเจริญ ปีนขึ้นไปบนดาดฟ้าห้องแถวที่เรียงรายติด ๆ กันในเวลาเดียวกับที่ผู้ใหญ่และเด็กคนอื่น ๆ ก็ปีนดูบนดาดฟ้าบนบ้านของตน
 


 เฮ้ย!.. เฮ้ย!.. นั่นอะไร !? ..มองซิ คนใส่ชุดขาวๆ ลอยอยู่บนฟ้า อย่างกับแม่ชี.. ผู้คนเงยหน้ามองตามเสียงที่ดังขึ้นจากกลุ่มผู้ใหญ่

 



แน่นอน..! เด็กชายยงยุทธก็เงยหน้ามองตามด้วย ช่างประหลาดเหลือเกิน..! ภาพที่เขาเห็นบนท้องฟ้าเป็นแม่ชีจริง ๆ มีลักษณะโปร่งแสงลอยอยู่นิ่งๆ ใกล้กับเครื่องบินรบ B-29 ที่กำลังขับเคลื่อนมา 2-3 ลำ พร้อมๆ กัน คนดูต่างชี้ไม้ชี้มือ ส่งเสียงอื้ออึงกับสิ่งประหลาดที่ปรากฏให้เห็น

 

 

ทิ้งเท่าไรก็ไม่โดน..ไม่มีวันโดนหรอก..ฮ่า ..ฮ่า.. นี่คือเสียงพูดพร้อมเสียหัวเราะร่าดังๆ ของยายผิน ที่มักพูดอยู่เป็นประจำในช่วงเกิดสงคราม



ยายผินเป็นแม่ครัวทำกับข้าว อาศัยอยู่ในบ้านของเด็กชายยงยุทธ แกชอบไปทำบุญที่วัดปากน้ำอยู่เป็นประจำ แต่น่าเสียดายประโยคที่แกพูด กลับไม่มีใครในบ้านใส่ใจ หรือเข้าใจความหมายอะไรมากนัก แต่เสียงนี้ได้เข้าไปอยู่ในความทรงจำของเด็กชายยงยุทธ โดยเฉพาะประโยคที่ว่า

 

หลวงพ่อวัดปากน้ำกับพวกที่นั่งสมาธิ (Meditation) เขาปัดลูกระเบิดกัน ต่อให้ทิ้งกันยังไงไม่มีวันโดนหรอก.. ไม่มีวันโดน..



ในวันต่อมา..เรื่องแม่ชีปัดลูกระเบิดที่มีพยานหลายคนเห็นไม่ใช่เป็นเรื่องโคมลอย หรือตาฝาดไปเสียแล้ว เพราะหนังสือพิมพ์ก็ได้เอาข่าวนี้ลงมาเป็นหลักฐานยืนยันเหตุการณ์เมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2

กาลเวลาผ่านไปจนกระทั่งเด็กชายยงยุทธโตขึ้น เรียนจบคณะวิทยาศาสตร์และคุรุศาสตร์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจากนั้นเรียนต่อด้านการตลาดและเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดีด้าน
Import-Export

วันหนึ่งน้องชายเขาก็ได้นำหนังสือเล่มสำคัญมาให้ จากข้อความในหนังสือเล่มนี้เหมือนกับจะกระตุ้นหรือรื้อฟื้นสัญญาอะไรเก่า ๆ ที่เขาเองก็ไม่อาจรู้ เขารู้สึกเพียงแต่ว่าเขาอยากไปศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม (ต่อมา คือ วัดพระธรรมกาย) เขาต้องไปที่นั่นให้ได้และหนังสือเดินไปสู่ความสุขเล่มนี้ ทำให้เขาได้ไปที่นั่นจริง ๆ..

ชีวิตคุณยงยุทธ ดิลกเจริญ เริ่มผูกพันกับศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม เพราะที่นี่ทำให้เขารู้คุณค่าของการทำทาน รักษาศีลเจริญภาวนา เขามีศรัทธามากและเป็นหนึ่งในประธานสร้างโบสถ์ของวัดพระธรรมกายด้วย เขาไปที่วัดพระธรรมกายบ่อยมากจนคุ้นเคยใกล้ชิดกับครูบาอาจารย์ คือ หลวงพ่อธัมมชโย และคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ศิษย์เอกหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

ด้วยความเป็นลูกศิษย์นี่เองเวลามีปัญหาอะไรก็จะคอยปรึกษาไต่ถามคุณยายอาจารย์ฯตลอด แต่อย่างหนึ่งที่ไม่เคยลืมเลือนไปจากความทรงจำเลย และยิ่งรู้ว่าคุณยายเป็นศิษย์เอกของหลวงปู่วัดปากน้ำด้วยแล้ว สิ่งนี้จึงถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีก ซึ่งก็คือ เรื่องราวครั้งสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 กับคำพูดของยายผินที่ได้พูดไว้

 

พอคุณยงยุทธได้กราบคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ก็รีบเรียนถามท่านเลยว่า คุณยายครับ..ทำไมเครื่องบินที่ทิ้งระเบิดลงมาถึงไม่โดนที่สำคัญ กลับลงทุ่งลงน้ำล่ะครับ

ซึ่งคุณยายท่านก็ตอบว่า อ้าวคุณ.. เวลาที่เครื่องบินมันทิ้งระเบิด ยายเข้าที่อยู่กับหลวงพ่อวัดปากน้ำ หลวงพ่อท่านสั่งให้ยายจัดการ ยายก็เนรมิตเมืองให้เป็นป่า..เป็นแม่น้ำ เนรมิตแม่น้ำ ให้เป็นบ้านเมือง เท่านี้ทิ้งเท่าไหร่ก็ทิ้งไม่ถูก ซึ่งถ้าเราอยากจะเข้าใจอะไรให้มากขึ้น ต้องนั่งสมาธิและศึกษาวิชชาธรรมกายตามอย่างหลวงปู่วัดปากน้ำ เพราะการทำวิชชาธรรมกายเป็นเรื่องเหนือวิสัยที่จะเข้าใจด้วยจินตมยปัญญา (ปัญญาจากความคิด) หรือสุตตมยปัญญา (ปัญญาจากการฟัง) แต่จะเข้าใจได้ด้วยภาวนามยปัญญา (ปัญญาจากการเจริญภาวนา)

ซึ่งการทำวิชชาสมัยหลวงปู่วัดปากน้ำเขาทำกันเป็นทีมต้องนั่งสมาธิจนมีความละเอียดมาก แล้วอาศัยพระธรรมกายปฏิหาริย์ให้เห็นเมืองเป็นป่า เห็นแม่น้ำเป็นเมืองอะไรอย่างนี้ ทหารที่ทิ้งระเบิดก็จะเข้าใจผิดทิ้งไม่โดนสักที ซึ่งสมัยที่หลวงพ่อวัดปากน้ำทำวิชชาก็มีคุณยายอาจารย์ฯ เป็นหัวหน้าทีมกะดึกในชุดนั้น สำหรับภาพส่วนหยาบที่คนทั้งหลายเห็นนั้น ก็เห็นต่าง ๆ กันไป เช่น เห็นเป็นภาพแม่ชีลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าปัดลูกระเบิดบ้าง ลอยอยู่เฉย ๆ บ้างซึ่งเรื่องละเอียดของวิชชาธรรมกาย เป็นดังข้างต้นที่อธิบายมานี้..

 

 

ที่มา : DMC

 

 

 

 

 

 

 

 

ในชีวิตเคยแต่สอบนักธรรมกับสอบบาลี

แต่วันนี้ มีวิชาใหม่ สอบปากคำ !

 

 

 


 

 

เปลี่ยนทีมปัด

สมัยหลวงพ่อสด ให้ทีมแม่ชีช่วยปัดระเบิด

สมัยหลวงพ่อช่วง ให้ทีมทนายช่วยปัดเภทภัย

ถ้ายังไม่ไหว ก็เห็นจะต้องขอกองหนุนจาก..เจ้าคุณประสาร วัดมหาธาตุ

เหมือนหลวงพ่อสดนิมนต์เจ้าคุณโชดกมาช่วยแก้อารมณ์กรรมฐาน

 

 

 

ทนายเผยยังไม่อนุญาต "ดีเอสไอ" สอบปากคำ "สมเด็จช่วง" - ต้องทำหนังสืออย่างเป็นทางการมาอีกครั้ง

 

ทนายเผยยังไม่อนุญาต "ดีเอสไอ" สอบปากคำ "สมเด็จช่วง" กรณีครอบครองรถเบนซ์โบราณ แต่มีการหารือกันเพื่อกำหนดกรอบในการสอบปากคำเท่านั้น ลั่นให้ทำหนังสือขอเข้ามาอย่างเป็นทางการอีกครั้ง แจงที่มาของเงิน 4 ล้าน ผู้มีจิตศรัทธามอบเงินสด 1 ล้านแก่ "เจ้าอาวาสวัดปากน้ำฯ" โดยตรง จึงไม่มีใบอนุโมทนาบัตร แต่มีหลักฐานการสั่งจ่ายเช็คชัดเจน ส่วนอีก 3 ล้านชาวบ้านรวบรวมกันมา โดยมอบให้ "หลวงพี่แป๊ะ" ดำเนินการ

 

จากกรณีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ นัดหมายเดินทางไปสอบปากคำ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ กรณีเป็นผู้ครอบครองรถเบนซ์โบราณ หมายเลขทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 16 มี.ค. เวลา 20.00 น. ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ตามที่ปรากฎเป็นข่าวไปแล้วนั้น
       
ล่าสุด วันนี้ (16 มี.ค.) เวลาประมาณ 17.00 น. บรรยากาศภายในวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พุทธศาสนิกชนยังคงเข้ามาทำบุญตามปกติ โดยไม่มีกลุ่มสนับสนุนหรือคัดค้านแต่อย่างใด นอกจากนี้ ทางเจ้าหน้าที่วัดได้จัดเตรียมสถานที่รองรับสื่อมวลชน บริเวณชั้น 2 ของพระมหาเจดีย์มหารัชมงคลซึ่งคาดว่าจะมาเป็นจำนวนมาก
       
ต่อมา เวลา 17.30 น. นายสมศักดิ์ โตรักษา หัวหน้าทีมกฏหมายวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ให้สัมภาษณ์ว่า สมเด็จช่วง จะลงมาพูดคุยกับ ดีเอสไอ ด้วยตัวเองแต่จะเป็นการหารือเพื่อกำหนดกรอบในการสอบปากคำว่าเกี่ยวข้องกับความผิดในการจัดซื้อรถยนต์จดประกอบในขั้นตอนใดบ้าง แต่จะยังไม่อนุญาตให้ดีเอสไอทำการสอบปากคำสมเด็จช่วงตามที่ร้องขอ และหากดีเอสไอต้องการให้เกิดความรวดเร็วในการสืบสวนต้องทำหนังสือถึง สมเด็จช่วง ว่าจะมาสอบปากคำอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง
       
นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนที่มาของเงินซื้อรถเบนซ์โบราณ จำนวน 4 ล้านบาทนั้น ผู้มีจิตศรัทธาได้มอบเงินสดผ่านโครงการซื้อรถโบราณ จำนวน 1 ล้านบาทแก่สมเด็จช่วงโดยตรง เพื่อนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อรถยนต์คันดังกล่าว ซึ่งเป็นการบริจาคส่วนตัว จึงไม่มีใบอนุโมทนาบัตร แต่มีหลักฐานการสั่งจ่ายเช็คชัดเจน โดยผู้บริจาคได้เข้าให้ปากคำกับดีเอสไอแล้ว ส่วนเงินอีก 3
ล้านบาท ได้มาจากการรวบรวมจากผู้มีจิตศรัทธาผ่านโครงการซื้อรถโบราณเช่นกันโดยมอบให้พระมหาศาสนามุนี หรือหลวงพี่แป๊ะเป็นผู้ดำเนินการ

 

 

 

 

ข่าว : ผู้จัดการ :  16 มีนาคม 2559

 


 

 

 

ห้ามเจอห้าม !

 

ดีเอสไอ "ห้าม" ทนาย

ไม่ให้เข้าร่วมสอบปากคำสมเด็จช่วง

 

ทนาย "ห้าม" ดีเอสไอ

ไม่ให้ต้อนตือสมเด็จช่วง

 

ให้ได้แค่พูดคุย

เหตุผล : ห้ามผมทำไม ?

 

 

 

อา..จ้างทนายไว้ประจำวัดมันก็ดีอย่างนี้นี่เอง อะไรที่จะเสียจะหายถึงลูกความ ทนายก็จะทำการพิทักษ์ปกป้อง ไม่เว้นแม้แต่เกมเล็กๆ น้อยๆ ที่เรียกว่า "แท๊คติก" เจอมุกตุกติกเข้าไปไม้นี้ ไม่รู้ว่าทางดีเอสไอจะออกตัวยังไง เพราะดันไปห้ามทนายไม่ให้เข้าร่วมสอบปากคำด้วย ทั้งๆ โดยทั่วไปนั้น เมื่อฝ่ายจำเลยเขามีทนายๆ ก็ต้องมีสิทธิ์รับฟัง ไม่งั้นจะไปว่าความให้ลูกความได้อย่างไร ?

 

 

 

 

 

 

 

เขาไม่ให้หลวงพ่อพูด !

 

 

 

 

คดีรถหรูวุ่น ! ดีเอสไออาจไม่ได้สอบ 'สมเด็จช่วง'

 

 

ดีเอสไอเตรียมเข้าสอบปากคำสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ กรณีครอบครองรถเบนซ์ผิดกฎหมาย แต่ล่าสุด ทางฝ่ายกฎหมายวัดปากน้ำภาษีเจริญ ได้ออกมาปฏิเสธว่า ในวันนี้อาจไม่ให้มีการสอบปากคำสมเด็จช่วง เพราะต้องการเจรจาอะไรบางอย่างกับพนักงานสอบสวน 


ความคืบหน้าในคดีรถหรูวัดปากน้ำ ล่าสุดเวลา 18.30 น. วันที่ 16 มี.ค. นายสมศักดิ์ โตรักษา ฝ่ายกฎหมายวัดปากน้ำภาษีเจริญ ออกมาให้สัมภาษณ์ขณะรอพนักงานสอบสวนดีเอสไอ เดินทางมาสอบปากคำสมเด็จช่วง ว่า ทางทีมทนายความจะเข้าร่วมรับฟังด้วย แม้ก่อนหน้านี้ดีเอสไอจะระบุว่า ต้องสอบเป็นการส่วนตัว ไม่ให้ใครเข้าร่วมรับฟัง ซึ่งตามกฎหมายไม่มีข้อห้าม ที่สำคัญ ต้องเข้าไปอธิบายเรื่องข้อกฎหมายให้สมเด็จช่วงเข้าใจ เพราะพระไม่มีความรู้ด้านกฎหมาย

 

อีกทั้งอาจจะเกิดภาพลบกับทางดีเอสไอ เนื่องจากสมเด็จช่วงเป็นพระผู้ใหญ่ และในวันนี้สมเด็จช่วงอาจไม่ให้ปากคำกับดีเอสไอ ทั้งนี้ ต้องรอการเจรจากันก่อน ส่วนความคืบหน้ากรณีรถเบนซ์นั้น เมื่อสมเด็จช่วงรู้ว่าเป็นรถผิดกฎหมาย ก็ส่งคืนให้กับผู้บริจาค ส่วนการดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องก็ว่ากันไปตามกฎหมาย ซึ่งตอนนี้เรื่องอยู่ในชั้นศาล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการเข้าสอบปากคำของดีเอสไอ ก่อนหน้านี้ตามกำหนดนัดหมาย จะเริ่มขึ้นในเวลา 20.00 น. เพื่อสอบถามถึงที่มาที่ไปของการได้มาซึ่งรถเบนซ์ หมายเลขทะเบียน ขม 99 กทม. ที่สมเด็จช่วงเป็นผู้ครอบครองรถมือแรก และมอบสำเนาบัตรประชาชน พร้อมลายมือชื่อ ให้นำรถไปยื่นจดทะเบียน ซึ่งภายหลังดีเอสไอพบว่า มีการปลอมแปลงเอกสารและลายมือชื่อจดทะเบียนเป็นรถจดประกอบผิดกฎหมาย เพื่อเลี่ยงภาษีศุลกากรและสรรพสามิต

 

 

 

ข่าว : ไทยรัฐ :  16 มีนาคม 2559

 


 

 

ไม่ให้สอบปากคำ !

 

 

ทนายสมเด็จช่วงขวางดีเอสไอ

ให้แค่..พูดคุย

 

อุ๊ย ! นัดเขาเสียดิบดีเนี่ยนะ ได้แค่..พูดคุย

 

 

 

 

 

 

 

ทนายดี มีชัยไปร้อยแปด เจริญพร !

 

 

 

 

 


 

 

 

กองทัพนักข่าวบุกวัดปากน้ำ

 

 

 

 

ทนายวัดปากน้ำแจง สมเด็จช่วงจะมาพูดคุยกับดีเอสไอ แต่ไม่ให้สอบปากคำ เพราะส่งหนังสือมาเพื่อขอเข้าพบเท่านั้น

 

 

เมื่อวันที่ 16 มี.ค. เวลา 17.30 น. ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่วัดปากน้ำฯ ก่อนที่ พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จะนำคณะพนักงานสอบสวนดีเอสไอ และอัยการ รวม 7 คน เดินทางมาสอบปากคำสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำฯ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ในฐานะพยาน ซึ่งเป็นผู้ครอบครองรถโบราณ เมอร์เซเดสเบนซ์ ทะเบียน ขม99 กรุงเทพฯ ในเวลา 20.00 น. นั้น ในช่วงเย็นที่ผ่านมา ยังคงมีพุทธศาสนิกชนเดินทางเข้ามาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และสมเด็จช่วงก็ยังลงมาทำวัตรเย็นตามปกติ โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยรอบประมาณ 20 นาย

 

ต่อมาเวลา 17.30 น. นายสมศักดิ์ โตรักษา หัวหน้าทีมฝ่ายกฏหมายวัดปากน้ำฯ ให้สัมภาษณ์ว่า ในวันนี้สมเด็จช่วงจะลงมาพูดคุยกับดีเอสไอด้วยตัวเอง แต่จะเป็นการหารือเพื่อให้ดีเอสไอกำหนดกรอบในการสอบปากคำว่าเกี่ยวข้องกับความผิดในการจัดซื้อรถยนต์จดประกอบในขั้นตอนใด แต่จะไม่ให้ดีเอสไอทำการสอบปากคำ เนื่องจากก่อนหน้านี้ ดีเอสไอได้ส่งหนังสือมาเพื่อขอเข้าพบสมเด็จช่วงเท่านั้น โดยไม่ได้มีการระบุว่าจะสอบปากคำแต่อย่างใด ดังนั้น ในวันนี้จึงการพูดคุยกันว่าจะสอบสมเด็จช่วงในประเด็นใดบ้าง จากนั้น ดีเอสไอจะต้องทำหนังสือในการขอสอบปากคำอย่างเป็นทางการอีกครั้ง เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการสืบสวนสอบสวนในคดี

 

นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่มาของเงินซื้อรถโบราณจำนวน 4 ล้านบาท ตนขอชี้แจงว่า จำนวนเงินดังกล่าว มีผู้มีจิตศรัทธามอบเงินสดผ่านโครงการซื้อรถโบราณ 1 ล้านบาทแก่สมเด็จช่วงโดยตรง เพื่อนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อรถยนต์โบราณ ซึ่งเป็นการบริจาคส่วนตัว จึงไม่มีใบอนุโมทนาบัตร แต่มีหลักฐานการสั่งจ่ายเช็คชัดเจน ซึ่งผู้บริจาคได้เข้าให้ปากคำกับดีเอสไอแล้ว ส่วนเงินอีก 3 ล้านบาท ได้มาจากการรวบรวมจากผู้มีจิตศรัทธาผ่านโครงการซื้อรถโบราณ โดยมอบให้พระมหาศาสนมุนี หรือหลวงพี่แป๊ะ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำฯ เป็นผู้ดำเนินการ

 

ขณะที่บรรยากาศรอบวัดปากน้ำฯ มีสื่อมวลชนมารอทำข่าวจำนวนมาก โดยมีเจ้าหน้ารักษาความปลอดภัยและตำรวจจากสน.ภาษีเจริญ คอยดูแลรักษาความปลอดภัยรอบวัด

 

 

 

 

ข่าว : โพสต์ทูเดย์ :  16 มีนาคม 2559

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264