มีคนเสี้ยม

 

ให้สองนิกายแตกแยกกัน

 

เจ้าคุณสุวิทย์ฟันธง !

 

 

อา..ฟังไว้นะครับนะ ว่าใครที่เป็นคนเสี้ยมสงฆ์ให้แตกแยกกัน เพราะท่านสุวิทย์ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า "พวกประกาศตั้งสังฆราช 2 องค์" นั่นแหละ ตัวเสี้ยม แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่า เวลานี้ ทั้งฝ่ายธรรมยุตและมหานิกายได้รวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียว มีภารกิจจำเพาะก็คือ "เข็นสมเด็จช่วงขึ้นสู่สังฆราช" นับว่าเป็นเหตุการณ์ประหลาดที่สุดในประเทศไทย แบบว่าไม่เคยมีมาก่อน รัฐบาลน่าจะพิจารณาประเด็นนี้เป็นหลัก รีบๆ ตั้งสมเด็จวัดปากน้ำเป็นสังฆราชทันที บ้านเมืองจะได้เรียบร้อย ว่าแต่ทางฝั่งธรรมยุตนั้น ถ้าสนับสนุนและเป็นหนึ่งเดียวกับมหานิกายจริง ก็ทำไมไม่ "ประกาศรวมนิกาย" ไปเลยล่ะครับ พระสงฆ์ไทยจะได้เป็นหนึ่งเดียวไง เอ๊าจริงนะ ไหนๆ ก็ไหนๆ เลื่อมใสถึงขนาด "ธรรมยุต" เสนอ "มหานิกาย" เป็นเจ้าเป็นนาย คือยอมตัวเป็นลูกน้องแล้ว เรื่องเปลี่ยนนิกายคงมิใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป !

 

 

 

 

 

พระราชญาณกวี (สุวิทย์ ปิยวิชฺโช ป.ธ.9)

วัดพระรามเก้ากาญจนาภิเษก (ธรรมยุต)

 

พระนักเทศน์และนักเขียนชื่อดัง เจ้าของนามปากกา "ปิยโสภณ"

 

 

 

 

พระฝ่ายธรรมยุตชี้มีกลุ่มเสี้ยมให้สงฆ์แตกแยก


จากกรณีที่กลุ่มคัดค้าน สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ให้ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 โดยยื่นหนังสือให้สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ดำเนินการตีความมาตรา 7 หมวดสมเด็จพระสังฆราช ใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม 2535 ให้นายกรัฐมนตรี ต้องเป็นผู้เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะให้ได้รับการสถาปนาเป็น สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 ไม่ใช่เริ่มจากมหาเถรสมาคม (มส.) นั้น วันนี้ (21 ม.ค.) พระราชญาณกวี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก (ธรรมยุต) พระนักวิชาการชื่อดัง เจ้าของนามปากกา ปิยโสภณ กล่าวว่า

ในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 18 และ 19 คณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ให้การยอมรับถึงความเหมาะสมของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (วาสน์ วาสโน) วัดราชบพิธ และสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งมาจากทางฝ่ายธรรมยุต ที่ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช และเมื่อมาถึงครั้งนี้ ทางฝ่ายธรรมยุตก็ยอมรับถึงความเหมาะสมของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ในการที่จะได้รับการทูลเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช โดยในการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) เมื่อวันที่ 5 ม.ค. กรรมการ มส. ที่มาจากคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุต ก็เป็นฝ่ายที่เสนอรายชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์เอง จึงเห็นได้ชัดว่าทั้งธรรมยุตและมหานิกาย ไม่ได้มีข้อขัดแย้งกัน แต่ปัญหาที่มันเกิดอยู่ขณะนี้คือ มีคนเสี้ยมให้แตกแยก ถึงขั้นที่อยากให้มีการตั้งสมเด็จพระสังฆราช 2 พระองค์ ดังนั้นหากนายกรัฐมนตรีไม่อยากให้เกิดความแตกแยกก็ควรทำตามขั้นตอนของกฎหมายและนำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ไม่ควรปล่อยให้คาราคาซัง คนที่ศรัทธาในสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์นั้นมีมาก เนื่องจากท่านสร้างคุณูปการต่อพระพุทธศาสนามากมาย อีกทั้ง มส. ก็มีการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายแล้วทุกประการ ส่วนการที่มีผู้ไปร้องสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินให้ตีความขั้นตอนการเสนอรายชื่อนั้น หากผู้ตรวจการแผ่นดินเต้นตาม บ้านเมืองนี้คงเพี้ยนไปหมดแล้ว

พระเมธีธรรมาจารย์ เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากการสืบค้นข้อมูลการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ก่อนที่จะมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์พ.ศ.2505 ฉบับแก้ไข 2535 ก็พบว่า คณะสงฆ์มีการยึดอาวุโสโดยสมณศักดิ์มาโดยตลอด โดยเฉพาะตั้งแต่สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 12 เป็นต้นมา คณะสงฆ์ยึดเกณฑ์ในการพิจารณาอาวุโสโดยสมณศักดิ์มาโดยตลอด จึงชัดเจนว่าโบราณราชประเพณีในการเสนอรายชื่อสมเด็จพระสังฆราชมีการดำเนินการอย่างไร

ด้านนายจำนงค์ สวมประคำ อดีตเลขาธิการวุฒิสภา กล่าวว่า พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535 ในมาตรา 7 หมวดสมเด็จพระสังฆราชนั้น เขียนไว้ชัดเจนอยู่แล้วว่า เมื่อสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ต้องให้มหาเถรสมาคม (มส.) ประชุมเลือกสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ และให้นายกรัฐมนตรี นำนามที่ มส.เสนอนำขึ้นทูลเกล้าฯ จะมีใครนำไปตีความให้ต่างไปจากนี้คงไม่ได้ เพราะกฎหมายเขียนไว้ว่า ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของ มส. นำนามขึ้นทูลเกล้าฯ ก็ชัดเจนอยู่แล้วในหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี ซึ่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ก็เหมือนกฎหมายบริหารราชการแผ่นดินอื่นๆ เช่น สภาเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แล้วให้ประธานสภาวุฒิสภานำความกราบบังคมทูลรับสนองพระบรมราชโองการ อีกกรณีการตั้งนายกรัฐมนตรี สภาก็ต้องลงมติเลือก จากนั้นประธานสภาก็นำขึ้นทูลเกล้าฯ และรับสนองพระบรมราชโองการ ขณะที่นายกรัฐมนตรี เวลาตั้งคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีเป็นผู้เลือกและนำขึ้นทูลเกล้าฯ ซึ่งขั้นตอนการเสนอสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ก็ใช้กระบวนการเดียวกันกับระบบบริหารราชการแผ่นดิน นายกรัฐมนตรี เปรียบเสมือนทางผ่าน และเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

นายจำนงค์ กล่าวต่อไปว่า ส่วนมี่มีผู้ไปยื่นให้สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ช่วยตีความมาตรา 7 ใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ฉบับปัจจุบันนั้น ก็สามารถยื่นได้ แต่ผู้ตรวจการแผ่นดินก็ต้องรู้ว่า เขามีอำนาจหรือไม่ เนื่องจากผู้ตรวจการแผ่นดิน เมื่อรับเรื่องมาแล้วจะต้องมีการประชุมพิจารณาว่า เรื่องดังกล่าวเขามีอำนาจหรือไม่ ถ้าไม่มีอำนาจก็ไม่รับพิจารณาต่อ ซึ่งแต่ละองค์กร มีกฎหมายเขียนบทบาทหน้าที่ไว้ชัดเจนอยู่แล้ว

"การวินิจฉัยเรื่องของคณะสงฆ์ ทางฝ่ายอาณาจักรและศาสนจักร ได้แยกกันอย่างชัดเจน ไม่เคยมีฝ่ายอาณาจักรมายุ่งกับศาสนจักร หากเทียบกันฝ่ายอาณาจักร โดยรัฐบาลจะไปยุ่งกับการตั้งบาทหลวงในศาสนาคริสต์ หรือไปยุ่งกับการตั้งจุฬาราชมนตรีในศาสนาอิสลามได้หรือไม่ อยากให้ลองพิจารณากันดู จึงไม่อยากให้รัฐบาลมาทำอะไรที่ไม่เหมาะสมในการตั้งสมเด็จพระสังฆราช ประมุขสงฆ์ในพระพุทธศาสนา และขอตั้งคำถามว่า รัฐบาลกำลังจะทำอะไรกับพระพุทธศาสนา รวมทั้งทำอะไรก็อย่าขัดบทบัญญัติของศาสนานั้นด้วย" อดีตเลขาธิการวุฒิสภากล่าว

 

 

 

ที่มา : เดลินิวส์   : 22 มกราคม 2559

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264