FREEZE !

 

 

ห้ามเคลื่อนย้ายเบนซ์สมเด็จช่วง

ดีเอสไอระบุ ของผิดกฎหมาย

 

หากย้าย ก็เข้าข่าย เคลื่อนย้ายของกลาง

 

ต้องส่งคืนดีเอสไอเท่านั้น

 

ส่งให้โยมไม่ได้ นะจ๊ะ !

 

 

 

อา ! ดาวมฤตยูกำลังกุมดวงเมือง ดังโหรใหญ่น้อยท่านจาระไนเอาไว้ อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ดังสำนวน "ใหญ่แค่ไหนก็จับ" นั่นเอง ช่วงนี้ คนใหญ่คนโต โดนกันเป็นแถวๆ จะว่าปีชงก็คงใช่ สงสัยดวงเมืองไทยจะเปลี่ยนแปลง 360 องศา จริงๆ

เมื่อวาน ผู้ตรวจการแผ่นดินก็รับลูก "สองเกลอ" คือนายไพบูลย์ นิติตะวัน กับนายมโน เลาหวณิช รับวินิจฉัยประเด็นว่าด้วยการเสนอนามพระสังฆราช ตามมาตรา 7 แห่ง พรบ.คณะสงฆ์ไทย พ.ศ.2505/2535 วินิจฉัยว่า การที่มหาเถรสมาคม ประชุมลับ ลงมติตั้ง "สมเด็จช่วง" เป็นสังฆราช เมื่อวันที่ 5 มกราคม ที่ผ่านมา ถือว่าปฏิบัติผิดขั้นตอนของกฎหมาย จึงไม่มีผลในทางปฏิบัติ ทางที่ถูกต้องก็คือ รัฐบาลต้องคืนเรื่องกลับไปที่ต้นทาง คือมหาเถรสมาคม แล้วดำเนินการสรรหาใหม่ให้ถูกต้องต่อไป

 

นั่นก็น่าระทึกใจแล้ว เพราะข่าวที่ออกมาแต่ละทีนั้น "บั่นทอน" สถานภาพของสมเด็จวัดปากน้ำลงไปเรื่อยๆ จากเชื่อมั่นเต็มร้อยก็เหลือ 80 และลดลงเป็น 70-60-50 เป็นรายวัน วันนี้ ถ้าเป็นนักมวยราคาต่อรองน่าจะเหลือเพียง 30/70 ถ้าไม่หวังฟลุ๊คจริงๆ คงไม่มีใครถือหางวัดปากน้ำแล้ว

 

แต่นั่นยังเป็นเรื่องของ "เซียน" ที่ดูรูปมวย ตราบใดที่ระฆังยังไม่หมดยก หรือนักมวยไม่ถูกน็อกเสียก่อน ก็ย่อมจะมีพลิกมีผัน แต่สำหรับอาการของนักมวยแล้ว นาทีนื้ยังถือว่า "สมเด็จช่วง" ยังเป็น "ตัวเต็ง" ในตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช "อย่างไร้คู่แข่ง" เพราะมาตรา 7 ระบุไว้ว่า "ให้เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์" ไม่ต้องแปลก็หมายถึง "สมเด็จช่วง" องค์เดียวในโลก

 

ดังนั้น ไม่ว่าจะตีความกันยังไง ให้ใครเริ่ม หรือเริ่มจากใคร ก็ต้องเริ่มเสนอนาม "สมเด็จช่วง" เป็นสังฆราช จะเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนนามไม่ได้โดยเด็ดขาด ใครขืนเปลี่ยนก็จะโดนฟ้องในข้อหา..ทำผิดกฎหมาย เสียเอง

 

ดังนั้น ณ วันนี้ จึงยังไม่มีใครสามารถ "เปลี่ยนนาม" ว่าที่สมเด็จพระสังฆราชได้ เว้นแต่..สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ จะถึงบทนิยามแห่งคำว่า "ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้" ซึ่งมีความหมายอันหลากหลาย รวมทั้ง "ความไม่เหมาะสม" อันเกิดจากสาเหตุอื่นๆ เช่น เป็นคดีความเป็นต้น

 

สิ่งที่น่าวิตกมากที่สุดสำหรับสมเด็จช่วงต่อจากนี้ไป จึงมิใช่เรื่องที่ "ผู้ตรวจการ" วินิจฉัย แต่อยู่ที่ "ดีเอสไอ" วินิจฉัย เพราะถ้าดีเอสไอ "ชี้มูล" ว่ามีความผิด ฐานรับของโจร หรือสมรู้ร่วมคิดในการนำเข้ารถยนต์จดประกอบ ยี่ห้อเบนซ์ หมายเลขทะเบียน ขม.99 โดยมีวัตถุประสงค์ให้ตรงกับวันคล้ายวันเกิดของสมเด็จช่วง (เพราะวันจดทะเบียนรถตรงกับวันเกิด) จึงเป็นเหตุจูงใจให้เชื่อว่า "มีส่วนรู้เห็นในกระบวนการนำเข้ารถยนต์แต่เริ่มต้น" นี่แหละจะเป็น "คำพิพากษา" แม้จะยังไม่ถึงศาลอาญา แต่สมเด็จช่วงก็จะถึง..หมดความชอบธรรม ทันที นี่คือ "ดาบหน้า" ที่น่ากลัว สุด สุด !

 

 

พูดให้ชัดเลยก็ได้ว่า "ของจริง" อยู่ที่..ดีเอสไอ

 

 

 

 

 

 

 

นัดสมเด็จช่วง-หลวงพี่แป๊ะ สอบปมรถเบนซ์ 14-18 มี.ค.


เมื่อวันที่ 5 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แหล่งข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า วานนี้ (4 มี.ค.) พนักงานสอบสวนสำนักคดีภาษีอากรของดีเอสไอ ได้ส่งหนังสือถึงสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือ สมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และฝ่ายกฎหมายของวัดปากน้ำฯ เพื่อให้กำหนดนัดส่งมอบรถเบนซ์ ทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร ซึ่งผลตรวจสอบพบเป็นรถผิดกฎหมาย มาให้ดีเอสไอภายในสัปดาห์หน้า ระหว่างวันที่ 7-11มี.ค. เพราะรถยนต์คันดังกล่าวถือเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยมิชอบ มีการสำแดงเอกสารเท็จและชำระภาษีไม่ครบถ้วน จึงไม่สามารถส่งคืนให้กับอู่วิชาญที่ระบุว่าเป็นผู้ขาย หรือไม่สามารถฝากเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดปากน้ำฯได้ ทั้งนี้ จากการเข้าพบของฝ่ายกฏหมายวัดปากน้ำฯเมื่อวันที่ 2 มี.ค. ที่ผ่านมา ไม่มีการส่งเอกสารหลักฐานให้ดีเอสไอตรวจสอบเพิ่มเติม เป็นเพียงการติดต่อขอรับทราบผลการตรวจสอบ ของดีเอสไอที่แถลงข่าวไปตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ.เท่านั้น อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้การสอบสวนคดีต้องล่าช้าออกไปโดยไม่มีกำหนด ดีเอสไอจึงส่งหนังสือกำหนดให้สมเด็จช่วงในฐานะครอบครองกรรมสิทธิ์ และพระมหาศาสนมุนี หรือหลวงพี่แป๊ะ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำฯ และเลขานุการสมเด็จช่วง ในฐานะผู้ซื้อรถยนต์ถวาย เข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนระหว่างวันที่ 14-18 มี.ค.นี้ ด้วย

 

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 6 มีนาคม 2559

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264