ล้ม-ล่ม !

 

 

บุกรวบตัวเจ้าคุณประสารในวัดศรีสุดาราม

งานแถลงข่าว สนพ. ล่มกลางคัน

 

 

 

 

 

 

 

อา.. ! ไม่อยากคอมเมนต์ฮ่ะ สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน พูดทางไหนก็ไม่เป็นกลาง คนกลางอยู่ลำบากเลยทีนี้ ปัญหาเวลานี้ต้องมองหลายมิติ ตั้งแต่ตัวบุคคล องค์กร และหลักการทางพระศาสนา สุดแต่ว่าจะเอาอะไรเป็นเกณฑ์ หรือมองเห็นปัญหาจากจุดไหน รวมถึง "จุดยืน" ของแต่ละผู้คนด้วย มองภาพรวมก็เห็นได้ชัดว่า เวลานี้ ทางรัฐบาลได้ควบคุมพระพุทธศาสนาอย่างเข้มงวดแล้ว แม้แต่พระระดับ "เจ้าคุณ" แม้แต่วัดระดับ "พระอารามหลวง" หรือแม้แต่มหาวิทยาลัยสงฆ์ ซึ่งมีบุคลากรระดับ "กองทัพ" ก็ไม่มีการยกเว้น ในทางกลับกัน ทางคณะสงฆ์ อันมีมหาเถรสมาคม เป็นองค์กรปกครอง และหน่วยขึ้นตรงอื่นๆ เช่น มจร. มมร. หรือองค์กรอิสระ เช่น วัดพระธรรมกาย ศูนย์พิทักษ์ สนพ. ฯลฯ ก็ระดมกำลังเข้าโอบล้อม "รัฐ" ซึ่งถือว่า "ถืออำนาจตรงกันข้าม" กับฝ่ายที่ทางมหาเถรสมาคมเคยคุ้นเคยมาโดยตลอด รวมทั้งมองเห็นว่า "ไม่มีใครจะรู้เรื่องพระศาสนาดีไปกว่าพระสงฆ์" จึงเชื่อว่า พระสงฆ์เท่านั้นที่จะดูแลพระพุทธศาสนาให้อยู่รอดปลอดภัยได้ ใครไม่เชื่อพระสงฆ์ หรือต่อต้านพระสงฆ์ จึงเท่ากับ "ทำลาย" พระพุทธศาสนา ไม่เว้นว่าจะเป็นใครในประเทศไทย ไม่เว้นแม้แต่..รัฐบาล อันมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้า ถามว่า เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ?

ปัญหาที่แต่ละฝ่ายยกขึ้นมาถามนั้นล้วนแต่ "โลกแตก" เช่นว่า ถ้าไม่มีมหาเถรสมาคม ก็ไม่มีพระพุทธศาสนา ถ้ารัฐบาลไม่รับรองหรือทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาๆ จะอยู่ได้อย่างไร เป็นต้น พระสงฆ์ส่วนใหญ่ (โดยใครไม่รู้) มองว่า รัฐบาลกำลังมุ่งล้มล้างมหาเถรสมาคม อันเป็นองค์กรที่พระสงฆ์ไทยส่วนใหญ่ให้การยอมรับ ขณะที่รัฐบาลก็มองว่า มหาเถรสมาคมถูกบุคคลบางคนหรือบางกลุ่ม "ใช้" เพื่อให้เป็นไปในสิ่งที่ตัวเองต้องการ

 

สำหรับเจ้าคุณประสารนั้นก็เหมือนพุทธะอิสระ ยิ่งถูกตีเท่าไหร่ก็ยิ่งดัง เพราะเป็นหุ่นถูกเชิดอยู่หน้าเวที เป็นดาราเล่นตามบทที่ผู้กำกับเขียนให้ เป็นไปดังที่เจ้าคุณสุวิทย์ระบุไว้นั่นแหละว่า "มือใครถือหอก" คอยทิ่มแทงคณะสงฆ์ ขณะที่รัฐบาลก็มองว่า "มือใคร" ที่คอยถือหอกทิ่มแทงรัฐบาล ผ่านเจ้าคุณประสาร ก่อนหน้านี้เคยมีสำนวนไทยว่า "มือที่มองไม่เห็น" หรือจะเป็นมือเดียวกัน ?

 

สรุปภาพรวมก็คือ ทั้งมหาเถรสมาคม ทั้งรัฐบาล ได้กลายมาเป็น "คู่ขนาน" ทางนโยบาย อย่างชัดเจนและเต็มตัว ประเด็นหลักก็คือ มติ "ลับ" ของมหาเถรสมาคม เมื่อวันที่ 5 มกราคม ที่ผ่านมา ถูกส่งถึงมือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีตั้งเดือนกว่า ก็ยังไม่ถึงมือนายกรัฐมนตรี มีแต่ข่าว "ดีเลย์" ไปเรื่อยๆ ล่าสุด ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ออกวินิจฉัยว่า "มส.ออกมติผิดขั้นตอนกฎหมาย" และแนะนำให้นายกรัฐมนตรี "ตีกลับ" มติดังกล่าวให้แก่ มส. เพื่อรอให้ "รับชื่อ" จากนายกฯไปให้ความเห็นชอบ แม้ทางรองนายกรัฐมนตรีจะพยายามอธิบายว่า "เป็นเพียงความเห็น" ก็ตาม แต่สถานะของ "มติ" ดังกล่าวในวันนี้ ถูกตีกลับมา "ครึ่งทาง" แล้ว ทาง มส. ก็ส่งเรื่องไปไม่ถึงนายกฯ ทางนายกฯก็ไม่ตีกลับเรื่องดังกล่าวตามคำแนะนำของผู้ตรวจการแผ่นดิน

 

ขณะเดียวกัน ทางดีเอสไอก็กำลัง "เร่งเครื่อง" เร่งสำนวนคดีรถหรู หรือรถโหล ของสมเด็จช่วง ให้เสร็จภายในหนึ่งเดือนข้างหน้า หรืออาจจะไวกว่า หากว่าดีเอสไอชี้มูลว่า "สมเด็จช่วงเข้าข่ายรับของโจร" หรือ "มีส่วนรู้เห็นในการนำเข้ารถยนต์โบราณอย่างผิดกฎหมาย" นั่นหมายถึง "วันประหารชีวิต" ของการเป็นสมเด็จพระสังฆราชเลยทีเดียว

 

หากมองให้เป็นธรรม ทางฝ่ายผู้ต่อต้านสมเด็จช่วงนั้น ได้ "ให้โอกาส" อย่างมากมาย ในประเด็นสำคัญคือ "ธรรมกาย" เพียงสมเด็จช่วงประกาศ "ตัดขาด-ไม่ยุ่ง-ไม่รับรู้" กับพฤติกรรมของธัมมชโย รวมทั้งการดำเนินการกำราบปราบปรามอย่างจริงจัง เส้นทางขึ้นสู่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช กล้าพูดได้ว่า "ใกล้แค่เอื้อม" แต่เมื่อสมเด็จช่วงเลือกเล่นบท "พระเตมีย์ใบ้" ไม่ยอมสลัดธัมมชโย ถ้าไปได้ถูกทาง ภาษานักกีฬาเรียกว่า กอดคอกันชนะ แต่ถ้าพลิกผัน ก็เท่ากับ..กอดคอกันตาย ความหมายต่างกันนัก !

 

พระสงฆ์ไทยหลายร้อย หลายพัน หรือหลายหมื่นรูป ที่รู้จักคุ้นเคย และเคารพนับถือในตัวสมเด็จช่วง ถึงจะเห็นชอบให้ท่านขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช แต่เรื่องสายสัมพันธ์ระหว่าง "พ่อ-ลูก" คู่นี้ เป็นเรื่องส่วนตัว ที่ใครก็ไม่สามารถจะ "พูดแทน" ได้ แม้แต่พระเณรเถรชีในวัดปากน้ำเองก็ตาม

 

เสียงเชียร์ที่ดังกระหึ่มอยู่นอกวัดปากน้ำนั้น เอาเข้าจริงแล้ว เมื่อเกิดกรณีดีเอสไอบุกวัดปากน้ำก็ดี เจ้าหน้าที่ตำรวจบุกวัดศรีสุดารามก็ดี ก็ไม่มีพลังอะไร เพราะบอกแล้วไงว่า ปัญหาพระศาสนาของประเทศไทยในวันนี้ อยู่ที่คนเพียง 2 คน คือ "สมเด็จช่วง" กับ "ธัมมชโย" เท่านั้น เมื่อสองผู้ยิ่งใหญ่ไม่พูด ไม่หยุดเสียเอง ไม่ว่าพระสงฆ์องค์เณรองค์ไหนก็คงหยุดท่านไม่ได้ ยกเว้นก็แต่..รัฐบาล !

 

 

 

 

 

ตร.บุกล้มงาน พระเมธีฯ โต้ตั้งสังฆราชผิด - ผู้ตรวจฯ จ่อชง สนช.หลัง วิษณุ เมิน

 

 

เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย เจอตำรวจเบรกแถลงโต้ผู้ตรวจฯ ก่อนยื้อส่งพระรูปอื่นแจง ยันไม่มีอำนาจจุ้นเรื่องสงฆ์        
วันนี้ (7 มี.ค.) ที่วัดศรีสุดาราม เขตบางกอกน้อย มีรายงานว่า พระเมธีธรรมาจารย์ (ประสาร จน ทสาโร) เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย และพระครูปลัดกวีวัฒน์ (ธีรวิทย์ ฉนฺทวิชฺโช) รองเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ได้แถลงข่าวกำหนดท่าทีเคลื่อนไหวภายหลังสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินมีความเห็นระบุว่าการเสนอชื่อของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ดำรงตำแหน่งพระสังฆราชนั้นผิดขั้นตอน แต่ระหว่างนั้นตำรวจได้นิมนต์พระเมธีธรรมาจารย์, พระเทพประสิทธิมนต์ เจ้าอาวาสวัดศรีสุดาราม และเชิญนายเสถียร วิพรมหา นายกสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา เข้าหารือในห้องประชุมกว่า 30 นาที จากนั้นพระเมธีธรรมจารย์ได้ระบุว่า ไม่สามารถแถลงข่าวได้ โดยมอบให้พระรูปอื่นแถลงประเด็นอำนาจของผู้ตรวจการแผ่นดินที่ไม่มีอำนาจในการพิจารณาเรื่องของคณะสงฆ์แทน แต่หลังจากแถลงข่าวสั้นๆ พร้อมแจกเอกสารให้ผู้สื่อข่าวก็รีบออกจากห้องประชุม แล้วจึงถูกตำรวจนิมนต์ออกไปจากวัดศรีสุดาราม
 

 

 

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 7 มีนาคม 2559

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264