ปาราชิก !

 

 

ดีเอสไอวินิจฉัยสถานภาพธัมมชโย

จี้ มส.-พศ. จับสึก

 

 

 

 

 

 

อา..ไม่อยากพูดนะว่า "ชาติหน้าตอนบ่ายๆ" จึงจะได้เห็น "ธัมมชโย" สึก ตามที่ดีเอสไอวินิจฉัยและส่งเรื่องไปตามสายงานในคณะสงฆ์ เพราะถ้ามหาเถรสมาคมหรือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ "มีอำนาจ" ถึงกับจับธัมมชโยสึกได้ ก็คงจับไปนานแล้ว แต่ก็รู้ๆ เห็นๆ กันอยู่เต็มตาว่า บรรดากรรมการมหาเถรสมาคม ทั้งมหานิกายและธรรมยุต ล้วนแต่ถูก "ดึงตัว" ไปเป็นพรรคพวกของธัมมชโยเกิน 90 เปอร์เซ็นต์แล้ว แต่ความจริงแล้ว จะกล่าวหามหาเถรสมาคม "เพียงข้างเดียว" ก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะมหาเถรสมาคมก็ถือเอาการวินิจฉัยของ "ศาลอาญาไทย" รวมทั้งอัยการและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ว่า ถ้าธัมมชโยผิดถึงปาราชิกจริง ถ้าศาลสั่ง "จำคุก-ธัมมชโย" เจ้าหน้าที่ก็สามารถ "จับเปลื้องผ้าเหลือง" ออกจากตัวได้เลย ถ้าทำได้เช่นนี้ ก็รับรองว่าไม่มีกรรมการมหาเถรสมาคมรูปไหนออกมาช่วยเหลือธัมมชโยได้ แม้แต่..สมเด็จช่วง ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เองก็ตาม

แต่..แต่ที่เป็นปัญหาคาราคาซังทุกวันนี้ เพราะศาลไทยไม่มีมาตรฐาน อัยการขอ "ถอนฟ้อง" ก็ยอมให้ถอน และจำหน่ายคดีไป ศาลสงฆ์เลยอาศัยจังหวะ "ปิดคดี" ตามไปด้วย ฝ่ายเจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็ "เฉยเมย" ไม่มีใครดำเนินการอะไรต่ออีก ก็เหมือนยอมรับว่ากระบวนการที่ผ่านๆ มานั้น..ถูกต้องแล้ว ปล่อยไปนับสิบปี เพิ่งจะมาโวยวายอีกในวันนี้ ก็เลยถูกตีรวนว่า..ถ้าไม่ถูกจริงก็คงผิดไปนานแล้ว และคงไม่ได้รับเลื่อนสมณศักดิ์ "จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ไปโน่น

 

การออกมาให้ข่าวของ "ดีเอสไอ" เช่นนี้ ชี้ให้เห็นถึงความ "ไม่เป็นมวย" ของดีเอสไอ ซึ่งเป็นถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ แต่ทำคดีไม่เป็น ถ้าเห็นว่าธัมมชโยผิดตามที่ถูกกล่าวหา ก็ทำสำนวนให้ "อัยการ" สั่งฟ้อง มิใช่ส่งเรื่องไปให้มหาเถรสมาคมหรือสำนักพุทธฯ ไปไล่จับธัมมชโยสึก เพราะดีเอสไอไม่มีหน้าที่วินิจฉัยเกี่ยวกับพระธรรมวินัย หาไม่แล้วจะส่งเรื่องคืนให้มหาเถรสมาคมกับสำนักพุทธฯ ไปดำเนินการทำไม มหาเถรสมาคมเห็นหนังสือของดีเอสไอแล้วก็ทำได้แค่ "โยนใส่ตะกร้า" เห็นว่าไร้สาระ เพราะคนละหน่วยงาน ไม่ทำเสียอย่าง จะทำอะไรได้ แน่จริงก็ไปจับสึกเองเซ้ !

 

ทางเดียวเท่านั้นที่ทำได้ก็คือ ดีเอสไปกระทุ้ง "อัยการ" ถามว่า สำนวนฟ้องธัมมชโยที่ส่งให้ตั้งหลายเดือนนั้น "อ่านเสร็จหรือยัง" และ "อัยการวินิจฉัยว่าอย่างไร" จะฟ้องหรือไม่ ถ้าฟ้องศาลเมื่อไหร่ ธัมมชโยก็เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมวันนั้น แล้วก็รอคำพิพากษาจากศาลอาญา ซึ่งก็ไม่รู้ว่า "บิ๊กตู่" จะอยู่ทันหรือเปล่า เห็นว่าถึงรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ก็จะปล่อยให้มีเลือกตั้งในปีหน้า 60 ถ้ารัฐบาลใหม่มา แล้วช่วยธัมมชโยให้รอดเหมือนสมัยแม้วครองบัลลังก์ ตอนนั้นก็จะโทษใครไม่ได้อีก นอกจาก..ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้มีอำนาจในมือ เป็นถึง "รัฏฐาธิปัตย์" แต่กลับไม่ยอมใช้อำนาจนั้น ปล่อยให้กลไกกฎหมายเป็นไปตามปรกติ ทั้งๆ ที่บ้านเมืองไม่ปรกติ

 

 

 

 

 

 

 

 

ดีเอสไอชี้มูล ธัมมชโยผิด คดีที่ดิน-เงินวัด อ้างต้องปาราชิก

 

 

คำร้องของพุทธะอิสระเล่นงานธัมมชโยได้ผล ดีเอสไอแจ้ง ผลสอบสวนคดีที่ดิน-เงินวัด พระธัมมชโยส่งเรื่องให้สำนักพุทธฯจัดการ ชี้มีความผิดสำเร็จคดีเบียดบังทรัพย์สินของวัดไปใส่ชื่อตัวเอง ระบุเข้าข่ายละเมิดมาตรา 147 และ 157 แม้จะคืนให้วัดภายหลังก็แค่บรรเทาความผิด นอกจากนี้ ยังชี้ด้วยว่าพระลิขิตที่สมเด็จ พระสังฆราชวินิจฉัยให้ธัมมชโยต้องอาบัติปาราชิกก็ชอบด้วยกฎหมาย แต่มหาเถรสมาคมมิได้ดำเนินการให้ครบถ้วน พร้อมให้ดำเนินคดีกับเจ้าคณะผู้ปกครองชั้นต้นด้วย

เมื่อวันที่ 29 ม.ค. รายงานข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษแจ้งว่า จากกรณีพระสุวิทย์ ธีรธัมโมหรือพุทธะอิสระ วัดอ้อน้อย อ.กำ แพงแสน จ.นครปฐม ร้องขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบพฤติการณ์ที่น่าจะเข้าข่ายกระทำผิดอาญาของพระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธัมมชโย) เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และเจ้าคณะผู้ปกครองคณะสงฆ์ที่เกี่ยวข้อง ในฐานะเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายคณะสงฆ์ และขอให้รับเป็นคดีพิเศษ โดยดีเอสไอ ได้สืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ศาล สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มหาเถรสมาคม กองบังคับการปราบปราม ผู้ตรวจการแผ่นดิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปรากฏข้อเท็จจริงทาง การสืบสวนสรุปได้

กรณีพระธัมมชโยถูกกองปราบ ปรามแจ้งข้อกล่าวหาและสั่งฟ้องต่อศาลอาญา ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 และ 157 โดยจำเลยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และขอสู้คดีในชั้นศาล ซึ่งเมื่อผ่านการต่อสู้ในชั้นศาลเป็นระยะเวลาเกือบ 7 ปี พนักงานอัยการได้ยื่นคำร้องขอถอนคดีต่อศาลอาญา ให้เหตุผลสรุปได้ว่า จำเลยกับพวกได้มอบทรัพย์สินทั้งหมด ที่มีทั้งที่ดิน และเงินอีก 959,300,000 บาท คืนให้แก่วัดพระธรรมกายแล้ว การกระทำดังกล่าวจึงเป็นไปตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช โดยครบถ้วนทุกประการ

อย่างไรก็ตาม การกระทำของพระธัมมชโยถือเป็นการกระทำผิดที่ครบองค์ประกอบความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต และโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 และ 157 ทุกประการแล้ว แม้จำเลยจะนำทรัพย์ที่ได้ยักยอกมาคืนให้แก่วัดพระธรรมกายในภายหลัง ก็เป็นเพียงการพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดที่ได้กระทำลงไป ที่สำคัญที่ดินที่มีข้อพิพาทในแทบทุกรายการเกิดจากการใช้ตัวแทนไปติดต่อขอ ซื้อที่ดินจากเจ้าของที่ดินโดยตรงแทบทั้งสิ้น ไม่ได้เกิดจากการที่เจ้าของที่ดินยินยอมยกที่ดินให้กับทางวัด หรือบริจาคเงินให้กับวัดเพื่อให้ไปซื้อที่ดิน ให้พระธัมมชโยเป็นการส่วนตัว

เมื่อ ซื้อแล้วพระธัมมชโยได้อนุมัติให้เบิกจ่ายเงินในบัญชีของวัดพระธรรมกายไปซื้อ ที่ดินดังกล่าว และกลับใส่ชื่อของตัวเอง แทนที่จะเป็นชื่อของวัดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ การที่จำเลยไม่ยอมมอบที่ดินคืนให้แก่วัดทันทีตามลิขิตของพระสังฆราช ที่ว่า "ส่วนที่มิใช่เป็นการลงโทษ แต่เป็นการทำที่ถูกต้อง คือต้องมอบสมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะเป็นพระให้แก่วัดทันทีไม่คิดให้โทษ เพราะคิด ในแง่ยกประโยชน์ให้ว่าในชั้นต้นอาจมิใช่มีเจตนา ถือเอาสมบัติของวัดเป็นของตนจริงๆ แต่เมื่อถึงอย่างไรก็ไม่ยอมมอบคืนสมบัติที่เกิดขึ้นในขณะเป็นพระให้แก่วัด ก็แสดงชัดแจ้งว่าต้องอาบัติปาราชิก ต้องพ้นจากความเป็นสมณะโดยอัตโนมัติ ต้องถูกจัดการอย่าง เด็ดขาด"

แต่พระธัมมชโยไม่ยอมคืนที่ดินให้วัด แต่กลับต่อสู้คดีทางศาล ซึ่งใช้เวลายาวนานกว่า 7 ปี เมื่อจำเลยรู้ว่าไม่มีทางที่จะทำให้ชนะคดีจึงยอมมอบทรัพย์สินที่มีข้อพิพาท คืนให้กับทางวัด การกระทำเช่นนี้ของพระธัมชโยกับพวกเป็นการกระทำที่มีเจตนาในการกระทำ ความผิด ไม่อาจทำให้การกระทำความผิดที่สำเร็จไปแล้วกลับกลายมาเป็นไม่มีความผิดไปได้

ใน ส่วนกรณีอาบัติปาราชิกนั้น เมื่อวันที่ 5 เม.ย.2542 กรมการศาสนาได้นำพระดำริสมเด็จพระสังฆราชที่มีพระดำริเพิ่มเติม กรณีเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายต้องอาบัติปาราชิก เข้าสู่ที่ประชุมมหาเถรสมาคมพิจารณา และที่ประชุมมีมติมอบเอกสารให้เจ้าคณะภาค 1 พิจารณา โดยตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 มาตรา 8 บัญญัติว่า สมเด็จพระสังฆราชดำรงตำแหน่งสกลมหาสังฆปริณายก ทรงบัญชา การคณะสงฆ์ และทรงตราพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช โดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมาย พระธรรมวินัย และกฎมหาเถรสมาคม เมื่อสมเด็จพระสังฆราชมีพระวินิจฉัยในกรณีพระธัมมชโยแล้ว มหาเถรสมาคมย่อมต้องสนองพระลิขิตที่สมเด็จพระสังฆราชประทาน มาทั้งหมด ตามที่มหาเถรสมาคมมีมติที่ 193/2542 ให้สนองพระดำริโดยตลอดให้ชอบด้วยกฎหมาย พระธรรมวินัย และกฎหมายเถรสมาคม

แต่กลับปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการ ติดตามผลเพียงเรื่องเดียว คือ ติดตามรับมอบและคืนที่ดินของวัดพระธรรมกายเท่านั้น ในส่วนประเด็นวินิจฉัยของสมเด็จพระสังฆราชว่าพระธัมมชโยต้องปาราชิกนั้นยัง ไม่ได้มีการดำเนินการ ทั้งที่ผลการดำเนินการคดีทางโลกเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งจากพยานหลักฐานทั้งในชั้นพนักงานสอบสวน และพนักงานอัยการ ต่างมีพยานระบุยืนยันเจตนาการกระทำผิดของพระธัมมชโยอย่างชัดเจน จึงชี้ชัดได้ว่าพระธัมมชโยได้กระทำผิดโดยเจตนาแล้ว แต่ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในฐานะเลขาธิการมหาเถรสมาคมยังไม่สนองงานตามพระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราชให้ ครบถ้วนทุกประเด็น โดยเฉพาะเรื่องการดำเนินการในเรื่องการลงนิคหกรรมแก่พระธัมมชโย ที่ต้องอาบัติปาราชิก จึงถือเป็นหน้าที่ตามระเบียบและกฎหมายที่มหาเถรสมาคม และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด โดยต้องนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของมหาเถรสมาคมโดยเร็วต่อไป หากปล่อยปละละเลยไม่ถือปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่อาจมีส่วนในการถูกพิจารณาความ ผิดทางอาญาฐานเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

โดยดีเอสไอเห็น ว่ายังมีประเด็นที่สำนัก งานพระพุทธศาสนาแห่งชาติต้องพิจารณาใน 2 กรณี คือ 1.การดำเนินการให้พระธัมมชโยต้องอาบัติปาราชิกตามลิขิตสมเด็จพระสังฆราช ที่มีมติมหาเถรสมาคมรับรองให้ถือเป็นคำสั่งที่ชอบและต้องปฏิบัติตามให้ครบ ถ้วน และ 2.ให้พิจารณาดำเนินการกับเจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์ชั้นต้น ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินการตามข้อ 1

 

 

 

 

 

ที่มา  :  ข่าวสด   :  31 มกราคม 2559

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264