จี้สมเด็จช่วงหยุดม็อบพระ !

 

 

ข่าวล่าและข่าวลือ

 

บิ๊กต๊อกมีหนังสือแจ้งสมเด็จช่วงสั่งพระหยุดเคลื่อนไหว

 

ถ้ายังไม่สำเร็จก็คงต้องใช้..ไม้แข็ง

 

 

 

อา..ถ้าเป็นเกมฟุตบอลก็น่าจะอยู่ในช่วง "ต่อเวลา" แบ่งกันคนละข้างแค่ 5 นาที มีอะไรก็ต้องงัดออกมาเล่นกันแม้แต่..ตัวสำรอง ช่วงนี้แหละ ใครยิงนำก่อนก็แทบจะช็อกสนาม กรณีบิ๊กต๊อกออก "หนังสือเตือน-หนังสือนิมนต์" หรือหนังสืออะไรก็ตาม ถึงสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ขอให้ท่านใช้อำนาจผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช สั่งยุติม็อบพระที่นำโดยเจ้าคุณประสารนั้น มองมุมหนึ่งก็อาจจะเห็นว่า "บิ๊กต๊อกบีบสมเด็จช่วง" แต่ถ้ามองให้ดีก็อาจจะมีมุมบวกบ้าง คือมองว่า ทางรัฐบาลโดยกระทรวงยุติธรรม ยังคงให้เกียรติสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ในฐานะ "ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช" มุมมองของนักกีฬาแล้ว นี่คือ "ลูกวิ่งมาเข้าเท้า" ดีๆ นี่เอง ถ้าเล่นเป็นเตะเป็น ก็มีสิทธิ์ทำแต้มนำก่อน (ถ้าตามก็ตีเสมอ) หรือถ้าใช้ทฤษฎี "พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส" ก็ต้องมองว่า "โอกาสทองของสมเด็จช่วงมาถึงแล้ว" คือรัฐบาลขอให้ช่วย ถ้าไม่ช่วยก็ทำลายโอกาส แต่ถ้ายอมช่วย ก็จะได้ใจและอะไรอีกหลายๆ อย่างจากรัฐบาล การจะเล่นกันแรงๆ แบบหลุดจากวงโคจรแถมล้างบางสายวัดปากน้ำนั้นก็จะเพลาๆ ลงไป มันได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง ของแบบนี้มันตาดีได้ตาร้ายเสีย ก็สมเด็จช่วงและทีมวัดปากน้ำเรียกร้องต้องการมานานแล้วมิใช่หรือ อยากให้รัฐบาลให้โอกาสคณะสงฆ์ทำงานโดยละมุนละม่อม นี่ไง เขายื่นโอกาสมาแล้ว ถ้าไม่รับ ก็ไม่รู้จะว่ายังไง พูดได้คำเดียวว่า เสียดาย !

 

 

 

 

โอม..เป่าหัวเจ้าคุณประสารให้เชื่องก่อน ก่อนจะไปเป่าให้บิ๊กตู่

 

 

 

 

พระพรหมโมลี

 

(สุชาติ ธมฺมรตโน ป.ธ.9)

ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เจ้าคณะภาค 5

แม่กองบาลีสนามหลวง และกรรมการมหาเถรสมาคม

 

 

 

เตือนรัฐบาลอย่าลำเอียงพุ่งเป้า "สมเด็จช่วง"

 

"พระพรหมโมลี" โต้กระแสข่าว รมว.ยุติธรรม ให้ดีเอสไอแจ้งสมเด็จช่วง เตือนพระทั่วประเทศหยุดเคลื่อนไหวสวดมนต์ใหญ่ ระบุยังไม่มีใครติดต่อมา ด้านนักวิชาการ เตือนรัฐต้องไม่ลำเอียงเลือกปฏิบัติตั้งสังฆราช  ใช้หลักนิติศาสตร์แก้ปัญหาคณะสงฆ์อย่างเดียวไม่ได้ ขณะที่ "เจ้าคุณประสาร" ไม่หนักใจถูกแจ้งเป็นอั้งยี่

 

ตามที่มีกระแสข่าวว่า พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ มีหนังสือแจ้งไปยัง สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ขอให้แจ้งพระสังฆาธิการทั่วประเทศ ไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหว และออกมาสวดมนต์นั้น  เมื่อวันที่ 28 ก.ค. พระพรหมโมลี (สุชาติ ธมฺมรตโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ  ประธานคณะเลขานุการผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช  กล่าวว่า ขณะนี้ ทางดีเอสไอยังไม่ได้มีการประสานส่งหนังสือหรือติดต่อมา เกี่ยวกับกรณีจะขอให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช แจ้งไม่ให้วัดออกมาเคลื่อนไหวและสวดมนต์ มายังวัดปากน้ำภาษีเจริญแต่อย่างใด

 

นายพนม ศรศิลป์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานใดประสานงานมาเกี่ยวกับที่จะขอให้สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ แจ้งวัดให้ยุติการเคลื่อนไหวและออกมาสวดมนต์แต่อย่างใด เนื่องจากข้อมูลเบื้องต้น พระภิกษุสงฆ์ยังไม่มีการเคลื่อนไหวออกมาสวดมนต์ใหญ่แต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม พศ. ก็จะติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

ด้าน ดร.อุทิส ศิริวรรณ นักวิชาการด้านการวิจัยพระพุทธศาสนา
  กล่าวว่า มุมมองเรื่องสถานการณ์การตั้งสังฆราช ส่วนตัวมองว่าขณะนี้สังคมไทย กำลังจับตามองว่าปัญหาจะจบลงอย่างไร สำหรับแวดวงการคณะสงฆ์ มองเป็น 2 ด้าน คือ ความชอบธรรมและ การขาดความชอบธรรม ซึ่งฝ่ายมองว่า ชอบธรรม เห็นว่าท่านเหมาะสมที่สุดที่จะเป็น และเห็นว่าท่านถูกขัดขวาง  โดยสรุปก็คือ ไม่ว่าจะอย่างไร ก็มีธงนำแล้วว่าจะขัดขวางจนถึงที่สุดไม่ให้ท่านได้เป็นสมเด็จพระสังฆราช เป็นอันขาด ส่วนฝ่ายที่มองว่าไม่เหมาะสมก็มองว่า ท่านสมควรที่จะเคลียร์ตนเอง เรื่องปาราชิก 4 และเรื่องธรรมกาย รวมถึงเรื่องส่วนตัวในอดีต ซึ่งก็ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าจริงหรือเท็จ ดังนั้น ตราบใดที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ทราบจนกระจ่างแจ้ง ก็ไม่สมควรที่จะได้รับการเสนอชื่อให้เป็นสมเด็จพระสังฆราช 

ดร.อุทิศ กล่าวต่อไปว่า สำหรับท่าทีคณะสงฆ์ไทย เท่าที่ทราบ ส่วนหนึ่งก็ไม่พอใจต่อบทบาทของรัฐบาล โดยมองว่ารัฐเลือกที่จะฟังและเชื่อเสียงส่วนน้อยมากกว่าเสียงส่วนใหญ่ ส่วนการแก้ปัญหามองว่าเรื่องปัญหาคณะสงฆ์เป็นเรื่อง ละเอียดอ่อน รัฐต้องใช้การจัดการโดยน้อมนำพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้
 นั่นคือเข้าใจ และเข้าถึง วงการคณะสงฆ์ให้ใกล้ชิด อย่าให้มีระยะห่าง อย่าให้พระสงฆ์ส่วนใหญ่มองว่ารัฐลำเอียง หรือเลือกปฏิบัติกับพระสงฆ์รูปใดรูปหนึ่ง โดยเฉพาะสมเด็จวัดปากน้ำ ท่านเป็นพระผู้ใหญ่ที่มีพระสงฆ์ และฆราวาสนับถือกันเต็มบ้านเต็มเมืองทั้งในไทยและต่างประเทศ รัฐยิ่งต้องระมัดระวังให้มาก อย่าโหมฟืนเร่งไฟจนเกินไป เพราะเชื้อไฟอาจลุกลามทั่วผืนแผ่นดิน จนดับไฟไม่สำเร็จ

"การแก้ปัญหาวงการคณะสงฆ์ รัฐควรใช้หลักพุทธศาสตร์และหลักรัฐศาสตร์จัดการแก้ไขปัญหาการคณะสงฆ์ ด้วยความยืดหยุ่น แทนที่จะใช้หลักนิติศาสตร์ซึ่งเข้มงวดและจริงจัง ท่าทีรัฐต่อพระสงฆ์ต้องจัดการปัญหาพระด้วยความอ่อนน้อมในฐานะชาวพุทธผู้เคารพในพระรัตนตรัย อะไรควร อะไรไม่ควร ก็แนะนำท่านทำให้ถูกต้องตามกฎหมายโดยยึดหลักความถูกต้อง เสมอภาค
  และเป็นจริง  เท่าที่ท่านจะปรับปรุงและแก้ไขให้ถูกต้องตามตัวบทกฎหมายได้ ผ่อนหนักเป็นเบา รุนแรงก็แก้ไขด้วยความละมุนละม่อม ให้เรื่องราวทุเลาเบาบางลงไป รัฐจะได้เอาเวลาไปปกครองบ้านเมืองด้านอื่นๆ ให้สงบสุขต่อไป" ดร.อุทิส กล่าว

ขณะที่ พระเมธีธรรมาจารย์ หรือเจ้าคุณประสาร เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขอเรียน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่า ตนและคณะสงฆ์ พร้อมองค์กรพุทธ ไม่ได้ก่อปัญหา ไม่ได้สร้างปัญหา ไม่ใช่พวกหัวดื้อ ไม่ใช่คนทำให้สังคมสับสนวุ่นวาย ถ้าอีกฝ่ายทำได้ทุกอย่าง ไม่มีใครห้าม ฝ่ายรัฐก็ไม่พูดอะไร แต่อีกฝ่ายทำอะไรก็ไม่ได้ ผิดหมด อะไรคือกฎหมายและความยุติธรรมในสังคม
 ส่วนกรณีพระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือ พุทธะอิสระ แจ้งเอาผิด ฐานอั้งยี่ ซ่องโจร นั้นไม่รู้สึกหนักใจอะไร เพราะเชื่อมั่นว่าตลอดเวลาที่ทำงานเรื่องนี้ได้ทำเพื่อคณะสงฆ์และพระพุทธศาสนา การสื่อสารไปถึงคณะสงฆ์ในประเทศและพระธรรมทูตในต่างประเทศทั่วโลก ก็ล้วนเป็นไปเพื่อการพิทักษ์ปกป้องคณะสงฆ์ ไม่ให้ถูกคุกคามย่ำยีไปมากกว่านี้ การที่องค์กรสงฆ์และพระสงฆ์ได้ยืนขึ้นมาปกป้องสถาบัน รักษาความดีงามของคณะสงฆ์ การเจริญพระพุทธมนต์เพื่อขจัดปัดเป่าภาวะคุกคาม สิ่งเหล่านี้จะเป็นอั้งยี่ เป็นซ่องโจร ได้อย่างไร หวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงจะมีดุลยพินิจ ทั้งในแง่ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่จะให้ความเป็นธรรม และคำนึงถึงความสงบเรียบร้อยดีงามของสังคมและสังฆมณฑล

 

 

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 28 กรกฎาคม 2559

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264