ปัดสวะ !

 

 

สมเด็จช่วงเปิดเกมใหม่

ไม่ยอมมอบรถให้ดีเอสไอ แต่คืนรถให้คนบริจาค

 

หากอยากได้ก็ไปยึดจากเจ้าของ

 

จากนั้นก็เปิดฉาก "ฟ้อง" อู่วิชาญ

 

ข้อหา..หลอกขายรถให้สมเด็จ

 

 

 

 

เผยเลขเด็ด

26 สิงหา วันจดทะเบียนเบนซ์ เป็นวันเกิดสมเด็จช่วง

 

ก็คงบังเอิญมั๊ง !

 

อา ! ปัญหารถเบนซ์ของสมเด็จช่วง เข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายหลายทางแล้ว ทั้งดีเอสไอเข้าตรวจสอบเอง ทั้งวัดปากน้ำตั้งทีมทนายเข้าสู้คดี มีการ "ตัดตอน" สมเด็จช่วง ออกจากสถานะ "จำเลย" หลายทาง ตั้งแต่ 1.โยมถวาย หลวงพ่อไม่รู้เรื่อง 2. รถเก่า รถโบราณ มิใช่รถหรู 3.รถสำหรับศึกษา ไม่ได้นำมาใช้ จึงไม่น่าจะผิด เหมือนรถหรูของเศรษฐีทั่วไป 4.รับบริจาค (ถวาย) ผิดได้ไง 5.ซื้อมือสุดท้ายไม่ผิด  6.หลวงแป๊ะเป็นผู้รวบรวมเงินบริจาค 4 ล้าน แล้วนำรถมาถวายตามประสงค์ของญาติโยม 7.รถตั้ง 6 พันคัน ทำไมมาจ้องสอบเฉพาะรถของสมเด็จคันเดียว 8.ถูกอู่วิชาญหลอกขาย 9.คืนของถวายให้แก่เจ้าของเดิม และไม่คืนให้แก่ดีเอสไอ เพราะว่าถ้าคืนให้แก่ดีเอสไอ ก็แสดงว่าสมเด็จช่วงยอมรับผิด เป็นเจ้าของรถยนต์คันดังกล่าว การคืนของให้แก่เจ้าของจึงเท่ากับคืนความผิดให้แก่เจ้าของด้วย นี่ก็เป็นอีก "มิติ" หนึ่ง ของคดีรถยนต์คันประวัติศาสตร์ดังกล่าว

ทั้งนี้ทั้งนั้น การต่อสู้ของวัดปากน้ำในทุกทางดังกล่าวมาเหล่านั้น ก็จะถูกนำไปเป็น "พยานและหลักฐาน" ในกระบวนการดำเนินคดีรถเบนซ์คันดังกล่าว พูดง่ายๆ ว่า ใครจะพูดหรืออ้างอย่างไรก็ได้ แต่พยานหลักฐานทั้งหมด รวมทั้งพฤติกรรม จะเป็นตัวบ่งชี้ "เจตนา" ของการได้มาซึ่งรถยนต์คันดังกล่าว

 

กล่าวทางอู่วิชาญที่ถูกทางวัดปากน้ำฟ้องร้องในวันนี้ แรกนั้นก็ยังมีท่าที "ปกป้อง" สมเด็จวัดปากน้ำ อย่างน้อยก็ในฐานะ "ลูกค้า" ให้การเป็นประโยชน์ต่อสมเด็จช่วง แต่ถ้าวัดปากน้ำฟ้องร้องเพื่อโยนความผิดไปให้แก่อู่วิชาญ ก็น่ากลัวว่า ทางอู่ถ้าหากถึงทางตัน ก็อาจจะเปิดเผยความจริงทั้งหมดที่ไม่อยากพูดหรือปกปิดเอาไว้ ซึ่งก็แน่ใจได้ว่า คงไม่เป็นประโยชน์สำหรับวัดปากน้ำเท่าไหร่ แต่ทำไงได้ เมื่อผลักมิตรให้เป็นศัตรู ก็คงต้องสู้กัน เพราะไม่ว่าใครก็คงไม่อยากตายคนเดียว ไม่อยากพูดเลยว่า สมเด็จช่วงเดินทางมาถึง "ช่วงนี้" ได้อย่างไร !

 

 

 

 

 

 

HAPPY BIRTHDAY TO YOU

 

 

 

ทีมกฎหมายวัดปากน้ำหอบหลักฐานแจงดีเอสไอ ยันรถหรูสมเด็จช่วงบริสุทธิ์ ข้องใจสอบผู้ซื้อแทนที่จะดำเนินคดีผู้ขาย ลั่นฟ้องอู่วิชาญหลอกขายรถแล้ว

 

 

ความคืบหน้าการตรวจสอบรถเบนซ์คลาสสิก ทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร ที่มีชื่อ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาส วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นผู้ครอบครอง ซึ่งดีเอสไอระบุว่า พบความผิดถึง 4 ขั้นตอน ตั้งแต่การนำเข้า ประกอบรถ จดทะเบียน ยื่นเสียภาษี ซึ่งใช้เอกสารปลอมและเข้าข่ายหลบเลี่ยงภาษี ที่อาจมีความผิด 10 ข้อหา ล่าสุดฝ่ายกฎหมายวัดปากน้ำได้เข้าแจงยืนยันความบริสุทธิ์ต่อเจ้าพนักงานสอบสวนดีเอสไอ พร้อมระบุเมื่อรถดังกล่าวมีปัญหาเตรียมส่งคืนให้ผู้ที่บริจาคแล้ว

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 2 มีนาคม ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายสมศักดิ์ โตรักษา ฝ่ายกฎหมายวัดปากน้ำ พร้อมด้วย นายสุรพงษ์ สิทธิกรณ์ ผู้รับมอบอำนาจจากพระมหาศาสนมุนี หรือหลวงพี่แป๊ะ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดปากน้ำ และเลขานุการสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ได้เข้ายื่นหนังสือพร้อมหลักฐานประกอบการชี้แจงกรณีรถจดประกอบทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร ที่มีชื่อสมเด็จช่วงเป็นผู้ครอบครอง

 

นายสมศักดิ์ กล่าวก่อนเข้าชี้แจงดีเอสไอว่า จากข้อเท็จจริงและหลักฐานที่มีทั้งหมดสมเด็จช่วงบริสุทธิ์แน่นอน ไม่มีความผิดเกี่ยวกับเรื่องรถเลย โดยวัดปากน้ำมีวัตถุประสงค์ทำพิพิธภัณฑ์มานานแล้ว จากนั้นก็มีพุทธศาสนิกชนรวบรวมเงินมาบริจาค ซึ่งมีทั้งบริจาคเป็นสิ่งของ เครื่องมือเครื่องใช้ในยุคสมัยต่างๆ เพื่อนำไปเก็บไว้ที่มหาเจดีย์มหารัชมงคล ต่อมามีผู้บริจาคเงินถวายสมเด็จช่วง ซึ่งรวบรวมได้จำนวน 4 ล้านบาท เพื่อซื้อรถโบราณบริจาคให้สมเด็จช่วงในนามส่วนตัว เมื่อปรากฏข่าวครึกโครมประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ว่ารถมีที่มาไม่ถูกต้อง สมเด็จช่วงจึงให้ส่งคืนรถแก่ผู้บริจาค โดยไม่ประสงค์ให้รถอยู่ในพิพิธภัณฑ์อีกต่อไป แต่ขณะนี้รถยังฝากไว้ในพิพิธภัณฑ์เพื่อให้ผู้ซื้อส่งมอบคืนแก่ผู้ขายต่อไป

 

ส่วนการลงลายมือชื่อครอบครองรถของสมเด็จช่วง มีการนำเอกสารมาให้ลงนาม จึงปรากฏชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ซึ่งลายเซ็นที่พบในขั้นตอนการจดทะเบียนเป็นลายเซ็นจริง อย่างไรก็ตาม รถคันดังกล่าวนำมาจัดแสดงให้ประชาชนได้ศึกษา ไม่มีการนำไปใช้งานจริง โดยได้รับบริจาคตั้งแต่ปี 2554 แต่เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2556 ได้แจ้งไม่ใช้รถถาวรและเปลี่ยนทะเบียนจาก ขม 99 เป็น งค 1560 ทั้งนี้เมื่อรถมีปัญหาเกิดขึ้นก็ต้องส่งคืนผู้บริจาค เมื่อนำรถคืนไปที่ผู้บริจาคแล้วก็ต้องไปดำเนินคดีกับผู้ขาย ซึ่งขณะนี้ฟ้องร้องคดีกับศาลจังหวัดตลิ่งชัน

 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ใครเป็นผู้บริจาคและคืนรถให้กับผู้บริจาคคนใด นายสมศักดิ์ เลี่ยงตอบ แต่ย้ำว่าข้อเท็จจริงทั้งหมดเป็นการพิสูจน์ว่าสมเด็จช่วงไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เกี่ยวข้อง ที่ยังมีชื่อสมเด็จช่วงครอบครองก็เพียงแค่ใช้เป็นหลักฐานการเสียภาษีเท่านั้น

 

ด้าน นายสุรพงษ์ ชี้แจงในส่วนของหลวงพี่แป๊ะว่า เป็นการซื้อมาจาก นายวิชาญ รัษฐปานะ เจ้าของอู่วิชาญ ซึ่งเหตุที่ซื้อเพราะผู้มีจิตศรัทธาตั้งใจบริจาคจึงต้องการซื้อจากผู้ที่มีความรู้เรื่องรถโบราณ โดยนายวิชาญเป็นกรรมการชมรมรถโบราณแห่งประเทศไทย ถือว่ามีความชำนาญ ไม่ได้เป็นการขายรถแค่คันเดียวแต่ขายมาแล้วหลายคัน

 

 ขอย้ำว่าพระไม่ได้มีความรู้เรื่องรถ แต่เป็นเหยื่อจากการขายรถ โดยไม่รู้ว่ารถมีความเป็นมาอย่างไร รถจะถูกต้องหรือไม่ เป็นหน้าที่ของผู้ขาย ในสัญญาซื้อขายระบุไว้ชัดเจนว่าการซื้อขายต้องจดทะเบียนเสียภาษีถูกต้อง การซื้อขายก็ไม่ได้เป็นการซื้อที่ราคาต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะซื้อในราคา 4 ล้านบาท ส่วนรถก็ได้จดทะเบียนถูกต้องโดยกรมการขนส่งทางบก ทำให้เชื่อโดยสุจริตว่าเป็นรถที่ชอบด้วยกฎหมาย หากกระบวนการของรถไม่ถูกต้องควรไปดำเนินคดีกับคนขายไม่ใช่ผู้บริโภค หลวงพี่แป๊ะเป็นพระไม่ใช่อู่ประกอบรถ กรณีที่อู่วิชาญยืนยันว่าพระเป็นผู้จัดหาอะไหล่ให้นั้น อู่จะยืนยันอย่างไรก็ได้ แต่ขณะนี้มีการฟ้องร้องดำเนินคดีที่ศาลตลิ่งชันไว้หลายวันแล้ว นายสุรพงษ์ กล่าว

 

ผู้รับมอบอำนาจจากหลวงพี่แป๊ะระบุด้วยว่า เราเป็นผู้ซื้อเป็นผู้บริโภค มีกรมการขนส่งทางบกเป็นหน่วยงานราชการเป็นผู้จดทะเบียนให้ จึงเชื่อโดยสุจริตว่ารถน่าจะชอบด้วยกฎหมาย การที่ดีเอสไอมาเอาผิดผู้ซื้อ อยากให้กลับไปถามว่าทำไมไม่ดำเนินการกับคนขายที่ดำเนินการไม่ถูกต้องหรือจดประกอบไม่ถูกต้อง

 

ขณะที่ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.ศูนย์บริหารคดีพิเศษ ดีเอสไอ กล่าวว่า ในวันนี้ (2 มี.ค.) พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ ไม่ได้เข้าร่วมในการพูดคุย แต่ได้มอบหมายให้สำนักคดีที่เกี่ยวข้องดำเนินการ โดยมี พ.ต.ท.อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ ผบ.สำนักคดีภาษีอากร รับผิดชอบดำเนินการตามขั้นตอน

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ฝ่ายกฎหมายวัดปากน้ำ ได้นำหลักฐานบางส่วนมาชี้แจงต่อสื่อมวลชน ประกอบด้วย สำเนาใบคู่มือจดทะเบียน เอกสารการขอยกเลิกใช้รถ รายงานการจดทะเบียน ใบสั่งซ่อมของอู่วิชาญ และมีชื่อของพระครูพิทักษ์ หรือหลวงพี่แป๊ะ เป็นผู้สั่งซ่อม เมื่อปี 2554 วงเงิน 4 ล้านบาท พร้อมลงชื่อเป็นเจ้าของรถ โดยรายละเอียดในการส่งซ่อมระบุว่าจ่ายเงินค่ามัดจำซื้อรถ 1 ล้านบาท ในวันที่ 14 ธันวาคม 2553 ตกลงซื้อกับนางจริยา รัษฐปานะ งวดที่ 2 เป็นเงิน 1.5 ล้านบาท จ่ายเมื่อได้รับเอกสารทะเบียนพร้อมโอน ค่าซ่อมทั้งหมด 1.5 ล้านบาท จ่ายเมื่อเริ่มทำการซ่อม ซื้ออะไหล่เป็นงวดๆ จนเสร็จ นอกจากนี้ยังได้นำภาพสถานที่เก็บรถ พร้อมรถยนต์ที่เป็นปัญหาและประสงค์ส่งคืนผู้บริจาค จากภาพถ่ายพบว่ารถยังจอดอยู่ในตำแหน่งเดิม

 

สำหรับรายการจดทะเบียนรถของสมเด็จช่วง พบว่าวันที่จดทะเบียนเป็นผู้ครอบครองรถเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2554 ตรงกับวันเกิดของสมเด็จช่วงคือวันที่ 26 สิงหาคม

 

 

 

 

ที่มา : คมชัดลึก : 3 มีนาคม 2559

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264