นปช. !

 

 

ตู่-จตุพร ออกหน้าดันสมเด็จช่วงขึ้นสังฆราช

ประกาศ..ถ้าบิ๊กตู่แน่จริง

 

ก็..ใช้ ม.44 ไปเลยสิ ทำอะไรก็ได้ !

 

เออ..นั่นสิ กลัวอะไร ไม่เข้าใจ ?

 

 

 

พระวัดปากน้ำฟังไปก็คงเสียวไป มันจะให้หลวงพ่อเป็นสังฆราชหรือไม่ให้เป็นกันแน่ ออกมาเต็มตัวแบบนี้ ถ้าผีไม่หลอกก็คงฝันกลางวัน ฝันว่า หลวงพ่อใหญ่วัดปากน้ำ จะได้เป็นสังฆราช แต่ทว่า ณ บัดนี้ เรื่องตั้งสมเด็จพระสังฆราช ได้กลายเป็น "การเมือง" ไปเต็มตัวแล้ว ก็นับตั้งแต่ประธาน นปช. ออกมาพูดหนุนสมเด็จช่วงนั่นแหละ แต่คุณจตุพรคงมองเห็นแล้วล่ะว่า ถ้าออกมาแสดงบทบาทเรื่องสังฆราช ก็มีแต่ "ได้กับได้"

1. ถ้ารัฐบาลตั้งสมเด็จช่วงเป็นสังฆราช ก็เข้าทางจตุพร เพราะได้ออกมาสนับสนุนแต่ต้นในวันนี้

 

2. ถ้ารัฐบาลไม่ตั้งสมเด็จช่วงเป็นสังฆราช ก็เข้าทางจตุพร เพราะพระสงฆ์ฝ่ายมหานิกายซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของประเทศ จะพากันแอนตี้รัฐบาลทหาร ชาวบ้านก็จะเอาใจช่วยพระสงฆ์ คะแนนทั้งวัดและบ้านก็จะเทไปทางฝ่ายตรงกันข้ามกับรัฐบาลทหาร ซึ่งจะเป็นใคร ถ้ามิใช่..พท ?!

 

ตู่-จตุพร ฝ่ากฎอัยการศึกออกชนทหารครั้งนี้ เพราะมีรางวัลใหญ่ระดับ "ซูเปอร์ล็อตโต้" ให้ลุ้น เทียบง่ายๆ ว่า ก่อนหน้านั้นแค่ได้ "ธรรมกาย" ก็เหลือกินเหลือใช้ วันนี้แจ๊กพ็อตได้ "มหานิกาย" ใหญ่กว่าเดิมอีกร้อยเท่า ใครไม่เอาก็..โง่บัดซบ !

 

 

 

 

(ภาพ : ไทยรัฐ)

 

จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.

 

 

 

ตู่ ต้านกลุ่มใส่ร้าย สมเด็จช่วง ชี้ เบนซ์เก่า 60 ปี หรูตรงไหน เตือน บิ๊กตู่ คิดดีๆ

 

วันที่ 20 มกราคม นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวตอนหนึ่งในรายการมองไกล โดยตั้งคำถามถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่า ถ้าเชื่อพวกที่ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอชื่อสมเด็จพระสังฆราช แล้วจะกล้าเลือกชื่อสมเด็จพระสังฆราชเองหรือ เพราะการกระทำเช่นนั้นขัดกับกฎหมายคณะสงฆ์ ปี 2505 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ปี 2535 และยังเป็นการฝ่าฝืนประเพณีปฏิบัติของสงฆ์ ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาให้มากขึ้น

นายจตุพรระบุว่า กลุ่มค้านได้ตั้งขบวนการคุกคาม ต่อต้านสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ไม่ให้เป็นสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 20 โดยกล่าวหาว่า เป็นพระที่สะสมรถหรูโดยมิชอบ และกระบวนการประชุมของมหาเถรสมาคม (มส.) เพื่อพิจารณาราชชื่อสมเด็จพระราชาคณะเมื่อวันที่ 5 มกราคม ที่ผ่านมานั้น ขัดกับ มาตรา 7 ของกฎหมายคณะสงฆ์ ปี 2535 ส่วนที่มีการยื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเมื่อวันที่ 19 มกราคม เพื่อให้ตรวจสอบและวินิจฉัยว่า ข้อกำหนดตาม มาตรา 7 ของกฎหมายคณะสงฆ์ ปี 2535 นั้น ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีหรือ มส.เป็นผู้เสนอรายชื่อเพื่อสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ โดยผู้ยื่นเชื่อว่า นายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้เสนอชื่อให้ มส. เห็นชอบเท่านั้น ดังนั้น การประชุมของ มส. ที่ผ่านมาจึงเป็นโมฆะ และต้องเริ่มต้นกระบวนการพิจารณาใหม่ทั้งหมด

 

ถ้านายกรัฐมนตรีเอาตามกลุ่มค้านแล้ว นายกรัฐมนตรีควรใช้มาตรา 44 อำนาจตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ประกาศยกเลิกมติ มส. และ ม.7 เลย แต่การอธิบายตีความของคนพวกนี้ต้องการเพียงยื้อเวลา หรือมีเป้าหมายใดแอบแฝงอยู่ เป็นความพยายามไม่มีเหตุผล เพราะกฎหมายสงฆ์ล็อกระบุไว้หมดแล้ว นายกรัฐมนตรียังจะเชื่อคนพวกนี้หรือ ท่านกล้าเลือกสมเด็จพระสังฆราชเองหรือ ท่านกล้าหรือครับ ถ้าจะตีความกฎหมายให้คนธรรมดาไปเสนอชื่อได้ มีปัญหา พวกนี้นรกจะกินกบาลเอา

 

ส่วนการกล่าวหาสมเด็จวัดปากน้ำมีรถหรูนั้น ความจริงแล้วรถหรูตามการกล่าวหานั้น ไม่ได้หรูอะไรเลย เป็นเพียงรถเบนซ์โบราณอายุกว่า 63 ปี แต่เดิมจอดไว้ในอู่ซ่อมรถที่จังหวัดนครปฐม ลูกศิษย์ติดต่อขอซื้อ แล้วสั่งอะไหล่รถเบนซ์จากต่างประเทศมาซ่อมให้ใช้การได้ แต่รถคันนี้สมเด็จวัดปากน้ำไม่ได้ใช้เดินทาง มีไว้แสดงเพื่อศึกษาเพราะเป็นรถโบราณ ประธาน นปช. กล่าว

 

นายจตุพรกล่าวว่า ที่มาของรถโบราณคันนี้มาจากอู่ในจังหวัดนครปฐม วัดอ้อน้อยอยู่นครปฐม และ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เคยเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ดังนั้น เมื่อเชื่อมโยงกันแล้ว จึงเข้าใจถึง ม.ล.ปนัดดา ต้องออกมารับหนังสือที่มีผู้มายื่นถึงทำเนียบรัฐบาล อย่างไรก็ดีสิ่งสำคัญในการปกครองพระสงฆ์นั้น มส. ต้องทำตามกฎหมายคณะสงฆ์ ซึ่งกำหนดให้นายกรัฐมนตรีมีหน้าที่นำชื่อกราบบังคมทูลเกล้าฯ ซึ่งได้ปฏิบัติตามพระราชประเพณีสืบทอดกันมายาวนาน แต่ฝ่ายต่อต้านได้แบ่งงานกันทำมากขึ้น โดยมีตัวแทนเครือข่ายปกป้องพระธรรมวินัยแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยสมาชิกเครือข่ายได้ยื่นหนังสือต่อ ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวหาสมเด็จช่วงขาดคุณสมบัติจะเป็นสมเด็จพระสังฆราช เพราะช่วยเหลือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดธรรมกาย และไม่ปฏิบัติตามพระลิขิตของอดีตสมเด็จพระสังฆราชที่ให้สึกออกจากพระ

 

นายจตุพรกล่าวอีกว่า คนพวกนี้ไม่รู้จักบาปบุญเลย เพราะสำนักพุทธศาสนาได้แยกพระลิขิตกับพระบัญชาออกมาชัดเจน แต่กลุ่มคนเหล่านี้กลับนำมาเป็นเรื่องเดียวกัน ซึ่งคณะสงฆ์รู้ว่า พระลิขิตเป็นความเห็น ส่วนพระบัญชาต้องปฏิบัติตามกฎหมาย จึงมีมติเอกฉันท์ในที่ประชุม มส. ให้เสนอชื่อสมเด็จช่วงขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช เพราะอาวุโสโดยสมณศักดิ์สูงสุดตามกฎหมายกำหนดไว้ทุกประการ

 

 

 

ที่มา : มติชน   : 21 มกราคม 2559

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264