ดีเอสไอแถลงข่าวกรณีรถเบนซ์โบราณวัดปากน้ำ



 

 

อธิบดีดีเอสไอแจงยิบ รถเบนซ์สมเด็จช่วง ผิดตั้งแต่ต้น เข้าข่ายถูกดำเนินคดีหลายคน

 

อธิบดีดีเอสไอ ชี้รถเบนซ์ในความครอบครองสมเด็จช่วง ผิดหลายขั้นตอนตั้งแต่การนำเข้า จดประกอบ ปลอมลายมือชื่อในใบเสร็จฯ แยกชิ้นส่วนส่งมา ผิดกฎหมายหลายบท มีผู้เกี่ยวข้องหลายคน เป็นการกระทำผิดอาญาเป็นขบวนการ เข้าข่ายเป็นคดีพิเศษ...    

 

เมื่อวันที่ 18 ก.พ. พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แถลงผลตรวจสอบรถยนต์เบนซ์โบราณ ทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร ที่มีชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชเป็นผู้ครอบครอง

 

พ.ต.อ.ไพสิฐ กล่าวว่า ดีเอสไอได้รับเรื่องเป็นคดีพิเศษเมื่อปี 2556 กระทั่งในปี 2558 มีคนร้องเรียนว่ารถคันดังกล่าวนำเข้าโดยผิดกฎหมาย จึงไปตรวจสอบที่วัดปากน้ำ 2 ครั้ง และได้เอกสารมา พบว่า แต่ละขั้นตอนมีความผิด ตั้งแต่การนำเข้า มีการแบ่งแยกชิ้นส่วนมา อุปกรณ์ส่วนควบ ตรวจสอบไม่ได้ว่ามีการนำเข้ามาจริง โดยรถดังกล่าวเป็นรถคลาสสิก ประกอบในปี 1953

 

"ดีเอสไอเห็นว่ามีความผิด 4 ขั้นตอน ทั้งการนำเข้า จดประกอบรถไม่มีใบอนุญาต ปลอมลายมือใบเสร็จรับเงินชำระภาษีจดทะเบียน และการถูกส่งมาจากสหรัฐฯ ถูกแยกมาระหว่างตัวถังกับเครื่องยนต์ โดยตัวถัง เครื่องยนต์ อุปกรณ์ส่วนควบ จดประกอบ และแจ้งสรรพากร ใช้เอกสารปลอมทั้งหมด ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ น่าจะเข้าข่ายความผิดกฎหมายหลายเรื่อง ทั้ง พ.ร.บ.ศุลกากร และ พ.ร.บ.สรรพสามิต แจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จ ซึ่งเป็นการกระทำผิดทางอาญากระทำผิดเป็นขบวนการ มีบุคคลที่เกี่ยวข้องและอยู่ในข่ายที่จะต้องถูกดำเนินคดีอาญาหลายคน จำเป็นต้องใช้วิธีการสืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเป็นพิเศษ"

 

 

 

 

 

 

นอกจากนี้ อาจมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือระบบเศรษฐกิจ หรือการคลังของประเทศ ประกอบกับได้มีประกาศคณะกรรมการคดีพิเศษ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2554 เรื่อง กำหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 กำหนดให้คดีความผิดตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ในเรื่องการหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร หรือหลีกเลี่ยงบทกฎหมายหรือข้อจำกัดใดๆ อันเกี่ยวกับการนำของเข้า และความผิดตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 165 ในเรื่องการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ นำพยานหลักฐานหลักฐาน หรือเอกสารอันเท็จมาแสดงเพื่อหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษี ที่มีลักษณะดังกล่าวข้างต้น

 

"เป็นคดีพิเศษที่ต้องสืบสวนและสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ดังนั้น จึงมีคำสั่งให้รับเรื่องดังกล่าวไว้สอบสวนเป็นคดีพิเศษ เพื่อพิสูจน์ความผิดและหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีต่อไป" พ.ต.อ.ไพสิฐ กล่าว

 

ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุด้วยว่า กระบวนการตรวจสอบรถที่นำเข้ามาจากอเมริกาจนถึงอุตสาหกรรมที่ใช้จดประกอบใช้เอกสารปลอมเกือบทั้งหมด แต่ยืนยันว่า จะตรวจสอบเฉพาะในแง่ของกฎหมายที่มีคนมาร้องเรียนเท่านั้น และหลังจากนี้ ยังต้องหาหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อสืบสวนต่อไป

 

 

 

 

 

 

 

ด้าน พระพุทธะอิสระ หรือพระสุวิทย์ ธีรธัมโม เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม กล่าวถึงประเด็นดังกล่าว ว่า มองเป็น 2 นัย คือ นัยกฎหมาย คือ ผิดในวัตถุ ที่จดประกอบโดยมิชอบ ส่วนนัยที่ 2 คือ เรื่องพระธรรมวินัย ซึ่งต้องดูพฤติกรรมและเจตนา ที่รับเอาสิ่งที่ผิดกฎหมายเข้ามา ซึ่งต้องดูว่าสมเด็จช่วงจะคืนรถที่ผิดกฎหมายให้แก่หลวงหรือไม่ ถ้ารู้ว่าผิด แต่รถยังจอดอยู่ในวัด ก็ชัดเจน เข้าข่ายปาราชิก แต่ถ้ารีบคืน รีบสละให้แก่หลวง ก็จะถือว่าพฤติกรรมไม่ส่อเจตนา เรียกว่าไม่ครบองค์ประกอบความผิดวินัย ซึ่งเรื่องนี้ไม่ต้องคิดอะไรมาก เพราะไม่ได้สลับซับซ้อนอะไรเลย ต้องดูก่อนว่าสมเด็จช่วงจะทำอย่างไรต่อ ซึ่งทั้งหมดพูดในประเด็นพระธรรมวินัย ส่วนประเด็นกฎหมายบ้านเมืองต้องติดตามอีกครั้ง

 

ทางฝ่าย ลูกศิษย์ของสมเด็จช่วง กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า อยากฝากถึงดีเอสไอ ให้มองถึงเจตนาสมเด็จช่วง ว่า ทำไปเพราะอะไร ให้มองเรื่องคุณงามความดี สิ่งที่ทำให้ประชาชนเลื่อมใสศรัทธามากกว่าที่จะมามองในส่วนที่ ว่ารถได้มาโดยมิชอบหรือไม่

 

สำหรับปมการครอบครองรถเบนซ์ ทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร ของสมเด็จช่วง เริ่มขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2556 จากเหตุการณ์ไฟไหม้รถหรูระหว่างขนย้ายที่ปากช่อง กระทั่งเดือนก.พ. 2558 มีผู้ยื่นหนังสือทวงถามความคืบหน้าการทำคดีของดีเอสไอ ผลการตรวจสอบคดีการครอบครองรถหรูของสมเด็จช่วง ระบุ รถดังกล่าว ทั้งตัวถัง-เครื่องยนต์-อุปกรณ์ส่วนควบ-จดประกอบ-แจ้งสรรพากร มีการใช้เอกสารปลอมทั้งหมด ขณะที่อู่รถยนต์ประกอบรถ ไม่มีใบอนุญาตประกอบรถ ส่วนผู้ถวายรถดังกล่าวให้ยอมรับ กับพนักงานสอบสวนแล้วว่า เป็นผู้ถวายจริงแต่ต้องรอสอบเรื่องเจตนาของสมเด็จช่วงว่า รู้หรือไม่ว่าเป็นรถยนต์ที่นำเข้ามาไม่ถูกกฎหมาย

 

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 18 กุมภาพันธ์ 2559


 

 

ดีเอสไอแถลง รถโบราณสมเด็จช่วง ผิดทุกขั้นตอน นำเข้า ประกอบ เสียภาษี จดทะเบียน

 

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผบ.สำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ แถลงผลการตรวจสอบเกี่ยวกับรถยนต์เมอร์เซเดส เบนซ์ ทะเบียน ขม 0099 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถจดประกอบที่อยู่ในความครอบครองของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช รวมทั้งเป็นประธานมหาเถรสมาคม ว่าเป็นรถที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

พ.ต.อ.ไพสิฐ ระบุว่า ดีเอสไอสืบสวนข้อเท็จจริงโดยสรุปว่า รถคันดังกล่าวเป็นรถยนต์ ยี่ห้อ Mercedes-Benz รุ่น 300 บี ชนิดสี่ประตู ผลิตโดยประเทศเยอรมัน เมื่อปี ค.ศ.1953 ความจุกระบอกสูบ 2996 ซีซี เชื้อเพลิงแก๊ส หมายเลขตัวรถ 18601400420/53 หมายเลขเครื่องยนต์ 1869204500552 ปัจจุบันจอดอยู่ชั้นล่างของพระมหาเจดีย์ ภายในวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ซึ่งจัดเป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน หลักฐานทางทะเบียนของกรมการขนส่งทางบกระบุว่า รถจดทะเบียนเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2554 มีชื่อสมเด็จช่วง ป็นผู้ครอบครองลำดับที่ 1 (มีลำดับเดียว)

โดยประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนรถเก่า มีการเสียภาษีสรรพสามิตรถยนต์ตามใบเสร็จรับเงิน สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่กรุงเทพฯ 1 เลขที่ C10010054/0003562 ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2554 โดยใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) หมายเลขถัง 002290 วิศวกรผู้รับรองคือนายศุภารมย์ ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2554 หมดอายุ 15 สิงหาคม 2559 ต่อมาวันที่ 1 สิงหาคม 2556 ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนให้สลับหมายเลขทะเบียน ขม 0099 เป็น งค 1560 กรุงเทพมหานคร และได้แจ้งหยุดการใช้รถตลอดไปในวันเดียวกัน

พ.ต.อ.ไพสิฐ ยังระบุว่า จากการสืบสวนของ ดีเอสไอ ในประเด็นเกี่ยวกับการจดประกอบรถดังกล่าว พบว่าเป็นรถรุ่น เอสคลาส ที่มีการผลิตจำนวนน้อย มีการดำเนินการ 4 ขั้นตอน คือ (1) การนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์ (2) การประกอบชิ้นส่วนขึ้นเป็นรถสมบูรณ์ (3) การชำระภาษีสรรพสามิต และ (4) การจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก พบข้อเท็จจริงโดยสรุปดังนี้ (1) ขั้นตอนการนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์ พบหลักฐานว่า หจก. อ๊อด 89 เอ็นเตอร์ไพร์ส เป็นตัวการส่งเครื่องยนต์และตัวถังรถยนต์จากประเทศสหรัฐอเมริกาเข้ามายังประเทศไทยผ่านผู้บริการผู้ส่ง (Shipper) รายเดียวกัน คือ ILS, INC. โดยส่วนของโครงตัวถังรถยนต์ มาโดยเรือ VAN HARMONY เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2553 มีชื่อ หจก.ซี.ที. ออโตพาร์ท เป็นผู้นำสินค้าเข้า ส่วนเครื่องยนต์ มาโดยเรือ NYK ARGUS เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2553 มีชื่อบริษัท คาร์โก้ คาร์ จำกัด เป็นผู้นำสินค้าเข้า มีระยะเวลาห่างกันเพียง 2 วัน

หลังจากนั้นบริษัท อ๊อด 89 ฯ จึงให้ตัวแทนไปดำเนินการรับสิ่งของจากผู้นำเข้าทั้งสองราย แต่อุปกรณ์ส่วนควบอื่นๆ เช่น ฝากระโปรงหน้า-หน้า ไฟหน้า-หลัง ไฟเลี้ยว เบาะ ประตู กันชนหน้า-ท้าย ไม่พบหลักฐานการนำเข้าแต่พบหลักฐานว่าซื้อจาก หจก.สายชลมอเตอร์ ซึ่งจากการตรวจสอบบ้านเลขที่ไม่ปรากฏในสารบบทะเบียนราษฎร สถานที่ประกอบการไม่มีจริง และ หจก. ดังกล่าวก็ไม่มีในสาระบบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษีไม่มีในสาระบบของกรมสรรพากร จึงเป็นการทำเอกสารปลอมเพื่อให้เข้าใจว่าอุปกรณ์ ส่วนควบมีที่มาจากการซื้อภายในประเทศ

ในขั้นตอนนี้ ดีเอสไอเห็นว่าอาจเป็นความผิดตามพ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ในเรื่อง พยายามหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากร หรือในการหลีกเลี่ยง หรือพยายามหลีกเลี่ยงบทกฎหมายและข้อจำกัดใด ๆ อันเกี่ยวแก่การนำของเข้า ส่วนผู้ครอบครองอาจเป็นความผิดตามมาตรา 27 ทวิ ฐานการรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยหลีกเลี่ยงอากร นอกจากนั้นตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราภาษีศุลกากร พ.ศ.2530 มาตรา 6 กำหนดว่า ถ้าอธิบดีกรมศุลกากรเห็นว่ามีการหลีกเลี่ยงอากรที่พึงเก็บแก่สิ่งที่สมบูรณ์แล้ว โดยวิธีการนำสิ่งนั้นเข้ามาเป็นส่วน ๆ ต่างหากจากกัน จะเป็นวาระเดียวกันหรือต่างวาระกันก็ดีก็ให้เรียกเก็บอากรแก่ส่วนนั้น ๆ รวมกัน ในอัตราที่ถือเสมือนว่าเป็นสิ่งที่ได้ประกอบมาสมบูรณ์แล้ว

ซึ่งดีเอสไอ จะมีหนังสือแจ้งอธิบดีกรมศุลกากรพิจารณาตามบทกฎหมายดังกล่าว ส่วนความผิดฐานปลอมเอกสารเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นความผิดอีกฐานหนึ่งที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไป รวมทั้งความผิดอื่นที่อาจพบในภายหลังด้วย

 

 

พ.ต.อ.ไพสิฐ ยังระบุ สำหรับขั้นตอน ที่ 2 การประกอบชิ้นส่วนขึ้นเป็นรถสมบูรณ์ พบหลักฐานว่า หจก. อ๊อด 89 เอ็นเตอร์ไพร์ส ได้ร่วมกับอู่วิชาญ เป็นผู้ประกอบรถยนต์จากเครื่องยนต์ ตัวถังที่ได้จากขั้นตอนที่ 1 โดยอุปกรณ์ส่วนควบอื่นๆ ไม่ปรากฏหลักฐานการนำเข้า ซึ่งการประกอบรถนี้เป็นไปตามการสั่งซื้อของพระรูปหนึ่งใน ราคา 4,000,000 บาท (สี่ล้านบาท) ในการนี้ หจก. อ๊อด 89 เอ็นเตอร์ไพร์ส ได้รับเงินไป 2,500,000 บาท ส่วนอู่วิชาญ ได้รับเงินค่าประกอบ 1,500,000 บาท ในส่วนการประกอบรถ

ทางการสืบสวนปรากฏข้อเท็จจริงว่าอู่วิชาญไม่มีใบอนุญาตประกอบอุตสาหกรรม แต่มีการใช้ชื่อ อู่ N.P.การาจ (โรงประกอบรถยนต์ที่จดทะเบียนถูกต้อง) ในการประกอบรถยนต์ดังนั้นการประกอบรถยนต์คันนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 25 นอกจากนั้นยังอาจเป็นความผิดตามมาตรา 162 (1) ในความผิดฐาน ขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งสินค้าโดยรู้ว่าเป็นสินค้าที่มิได้เสียภาษีหรือเสียภาษีไม่ครบถ้วน อีกฐานหนึ่งด้วย

(3) ขั้นตอนการชำระภาษีสรรพสามิต พบหลักฐานว่านายชลัช เป็นผู้ดำเนินการนำเอกสารชุดประกอบรถยนต์ไปชำระภาษีสรรพสามิตตามมาตรา 48 (1) ประกอบมาตรา 117 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 โดยการปลอมลายมือชื่อนางกาญจนา เจ้าของ อู่ N.P.การาจ (โรงประกอบรถยนต์ที่จดทะเบียนถูกต้อง) แสดงตนเพื่อขอชำระภาษีประกอบรถยนต์, ปลอมลายมือ ในหนังสือมอบอำนาจให้ตนเป็นผู้รับมอบอำนาจและยื่นเอกสารขอจดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่ามีการประกอบรถยนต์คันดังกล่าว

โดย อู่ N.P.การาจ ทั้งที่ไม่ได้ทำการประกอบรถยนต์จริง ทำให้เจ้าหน้าที่หลงเชื่อแล้วจดแจ้งและรับชำระภาษีตามที่ นายชลัส มายื่นขอ อันเป็นความเท็จและเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527และประมวลกฎหมายอาญา ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน และฐานปลอมและใช้เอกสารปลอม

(4) ขั้นตอนการจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก พบหลักฐานว่านายชลัช ได้ว่าจ้างนายสมนึก ในการนำรถยนต์ไปจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก มีการปลอมและใช้เอกสารที่มีลายมือชื่อ นางกาญจนา ในแบบคำขอโอนและรับโอนของกรมการขนส่งทางบก (โอนลอย) จาก นางกาญจนา ไปยังพระผู้ใหญ่เพื่อแสดงว่า N.P.การาจ เป็นผู้ขายรถยนต์ต่อให้กับพระผู้ใหญ่ มีการปลอมลายมือชื่อนางกาญจนาในหนังสือมอบอำนาจให้ตนดำเนินการแทน, ปลอมและใช้ ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี ค่าแรงประกอบ ของ หจก.เอส ที วาย ออโต พาร์ท เพื่อให้เจ้าหน้าที่หลงเชื่อว่า หจก.เอส ที วายฯ เป็นผู้รับจ้าง N.P.การาจ ในการประกอบรถยนต์ อันเป็นความเท็จทั้งสิ้น รถยนต์ดังกล่าวจึงไม่สามารถจดทะเบียนเป็นรถยนต์ได้ ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ และระเบียบกรมการขนส่งทางบก ว่าด้วยการดำเนินการเกี่ยวกับทะเบียนและภาษีรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ พ.ศ.2531

พ.ต.อ.ไพสิฐ ยังระบุว่า ข้อเท็จจริงจากการสืบสวนดังกล่าว เห็นได้ว่ามีการกระทำความผิดในทุกขั้นตอน กรมสอบสวนคดีพิเศษเห็นว่าเป็นการกระทำผิดทางอาญาที่มีความซับซ้อน กระทำผิดเป็นขบวนการ และมีบุคคลที่เกี่ยวข้องและอยู่ในข่ายที่จะต้องถูกดำเนินคดีอาญาหลายคน จำเป็นต้องใช้วิธีการสืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเป็นพิเศษ

รวมทั้งเป็นเรื่องที่อาจมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือระบบเศรษฐกิจ หรือการคลังของประเทศ ประกอบกับได้มีประกาศคณะกรรมการคดีพิเศษ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2554 เรื่อง กำหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 กำหนดให้คดีความผิดตามพ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ในเรื่องการหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร หรือหลีกเลี่ยงบทกฎหมายหรือข้อจำกัดใด ๆ อันเกี่ยวกับการนำของเข้า และความผิดตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 165 ในเรื่องการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ นำพยานหลักฐานหลักฐาน หรือเอกสารอันเท็จมาแสดงเพื่อหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษี ที่มีลักษณะดังกล่าวข้างต้น เป็นคดีพิเศษที่ต้องสืบสวนและสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ดังนั้น อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษจึงมีคำสั่งให้รับเรื่องดังกล่าวไว้สอบสวนเป็นคดีพิเศษ เพื่อพิสูจน์ความผิดและหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีต่อไปแล้ว

 

ที่มา : มติชน : 18 กุมภาพันธ์ 2559

 

 

 

 

ดีเอสไอยันรถเบนซ์ "สมเด็จช่วง" ผิด กม. ทุกขั้นตอน รับเป็นคดีพิเศษ

 

 

"ดีเอสไอ" แถลงผลสอบรถเบนซ์โบราณ "สมเด็จช่วง" พบผิดกฎหมาย ใช้เอกสารเท็จทุกขั้นตอน ชี้ทำเป็นขบวนการ  รับเป็นคดีพิเศษ

 

 

เวลา 09.30 น. วันที่ 18 ก.พ. 59 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พร้อม พ.ต.ท.กรวัชร์ ปารประภากร ผู้บัญชาการสำนักเทคโนโลยีและสารสนเทศ พ.ต.ท.อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ ผู้บัญชาการภาษีอากร พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารคดีพเศษ  พ.ต.ต.หญิง พรรณทิพย์ เต็มเจริญ รองโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกันแถลงข่าวความคืบหน้าการตรวจสอบรถเบนซ์หรูโบราณ ทะเบียน ขม 99 ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ  ว่าเป็นรถที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ นั้น

 

กรณีดังกล่าว กรมสอบสวนคดีพิเศษรับไว้ทำการสืบสวน ปรากฏข้อเท็จจริงโดยสรุปว่า รถคันดังกล่าวเป็นรถยนต์ ยี่ห้อ Mercedes-Benz รุ่น 300 บี ชนิดสี่ประตู ผลิตโดยประเทศเยอรมัน เมื่อปี ค.ศ.1953 ความจุกระบอกสูบ 2996 ซีซี เชื้อเพลิงแก็ส หมายเลขตัวรถ 18601400420/53 หมายเลขเครื่องยนต์ 1869204500552 ปัจจุบันจอดอยู่ชั้นล่างของพระมหาเจดีย์ ภายในวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ซึ่งจัดเป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน หลักฐานทางทะเบียนของกรมการขนส่งทางบกระบุว่า รถจดทะเบียนเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2554 มีชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง สุดประเสริฐ) เป็นผู้ครอบครองลำดับที่ 1 (มีลำดับเดียว) โดยประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนรถเก่า มีการเสียภาษีสรรพสามิตรถยนต์ตามใบเสร็จรับเงิน สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่กรุงเทพฯ 1 เลขที่ C10010054/0003562 ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2554 โดยใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) หมายเลขถัง 002290 วิศวกรผู้รับรองคือนายศุภารมย์ ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2554 หมดอายุ 15 สิงหาคม 2559 ต่อมาวันที่ 1 สิงหาคม 2556 ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนให้สลับหมายเลขทะเบียน ขม 0099 เป็น งค 1560 กรุงเทพมหานคร และได้แจ้งหยุดการใช้รถตลอดไปในวันเดียวกัน

 

จากการสืบสวนของ DSI ในประเด็นเกี่ยวกับการจดประกอบรถดังกล่าว พบว่าเป็นรถรุ่น   เอสคลาส ที่มีการผลิตจำนวนน้อย ในการดำเนินการมี 4 ขั้นตอนด้วยกัน คือ (1) การนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์   (2) การประกอบชิ้นส่วนขึ้นเป็นรถสมบูรณ์ (3) การชำระภาษีสรรพสามิต และ (4) การจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก พบข้อเท็จจริงโดยสรุปดังนี้

 

 

 

(1) ขั้นตอนการนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์

 

พบหลักฐานว่า หจก. อ๊อด 89 เอ็นเตอร์ไพร์ส เป็นตัวการส่งเครื่องยนต์และตัวถังรถยนต์จากประเทศสหรัฐอเมริกาเข้ามายังประเทศไทยผ่านผู้บริการผู้ส่ง (Shipper) รายเดียวกัน คือ ILS, INC. โดยส่วนของโครงตัวถังรถยนต์ มาโดยเรือ VAN HARMONY เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2553 มีชื่อ หจก.ซี.ที. ออโตพาร์ท เป็นผู้นำสินค้าเข้า ส่วนเครื่องยนต์ มาโดยเรือ NYK ARGUS เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2553 มีชื่อบริษัทคาร์โก้ คาร์ จำกัด เป็นผู้นำสินค้าเข้า มีระยะเวลาห่างกันเพียงสองวัน หลังจากนั้นบริษัท อ๊อด 89 ฯ จึงให้ตัวแทนไปดำเนินการรับสิ่งของจากผู้นำเข้าทั้งสองราย แต่อุปกรณ์ส่วนควบอื่น ๆ เช่น ฝากระโปรงหน้า-หน้า ไฟหน้า-หลัง ไฟเลี้ยว เบาะ ประตู กันชนหน้า-ท้าย ไม่พบหลักฐานการนำเข้าแต่พบหลักฐานว่าซื้อจาก หจก.สายชลมอเตอร์ ซึ่งจากการตรวจสอบบ้านเลขที่ไม่ปรากฏในสาระบบทะเบียนราษฎร์ สถานที่ประกอบการไม่มีจริง และ หจก. ดังกล่าวก็ไม่มีในสาระบบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษีไม่มีในสาระบบของกรมสรรพากร

 

 

จึงเป็นการทำเอกสารปลอม เพื่อให้เข้าใจว่าอุปกรณ์ส่วนควบ มีที่มาจากการซื้อภายในประเทศ

 

 

ในขั้นตอนนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษเห็นว่า อาจเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ในเรื่อง พยายามหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากร หรือในการหลีกเลี่ยง หรือพยายามหลีกเลี่ยงบทกฎหมายและข้อจำกัดใดๆ อันเกี่ยวแก่การนำของเข้า

 

 

ส่วนผู้ครอบครอง อาจเป็นความผิดตามมาตรา 27 ทวิ ฐานการรับไว้โดยประการใด ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยหลีกเลี่ยงอากร

 

 

นอกจากนั้นตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราภาษีศุลกากร พ.ศ.2530 มาตรา 6 กำหนดว่า ถ้าอธิบดีกรมศุลกากรเห็นว่ามีการหลีกเลี่ยงอากรที่พึงเก็บแก่สิ่งที่สมบูรณ์แล้ว โดยวิธีการนำสิ่งนั้นเข้ามาเป็นส่วนๆ ต่างหากจากกัน จะเป็นวาระเดียวกันหรือต่างวาระกันก็ดีก็ให้เรียกเก็บอากรแก่ส่วนนั้นๆ รวมกัน ในอัตราที่ถือเสมือนว่าเป็นสิ่งที่ได้ประกอบมาสมบูรณ์แล้ว ซึ่งกรมจะมีหนังสือแจ้งอธิบดีกรมศุลกากรพิจารณาตามบทกฎหมายดังกล่าว ส่วนความผิดฐานปลอมเอกสารเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นความผิดอีกฐานหนึ่งที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไป รวมทั้งความผิดอื่นที่อาจพบในภายหลังด้วย

 

 

 

 

(2) ขั้นตอนการประกอบชิ้นส่วนขึ้นเป็นรถสมบูรณ์

 

พบหลักฐานว่า หจก. อ๊อด 89 เอ็นเตอร์ไพร์ส ได้ร่วมกับอู่วิชาญ เป็นผู้ประกอบรถยนต์จากเครื่องยนต์ ตัวถังที่ได้จากขั้นตอนที่ 1 โดยอุปกรณ์ส่วนควบอื่นๆ ไม่ปรากฏหลักฐานการนำเข้า ซึ่งการประกอบรถนี้เป็นไปตามการสั่งซื้อของ "พระรูปหนึ่ง" ใน ราคา 4,000,000 บาท (สี่ล้านบาท) ในการนี้ หจก. อ๊อด 89 เอ็นเตอร์ไพร์ส ได้รับเงินไป 2,500,000 บาท ส่วนอู่วิชาญ ได้รับเงินค่าประกอบ 1,500,000 บาท ในส่วนการประกอบรถ ทางการสืบสวนปรากฏข้อเท็จจริงว่า อู่วิชาญไม่มีใบอนุญาตประกอบอุตสาหกรรม แต่มีการใช้ชื่อ อู่ N.P.การาจ (โรงประกอบรถยนต์ที่จดทะเบียนถูกต้อง) ในการประกอบรถยนต์ ดังนั้น การประกอบรถยนต์คันนี้ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 25 นอกจากนั้นยังอาจเป็นความผิดตามมาตรา 162 (1) ในความผิดฐานขาย หรือมีไว้เพื่อขายซึ่งสินค้า โดยรู้ว่าเป็นสินค้าที่มิได้เสียภาษี หรือเสียภาษีไม่ครบถ้วน อีกฐานหนึ่งด้วย

 

 

 

(3) ขั้นตอนการชำระภาษีสรรพสามิต

 

พบหลักฐานว่านายชลัช เป็นผู้ดำเนินการนำเอกสารชุดประกอบรถยนต์ไปชำระภาษีสรรพสามิตตามมาตรา 48 (1) ประกอบมาตรา 117 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 โดยการปลอมลายมือชื่อนางกาญจนา เจ้าของ อู่ N.P.การาจ (โรงประกอบรถยนต์ที่จดทะเบียนถูกต้อง) แสดงตนเพื่อขอชำระภาษีประกอบรถยนต์, ปลอมลายมือ ในหนังสือมอบอำนาจให้ตนเป็นผู้รับมอบอำนาจและยื่นเอกสารขอจดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่ามีการประกอบรถยนต์คันดังกล่าวโดย

อู่ N.P.การาจ ทั้งที่ไม่ได้ทำการประกอบรถยนต์จริง ทำให้เจ้าหน้าที่หลงเชื่อแล้วจดแจ้งและรับชำระภาษีตามที่ นายชลัส มายื่นขอ อันเป็นความเท็จและเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527และประมวลกฎหมายอาญา ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน และฐานปลอมและใช้เอกสารปลอม

 

 

 

(4) ขั้นตอนการจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก 

 

พบหลักฐานว่า นายชลัช ได้ว่าจ้างนายสมนึก ในการนำรถยนต์ไปจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก มีการปลอมและใช้เอกสารที่มีลายมือชื่อ นางกาญจนา ในแบบคำขอโอนและรับโอนของกรมการขนส่งทางบก (โอนลอย) จากนางกาญจนาไปยังพระผู้ใหญ่ เพื่อแสดงว่า N.P.การาจ เป็นผู้ขายรถยนต์ต่อให้กับพระผู้ใหญ่ , มีการปลอมลายมือชื่อนางกาญจนาในหนังสือมอบอำนาจให้ตนดำเนินการแทน, ปลอมและใช้ ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี ค่าแรงประกอบ ของ หจก.เอส ที วาย ออโต พาร์ท เพื่อให้เจ้าหน้าที่หลงเชื่อว่า หจก.เอส ที วายฯ เป็นผู้รับจ้าง N.P.การาจ ในการประกอบรถยนต์ อันเป็นความเท็จทั้งสิ้น รถยนต์ดังกล่าวจึงไม่สามารถจดทะเบียนเป็นรถยนต์ได้ ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ และระเบียบกรมการขนส่งทางบก ว่าด้วยการดำเนินการเกี่ยวกับทะเบียนและภาษีรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ พ.ศ.2531

 

ข้อเท็จจริงจากการสืบสวนดังกล่าว เห็นได้ว่า มีการกระทำความผิดในทุกขั้นตอน กรมสอบสวนคดีพิเศษเห็นว่า เป็นการกระทำผิดทางอาญาที่มีความซับซ้อน กระทำผิดเป็นขบวนการ และมีบุคคลที่เกี่ยวข้องและอยู่ในข่ายที่จะต้องถูกดำเนินคดีอาญาหลายคน จำเป็นต้องใช้วิธีการสืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเป็นพิเศษ รวมทั้งเป็นเรื่องที่อาจมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือระบบเศรษฐกิจ หรือการคลังของประเทศ ประกอบกับได้มีประกาศคณะกรรมการคดีพิเศษ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2554 เรื่อง กำหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 กำหนดให้คดีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ในเรื่องการหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร หรือหลีกเลี่ยงบทกฎหมายหรือข้อจำกัดใด ๆ อันเกี่ยวกับการนำของเข้า และความผิดตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 165 ในเรื่องการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ นำพยานหลักฐานหลักฐาน หรือเอกสารอันเท็จมาแสดงเพื่อหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษี ที่มีลักษณะดังกล่าวข้างต้น เป็นคดีพิเศษที่ต้องสืบสวนและสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ดังนั้น อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษจึงมีคำสั่งให้รับเรื่องดังกล่าวไว้สอบสวนเป็นคดีพิเศษ เพื่อพิสูจน์ความผิดและหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีต่อไปแล้ว

 

 

 

 

ที่มา : โพสต์ทูเดย์   : 18 กุมภาพันธ์ 2559

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264