คลัวเชียร์ๆ เคลียร์ชัวร์ๆ !

 

 

 

เจ้าคุณพิพิธขึ้นเวทีเสาชิงช้า

จัดเต็ม "กรณีตั้ง" สังฆราช

จี้รัฐบาล

 

ให้ยึดกฎหมาย "อย่ายึด" พระธรรมวินัย !

 

 

 

 

 

 

ยิ้มก็เห็นแก้ม แย้มก็เห็นไรฟัน !

 

 

วันก่อน  "มติชน" ชงออร์เดิร์ฟ เซิฟๆ ว่าจะนำเสนอบทสัมภาษณ์ "ฉบับเต็ม" ของ "เจ้าคุณพิพิธ-วัดสุทัศน์" ซึ่งว่ากันว่าเป็นนักเทศน์ "ฝีปากเอก" แห่งยุค ยึดเวลาหน้าจอทีวีเป็นว่าเล่น "เล่นกับไมค์" มานานหลายปี วันนี้ได้มีโอกาส "เล่นกับไฟ" ในตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช สลัดคราบ "พระนักเทศน์" มาสวมชุด "พระนักกฎหมาย" ขึ้นเวทีเสาชิงช้าสอนรัฐบาลบิ๊กตู่ "อย่าอย่างนั้น ต้องอย่างนี้" ชี้เป็น-ชี้ตาย แต่ใครจะตายหรือใครจะเป็น ก็ต้องดูกันต่อไป..

 

 

 

 

 

ต้องทำตามกฎหมาย !

 

เจ้าคุณพิพิธ เคลียร์ทุกปม ตั้งสังฆราช

 

 

 

เป็นข่าวใหญ่และประเด็นร้อนที่ยืดเยื้อมายาวนาน สำหรับกระแสข่าวความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้สนับสนุนและต่อต้านการเเต่งตั้ง สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ แห่งวัดปากน้ำภาษีเจริญ เป็นสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20

ผู้ต่อต้านอันประกอบไปด้วย 3 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.), พระสุวิทย์ ธีรธัมโม (พระพุทธะอิสระ) เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย และคณะศิษยานุศิษย์ของ หลวงตามหาบัว ได้หยิบยกเอาเรื่องราวต่างๆ มานำเสนอชนิดรายวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการที่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์เป็นพระอุปัชฌาย์ของพระธัมมชโย แห่งวัดพระธรรมกาย, การที่มีรถหรูสะสมไว้ซึ่งมองว่าไม่เหมาะสม ฯลฯ ซึ่งสถานการณ์ล่าสุดที่ถือเป็น "แอ๊กชั่น" นั้น พ.ต.ต.วรณัณ ศรีล้ำ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารคดีพิเศษดีเอสไอ นำคณะสื่อมวลชนเข้าชมพิพิธภัณฑ์รถหรูโบราณตามคำเชิญของวัดปากน้ำภาษีเจริญ โดยมี ดำเกิง จินดาหรา ไวยาวัจกรวัดให้ข้อมูล

อีกด้านหนึ่ง สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยความคืบหน้าเรื่องการแต่งตั้งว่า เบื้องต้นยังไม่ได้หารือกับ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย แต่หลังจากที่ได้หารืออย่างไม่เป็นทางการกับ พศ.แล้ว ได้สั่งให้ พศ.ไปรวบรวมข้อมูลคำร้องคัดค้าน และส่วนที่เห็นด้วยในเบื้องต้น เพื่อส่งกลับมาพิจารณาอีกครั้งว่ามีความครบถ้วนหรือไม่

"ยืนยันว่าหนังสือจากทางมหาเถรสมาคม (มส.) เรื่องมติการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ยังอยู่ที่ตน ยังไม่ได้ส่งไปให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณา"

เสียงจากรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแบบนี้เองที่เป็นคำถาม

คำถามอันเกิดจาก พระราชวิจิตรปฏิภาณ (สุนทร ญาณสุนทโร) หรือ "เจ้าคุณพิพิธ" ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ที่ว่ารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หรือแม้แต่นายกรัฐมนตรีมีสิทธิอะไรในการยื้อ ถ่วง ดึงเรื่องการแต่งตั้งนี้ไว้ เพื่อให้มีการตรวจสอบต่างๆ ก่อน หน้าที่ของ รมต.ประจำสำนัก หน้าที่นายกฯ มีเพียงอย่างเดียวคือรับเรื่องแล้วส่งต่อ เหมือนวิ่งผลัด 4 คูณ 4 ไม่ใช่ให้ใครต้องกลับไปพิจารณาเรื่อง

"อยากฝากถึงท่านนายกฯ อย่าปฏิบัติผิดกฎหมายเสียเอง ท่านนายกฯต้องเดินตามกฎหมาย ต้องทำตามกฎหมาย ท่านเคยปฏิบัติผิดเรื่อง สสส. มาแล้วจนต้องออกมาขอโทษ อย่าเอาเรื่องนี้มาเป็นเรื่องที่สอง โดยเรื่องแรกนั้นอาจมองว่าเป็นอำนาจนายกฯ แต่เรื่องนี้เป็นเส้นตรง คือ 1.มหาเถรสมาคมพิจารณาเลือกพระราชาคณะรูปใดรูปหนึ่งซึ่งอาวุโสสูงสุด สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ 2.เลขาธิการมหาเถรสมาคม คือ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นำหนังสือถึงรัฐบาล 3.รัฐบาลรับเรื่องแล้วให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ไม่มีสิทธิเรื่องทัดทาน หรือให้ไปเคลียร์กันให้จบ ไม่มี รัฐบาลมีหน้าที่อย่างเดียวคือนำขึ้นทูลเกล้าฯ ไม่มีสิทธิเก็บเอาไว้ เพราะเมื่อเก็บเอาไว้ก็จะเหมือนไฟร้อนมือ และดองเรื่องเอาไว้ก็ถือว่าทำผิดกฎหมาย ผิดประเพณีเสียเอง"

ชัดเจน ยืนยันในหลักการและกฎหมาย

เจ้าคุณพิพิธ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร กล่าวว่า เรื่องการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งมติมหาเถรสมาคมนำเสนอชื่อ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์นั้น เป็นข่าวที่สำคัญ เพราะว่ามีคนทัดทาน คิดมาก และใส่ร้ายสมเด็จท่าน โดยเรื่องใส่ร้ายนั้น เกิดขึ้นเมื่อดำรงตำแหน่งรักษาการตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งแต่เดิมทีเดียวนั้นไม่เคยมี โดยอาตมาอยากตั้งข้อสังเกตสัก 2 ช่วง คือช่วงแรก เมื่อสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประชวร จำเป็นต้องตั้งซึ่งปรากฏว่า คณะศิษยานุศิษย์หลวงตามหาบัว บุกไปประท้วงที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จนกระทั่งรัฐบาลขณะนั้น โดยนายวิษณุ เครืองาม ต้องมาแก้คำกัน แก้กฎหมายกัน เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เพื่อให้เกิดการประนีประนอม เพราะตอนนั้นสมเด็จพระสังฆราชยังไม่สิ้นพระชนม์ ผู้ประท้วงเขากลัวจะมีอำนาจเต็ม

ช่วงที่สอง เมื่อสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สิ้นพระชนม์ แล้วต้องมีการตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ชื่อของพระมหารัชมังคลาจารย์ก็ถูกนำเสนอตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ไม่ใช่โดยสมเด็จท่านอยากเป็น ตั้งแต่นั้นก็มีผู้ใส่ร้ายป้ายสี ประท้วง ที่สำคัญคือเอาเรื่องวัดพระธรรมกายมาเป็นข้ออ้าง ทั้งพระ ทั้งคน ใส่ร้ายป้ายสีสารพัด

"อยากถามผู้ออกมาประท้วงอย่างคุณไพบูลย์ นิติตะวัน, พระพุทธะอิสระ และคณะศิษยานุศิษย์ของหลวงตามหาบัว ว่า ตลอดชีวิตของสมเด็จท่านสร้างความเสียหายอะไรให้กับพุทธศาสนาบ้าง ความเสียหายที่ว่ามานั้นใส่ร้ายกันได้ แต่คุณประโยชน์ที่สมเด็จท่านทำให้นั้นมหาศาล และประจักษ์ชัด สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์เป็นนักบริจาค ในสังฆมณฑลนี้ผู้บริจาคทานบารมีมากสุดคือสมเด็จท่าน ทุกอย่างปฏิบัติตามพระธรรม พระวินัย ตามกฎเกณฑ์ ไม่ได้แสดงถึงความร่ำรวยอย่างที่คนใส่ร้าย เงินที่บริจาคก็เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะมากมาย

"คนที่ไม่ชอบสมเด็จท่าน คนพวกนี้ไม่เคยกราบไหว้สมเด็จท่านมาแต่เดิม ซึ่งพอเห็นศรัทธาคนซึ่งเกิดขึ้นที่วัดปากน้ำภาษีเจริญแล้วทำใจไม่ได้ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ไม่อยากเป็นหรอก แต่จำเป็นต้องเป็นตามกฎหมาย" พระราชวิจิตรปฏิภาณกล่าว

พระราชวิจิตรปฏิภาณกล่าวอีกว่า ต่อข้อที่บอกว่า ถ้าสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์เป็นเป็นสังฆราชจะเอื้อให้กับธรรมกาย ประเด็นนี้อยากถามว่า ที่ผ่านมาเคยที่ไหน กระทำตรงไหนเมื่อไหร่ว่าโอบอุ้มธรรมกาย คดีความของธรรมกายมีมากมายมหาศาล ก็ล้วนแต่หลุดโดยกฎหมาย พระองค์ไม่เคยไปโอบอุ้ม ถ้ามีเกิดขึ้นจริง กับคณะสงฆ์ธรรมยุตก็ต้องไม่ถูกกันแล้ว เพราะสมเด็จพระสังฆราชทรงมีพระวินิจฉัยส่วนพระองค์เรื่องธรรมกาย สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ไม่เคยทะเลาะ ไม่เคยมีการเอาเรื่องธรรมกายมาผูกโยงจึงไม่ใช่เรื่อง

"เรื่องต่อมาคือกรณีรถหรู ซึ่งความจริงน่าจะเรียกว่ารถบุโรทั่ง เพราะเป็นรถเบนซ์เก่าๆ ถามว่าถ้าเป็นรถหรู สมเด็จท่านเคยนั่งไปอวดคนมั้ย ก็ไม่เคยนั่ง เรื่องนี้มีอยู่ว่าสมเด็จท่านเคยนั่งรถเก่าๆ คันหนึ่งไปปฏิบัติหน้าที่ พอมันเก่า ก็เหมือนคนเมื่อก่อนที่รู้บุญคุณข้าวของ จึงให้ดูแลรถคันนี้ เมื่อมีคนมาเห็นก็ว่าสมเด็จท่านมีรถเก่ารักษาไว้ดี ก็มีคน 2 พวก คือ 1 เอามาถวายเพราะเก็บในบ้านไม่ได้แล้ว เนื่องจากต้องเสียภาษีอะไรต่อมิอะไรมากมาย ก็เหมือนเอาคนป่วยมาฝากในวัด ซึ่งสมเด็จท่านก็รับมา เพื่อคนมาศึกษา มาดูก็เป็นประวัติศาสตร์ 2.คนที่มีปัญหาเรื่องเงิน เอามาขายให้ ท่านก็เมตตาซื้อไว้ ซึ่งความเมตตานี้ก็ได้กลายมาเป็นศาตรา ที่จะมาบาดมือท่าน

"อยากให้เข้าใจว่า ถ้าเป็นรถหรูมันต้องยี่ห้อโรลส์-รอยซ์ ราคา 60 ล้านบาท นั่น รถที่วัดปากน้ำภาษีเจริญ ล้วนแต่เป็นเป็นรถบุโรทั่ง ซื้อไว้สงเคราะห์ แค่เป็นยี่ห้อเบนซ์คนก็เลยคิดว่าฟู่ฟ่า แต่จริงๆ จงไปดูสภาพรถเถอะแล้วจะรู้ ส่วนที่ทำโรงให้ก็ไม่มีอะไร เอาไว้ให้เด็กถ่ายรูป ก็เหมือนกับไปถ่ายรูปกับตุ๊กตาจีน กับยักษ์ตามวัดต่างๆ นั่นแหละ เรื่องรถบุโรทั่งนี้ การที่มีผู้จะนำดีเอสไอไปตรวจสอบก็สอบไปเถอะ แต่ไม่ใช่เรื่องที่จะเป็นอุปสรรคในการสถาปนาสมเด็จเป็นสังฆราช คนละเรื่องกันเลย อาตมาคิดว่า รัฐบาลคิดผิด คือจะตรวจสอบก็ตรวจสอบกันไป เรื่องของท่าน แต่ไม่ใช่ให้มาขวางเรื่องการตั้งสมเด็จพระสังฆราช" เจ้าคุณพิพิธย้ำเสียงหนักแน่น

พร้อมกับฝากถึงเจ้าของรถเหล่านั้นว่า ช่วยออกมาให้สัมภาษณ์สักทีว่า มาถวายท่านเพราะอะไร ช่วยออกมารับแทนสมเด็จท่านหน่อย

เจ้าคุณพิพิธกล่าวว่า การที่พระรูปหนึ่งใส่ความออกทีวีทุกวัน การไปถวายสิ่งปฏิกูลดูหมิ่นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ถามว่าทำไมสมเด็จท่านไม่ฟ้อง

ก็ต้องบอกว่าใจสมเด็จท่านกับใจพระที่มาประท้วงนั้นต่างกัน และเมื่อดูใจแล้วก็ต้องดูพื้นฐานคุณธรรมก็ต่างกันไกล วันนี้ ถามท่านนายกฯว่า ท่านมีหน้าที่อะไร และทำไมต้องฟังพระแบบนี้ เรื่องนี้จะทำให้นายกฯเสียหาย การฟังพระแบบนี้มาเรื่อยๆ ตั้งแต่ปฏิวัติมาแล้ว มีการให้ตั้งม็อบได้โดยไม่ผิดกฎหมาย ไปยื่นเรื่องโดยเอาเรื่องคดีรถมาขัดขวางการตั้งสังฆราช

"ถ้ารัฐบาลฟังพระรูปนี้ ประชาชนเขาก็ต้องสงสัยว่า รัฐบาลชุดนี้ปั้นมาโดยมือพระเหรอ ทำไมพระรูปอื่นไปยื่นหนังสือให้เจ้าหน้าที่ระดับล่างมาต้อนรับ แล้วทำไมพระรูปนี้ไปต้องให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงมารับ กราบเท้าพินอบพิเทา ซึ่งคนเขาก็ต้องคิดว่า เหนือจากนายกฯ มีพระองค์นี้หรือ แล้วเหนือจากพระองค์นี้มีใครอีก ทำไมนายกฯต้องฟัง ทำไมรัฐบาลต้องฟัง มันจะเสียหายกันหมด"

ทิ้งท้าย ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ฝากถึงพระแห่งวัดพระธรรมกายว่า อยากให้อยู่อย่างสงบ เช่น กรณีธุดงค์ก็อย่าออกมานอกพื้นที่จนสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน ซึ่งจะเป็นภาพที่ไม่ดี จะเดินจงกรมอยู่ในลานวงกลมรอบวัดนั้นก็ทำไปเถอะ ไม่มีใครว่าอะไรหรอก แต่อย่าสร้างความเดือดร้อน จนทำให้คนโยงเรื่องธรรมกายไปถึงสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ จนเป็นปัญหาเรื่องการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชด้วย

นี่คือความคิด ความเห็นจาก พระราชวิจิตรปฏิภาณ ซึ่งเฝ้ามองกรณีวุ่นๆ ในแวดวงพุทธศาสนาด้วยความเป็นห่วง

สถานการณ์จากนี้จะเป็นอย่างไร คงต้องติดตามต่อไปชนิดตาไม่กะพริบ !

 

 

 

ที่มา : มติชน  :  25 มกราคม 2559

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264