ของจริง !

 

 

หนังสือ ดีเอสไอ วินิจฉัย ปาราชิก ธัมมชโย

 

ส่งถึง พศ. ขอให้..ดำเนินการตามหน้าที่

 

ถ้า..ไม่ทำ ก็คอยดูต่อไป ว่าใครจะติดคุกมั่ง

อยากจะเข้าซังเตกับธัมมชโย

ก็เชิญตามสบาย ..

 

 

 

 

 

 

 

หนังสือ DSI ชี้ชัด "ธัมมชโย" ผิดสำเร็จ ต้องอาบัติปาราชิก


เมื่อวันที่ 3 ก.พ. รายงานข่าวจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผย "เดลินิวส์ออนไลน์" ว่า เมื่อเดือน ม.ค. 59 ที่ผ่านมา พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทำหนังสือมาถึงผู้อำนวยการสำนักงาน พศ. เพื่อให้พิจารณาดำเนินการถึงพฤติการณ์ของพระไชยบูลย์ ธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และเจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์ที่เกี่ยวข้อง ที่น่าจะเข้าข่ายกระทำผิดอาญา จากกรณีการถือครองที่ดินและทรัพย์สิน ซึ่งจากการสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ศาล สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มหาเถรสมาคม กองบังคับการปราบปราม ผู้ตรวจการแผ่นดิน ฯลฯ สรุปได้ว่า การกระทำของพระธัมมชโย ถือว่าเป็นการกระทำที่ครบองค์ประกอบความผิดฐาน "เป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต" และ "เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด" ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 และ 157 ทุกประการแล้ว แม้ในภายหลังจะนำทรัพย์ที่ได้ยกยอกไปแล้วมาคืนให้แก่วัดพระธรรมกายก็ตาม การกระทำดังกล่าวก็เป็นเพียงการพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดที่ได้กระทำลงไป เพียงเหตุก็เพราะต้องยอมจำนนต่อพยานหลักฐานเท่านั้น หาใช่ไม่เป็นความผิดก็หาไม่

รายงานของดีเอสไอที่มีถึง ผอ.พศ. ระบุด้วยว่า การได้มาซึ่งที่ดินในคดีนี้ แทบทุกรายการเกิดจากการให้ตัวแทนไปติดต่อขอซื้อที่ดินจากเจ้าของที่ดินโดยตรงแทบทั้งสิ้น ไม่ได้เกิดจากการที่เจ้าของยินยอมยกที่ดินให้กับทางวัดหรือบริจาคเงินให้ทางวัดเพื่อไปซื้อที่ดินให้กับพระธัมมชโยเป็นการส่วนตัว โดยเมื่อซื้อแล้วพระธัมมชโยก็ได้อนุมัติให้เบิกจ่ายเงินในบัญชีของวัดพระธัมมกายไปซื้อที่ดินดังกล่าวและกลับใส่ชื่อของตัวเอง แทนที่จะเป็นชื่อของวัดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ อีกทั้งมีการประวิงเวลาไม่ยินยอมคืนทรัพย์สินให้แก่วัด กลับต่อสู้ทางคดี โดยคิดว่าจะชนะคดี ซึ่งการต่อสู้ในเรื่องนี้ใช้เวลานาน 7 ปี และรู้อยู่แล้วว่า หนทางเดียวที่จะทำให้พนักงานอัยการถือเป็นสาเหตุในการถอนฟ้องคดี จึงยินยอมคืนทรัพย์สินให้ทางวัด การกระทำเช่นนี้มีเจตนาในการกระทำความผิด ไม่อาจทำให้การกระทำความผิดที่สำเร็จไปแล้วกลับกลายมาเป็นไม่มีความผิดไปได้ ซึ่งพระลิขิตของพระสังฆราชฯ (ฉบับที่ 3) ยืนยันการกระทำผิดนี้ชัดเจนว่าต้องอาบัติปาราชิก ต้องพ้นจากความเป็นสมณะโดยอัตโนมัติ

รายงานระบุอีกว่า ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 มาตรา 8 บัญญัติว่า "สมเด็จพระสังฆราชทรงดำรงตำแหน่งสกลมหาสังฆปรินายก ทรงบัญชาการคณะสงฆ์ และทรงตราพระบัญชาสมเด็จะพระสังฆราชโดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมาย พระธรรมวินัยและกฎหมายมหาเถรสมาคม" เมื่อพระองค์ทรงมีพระวินิจฉัยในกรณีของพระธัมมชโยแล้ว มหาเถรสมาคมย่อมต้องสนองพระลิขิตที่สมเด็จพระสังฆราชประทานมาทั้งหมด ตามที่มหาเถรสมาคมได้มีมติที่ 193/2542 ให้สนองพระดำริโดยตลอด ให้ชอบด้วยกฎหมาย พระธรรมวินัย และกฎหมายมหาเถรสมาคม แต่กลับปรากฏข้อเท็จจริงว่า มีการติดตามผลการดำเนินการเพียงเรื่องเดียวคือ ติดตามรับมอบและคืนที่ดินอันเป็นของวัดพระธรรมกายเท่านั้น ซึ่งถึงบัดนี้ ที่ประชุมมหาเถรสมาคมยังไม่ได้มีมติตัดสินหรือรับรองว่า พระธัมมชโย ต้องอาบัติปาราชิก ตามพระลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2542 แต่อย่างใด ยังไม่ได้มีการพิจารณาการลงนิคหกรรมพระธัมมชโย ให้ต้องอาบัติปาราชิก ตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชที่มีมติของมหาเถรสมาคมรับรอง ให้ถือเป็นคำสั่งที่ชอบ และจะต้องปฏิบัติตามให้ครบถ้วน (การประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 5/2558 เมื่อวันที่ 20 ก.พ.2558 มติมหาเถรสมาคมที่ 121/2558) ทั้งที่ผลการดำเนินคดีทางโลกได้เสร็จสิ้นแล้ว

รายงานระบุต่อว่า ผู้อำนวยการสำนักงาน พศ. ในฐานะเลขาธิการมหาเถรสมาคมโดยตำแหน่ง เพียงแต่รายงานผลการดำเนินงานเรื่องอื่น เช่น การมอบคืนทรัพย์ให้กับทางวัด รวมไปถึงการออกคำสั่งทางปกครองให้ทางวัดพระธรรมกายปฏิบัติการตามกฎระเบียบและให้เคร่งครัดในพระวินัย แต่ยังไม่ได้สนองงานตามพระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราชให้ครบถ้วนในทุกประเด็น โดยเฉพาะการลงนิคหกรรมแก่พระธัมมชโยที่ต้องอาบัติปาราชิกตามพระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรงและถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของพระบัญชา โดยจะต้องนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของมหาเถรสมาคมโดยรับสนองงานตามบัญชา

ในตอนท้ายของหนังสือดังกล่าว แจ้งว่า ดีเอสไอเห็นว่า ยังคงมีประเด็นที่มหาเถรสมาคมจะต้องพิจารณาดำเนินการต่อไปใน 2 กรณีคือ

1.การดำเนินการให้พระธัมมชโยต้องอาบัติปาราชิกตามลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชที่มีมติของมหาเถรสมาคมรับรองให้ถือเป็นคำสั่งที่ชอบและจะต้องปฏิบัติตามให้ครบถ้วน ตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

2.การพิจารณาความผิดและการดำเนินกับเจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์ขั้นต้น ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการตามข้อ 1

 

ผอ.พศ. ตีมึน อ้างไม่มีอำนาจให้พระปาราชิก

ด้านนายพนม ศรศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวยอมรับกับ เดลินิวส์ออนไลน์ ถึงหนังสือดังกล่าวที่อธิบดีดีเอสไอทำมาถึงว่า ตนได้รับหนังสือแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลเอกสาร เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นนานแล้ว ตั้งแต่ปี 2542 อีกทั้งเอกสารข้อมูลบางส่วน จะอยู่ที่พระคุณเจ้าคณะผู้ปกครอง ที่ทำเรื่องสอบข้อเท็จจริง สอบสวนวินัยต่างๆ ซึ่งจะตอบกลับดีเอสไอเร็วๆ นี้ และจะรายงานตามหลักฐานที่เรามีเมื่อถามว่า ในท้ายหนังสือของดีเอสไอ ระบุให้ พศ.ดำเนินการให้พระธัมมชโยต้องอาบัติปาราชิกตามลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช

นายพนม กล่าวว่า พศ. ไม่สามารถไปกำหนดให้พระปาราชิก หรือไม่ปาราชิกได้ ทางดีเอสไอน่าจะมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน เป็นเพียงการเท้าความในหนังสือที่ผู้ร้องเรียน มีคนกล่าวหาร้องเรียนหลายประเด็น แต่มี 2 ประเด็นนี้ที่เกี่ยวข้องกับ พศ.

ต้องดูข้อความทั้งหมด เรากำลังรวบรวมและสืบสวน สอบถามผู้ที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่พวกผมจะมารับผิดชอบ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก ทางคณะสงฆ์ก็มี พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ปี 2505 และแก้ไขปี 2535 ในส่วนฝ่ายบ้านเมืองจะมี พ.ร.บ.ของเรา จะเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ เราต้องใช้เวลาเพื่อไม่ให้กระทบส่วนอื่นๆ เป็นเรื่องเก่าที่ผ่านมาแล้ว ผมอาจจะสื่อสารไม่ดี ผมไม่ได้ไปชี้แจงว่า สิ่งที่ทำมาเป็นอย่างไรและระหว่างที่ทำถึงตรงไหน บางเรื่องเป็นเรื่องที่มีผลกระทบกับบุคคลอื่น เราให้เกียรติ ถือเป็นมารยาทที่ไม่สามารถแถลงได้ ถึงได้มีการมองว่าเราไม่ดำเนินการอะไร ทั้งที่จริงเราดำเนินการอยู่ มีการประสาน มีการปรึกษาหารือตลอด เป็นเรื่องของการสื่อสารที่ไม่ตรงกัน ทั้งนี้ ดีเอสไอไม่ได้กำหนดมาว่าจะต้องตอบกลับในวันไหน แต่โดยมารยาท เราก็ต้องดำเนินการให้เร็วที่สุด นายพนม กล่าว

 

ปัดคดีธัมมชโยไม่เกี่ยวข้องกับ "สมเด็จช่วง"

ผอ.พศ. กล่าวต่อว่า สิ่งหนึ่งที่เราต้องตั้งข้อสังเกตก็คือ สมเด็จพระมหาราชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ท่านไม่น่าจะไปเกี่ยวข้องในประเด็นนี้ เพราะไม่ได้เป็นเจ้าคณะผู้ปกครอง ไม่ได้เป็นเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค ที่สอบสวนกรณีพระธัมมชโยในช่วงปี 2542-2547 เพียงแต่ท่านไปเป็นพระอุปัชฌาย์ของพระธัมมชโยแค่นั้น อย่างไรก็ตาม ทาง พศ.จะรีบดำเนินการ แต่เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมา และกรมนี้ก็อยู่ที่กรมการศาสนา ที่แยกไปอยู่กระทรวงวัฒนธรรม ส่วนสำนักงาน พศ. ก็เป็นหน่วยงานขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี เป็นหน่วยงานใหม่ เอกสารหลักฐานเราก็พยายามตาม ซึ่งการดำเนินการใกล้จะเสร็จเรียบร้อยแล้ว ข้อมูลใกล้ครบสมบูรณ์แล้ว เพียงแต่รอคุยกับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นให้ครบก่อน คงใช้เวลาไม่นาน เพราะเราจะต้องทำให้เกิดความรอบคอบ

 

เมื่อถามว่า การดำเนินการทุกอย่างจะเสร็จทันก่อนที่จะมีการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ ใช่หรือไม่

นายพนม กล่าวว่า "ผมทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย และที่ดำเนินการอยู่ไม่ได้ไปเคลียร์ให้กับใคร เพราะว่าในส่วนของเจ้าคุณสมเด็จ ท่านก็บริสุทธิ์ของท่านอยู่แล้ว ไม่ได้ไปทำให้ท่านเป็นอะไร เดี๋ยวจะบาปกรรมเรา ถ้าหากท่านเป็นผู้บริสุทธิ์ แล้วเราไปว่ากล่าวโทษท่าน ก็จะระมัดระวังตรงนี้ จะไม่กล้าไปกล่าวโทษหรือก้าวล่วง เพราะอำนาจมันคนละส่วนกัน ผมมีหน้าที่รวบรวมข้อมูลหลักฐานที่มีอยู่ แต่เนื่องจากเวลานานและเปลี่ยนผู้บริหารมาหลายคนแล้ว เมื่อมาถึงผม ก็ต้องไปเก็บรายละเอียดพอสมควร และจะดำเนินการให้เร็วที่สุด"

 

"สุวพันธุ์" ยังไม่ส่ง "มติมส." ตั้ง สมเด็จช่วง เป็นพระสังฆราชให้นายกฯ

เมื่อวันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเสนอชื่อสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 ว่า ยังไม่ได้เสนอชื่อไปยังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) การที่จะเสนอเรื่องให้นายกฯนั้น ต้องสามารถตอบคำถามได้ ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถตอบคำถามต่างๆ ของนายกฯได้ จึงไม่สามารถเสนอเรื่องได้ ในฐานะกำกับดูแล พศ. ขณะนี้ก็กำลังรอรายงานจาก พศ. เกี่ยวกับรายละเอียดเรื่องต่างๆกระบวนการเรื่องดังกล่าวขึ้นอยู่กับผม รวมถึงความรับผิดชอบ หากจะตำหนิ ต้องตำหนิผม ว่าไม่ผลักดันให้มีความคืบหน้า แต่คนที่ทำเรื่องนี้อยู่ ต่างรู้ดีว่าเรากำลังทำอะไร มีเรื่องใดที่น่าเป็นห่วงและหวังจะได้เห็นอะไรเกิดขึ้นในสังคม เชื่อว่าทุกฝ่ายเข้าใจดีว่ารัฐบาลคิดเห็นอย่างไร ยืนยันว่าไม่ได้ถ่วงดึงหรืออะไรเลย นายสุวพันธุ์ กล่าว

 

ปัดตอบคดีธัมมชโย เสร็จสิ้นในรัฐบาลนี้

ส่วนกรณีที่ดีเอสไอ ดำเนินการสอบสวนคดีธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายนั้น นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า ดีเอสไอกำลังตรวจสอบอยู่ ยังไม่ได้สรุปผลการตรวจสอบและตนก็กำลังรออยู่ โดย พศ. จะประสานงานร่วมกับดีเอสไอเมื่อถามว่าสรุปแล้วคดีของธัมมชโยจะสามารถเสร็จสิ้นได้ในรัฐบาลนี้หรือไม่ นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า ถ้าสำเร็จได้ก็สำเร็จ แต่ต้องอยู่บนข้อเท็จจริงเมื่อถามว่าที่เรื่องยังช้าอยู่เพราะเกรงกลัวอิทธิพลของวัดพระธรรมกายหรือไม่ นายสุวพันธุ์ กล่าวเพียงว่า ผมทำตามหน้าที่ ทำตามข้อเท็จจริง"

 

 

 

ที่มา  :  เดลินิวส์ :  4 กุมภาพันธ์ 2559

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264