99 !

 

 

ทะเบียนรถสมเด็จช่วง

ไม่ใช่แค่รถหรู แต่เลขทะเบียนก็..หรู

 

พุทธะอิสระเผยทะเบียนรถโบราณสมเด็จช่วง

ชี้เส้นทางนำเข้าถี่ยิบ

 

จ่ายเงิน-โอนเป็นชื่อ..สมเด็จ !

 

 

 


 

 

 

คันไหนเอ่ย ?

 

 

 

 

 

 

คันนี้หรือเปล่า ?

 

แต่เอ..มีแต่เลข 9 สงสัยหลวงพ่อท่านชอบเลข 9

 

 

 

 

 

หรือว่าคันนี้ ?

 

 

 

 

พวกวัวสันหลังหวะ

 

แค่ได้ยินเสียงแมลงหวี่แมลงวันก็สะดุ้งสะเทือนจนรนรานกันทั้งคอก ตอนที่ 2


18 มกราคม 2559

 

ในเวลาต่อมาดีเอสไอเชิญตัวฉันไปให้ปากคำเพิ่มเติมและลงชื่อเป็นผู้ชี้เบาะแสแจ้งความร้องทุกข์แก่สมเด็จช่วง

 

ด้วยมูลเหตุอันเกิดมาจากแรงจูงใจ 2 ประการคือ

 

1. สมเด็จช่วงเป็นผู้มีพฤติกรรมละเมิดพระธรรมวินัยเป็นอาจิณ ดังตัวอย่างที่บัญญัติเอาไว้ในโกสิยวรรค สิกขาบทที่ 8 ความว่า

 

ภิกษุรับเองก็ดี หรือใช้ให้ผู้อื่นรับก็ดี ซึ่งทองและเงิน หรือยินดีในทองและเงินนั้นเพื่อเก็บไว้เพื่อตน ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์

 

และสิกขาบทที่ 9 ความว่า ภิกษุทำการซื้อขายรูปิยะ คือของที่เขาใช้เป็นทองและเงิน ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์

 

สมเด็จช่วงแห่งวัดปากน้ำได้กระทำการละเมิดพระบัญญัติทั้งสองข้อนี้อยู่เป็นอาจิณ อีกทั้งยังนำทรัพย์สินที่ซื้อมาใส่ชื่อของตน เช่น รถเบนซ์หรูทะเบียน ขม-99 เจ้าปัญหาคันนี้เป็นต้น

 

แม้จะอวดอ้างว่ามิได้ซื้อขายแลกเปลี่ยนทรัพย์สินนั้นเพื่อตน แต่ด้วยสถานภาพของผู้อยู่ในองค์คณะปกครองสูงสุดแห่งสังฆมณฑล จึงสมควรยิ่งที่จะประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นต้นแบบอย่างเคร่งครัด ตามหลักพระธรรมวินัยและถูกต้องตามสมณวิสัย เป็นผู้สะอาด ฉลาด สว่าง สงบ มิใช่ทำตัวเป็นผู้มักมาก อยากได้ ชอบสะสมอย่างที่เป็นอยู่

 

อีกทั้งยังมีพฤติกรรมที่ละเมิดพระธรรมวินัยในสิกขาบทต่างๆ อยู่เนืองนิตย์ และมีพฤติกรรมละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อตรง ไม่เอื้อเฟื้อต่อพระธรรมวินัย ลำเอียง เลือกข้าง มักมาก หลงติดอยู่ในโลกธรรมอันลามก

 

ทั้งที่คดีรถหรูนี้มีการสืบสวนสอบสวนมาเป็นเวลาร่วม 2 ปี จนข่าวคราวเป็นที่ปรากฏ แทนที่สมเด็จช่วงจะรู้ตัวว่ารถที่ครอบครองผิดกฎหมาย ต้องส่งมอบคืนให้แก่หลวง แต่กลับนิ่งเฉยโดยไม่ละอาย ทั้งยังปล่อยให้ลิ่วล้อออกมาโป้ปดมดเท็จ เบี่ยงเบนประเด็นแก้ตัวไปวันๆ แต่ไม่ยอมแก้ไข

 

พฤติกรรมเช่นนี้จึงเข้าข่ายละเมิดอาบัติปาราชิกในสิกขาบทที่ 2 ที่ว่าด้วย

 

ภิกษุถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ ทรัพย์นั้นมีราคาเกิน 5 มาสก (เท่ากับทองคำ 20 เมล็ดข้าวเปลือก) ต้องอาบัติปาราชิก

 

อธิบายคำว่าปาราชิก เป็นชื่อของอาบัติ

 

ปาราชิก แปลว่า ผู้ที่พ่ายแพ้ หรือผู้ตัดขาดจากสถานะเดิม ผู้หาสังวาสมิได้ หรือหาสังคมอยู่ด้วยมิได้

ใบไม้เมื่อหลุดร่วงหล่นลงสู่พื้น ยิ่งนับวันมีแต่แห้งเหี่ยว ไม่มีโอกาสสดเขียวขึ้นมาได้ฉันใด ภิกษุผู้ถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้ด้วยลักษณะ 13 อย่าง หรืออย่างใดอย่างหนึ่งด้วยเจตนา ย่อมไม่สามารถงอกเงยในมรรคผลนิพพานได้ในฉันนั้น

 

ลักษณะของการถือเอาทรัพย์มีอยู่ด้วยกัน 13 ชนิด ได้แก่


1. ลัก ได้แก่อาการถือเอาทรัพย์ให้เคลื่อนจากฐานที่ตั้ง ด้วยเจตนา


2. ชิงหรือวิ่งราว ได้แก่อาการชิงเอาทรัพย์ที่เขาถืออยู่


3. ลักต้อน ได้แก่กิริยาไล่ต้อนหรือจูงสัตว์ 4 เท้า สัตว์ 2 เท้า หรือสัตว์ไม่มีเท้า ให้เคลื่อนจากที่อยู่ที่เหยียบยืน


4. แย่ง ได้แก่อาการเข้าแย่งทรัพย์ซึ่งหน้าจากมือเจ้าของทรัพย์หรือแย่งขณะที่เจ้าของทำทรัพย์นั้นตก


5. ลักสับ ได้แก่การสับของดีให้เป็นของเลว ของมีราคามากให้เป็นของมีราคาน้อย แม้ที่สุดลักสับสลากรายชื่อของทรัพย์ ด้วยเจตนาต้องการทรัพย์นั้น


6. ตู่ ได้แก่กิริยากล่าวตู่เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์ที่ไม่ใช่ของตน


7. ฉ้อโกง ได้แก่กิริยารับของที่มีผู้มาฝากเอาไว้ แล้วฉ้อโกงเอามาเป็นของตน


8. ยักยอก ได้แก่ภิกษุผู้มีหน้าที่รักษาคลัง ทำบัญชีหรือควบคุมทรัพย์ของวัด แล้วยักยอกทรัพย์นั้นมาเป็นของตน (กิริยานี้ตรงกับกรณีของธัมมชโย ที่ยักยอกเงินและที่ดินของวัดมาเป็นชื่อของตน)


9. ตระบัด ได้แก่กิริยาที่นำของที่ต้องเสียภาษี เมื่อผ่านด่านเก็บภาษีก็ซุกซ่อนของนั้น ไม่ยอมเสียภาษี หรือของมากก็ซ่อนให้เห็นว่าเป็นของน้อย จะได้เสียภาษีน้อยๆ (ตรงกับพฤติกรรมของนายน้ำฝนแห่งวัดไผ่ล้อมในคดีรถหรู)


10. ปล้น ได้แก่การชักชวนกันทำโจรกรรม ลงมือด้วยตนเองบ้าง หรือมิได้ลงมือด้วยตนเอง แต่ตนมีส่วนร่วม เมื่อได้ทรัพย์นั้นมาสมเจตนา หากทรัพย์นั้นมีราคาเกิน 5 มาสก ต้องอาบัติปาราชิกทั้งกลุ่ม


10. หลอกลวง ได้แก่การหลอกทำของปลอมต่างๆ


11. กดขี่หรือกรรโชก ได้แก่การใช้กำลัง ใช้อำนาจ ข่มเหงเอาทรัพย์ของผู้อื่น ตัวอย่างเช่น ภิกษุเป็นเจ้าหน้าที่มีอำนาจการปกครองอยู่ในมือ แล้วใช้อำนาจนั้นข่มเหงเพื่อให้ได้ทรัพย์มา


12. ลักซ่อน ได้แก่การเห็นทรัพย์ที่เจ้าของเขาทำตกหล่นไว้โดยไม่รู้ตัว ภิกษุนั้นพอเห็นจึงแกล้งเดินไปเอาเท้าเหยียบไว้ ยืนบังไว้ หรือใช้วัสดุอย่างหนึ่งอย่างใดปกปิดเอาไว้ ด้วยเจตนาจะถือเอามาเป็นของตน ต้องอาบัติเมื่อเจ้าของทรัพย์หาของไม่เจอ และทรัพย์นั้นได้ตกเป็นของภิกษุ (ข้อนี้ตรงกับกรณีสมเด็จวัดปากน้ำมีรถหรูจดประกองหลีกเลี่ยงภาษี ถ้ารู้อยู่ว่ารถหนีภาษีไม่ไปแจ้งแก่เจ้าหน้าที่ และลักซ่อนรถนั้นไว้ก็ต้องอาบัติปาราชิก)

 

ทรัพย์ที่ถือเอามาเป็นของตนด้วยกิริยาอาการทั้ง 13 อย่างหรืออย่างหนึ่งอย่างใด ก็เป็นเหตุให้ต้องอาบัติปาราชิก

 

ทรัพย์ในปาราชิกสิกขาบทที่ 2 นี้มีอยู่ด้วยกันสองชนิดคือ


1. สังหาริมทรัพย์ คือทรัพย์ที่เคลื่อนที่ได้
2. อสังหาริมทรัพย์ คือทรัพย์ที่เคลื่อนที่ไม่ได้

ภิกษุที่ถือเอาทรัพย์เหล่านี้โดยมิต้องอาบัติต้องประกอบไปด้วยอาการดังนี้คือ
1. เข้าใจผิดคิดว่าทรัพย์นั้นเป็นของตน
2. คิดว่าเป็นของคนกันเอง เคยรู้จักกันมาก่อน คงไม่เป็นไรหรอก
3. ขอยืมนะ
4. ทรัพย์ที่เขาอุทิศให้แก่เปรต
5. ทรัพย์ที่เขาอุทิศให้แก่สัตว์ดิรัจฉาน
6. คิดว่าเป็นของที่เขาทิ้งแล้ว
7. ภิกษุนั้นเป็นบ้า
8. เป็นภิกษุคนแรกของการบัญญัติสิกขาบทนี้

 

 

2. พฤติกรรมของสมเด็จช่วงที่เป็นนักสะสม ชื่นชอบนิยมของมีค่า ของเก่า จึงนำมาซึ่งการกระทำผิดกฎหมายศุลกากรมาตรา 27

 

ที่นำรถผิดกฎหมายเข้ามาในประเทศและสำแดงเอกสารเท็จ แม้จะอ้างว่าเป็นของลูกศิษย์ถวายให้มาก็ฟังไม่ขึ้น เพราะโดยข้อเท็จจริงแล้ว ตามหลักฐานพยานที่ปรากฏ สมเด็จช่วงได้มีการจ่ายเงินให้กับนางกาญจนา มากเหมือน เป็นจำนวนเงินล้านกว่าบาท

 

ซึ่งในเวลาต่อมานางกาญจนา มากเหมือน ได้ทำการโอนรถคันนี้ให้เป็นชื่อของสมเด็จช่วงตามปรากฏในเอกสารหลักฐานการโอน

 

(แล้วอย่างนี้พวกลิ่วล้อยังจะมาแถกแถไปว่าเขาถวายมาอีกหรือ)

 

ที่จริงมีหลักฐานปรากฏชัดเจนว่าใครเป็นผู้นำเข้ารถเก่าหรูคันนี้ และเมื่อนำเข้ามาแล้วก็มีการสำแดงเอกสารเท็จ โดยมีเจ้าหน้าที่ศุลกากรและกรมขนส่งให้ความร่วมมือ ทั้งที่รถคันนี้ใส่ตู้คอนเทนเนอร์นำเข้ามาทั้งคัน แต่มาแจ้งเท็จว่าเป็นอะไหล่รถเก่าเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี 300 กว่าเปอร์เซ็นต์

 

แล้วให้คนไปเล่นแร่แปรธาตุจนสามารถนำรถออกมาจากเขตปลอดภาษีของกรมศุลได้ ตามด้วยการจัดหาซื้อทะเบียน ขม-99 ของบริษัทแห่งหนึ่งมาสวมใส่ ซึ่งมีสุภาพสตรีนักธุรกิจคนหนึ่งเป็นผู้เซ็นยินยอมเปลี่ยนชื่อทะเบียนให้เป็นชื่อของสมเด็จช่วง

 

เอามาบอกกล่าวกันอย่างสุดติ่งกระดิ่งหมาขนาดนี้แล้ว ยังจะมาแถกอย่างไรอีกล่ะเฮีย

 

หรือถ้าอยากรู้ให้ลึกให้ละเอียดว่ามีใครร่วมมือบ้าง ใครตกเป็นจำเลยบ้าง

 

พวกเฮียๆ ทั้งหลายก็ลองพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส พิสูจน์ความจริง หากเฮียๆ เชื่อมั่นว่าสมเด็จช่วงของเฮียบริสุทธิ์ผุดผ่อง

 

เฮียๆ ทั้งหลายก็ลองแจ้งความฟ้องกลับข้อหาแจ้งความเท็จดูบ้างสิเฮีย

 

เผื่อเฮียจะได้ตาสว่างขึ้นมาบ้าง

 

เรื่องรถหรูนี่เอาไว้แค่นี้ก่อนนะเฮียๆ เพราะรู้ว่าต่อให้อธิบายขยายความ นำหลักฐานพยานมายืนยันอย่างไร ด้วยสันดานของพวกเฮียๆ ก็จะฟังไม่รู้เรื่อง

 

ดีไม่ดี พวกเฮียก็จะแถกแถไปว่า ไม่จริง ไม่จริง ใส่ร้าย ดิสเครดิต

 

เช่นนี้คงต้องบอกว่าโนคอมเม้นแล้วล่ะเฮีย

 

 

พุทธะอิสระ

 

 

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊คพุทธะอิสระ  : 19 มกราคม 2559

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264