ไม่มีผล !

 

 

 

รมว.ยุติธรรมระบุ

มาตรว่าจะคืนรถเบนซ์พ้นวัดปากน้ำไปก็ไม่มีผลต่อรูปคดี

 

หมายความว่า ?

 

 

อา..ถ้างั้น มหกรรมของทีมทนายวัดปากน้ำ ที่ตั้งเป้าจะ "กัน" เอาสมเด็จช่วง ออกจากคดีความ โดยการตัดตอนเรื่องราวให้ไปอยู่ที่ "ตุ๊แป๊ะ" บ้าง ที่ "อู่วิชาญ" บ้าง ที่ "คนขาย" บ้าง โดยปรับสถานะสมเด็จช่วงให้เป็น "ผู้ซื้อมือสุดท้าย" ทั้งๆ ที่ลงลายเซ็นเป็นพยานรับรถหรูคันนั้น หลังจากบูรณะเสร็จ "เป็นคนแรก" ล่าสุดก็ใช้วิธีปัดสวะ "ตีรถกลับต้นทาง" คือคืนเจ้าของโจร โดยที่ผู้รับของโจรก็จะบริสุทธิ์ เพราะว่า "ไม่รู้ ไม่ทราบ ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้รังเกียจ" สมเด็จช่วงก็จะ..พ้นมลทิน ทั้งทางกฎหมายและพระธรรมวินัย รวมทั้งยังคงมีคุณสมบัติสำหรับเป็นพระสังฆราช..อย่างสมบูรณ์ ทุกประการ

อีกด้านก็มีการใช้กำลังภายใน (ไม่อยากใช้คำว่าสั่ง) ปกาศิตไปยังเจ้าคณะผู้ปกครองในทุกภาคส่วนของประเทศ เพื่อโหมโรงสร้างกระแส "เรารักสมเด็จช่วง" ถ้าสามารถปิดป้าย "เราสนับสนุนสมเด็จช่วงเป็นสังฆราช" ได้ทั่วประเทศ ก็จะเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในสังคมสงฆ์ไทย เรียกว่าบันทึกเป็นประวัติศาสตร์ได้เลย คือถ้าสมเด็จช่วงได้เป็นสังฆราช ก็จะมีแฟชั่น "ยกป้าย" ต้อนรับ แต่ถ้าชวด งานนี้ก็ไม่รู้จะเอาหน้าไปไหว้ไหน เพราะขนาดลงทุนเชียร์กันทั้งประเทศก็ยังไม่ได้เป็น เป็นได้เพียง..ในความฝัน

 

 

ที่สำคัญ เรื่องป้ายนั้น สิ่งหนึ่งซึ่งต้องระมัดระวัง ก็คือ คณะธรรมยุต ที่อ้างๆ ว่า มีความเป็นหนึ่งเดียวกับมหานิกาย เห็นดีเห็นงาม หรือเห็นชอบ ให้สมเด็จช่วงเป็นสังฆราช แต่ถามว่า วัดธรรมยุตจะกล้าขึ้นป้ายหนุนสมเด็จวัดปากน้ำหรือไม่ เพราะตอนประชุมเลือกสังฆราชนั้น เป็นการ "ประชุมลับ" ถึงจะมีข่าวว่า สมเด็จวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นผู้เสนอนามสมเด็จช่วงเป็นสังฆราช และสมเด็จวัดราชบพิธเป็นประธานการประชุม "โหวต" ให้สมเด็จช่วงเป็นสังฆราช แต่นั่นเป็นการ "ประชุมลับ" ไม่มีใครรู้เห็น นอกจากกรรมการมหาเถรสมาคมเพียง 20 รูปเท่านั้น นี่ไงที่ฝ่ายธรรมยุตได้เปรียบ เพราะมหานิกายไม่เป็นมวย ดันไปประชุมลับเข้า ก็เลยเข้าทางธรรมยุตที่ไม่ต้องการเล่นเกมนี้อย่างเอิกเกริก ทั้งๆ ที่การประชุมเสนอนามพระสังฆราชครั้งนี้ ถ้าฝ่ายธรรมยุตดำเนินการเองทุกอย่าง ฝ่ายมหานิกายเป็นแต่เพียงผู้ร่วมให้ครบองค์ประชุมเท่านั้น ก็ต้องดันให้ประชุมกันอย่าง "เปิดเผย" เพื่อนำมาเป็นพยานหลักฐานต่อสาธารณชน แต่ฝ่ายมหานิกายกลับ "ไม่เป็นมวย" ดันไปประชุมลับๆ ล่อๆ เลยโดยฝ่ายธรรมยุต "ล่อ" ซะจนหมดสภาพ ยิ่งอ้างก็ยิ่งฟังไม่ขึ้น

 

 

เรื่องขึ้นป้ายจึงใช้ได้เฉพาะวัดมหานิกายเท่านั้น ส่วนธรรมยุตนั้น นอกจากวัดสัมพันธวงศ์แล้ว ก็อย่าหวังว่าจะได้เห็นที่วัดบวรนิเวศวิหารของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช หรือที่วัดราชบพิธ ของอดีตสมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) นี่อย่านับแต่จะขึ้นป้ายหนุนสมเด็จช่วงในวัดธรรมยุตเลย โครงการหมู่บ้านศีลห้าที่ว่าออกมติมหาเถรสมาคมมาอย่างเป็นทางการนั้น ถามว่า ทางฝ่ายธรรมยุตมีใครเล่นด้วยมั่ง ถามตรงๆ อย่างนี้แหละ เห็นก็แต่ "เจ้าคุณพิมพ์" วิ่งวุ่นอยู่คนเดียว แค่เจ้าคณะจังหวัดราชบุรีอยากปรับวิธีทำงาน ก็เล่นงานกันจนเกือบเก้าอี้กระเด็น ตะทีธรรมยุตนั่งนิ่งเป็นใบ้ ไม่รับไม่ตอบ กลับยังคงอยู่ในมหาเถรสมาคมได้อย่างชั่วไม่มีดีไม่ปรากฏ แต่ตำแหน่งยังอยู่ครบเลย ถามว่า คณะสงฆ์ไทยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจริงหรือ ?

 

 

 

 

 

 

คืนรถ คืนความผิด !

 

 

 

 

บิ๊กต๊อก ชี้เบนซ์ "สมเด็จช่วง" ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย แม้ส่งคืนผู้บริจาค

 

 

MGR Online - รมว.ยุติธรรม ระบุรถเบนซ์โบราณ ทะเบียน ขม 99 กทม. ในความครอบครองของ "สมเด็จช่วง" ยังต้องดำเนินคดีต่อ แม้ทนายทำหนังสือคืนรถให้ผู้บริจาค ชี้ยึดกฎหมายเป็นหลัก หากถูกต้องไม่ต้องกลัวความผิด
       
วันนี้ (3 มี.ค.59) ที่กระทรวงยุติธรรม พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบรถเบนซ์โบราณ หมายเลขทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช หลังทีมทนายความวัดปากน้ำ าษีเจริญ ทำหนังสือคืนรถคันดังกล่าวให้กับผู้บริจาคแล้วว่า การตรวจสอบรถแยกเป็น 2 ส่วน คือ 1. รถคันดังกล่าวผิดหรือไม่ซึ่งจบไปแล้วว่าผิดกฎหมายชัดเจน 2. ผู้ครอบครองผิดหรือไม่ ส่วนประเด็นที่ว่ารถเบนซ์คันดังกล่าวจะเอาไปไว้ไหนนั้น ถ้าครอบครองสิ่งผิดกฎหมาย แม้จะอยู่ในสถานที่ใดก็ผิด ต้องดำเนินคดีต่อไป ไม่เกี่ยวว่า รถคันนั้นจะส่งไปไหน และไม่สามารถจะยุติได้
       
ส่วนกรณีที่มีการขึ้นป้ายสนับสนุนสมเด็จช่วงตามวัดต่างๆ นั้น พล.อ.ไพบูลย์กล่าวว่า เป็นสิ่งที่กระทำได้หรือเปล่า ตนถามท่านกลับ เพราะตนไม่มีความรู้ทางนั้น แต่ตนยึดเรื่องกฎหมายเป็นหลัก และไม่ต้องมากดดัน หากไม่ผิดก็ไม่ต้องกลัว แต่ถ้าทำถูกต้องตามกฎหมายก็อย่ามากดดันตนเพราะมันไม่มีผล ถ้าไม่ได้รับความเป็นธรรมก็สามารถร้องเรียนได้อยู่แล้ว
       
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากรถของสมเด็จช่วงเป็นของชาวบ้านทั่วไปก็คงถูกยึดอายัด เนื่องจากผิดกฎหมาย พล.อ.ไพบูลย์กล่าวว่า เรื่องนี้ก็น่าคิดว่าทำไมที่ผ่านมาไม่ดำเนินการยึดรถ เพราะถ้าหากกฎหมายกำหนดไว้เช่นนั้น ก็ต้องปฏิบัติตามเหมือนกัน ไม่มีการยกเว้น แต่การไปดำเนินการขั้นตอนต่างๆ ภายในวัด ต้องเข้าพบกับสมเด็จช่วงก่อน เพื่อพูดคุยในรายละเอียด และเป็นการให้เกียรติพระชั้นผู้ใหญ่ เพื่อขอรับรถของกลางมาตรวจสอบ
       
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวปิดท้ายว่า ในวันจันทร์ที่ 7 มี.ค. เวลา 09.30 น. ตนจะเป็นประธานประชุมผู้เกี่ยวข้องกับรถผิดกฎหมายจำนวนกว่า 6,000
คัน โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับปัญหานี้ร่วมกันหารือ เช่น กรมศุลกากร สรรพสามิต กรมขนส่งทางบก ส่วนเรื่องการแก้ไขนั้น อยากให้ไปถามรัฐมนตรีที่ดูแลในเรื่องนี้ เพราะกระทรวงยุติธรรมเป็นปลายเหตุแล้ว

 

 

 

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 4 มีนาคม 2559

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264