มหานิกายเสียววาบ !

 

 

 

สมาน สุดโต วิเคราะห์

ถ้าพลาดจากสมเด็จช่วง มหานิกายจะพลาดยาว

 

แบบว่าต้องรออีก..หลายช่วง

 

เพราะคิวของธรรมยุตนั้น..ยาวเป็นไมล์

 

อา..ถ้างั้นต้องเข็น "เบนซ์โบราณ-99" ให้วิ่ง จู๊ด ๆ !

 

 

เปิดตำนานสังฆราช "สองนิกาย" ตั้งแต่ ร.4 ถึง ร.9 นิกายไหน "เข้าป้าย-จอดป้าย" โดยเฉพาะพระองค์ที่ 20 จะเป็นของ "สมเด็จช่วง" หรือไม่ ? ถ้าไม่, จะโทษใคร ระหว่าง "พุทธะอิสระ" กับ "ธัมมชโย" ที่ทำให้พลาดโอกาสทองในรอบร้อยปี หวังว่าหลวงพ่อช่วงคงจะมีเวลาพิจารณาอย่างถ่องแท้ !

 

 

 

 

 

 

 

นอกจาก "รถเบนซ์" แล้ว

ใครคือตัวกาลกิณีของสมเด็จวัดปากน้ำ ?

 

 

 


ถ้
าพลาดครั้งนี้ "มหานิกาย" ต้องคอยอีกนาน...

 

โดย..สมาน สุดโต

 

หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

 

 

 

ปลดล็อก 84 ปี

 

เมื่อ สมเด็จพระวันรัต (แพ ติสฺสเทโว) วัดสุทัศนเทพวราราม ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 12 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2481 ในสมัยรัชกาลที่ 8 นั้น ถือกันว่าเป็นการปลดล็อกมหึมาที่กั้นพระมหานิกายไม่ให้เป็นสมเด็จพระสังฆราชมายาวนานถึง 84 ปี ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 นับตั้งแต่สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส สมเด็จพระสังฆราชเจ้า พระองค์ที่ 7 สิ้นพระชนม์ในปี 2396 

 

สมัยรัชกาลที่ 5 ก็ไม่ทรงตั้งพระเถระรูปใดขึ้นสู่ตำแหน่งอันสูงส่งนี้ ทำให้ว่างสมเด็จพระสังฆราช 38 ปี จึงทรงถวายมหาสมณุตมาภิเษก พระเจ้าวรวงษ์เธอ กรมพระยาปวเรศ วริยาลงกรณ์ (พระองค์เจ้าฤกษ์) วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 8 และทรงสถาปนาสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (สา ปุสฺสเทโว) เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 9 สมเด็จพระสังฆราชทั้งสองพระองค์เป็นพระจากคณะธรรมยุต

 

เมื่อสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 9 สิ้นพระชนม์ ในปี 2422 ก็ไม่มีสมเด็จพระสังฆราชอีกเลย จนสิ้นรัชกาลเมื่อวันที่ 23 ต.ค. 2453 เพราะรัชกาลที่ 5 ไม่ได้โปรดให้สถาปนาพระเถระรูปใดเป็นสมเด็จพระสังฆราช แม้ว่าจะมีพระเถระผู้ใหญ่หลายรูปก็ตาม เช่น พระเถระที่มีชื่อเสียงที่สุดอย่าง สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) วัดระฆังโฆสิตาราม ที่เป็นพระเถระที่เป็นผู้ชี้นำสังคมให้อยู่ในทำนองคลองธรรม เช่น การที่จุดไต้ไปบ้านสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ในเวลากลางวัน หรือสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (จี่) วัดประยุรวงศ์ และสมเด็จพระวันรัตน์ (สมบุญ) แห่งวัดราชบูรณะ แล้วให้ย้ายมาครองวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ก็อยู่ในตำแหน่งนั้นจนถึงมรณภาพ

 

ผู้บัญชาการคณะสงฆ์

 

อย่างไรก็ตาม รัชกาลที่ 5 ทรงวางพระราชหฤทัยต่อสมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรส มาก จึงทรงตั้งให้เป็นผู้บัญชาการคณะสงฆ์ทั้งธรรมยุตและมหานิกาย และในรัชกาลนี้เช่นกันที่ทรงตราพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองสงฆ์ ร.ศ. 121 เป็น พ.ร.บ.ที่ไม่ระบุตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช และเป็นต้นแบบ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ที่ใช้ในปัจจุบัน 

 

เมื่อรัชกาลที่ 6 ทรงครองราชย์ จึงทรงสถาปนา พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวชิรญาณวโรรส เป็น พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 10 วันที่ 5 ธ.ค. 2453

 

ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชยังคงอยู่กับพระเถระฝ่ายธรรมยุตจนถึงรัชกาลที่ 8 เมื่อสมเด็จพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรศิริวัฒน์ (หม่อมเจ้าภุชงค์) วัดราชบพิธ สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 11 สิ้นพระชนม์ในปี 2480 จึงสถาปนาสมเด็จพระวันรัต (แพ ติสฺสเทโว) วัดสุทัศน์ ขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 12 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นการปลดล็อก 84 ปี ที่พระเถระฝ่ายมหานิกายไม่ได้ดำรงตำแหน่งสูงสุดนี้มาเป็นเวลาหลายทศวรรษ (นับแต่รัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา)

 

ธรรมยุต มหานิกาย สลับกัน

 

จากนั้นก็มีสมเด็จพระสังฆราชอีก 5 องค์ สลับกันระหว่างพระมหานิกายและธรรมยุต คือจากคณะธรรมยุต 2 พระองค์ (สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ วัดบวรนิเวศวิหาร และสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (จวน) วัดมกุฏกษัตริยาราม) และมหานิกาย 3 องค์ คือ สมเด็จพระสังฆราช (ปลด) วัดเบญจมบพิตร สมเด็จพระสังฆราช (อยู่) วัดสระเกศ และสมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น) วัดพระเชตุพน แต่ทั้ง 3 องค์ (มหานิกาย) ทรงครองตำแหน่งรวมกัน 5 ปี 5 เดือนเท่านั้น

 

2 องค์ 38 ปี

 

เมื่อสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 17 จากฝ่ายมหานิกายสิ้นพระชนม์ พระเถระฝ่ายธรรมยุต ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 18 และ 19 ติดต่อกัน แต่ทั้งสององค์อยู่ในตำแหน่งนานถึง 38 ปี คือ สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 18 (สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์) วัดราชบพิธ) ทรงครองตำแหน่ง 14 ปี และสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 19 (สมเด็จพระญาณสังวร วัดบวรนิเวศวิหาร) ทรงครองตำแหน่ง 24 ปี 

 

ธรรมยุตเสนอให้ตั้งมหานิกาย

 

การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 ที่จะมีขึ้นข้างหน้า เป็นวาระของพระเถระฝ่ายมหานิกายที่ว่างเว้นจากตำแหน่งสูงสุดมา 38 ปี และดำเนินตามขั้นตอนเรียบร้อยเมื่อกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เรียกประชุมเป็นกรณีพิเศษ เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2559 โดยมี สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร) วัดราชบพิธ เป็นประธานที่ประชุม เพื่อพิจารณาเรื่องการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 เมื่อที่ประชุมพร้อม สมเด็จพระวันรัต (จุนท์) เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต ได้เสนอชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง) วัดปากน้ำ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ให้เป็นสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 เพราะเป็นไปตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535 ซึ่งที่ประชุม มส.เปล่งเสียงสาธุการพร้อมกัน ต่อมาการประชุม มส.เมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2559 ได้รับรองรายงานการประชุมนั้น โดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน

 

เสียงค้านจากภายนอก

 

ขณะนี้เรื่องการสถาปนาอยู่ในขั้นตอนตามระบบราชการ ระเบียบ ประเพณี กฎหมาย และพระธรรมวินัย แต่ก็มีเสียงค้านว่า สมเด็จองค์นี้ไม่เหมาะจะขึ้นดำรงตำแหน่งสูงส่งนี้ โดยยกเรื่องที่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ไม่ได้เกี่ยวข้องมาให้ท่านเกี่ยวข้องด้วย เช่น เรื่องที่เกิด เมื่อปี 2542 กรณีลิขิตสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ก็มาโยงให้เกี่ยวกับสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ทั้งๆ ที่ท่านไม่มีหน้าที่โดยตรง นอกจากเป็น มส.ที่อยู่อันดับท้ายๆ ในขณะผู้ที่เป็น หัวโต๊ะ คือ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ตามด้วย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว) สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม) สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (สุวรรณ)

 

พยายามโยงให้เป็นเรื่อง

 

นอกจากนั้น ยังพยายามโยงท่านให้ติดพันไปทุกเรื่อง (ที่ร้ายๆ) โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับวัดและเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ซึ่งคนที่รู้จริงย่อมไม่ปฏิเสธ เพราะหลวงพ่อสด หรือพระมงคลเทพมุนี ผู้ให้กำเนิดธรรมกาย คือ อดีตเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ส่วน สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ก็เป็นอุปัชฌาย์ ธัมมชโย (อุปสมบท ณ วัดปากน้ำ) ล่าสุดดีเอสไอก็ยกเรื่องรถหรู (ทั้งๆ ที่เป็นรถเก่า) ที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ ว่าน่าจะเป็นความรับผิดชอบของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ก็เรียกว่า เต้นตามบทที่ฝ่ายค้านยกขึ้นมาโดยไม่กลัวบาป

 

ให้ความเป็นธรรมและอนุโมทนา

 

ถ้าจะให้ความเป็นธรรมกับพระมหาเถระระดับนี้ที่มีอายุ 91 ปีแล้ว ก็น่าจะยกเรื่องที่ท่านทำงานค่อนชีวิต หรือตั้งแต่อุปสมบทมาดู ก็จะพบว่าท่านทำเพื่อพระพุทธศาสนา เพื่อประเทศชาติ และราชบัลลังก์ตลอด ถ้ายังไม่รู้ ขอให้ไปดูที่พุทธมณฑลว่าวัดปากน้ำทำอะไรไว้บ้าง

 

หรือถ้านับสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้ ก็ให้ดูที่โครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ที่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ท่านริเริ่มทั่วราชอาณาจักร เมื่อเดือน พ.ย. 2557 เป็นโครงการเพื่อมวลมหาประชาชน และท่านเองประกาศว่าโครงการนี้เป็นของคณะสงฆ์ แต่ท่านผลักดัน เพื่อสร้างความสงบสุขและความปรองดองของคนในชาติ ซึ่งรัฐบาลและ คสช.ในเวลาต่อมา ได้รับลูกและถือเป็นนโยบายของชาติด้วย

 

เมื่อทราบเช่นนี้ ก็ต้องอนุโมทนาสาธุการกับ มส.ที่ลงมติเห็นชอบให้สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โดยไม่ต้องสงสัยใช่หรือไม่

 

 

พลาดจากนี้ต้องคอยอีกนาน

 

ส่วนที่ผมจั่วหัวบทความว่า ถ้าพลาดครั้งนี้ มหานิกายต้องคอยอีกนาน มีอธิบายดังนี้

ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535 การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ให้สถาปนาพระเถระที่อาวุโสโดยสมณศักดิ์

 

 

ต่อไปนี้คือลำดับอาวุโสโดยสมณศักดิ์

 

1.สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ เกิดวันที่ 26 ส.ค. 2468 สถาปนาเป็นสมเด็จ วันที่ 5 ธ.ค. 2538 (อายุ 91 ปี)

 

2.สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดสัมพันธวงศ์ เกิดวันที่ 29 ธ.ค. 2460 สถาปนาเป็นสมเด็จ วันที่ 5 ธ.ค. 2544 (อายุ 99 ปี)

 

3.สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ วัดราชบพิธ เกิดวันที่ 26 มิ.ย. 2470 สถาปนาเป็นสมเด็จ วันที่ 5 ธ.ค. 2554 (อายุ 89 ปี)

 

4.สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร เกิดวันที่ 17 ก.ย. 2479 สถาปนาเป็นสมเด็จ วันที่ 5 ธ.ค. 2554 (อายุ 80 ปี)

 

5.สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสุทัศน์ เกิดวันที่ 26 ม.ค. 2473 สถาปนาเป็นสมเด็จ วันที่ 5 ธ.ค. 2553 (อายุ 86 ปี)

 

6.สมเด็จพระธีรญาณมุนี วัดเทพศิรินทร์ เกิดวันที่ 22 ต.ค. 2490 สถาปนาเป็นสมเด็จ วันที่ 5 ธ.ค. 2553 (อายุ 69 ปี)

 

7.สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ วัดพิชยญาติการาม เกิดวันที่ 2 ก.พ. 2484 สถาปนาเป็นสมเด็จ วันที่ 5 ธ.ค. 2554 (อายุ 75 ปี)

 

8.สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดไตรมิตร เกิดวันที่ 17 พ.ย. 2485 สถาปนาเป็นสมเด็จ วันที่ 5 ธ.ค. 2557 (อายุ 74 ปี)

 

สมเด็จพระราชาคณะที่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เพราะชราภาพ คือ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ป.ธ.9) อายุ 99 ปี และสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (วีระ ป.ธ.9) วัดสุทัศน์ ปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ เพราะอาพาธ

 

จำนวนที่เหลือลำดับที่ 3-4 และ 6 เป็นสมเด็จพระราชาคณะจากคณะธรรมยุตที่อาวุโสโดยสมณศักดิ์ ตามลำดับ ถ้าดูปี พ.ศ.ที่เกิดแล้ว องค์ที่ 3 อายุ 89 ปี องค์ที่ 4 อายุ 80 ปี องค์ที่ 6 อายุ 69 ปี (หนุ่มที่สุด)

 

ส่วนสมเด็จพระมหานิกาย นอกจากอายุมากแล้ว เสียเปรียบอาวุโสโดยสมณศักดิ์ทั้งสองรูป คือ สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ อายุ 75 ปี เป็นสมเด็จ พ.ศ. 2554 หลังวัดเทพศิรินทร์ 1 ปี แต่อายุมากกว่า 4 ปี

 

สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดไตรมิตร อายุ 74 ปี เป็นสมเด็จพระราชาคณะหลังสมเด็จวัดเทพศิรินทร์ 4 ปี แต่อายุมากกว่า 5 ปี

 

ข้อสรุป คือ ถ้าผ่านจากสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ซึ่งเป็นพระเถระจากมหานิกาย ก็จะเป็นลำดับของพระเถระฝ่ายธรรมยุต 3 องค์ติดต่อกัน โดยไม่เบรกเลย อยู่ที่ว่าใครจะอายุยืนและบุญบารมีดีกว่าใคร เพราะแข่งรถแข่งเรือนั้นแข่งได้ แต่แข่งบุญแข่งวาสนานั้น แข่งไม่ได้

 

 

 

 

ที่มา : โพสต์ทูเดย์  :  25 มกราคม 2559

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264