ใคร ? บ่อนทำลายศาสนา..

 

ทัศนะของ..

อนุดิษฐ์ นาครทรรพ พรรคเพื่อไทย

 

 

 

 

 

 

 

 


ใคร ? บ่อนทำลายศาสนา..

 

คอลัมน์ : โดนไปบ่นไป

 

ผู้เขียน : น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

 

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศ

 

ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นเมืองพุทธ เพราะคนไทยเกือบทั้งประเทศนับถือศาสนาพุทธ อย่างไรก็ดี ประชาชนในเมืองพุทธแห่งนี้ไม่เคยรังเกียจเพื่อนร่วมชาติที่นับถือศาสนาอื่น พวกเราอยู่ร่วมกันได้ในสังคมอย่างมีความสุข ไม่ว่าใครจะนับถือศาสนาใดก็ตาม นอกจากจะไม่รังเกียจศาสนาอื่นๆแล้ว คนไทยยังยินดีให้ศาสนาทุกศาสนาสามารถเผยแผ่ศาสนาของตนเองได้อย่างเสรี และเป็นสิทธิอันชอบตามกฎหมายของคนไทยทุกคนที่สามารถเลือกนับถือศาสนาใดๆก็ได้ โดยไม่มีกฎเกณฑ์ต่างๆมาบังคับทั้งสิ้น

 

สำหรับศาสนาพุทธในประเทศไทยนั้น แต่เดิมคณะสงฆ์เถรวาทมีเอกภาพเป็นหนึ่งเดียวกัน มาจนกระทั่งในยุคต้นรัตนโกสินทร์ได้เกิด ธรรมยุติกนิกาย ขึ้นมาอีกหนึ่งนิกาย โดยแยกออกจากคณะสงฆ์เดิม ดังนั้น คณะสงฆ์ไทยจึงมี 2 นิกายตั้งแต่นั้นมา โดยคณะสงฆ์แต่เดิมเรียกว่า มหานิกาย และคณะสงฆ์ที่เกิดขึ้นใหม่เรียกว่า ธรรมยุต

 

เรื่องที่ประเทศไทยมีหลายนิกายถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเมืองพุทธอื่นๆ เช่น ศรีลังกาและกัมพูชา ก็มีคณะสงฆ์เถรวาทหลายนิกาย แต่มีความต่างกันตรงที่เมืองพุทธอื่นๆจะมีพระสังฆราชของแต่ละนิกายปกครองกันเอง โดยยึดตามหลักพระธรรมวินัยที่พระภิกษุนานาสังวาสจะไม่ทำสังฆกรรมร่วมกัน แต่ในประเทศไทยของเรายึดหลักความสามัคคี ดังนั้น เราจึงมีพระสังฆราชเพียงพระองค์เดียวที่ปกครองคณะสงฆ์ทุกนิกาย

 

ในปัจจุบันคณะสงฆ์มหานิกายมีพระภิกษุเกือบ 260,000 รูป จำพรรษาอยู่ในวัดต่างๆกว่า 30,000 วัด ในขณะที่คณะสงฆ์ธรรมยุตมีพระภิกษุกว่า 30,000 รูป จำพรรษาอยู่ในวัดต่างๆเกือบ 2,000 วัด หากเราพิจารณาจากตัวเลขดังกล่าวจะพบว่าสัดส่วนของพระภิกษุมหานิกายกับธรรมยุตมีความแตกต่างกันถึงประมาณ 8:1 และถ้านำจำนวนวัดของแต่ละนิกายมาเปรียบเทียบกัน สัดส่วนความแตกต่างจะยิ่งสูงถึง 15:1 เลยทีเดียว

 

สำหรับการปกครองคณะสงฆ์ของไทยในปัจจุบันเป็นไปตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.. 2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.. 2535 โดยกำหนดให้มหาเถรสมาคมเป็นองค์กรปกครองสูงสุดของคณะสงฆ์ มีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธานกรรมการ และมีกรรมการมหาเถรสมาคมฝ่ายมหานิกายและธรรมยุตฝ่ายละ 10 รูป รวมเป็น 21 รูป โดยสัดส่วนของกรรมการไม่คำนึงถึงจำนวนคณะสงฆ์มหานิกายที่มีมากกว่าคณะสงฆ์ธรรมยุติถึง 8:1 แต่อย่างใด เพราะคณะสงฆ์ในไทยยึดหลักความสามัคคี และแต่ละนิกายก็อยู่ร่วมกันเป็นอย่างดีตั้งแต่เริ่มต้นด้วยวัตถุประสงค์เดียวกันคือ ช่วยกันเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐนั่นเอง

 

มีสถิติตัวเลขที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งคือ ระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชของแต่ละนิกาย จะพบว่าตั้งแต่ พ..2453 ถึงปัจจุบัน มีพระภิกษุฝ่ายธรรมยุตขึ้นดำรงตำแหน่งพระสังฆราชรวมระยะเวลาถึง 89 ปี ในขณะที่พระภิกษุฝ่ายมหานิกายขึ้นดำรงตำแหน่งพระสังฆราชเพียง 14 ปี เท่านั้น

 

อย่างไรก็ดี ถือเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจของพุทธศาสนิกชนคนไทยทุกคนที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาไม่ว่าพระมหาเถระของคณะสงฆ์ฝ่ายใดได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช คณะสงฆ์อีกฝ่ายก็ไม่เคยคัดค้าน เพราะในสังฆมณฑลของประเทศไทยมีแต่ความรัก ความสามัคคี พระภิกษุสงฆ์ทุกรูปต่างร่วมกันปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ และที่สำคัญที่สุดคือ การสถาปนาพระมหาเถระรูปใดให้ขึ้นดำรงตำแหน่งพระสังฆราช ผู้รับผิดชอบก็จะดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบและกฎหมาย โดยยึดตามบัญญัติของคณะสงฆ์ด้วยดีเสมอมา



ผมเท้าความเรื่องราวในอดีต รวมถึงสถิติตัวเลขให้ผู้อ่านเห็นข้อเท็จจริงว่า
ประเทศไทยไม่เคยมีเรื่องแตกแยกทางศาสนามาก่อน อย่าว่าแต่ศาสนาเดียวกันเลย แม้แต่ต่างศาสนา ชาวไทยพุทธทุกคนก็ไม่เคยกีดกันหรือรังเกียจ มีแต่ร่วมสนับสนุนให้ทุกศาสนาสามารถเดินหน้าได้อย่างราบรื่น บนพื้นฐานความเชื่อของชาวพุทธที่ว่า ศาสนาทุกศาสนาย่อมสอนให้ทุกคนเป็นคนดี

 

ดังนั้น เมื่อสมเด็จพระญาณสังวรฯสิ้นพระชนม์และตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง จึงเป็นหน้าที่ของมหาเถรสมาคมที่จะต้องเสนอชื่อสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใหม่ให้กับรัฐบาลเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ซึ่งในที่สุดเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2559 ที่ผ่านมา กรรมการมหาเถรสมาคมได้มีมติเป็นเอกฉันท์เสนอชื่อ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ซึ่งเป็นพระมหาเถระฝ่ายมหานิกาย และมีอาวุโสสูงสุดทั้งโดยสมณศักดิ์และโดยพรรษา ในบรรดาสมเด็จที่ยังปฏิบัติหน้าที่ ให้ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ต่อไป

 

เรื่องนี้ควรจะยุติไปอย่างเรียบร้อย เพราะคณะสงฆ์ทุกฝ่ายไม่ได้มีปัญหากันเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมเด็จพระวันรัต เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต ก็เป็นผู้เสนอนามสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ต่อที่ประชุมเองด้วยซ้ำ ส่วนกรรมการมหาเถรสมาคมทั้งฝ่ายมหานิกายและธรรมยุตต่างก็มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นพ้องต้องกัน ดังนั้น เรื่องนี้ผู้รับผิดชอบจึงควรสบายใจและเดินหน้ากระบวนการต่างๆต่อไปตามกฎหมาย เพราะเรื่องการปกครองของคณะสงฆ์ ถ้าไม่ฟังมติของมหาเถรสมาคมแล้วท่านจะไปฟังใคร

 

แต่ถึงวันนี้เรื่องนี้ก็ยังมีเสียงอู้อี้จากผู้รับผิดชอบ จนกระทั่งชาวพุทธส่วนใหญ่เกิดข้อสงสัยว่ามีความพยายามซื้อเวลาและดึงกระบวนการในการเสนอชื่อสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ให้ช้าลงใช่หรือไม่? เพราะในห้วงเวลาที่ผ่านมาพบว่ามีความพยายามจากกลุ่มบุคคลกลุ่มเดียวกับที่เคยสนับสนุนให้มีการรัฐประหารออกมาเคลื่อนไหว เป็นกระบวนการที่มีพฤติกรรมและวัตถุประสงค์ชัดเจนในการโจมตีและต่อต้านไม่ให้เจ้าประคุณสมเด็จฯวัดปากน้ำได้ขึ้นดำรงตำแหน่งพระสังฆราช

 

กลุ่มบุคคลดังกล่าวร่วมมือและเลือกใช้วิธีการทำลายล้าง ดิสเครดิตด้วยข้อกล่าวหาต่างๆให้เจ้าประคุณสมเด็จฯต้องมัวหมอง วิธีการนี้เป็นวิธีเดียวกันกับที่เคยทำสำเร็จมาแล้วในการทำลายล้างทางการเมืองในการขับไล่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และรัฐบาลเลือกตั้ง เพื่อปูทางให้เกิดการรัฐประหาร ซึ่งหลังรัฐประหารสำเร็จก็พบว่าผู้ร่วมขบวนการหลายคนได้รับการปูนบำเหน็จความดีความชอบ ร่ำรวยเกียรติยศ เงินทองไปตามๆ กัน

 

ผมนำเรื่องนี้มาบ่นเพราะต้องการเตือนสติท่านผู้นำสูงสุดและผู้รับผิดชอบทุกท่านว่า คณะสงฆ์มหานิกายและธรรมยุติกนิกายโดยภาพรวมนั้นอยู่ร่วมกันด้วยดี เอื้อเฟื้อ ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันด้วยดีตลอดมา แต่กระบวนการดังกล่าวกลับออกมาจาบจ้วง เหยียดหยามผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชอย่างรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยอ้างว่าท่านมีมลทินและไม่มีความเหมาะสม ถึงขนาดใช้คำเรียกเจ้าประคุณสมเด็จฯว่าที่ประมุขฝ่ายสงฆ์ด้วยคำหยาบคายเกินกว่าที่ผมจะเขียนลงไป ณ ที่นี้ได้

 

สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการสะกิดเชื้อไฟให้กับคณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนทั้งประเทศให้ลุกโพลงขึ้น ผมเชื่อว่าเชื้อไฟที่เกิดจากอคติและความอิจฉาริษยาของกระบวนการดังกล่าวที่สาดใส่ลงมา ท้ายที่สุดจะทำให้เกิดไฟกองใหญ่ที่ย้อนกลับไปแผดเผาผู้ที่คิดร้ายทุกคนที่สมรู้ร่วมคิดกันในการแทรกแซงและบ่อนทำลายศาสนาอย่างแน่นอน

 

ดังนั้น ผมจึงได้แต่หวังว่าผู้มีอำนาจทุกคนคงไม่ไปสมรู้ร่วมคิดและยอมตกเป็นเครื่องมือของกระบวนการนี้ และทำหน้าที่ของตนเองตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์โลกวันนี้ :  23 มกราคม 2559

 

 

 

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264