คว่ำบาตร !

 

มหาเถรสมาคมทิ้งไพ่ใบสุดท้าย

ให้ มจร. คว่ำบาตรรัฐบาล

 

ถ้า..ไม่ตั้ง "สมเด็จช่วง" เป็นสังฆราช

 

 

 

 


 

 

 

พร้อมรบ-พร้อมรุก !
 

 

อา..ภาษานักมวยลุมพินีท่านเรียกว่า "ปี่กลองเชิด" เพราะเปิดทุกอย่างแล้ว ไล่ตั้งแต่ "มติลับ" อ้างมหานิกาย-ธรรมยุต รักใคร่กันดีที่สุดในรอบร้อยปี ไม่มีแตกแถว แถม มส. ฝ่ายธรรมยุต เป็นผู้เสนอชื่อ "สมเด็จช่วง" เป็นสังฆราช อย่างเป็นเอกฉันท์ พอๆ กับพิธีรับกฐินวัดปากน้ำ จากนั้นก็ "ส่งสัญญาณ" เป็นระยะๆ ไปถึงรัฐบาล "กรุณาอย่างฟังแกงค์ 3 พ." บ้าง "อย่าเชื่อคำยุแยงตะแคงรั่วจาก พระหนึ่งโยมหนึ่ง" ซึ่งเป็นพวก "ข้างล่างเป็นคน ข้างบนเป็นพระ" บ้าง อลังการที่สุดก็คือประกาศความเกรียงไกรของกองทัพธรรม ด้วยการที่ "พ่อใหญ่-ธัมมชัยโย" ออกโรงบัญชาการเอง ส่งโฆษกธรรมกายและทนายประจำตัวลงสนามใหญ่ ก่อม็อบประท้วงรัฐบาลที่พุทธมณฑล เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา แบบว่าเจริญพุทธมนต์สูตรพิเศษ ด่ากันโขมงโฉงเฉง ปลุกระดมจนของขึ้น ถึงขั้นลองคาถา "ล็อกคอทหาร" ติดเป็นภาพประจานไปทั่วโลก เป็นประวัติศาสตร์ในรอบ 59 ปีของการก่อตั้งพุทธมณฑล

ผลการทดสอบวันนั้น พ่อใหญ่พอใจมาก เพราะต่อไปนี้ พระพุทธศาสนาของประเทศไทยจะเข้าสู่มิติใหม่ เป็น "สังฆอาณาจักร" อย่างแท้จริง โดยที่เราไม่ต้องพึ่งพารัฐบาลหรือทหารตำรวจอีกต่อไปแล้ว ต่อไปพระไทยจะมี "กองทัพ" ไว้เป็นของตัวเอง มีปัญหาที่ไหนก็ยกกำลังเข้าปราบปราม เราทำได้ เชื่อเถอะ ขนาดภาคใต้เกิดปัญหาเรื้อรังมานานร่วม 10 ปี ถ้าไม่มี "ธรรมกาย" รับรองตายหมด ทุกวันนี้ ขนาดทหาร "กรมราชองครักษ์" ยังต้องอุ้มท้องไปขอ "กินข้าว" จากธรรมกายเลย ไม่เชื่อเหรอ เดี๋ยวมีหลักฐานให้ดู ดูแล้ว "บิ๊กตู่" อย่าตกใจล่ะ เทียบกับเงินคลองจั่นแค่พันล้าน หรือพัดยศปีละ 4 ด้ามนั้น ห่างกันไม่เห็นฝุ่น "บาปเป็นทุน บุญเป็นกำไร" ใครทำได้ก็สุดยอด

 

ดังนั้น เมื่อสังฆราชถูกกำหนดโดยมหาเถรสมาคมและธรรมกาย ไม่ว่าใครในโลกก็ "เปลี่ยนไม่ได้" ขืนเปลี่ยนเป็น "ตาย" เพราะพระไทยทั้งประเทศเขา "ยอมตาย" เพื่อสมเด็จช่วงและธัมมชโยกันแล้ว จงรักภักดีด้วยใจที่ใสบริสุทธิ์ ดุจดวงแก้วใสๆ กลางธรรมกายเลยทีเดียว เดี๋ยวรอดูนะ ถ้าสมเด็จช่วงหรือธัมมชโยมีอันเป็นไป ก็คงจะเกิดอภิมหาโศกนาฏกรรมระดับโลก พระไทยทั้งมหานิกายและธรรมยุต จะพร้อมใจกันทำ "อัตตวินิบาต" ฆ่าตัวตาย เหมือนกรณีป๋าเหนาะนั่นไง ตอนยังมีหัวโขนครอบหัว ก็มีพระไทยทั่วประเทศ ทั้งธรรมยุตและมหานิกาย แย่งกันไป "กราบตีน" จนหัวกระไดไม่แห้ง พอสิ้นยศถาบรรดาศักดิ์ ก็หงอยเหงาเศร้าสร้อย จนถึงกับ..ฆ่าตัวตาย ไม่ทราบว่าถึงวันนี้ มีพระไทยฆ่าตัวตายตามไปแล้วกี่รูป ไสว่าสิบ่ถิ่มกั๋น ?

 

จึงขอเตือนไปยังรัฐบาลบิ๊กตู่ ซึ่งกำลังถังแตกอยู่ในเวลานี้ว่า อย่าคิดนาน รีบๆ ทำตามที่พระสงฆ์ 2 นิกายเรียกร้องเสียเถิด ประเทศชาติจะได้เดินหน้า อย่าเสียเวลาขุดรากถอนโคนต้นไม้อีกต่อไป ใช้วิชาลิงปีนมะพร้าวดีกว่า แมวอะไรไม่สำคัญหรอก ขอให้จับหนูได้ก็เป็นพอ ดังนั้น พระพุทธศาสนาของไทยจะเป็นนิกายอะไรจะไปสนใจทำไม เพราะทุกวันนี้ก็ไม่มีนิกายอยู่แล้ว สนใจแต่ "หาข้าวเลี้ยงท้องกองทัพได้" แค่นี้ก็หรูแล้ว ต่อไปก็ยุบกองทัพทิ้งซะ ให้พระวัดพระธรรมกายเขามารับภาระประเทศชาติต่อ หรืออาจจะใช้ ม.44 ตั้ง ฯพณฯ ธัมมชโย เป็นสังฆราช ควบตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วย รับรองว่าประเทศไทยจะเป็น "อภิมหาอำนาจ" ของโลก แซงหน้าสหรัฐอเมริกา เพราะว่า "สตีฟ จ็อปส์" ได้เป็นอัครสาวกของธรรมกายผ่าน "ยานโตงเตง" ของธัมมชโยแล้ว ถ้าธัมมชโยได้เป็นสังฆราชหรือนายกรัฐมนตรี แบรนด์-Apple ทั้งหลายทั้งปวง ตั้งแต่ไอพอด ไอแพด ไอโฟน ไอแค๊กๆ จะกลายเป็น "แบรนด์ไทย" สร้างรายได้มหาศาล เห็นไหมว่า ยิ่งกว่าฝันที่เป็นจริง นะจ๊ะ นะจ๊ะ เด็กชายประยุทธ์ เด็กนักเรียนอนุบาลในฝันรุ่นล่าสุด !

 

 

 

 

 

 

พระพม่าคว่ำบาตรรัฐบาลที่บริหารประเทศเสียหาย ประชาชนเดือดร้อน

แต่พระไทย ประกาศจะคว่ำบาตรเพื่อตัวเอง ที่ไม่ได้เป็นสังฆราช

คว่ำเหมือนกัน แต่..ต่างกันตรงไหน ?

 

 

 

สองเจ้าของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย

 

 

 

 

ขู่คว่ำบาตรรัฐบาลไม่เชื่อถือมหาเถรฯตั้งสังฆราช

 

จากกรณีการเสนอทำประชาพิจารณ์เสนอนาม สมเด็จพระราชาคณะขึ้นทูลเกล้าฯสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช องค์ใหม่ รวมถึงกรณี นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) แสดงความคิดเห็นลักษณะไม่เชื่อถือมหาเถรสมาคม (มส.) ได้เกิดกระแสต่อต้านจากพระสงฆ์ทั้งฝ่ายธรรมยุตและมหานิกายในวงกว้างนั้น

วันนี้ ( 26 ก.พ. 59) พระครูกาญจนกิจจารักษ์ เครือข่ายองค์กรพระสงฆ์รุ่นใหม่ กล่าวว่า การมีแนวคิดทำประชาพิจารณ์ตำแหน่งสมเด็จสังฆราช ซึ่งเป็นตำแหน่งการปกครองสูงสุดของพระสงฆ์ทั้ง 2 นิกายนั้น กฏหมายก็ระบุไว้ชัดเจนแล้วว่า การสถาปนามีขั้นตอนกระบวนการอย่างไร ในขณะที่ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม 2535 ก็ไม่มีระบุขั้นตอนการประชาพิจารณ์นี้ไว้ การที่รัฐบาลพยายามถ่วงเวลาและใช้หน่วยงานรัฐเป็นเครื่องมือเบี่ยงเบนประเด็น ทำให้เครือข่ายองค์กรพระสงฆ์รุ่นใหม่ไม่สบายใจ และทำให้คณะสงฆ์และประชาชนอีกหลายส่วน เห็นว่าเกิดความไม่ชอบธรรมต่อคณะสงฆ์ จึงรู้สึกอึดอัด ถูกกลั่นแกล้ง ซึ่งผู้ใหญ่ในบ้านเมืองต้องคิดให้ดี ต้องตอบคำถามคณะสงฆ์ให้ได้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลเริ่มไม่เคารพ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ บ้านเมืองไม่สามารถเข้าสู่นิติรัฐนิติธรรมได้ รัฐบาลมุ่งใช้อำนาจกดดันให้กฎหมายบิดเบี้ยว สร้างความไม่สบายใจให้พระสังฆาธิการเป็นอย่างมาก

หน่วยงานรัฐได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจทหาร มาพบเจ้าอาวาสวัดต่างๆ ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมาถามว่ามีใครเข้าร่วมชุมนุม และไม่ให้พระในวัดออกไปร่วมชุมนุม มิฉะนั้น เจ้าอาวาสจะมีความผิด ทำให้พระสังฆาธิการจำนวนมาก รู้สึกได้รับการปฏิบัติไม่ให้เกียรติ ไร้มาตรฐาน เมื่อเทียบกับพระบางรูป ที่เคลื่อนไหวได้ในขณะนี้แต่หากรัฐบาลยังดูถูกเหยียดหยามคณะสงฆ์ โดยเฉพาะยังไม่เชื่อมั่น มส. มีโอกาสที่คณะสงฆ์จะคว่ำบาตรกิจกรรมของรัฐบาลเป็นไปได้สูงมาก ซึ่งคณะสงฆ์ไม่ประสงฆ์อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ พระครูกาญจนกิจจารักษ์ กล่าว

ด้านพระปลัดนนท์ กิตฺติปญฺโญ ประธานสภานิสิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) กล่าวว่า นิสิตของ มจร. ได้หารือร่วมกันแล้ว เห็นว่าไม่ควรทำประชาพิจารณ์การตั้งสมเด็จพระสังฆราชอย่างยิ่ง เพราะพระสงฆ์ปกครองกันในฝ่ายพุทธจักรตามพระวินัย ทั้งฝ่ายมหานิกายและธรรมยุติล้วนสามัคคีให้เกียรติกันตลอด ซึ่งการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชเป็นที่จับตามองจากคณะสงฆ์ทั่วโลก เป็นประมุขที่สงฆ์ทั้งโลกให้ความเคารพนับถือ แต่ขณะนี้รัฐบาลเองกลับพยายามกระทำย่ำยีให้พระพุทธศาสนาในไทยเป็นที่หม่นหมอง ซึ่งไม่สอดคล้องกับการที่นายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่าเรื่องของพระ ให้พระจัดการกันเอง

พระปลัดนนท์ กล่าวต่อไปว่า ตนขอถามกลับไปถึงนายกรัฐมนตรีว่า หากท่านถูกทำประชาพิจารณ์เสียเอง แล้วมีเสียงส่วนน้อยไม่อยากให้ท่านดำรงตำแหน่งต่อไป ท่านจะมองคนส่วนน้อยหรือส่วนมาก อีกอย่าง ถ้าจะให้มีประชาพิจารณ์จริง ก็ควรจะให้สิทธิ์เฉพาะพระภิกษุสงฆ์เท่านั้น เพราะฝ่ายศาสนจักรก็มีวิธีของทางศาสนจักร บัดนี้ กระบวนการของทาง มส.เสนอนามสมเด็จพระสังฆราชได้ทำจบแล้ว แต่ฝ่ายรัฐบาลยังไม่เสนอ กลับประวิงเวลาให้อีกฝ่ายซึ่งมีพระบางรูปและกลุ่มบุคคล ที่มีเจตนาร้ายทำให้พระศาสนาแปดเปื้อน ออกมาใส่ร้าย จาบจ้วงพระเถระชั้นผู้ใหญ่ ให้ดีเอสไอดำเนินคดีต่างๆ นานา ตนในนามนิสิต มจร. ไม่เห็นด้วยกับการนำวิธีการแนวทางการเมืองของอาณาจักรมาใช้กับศาสนจักร

ส่วนกรณีท่านสุวพันธ์ ที่กำกับดูแล พศ. มีท่าทีไม่เชื่อมั่นต่อ มส. ท่านแสดงท่าทีแฝงเลศนัยรับไม้จากใครหรือไม่ ฝากถึงท่านว่า เมื่อท่านได้รับมอบหมายให้มาดู พศ. และเป็นผู้ประสานฝ่ายอาณาจักรกับศาสนจักร แต่กลับไม่เชื่อมั่น ไม่เคารพองค์กรปกครองสูงสุดของคณะสงฆ์ ก็ควรพิจารณาตนเอง หรือไม่และฝากไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี ควรพิจารณาว่า ท่านสุวพันธ์ควรให้อยู่ในตำแหน่งนี้ต่อไปหรือไม่ เพราะการที่ท่านแสดงท่าทีไม่เชื่อมั่นต่อ มส. และออกมากล่าววาจาที่ขาดการพิจารณา เหมือนเป็นการเติมเชื้อไฟ มีเจตนาหนุนหลังกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ที่สำคัญ ถ้าทางรัฐบาลยังก้าวก่ายกับศาสนจักรอยู่ ทางนิสิตเองก็จะขอให้ทางศาสนจักรคว่ำบาตรฝ่ายรัฐบาลไ ม่ควรรับกิจนิมนต์ของคณะรัฐบาลเด็ดขาด เพราะฝ่ายอาณาจักรนำการเมืองทางโลกเข้ามาสู่ศาสนา และทำให้เกิดความไม่สงบประธานสภานิสิต มจร. กล่าว

พระปลัดนนท์ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องการที่รัฐบาลจะตีกลับมติ มส. ที่ได้เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะเข้ารับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช กลับมาให้ มส. พิจารณาใหม่ ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ ถ้าทำอย่างนั้นจริงเป็นการดูหมิ่นต่อองค์กรการปกครองสูงสุดของทางคณะสงฆ์อย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ สภานิสิต มจร. จะยื่นหนังสือแสดงท่าทีต่อรัฐบาลผ่าน มส. ตามลำดับการปกครองของทางคณะสงฆ์ เพื่อเป็นแบบอย่างต่อรัฐบาล ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญขององค์กรกรปกครองสุงสุดของคณะสงฆ์ เพราะสภานิสิตเองจะไม่กระทำการใดที่ละเมิดต่อ มส. เด็ดขาด อย่างไรก็ตาม ในสิ่งสำคัญพระภิกษุมีหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาและปกป้องพระพุทธศาสนาไปพร้อมๆ กัน การออกมาเคลื่อนไหวก็เพื่อพระพุทธศาสนาและพุทธบริษัท 4 ไม่ใช่เพื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

 

 

 

ที่มา : เดลินิวส์  : 27 กุมภาพันธ์ 2559

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264